แชร์ไว้ดู!!น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์






น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์


ในหลายประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อว่า กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และในชาวแคริบเบียน จะเรียกกันเช่นนี้


พืชยอดเยี่ยมนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร เพราะกระเจี๊ยบสดหนึ่งแก้วมีโปรตีน 2 กรัม มีวิตามิน C 21 มิลลิกรัม มีกรดโฟลิก 30 แคลอรี่ มีโฟเลต 80 ไมโครกรัม มีแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม มีไขมัน 0.1 กรัม

และมีคาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม พืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในรูปแบบต่างๆ เช่น ทอด ต้ม ตุ๋น หรือดอง

สมุนไพรกระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น

และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

2. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลโดยผ่านการบริโภคโดยตรง

4. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

5. ป้องกันการเกิดโรคไต

**วันนี้เราจะนำเสนอสูตรน้ำกระเจี๊ยบ ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสม

1. กระเจี๊ยบเขียวสด 4 ฝัก

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วย

สูตรน้ำกระเจี๊ยบ

1. ใช้มีดตัดด้านข้างของฝักกระเจี๊ยบออก

2. ใส่ฝักกระเจี๊ยบลงในขวดขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปให้ท่วม

3. แช่ฝักกระเจี๊ยบทิ้งไว้ตลอดคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. ในตอนเช้าให้บีบน้ำในฝักกระเจี๊ยบออกให้หมดและเก็บน้ำไว้

5. โยนฝักของมันทิ้งไปและดื่มน้ำทันที

วิธีดื่ม

คุณควรดื่มเครื่องดื่มนี้ในขณะท้องว่าง ก่อนมื้อเช้า 30 นาที มันจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจนทำให้คุณประหลาดใจ

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

1. ฝักอ่อนหรือผลอ่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทาน โดยนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อน หรือนำมาใช้ทำแกงต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ใช้ใส่ในยำต่าง ๆ ใช้ชุบแป้งทอด ทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้

2. เมนูกระเจี๊ยบเขียว เช่น แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบผัดขิงอ่อน ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด ยำกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด สลัดกระเจี๊ยบเขียว ชากระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

3. สำหรับชาวอียิปต์มักใช้ผลกระเจี๊ยบรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ หรือนำมาใช้ในการปรุงสตูว์เนื้อน้ำข้น สตูว์ผัก หรือนำไปดอง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้จะใช้ผลอ่อนนำมาต้มเป็นสตูว์กับมะเขือเทศที่เรียกว่า “กัมโบ้” หรือทางตอนใต้ของอินเดียจะนำผลกระเจี๊ยบมาผัดหรือใส่ในซอสข้น ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะใช้กินเป็นผักสดและนำมาย่างกิน และชาวญี่ปุ่นจะนำมาชุบแป้งทอดกินกับซีอิ้ว

4. ดอกอ่อนและตาดอกสามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

5. รากกระเจี๊ยบสามารถนำมารับประทานได้ แต่จะค่อนข้างเหนียวและไม่เป็นที่นิยม

6. แป้งจากเมล็ดแก่เมื่อนำมาบดสามารถนำมาใช้ทำเป็นขนมปังหรือทำเป็นเต้าหู้ได้

7. ใบตากแห้งนำมาป่นเป็นผงใช้โรยอาหารและช่วยชูรสชาติอาหารได้

8. ฝักที่นำมาตากแห้งแล้ว สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้

9. เมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้ หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟ

10. ใบกระเจี๊ยบนำมาใช้เป็นอาหารวัวหรือใช้เลี้ยงวัวได้

11. กากเมล็ดมีโปรตีนมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

12. ในประเทศอินเดียมีการใช้เมล็ดกระเจี๊ยบเพื่อไล่ผีเสื้อเจาะผ้า

13. ในประเทศอินเดีย โรงงานผลิตน้ำตาลบางแห่งมีการใช้เมือกจากต้นนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำอ้อยสะอาด

14. เปลือกต้นกระเจี๊ยบ แม้จะไม่เหนียวนักแต่ก็สามารถนำมาใช้ทอกระสอบ ทำเชือก เชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ ใช้ถักทอเป็นผ้าได้ หรือทำเป็นกระดาษ ลังกระดาษก็ได้

15. เมือกจากผลกระเจี๊ยบสามารถนำมาใช้เคลือบกระดาษให้มันได้

16. กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากต่างประเทศมีการสั่งซื้อกระเจี๊ยบของไทยปีละหลายล้านบาท โดยมีบริษัทที่ทำโครงการปลูกกระเจี๊ยบเขียวอย่างครบวงจรมาร่วมมือกับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งออก

