การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ปลูกง่าย พืชอายุสั้นใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้

, , No Comments



ข้าวโพดฝักอ่อน (Baby corn) เป็นผลผลิตทางการเกษตรของข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวฝักในระยะฝักอ่อน เพื่อนำมาบริโภค เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนจะมีความหวาน กรอบ มีเมล็ดเป็นไข่ขนาดเล็ก และรับประทานง่ายทั้งในรูปฝักสดหรือใช้ประกอบอาหาร พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ดี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่




1.พันธุ์ผสมเปิดต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณ 1, สุวรรณ 2, สุวรรณ 3, รังสิต 1 และเชียงใหม่ 90 โดยพันธุ์สุวรรณ 1, 2 และ 3 เป็นข้าวโพดไร่ที่มีข้อดี คือ มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคอื่นๆได้ดี สามารถเจริญเติบโต และปรับตัวได้ดี เมล็ดพันธุ์มีราคาถูก
2.พันธุ์ลูกผสมของทางราชการ และบริษัทเอกชน ได้แก่ พันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์, พันธุ์แปซิฟิค 116, พันธุ์แปซิฟิค 283 , พันธุ์จี 5414, พันธุ์ เอสจี 18, พันธุ์ยูนิซิดส์ บี 65 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้มีข้อดี คือ มีความสม่ำเสมอของลักษณะต้น อายุเก็บเกี่ยว และจำนวนฝักอ่อน ซึ่งได้มาตรฐานสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด
ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ เป็นพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ สามารถให้จำนวนฝักเกรดเอ เฉลี่ยสูงถึง 71 เปอร์เซ็นต์ และให้คุณภาพฝักสูง มีความทนทานไม่หัก หรือดำช้ำง่าย สีฝักสวย เหมาะกับตลาดแพ็คสด และโรงงานแปรรูป


ลักษณะประจำพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ คือ ความสูงต้นเฉลี่ย 155 เซนติเมตร ความสูงฝักแรกที่ 95 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยวครั้งแรกเฉลี่ย 55 วัน เก็บเกี่ยวนาน 5-6 วัน ความยาวไหมที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวที่ 5-10 เซนติเมตร มีลักษระฝักสีเหลือง ทรงกรวยปลายแหลม เมล็ดคล้ายไข่ปลาละเอียด มีน้ำหนักฝักสดรวมเปลือกประมาณ 2,100-2,400 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดเมื่อปอกเปลือก 300-430 กิโลกรัม/ไร่
การเตรียมดิน  ให้ขุดดินหรือพรวนดินให้ร่วนด้วยการไถพรวนดิน ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วยกร่องสูง 25 เซนติเมตร ก่อนไถพรวนดิน ควรหว่านโรยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย
การปรับปรุงดิน  ใส่หินฟอสเฟตเพื่อแก้ความเป็นกรด และให้ธาตุฟอสฟอรัสแก่พืช นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยคอกก่อนการไถพรวนดินเพื่อปรับคุณสมบัติร่วมด้วย



ระยะการปลูก  ใช้เมล็ด อัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 50-50 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม (19,000 ต้น/ไร่) หรือ 50-40 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม ขึ้นไป หรือเพิ่มอัตราปลูกที่ 26,000 ต้น/ไร่ แต่ไม่ควรเพิ่มมากกว่านี้ หรืออาจเพิ่มจำนวนต้นต่อหลุม หากเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่มากเกินไป อาจทำให้ฝักเล็กลง
การใส่ปุ๋ย  ธาตุอาหารที่จำเป็นมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ส่วนโพแทสเซียม จะต้องการน้อยกว่า และไม่ต้องใส่มาก  การปลูกด้วยการยกร่อง ให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมตอนปลูก และโรยข้างแถว เมื่อข้าวโพดอายุ 25-30 วัน ในปริมาณที่เท่ากัน



การให้น้ำ  การให้น้ำกับข้าวโพดฝักอ่อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ใกล้ชิด เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะเติบโตได้ดี มีฝักสมบูรณ์เมื่อมีความชื้นตลอดทั้งช่วงการปลูก แต่ควรระมัดระวังอย่าให้ดินแฉะ และหากขาดน้ำหรือดินแห้งในช่วงใดช่วงหนึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก
การให้น้ำข้าวโพดฝักอ่อนให้พิจารณาความชื้นดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร ตลอดฤดูปลูก ด้วยการปฏิบัติ คือ ข้าวโพดยังเล็กในระยะแรกให้น้ำทุก 2-3 วัน เมื่อต้นสูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร หรือสูงประมาณหัวเข่า จะให้น้ำทุกๆ 5-7 วัน ต่อจากนั้น การให้น้ำจะพิจารณาเมื่อดินเริ่มแห้งเป็นระยะๆ



การกำจัดวัชพืช  การกำจัดวัชพืชอาจใช้วิธีการกำจัดด้วยจอบหรือการถอนมือทุกๆ 2-3 อาทิตย์ หรืออาจใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อลาคลอร์ตรา 600-700 ซีซี/ไร่ ฉีดพ่นหลังปลูกขณะที่ข้าวโพด และวัชพืชยังไม่งอก แต่การใช้สารเคมีอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพดิน รวมถึงสารเคมีที่ตกค้างในดิน
การถอดยอด  เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนมีอายุประมาณ 38 วัน หรือมีใบจริง 7 คู่ โดยจะมีช่อดอกตัวผู้โผล่จากธง (ใบยอด) ซึ่งต้องดึงส่วนนี้ทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผสมเกสร เพราะหากมีการผสมเกสรจะทำให้ข้าวโพดฝักอ่อนมีคุณภาพด้อยลง เมล็ดโป่งพอง และไม่ได้มาตรฐานตามตลาด นอกจากนี้ ถารถอดยอดถือเป็นเทคนิคสำคัญที่เกษตรกรไม่ควรละเลย หากต้องการให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ



การเก็บเกี่ยว  ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชอายุสั้น ประมาณ 55-60 วัน และจะเก็บเกี่ยวหลังดึงช่อดอกตัวผู้แล้ว ประมาณ 3-5 วัน แต่มีข้อควรระวัง คือ ฝักอ่อนจะโตเร็ว ซึ่งควรเก็บเกี่ยวฝักอ่อนในระยะที่เหมาะสม หากปล่อยนานจะทำให้ฝักอ่อน มีขนาดโตเกินมาตรฐานที่โรงงาน หรือตลาดต้องการ การเก็บเกี่ยวมีข้อพึงปฏิบัติ ดังนี้

1.  สังเกตไหมที่เริ่มโผล่ปลายฝัก จะมีความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวที่สุด
2.  ให้เก็บฝักบนสุดเป็นฝักแรก และฝักที่ถัดต่ำลงมาตามลำดับ และควรหักลำต้นไปด้วย เพื่อจะทำให้มองเห็นต้นที่เก็บเกี่ยวแล้ว
3.  ให้เก็บฝักทุกวัน เพื่อป้องกันมิให้ฝักแก่เกินไป
4.  หากใช้พันธุ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่ปลูก ควรสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวโพดที่มีไหมยาวแตกต่างกัน และกรีดดูลักษณะฝัก ขนาดของฝัก พร้อมเก็บข้อมูล และพิจารณาระยะที่เหมาะสม สำหรับนำไปใช้กำหนดระยะการเก็บของทั้งแปลง
5.  การเก็บฝักสดเพื่อส่งออก ควรเก็บ 2 ฝัก/ต้น โดยไม่ควรเก็บฝักที่ 3 เนื่องจากฝักมักจะไม่สมบูรณ์ไม่ได้คุณภาพ


การรักษาคุณภาพข้าวโพดฝักอ่อนหลังการเก็บเกี่ยว

1.  เมื่อเก็บฝักเสร็จ ควรรีบนำฝักเข้าร่มหรือโรงเรือนที่ระบายอากาศดี พยายามจัดวางเรียงกันเป็นแถว ไม่ควรวางเป็นกองสูง และไม่ควรทิ้งไว้หลายวัน และควรปลอกเปลือกทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
2.  การขนส่งควรทำโดยเร็วที่สุด และการจัดเรียงใส่รถบรรทุกควรใส่ในภาชนะก่อน โดยเฉพาะข้าวโพดที่ปอกเปลือกแล้ว ควรใส่ในกล่องกระดาษหรือตะกร้าพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ
3.  การปอกเปลือกข้าวโพด ต้องกรีดเปลือกโดยไม่ให้เกิดบาดแผล


1. การทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณเชื้อรา ตั้งแต่มีดกรีด หีบห่อบรรจุ และเครื่องมือที่ใช้ รวมถึงโรงเรือน ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้สารเคมีในรูปของแก๊สหรือสารละลายที่ฆ่าเชื้อโรค เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ อัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ ผสมน้ำฉีดพ่น เป็นต้น
2. การส่งออก ควรลดอุณหภูมิข้าวโพดฝักอ่อนโดยเร็วที่สุด ด้วยวิธีการอัดลมเย็น (forced – air cooling) เพื่อลดการเน่า ลดการสูญเสียน้ำ และความหวาน ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น อุณหภูมิที่ใช้ในระหว่างการขนส่ง คือ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 เปอร์เซ็นต์
ที่มา: http://www.doae.go.th

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น