17. สำหรับในต่างประเทศมีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปผลิตแปรรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทำเป็นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูป เช่น กระเจี๊ยบเขียวอบแห้ง หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องหอม อุตสาหกรรมยา เช่น ทำเป็นยาผงและแคปซูล
 สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น





สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น

สะตอ ผักกลิ่นแรง แต่รสชาติก็ยังเป็นที่ถูกใจของใครหลายคน นำมาทำอาหารรับประทานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำมาผัด กินกับน้ำพริก กินคู่ส้มตำ ก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่อย่าพูดถึงกลิ่นไม่พึ่งประสงค์นะคะ เรียกว่ายืนห่างกันเป็นเมตร กลิ่นยังโชยมาได้ตลอด

แต่ถึงสะตอจะกลิ่นแรงเพียงใด มันก็ประโยชน์อย่างมากมายนะคะ เช่น


1.ประโยชน์สะตอมีส่วนช่วยบำรุงสายตา

2.ช่วยทำให้เจริญอาหาร

3.ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

4.ประโยชน์ของสะตอ ช่วยลดความดันโลหิต

5.ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดีขึ้น

6.มีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์

7.สะตอประโยชน์ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

8.เชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้

9.สรรพคุณของสะตอ ช่วยขับลมในลำไส้

10.ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้

11.สะตอ สรรพคุณช่วยในการขับปัสสาวะ

12.สรรพคุณสะตอ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย

13.แก้ปัสสาวะพิการ

14.ช่วยแก้ไตพิการ

15.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

16.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา

17.สะตอทําอะไรได้บ้าง เช่น สะตอผัดกุ้ง แกงป่าใส่สะตอ สะตอผัดกะปิกุ้งสด เป็นต้น

18.และยังใช้แปรรูปเป็นสะตอดองได้อีกด้วย ส่วนยอดสะตอนำมารับประทานเป็นผักเหนาะ

19.ใบของสะตอใช้ทำเป็นปุ๋ยบำรุงดิน

20.ลำต้นของสะตอใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน


วิธีดับกลิ่นสะตอ เมื่อทานสะตอเข้าไปแล้วหลังทานเข้าไปจะมีกลิ่นปาก ซึ่งเราสามารถกำจัด กลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามไปประมาณ 2-3 ลูก ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็นเขียวของสะตอได้ดีในระดับหนึ่ง

ข้อมูลจาก http://www.deedaily.com/beauty-fashion/1814



ข้าวโพดฝักอ่อน (Baby corn) เป็นผลผลิตทางการเกษตรของข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวฝักในระยะฝักอ่อน เพื่อนำมาบริโภค เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนจะมีความหวาน กรอบ มีเมล็ดเป็นไข่ขนาดเล็ก และรับประทานง่ายทั้งในรูปฝักสดหรือใช้ประกอบอาหาร พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ดี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่




1.พันธุ์ผสมเปิดต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณ 1, สุวรรณ 2, สุวรรณ 3, รังสิต 1 และเชียงใหม่ 90 โดยพันธุ์สุวรรณ 1, 2 และ 3 เป็นข้าวโพดไร่ที่มีข้อดี คือ มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคอื่นๆได้ดี สามารถเจริญเติบโต และปรับตัวได้ดี เมล็ดพันธุ์มีราคาถูก
2.พันธุ์ลูกผสมของทางราชการ และบริษัทเอกชน ได้แก่ พันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์, พันธุ์แปซิฟิค 116, พันธุ์แปซิฟิค 283 , พันธุ์จี 5414, พันธุ์ เอสจี 18, พันธุ์ยูนิซิดส์ บี 65 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้มีข้อดี คือ มีความสม่ำเสมอของลักษณะต้น อายุเก็บเกี่ยว และจำนวนฝักอ่อน ซึ่งได้มาตรฐานสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด
ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ เป็นพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ สามารถให้จำนวนฝักเกรดเอ เฉลี่ยสูงถึง 71 เปอร์เซ็นต์ และให้คุณภาพฝักสูง มีความทนทานไม่หัก หรือดำช้ำง่าย สีฝักสวย เหมาะกับตลาดแพ็คสด และโรงงานแปรรูป


ลักษณะประจำพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ คือ ความสูงต้นเฉลี่ย 155 เซนติเมตร ความสูงฝักแรกที่ 95 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยวครั้งแรกเฉลี่ย 55 วัน เก็บเกี่ยวนาน 5-6 วัน ความยาวไหมที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวที่ 5-10 เซนติเมตร มีลักษระฝักสีเหลือง ทรงกรวยปลายแหลม เมล็ดคล้ายไข่ปลาละเอียด มีน้ำหนักฝักสดรวมเปลือกประมาณ 2,100-2,400 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดเมื่อปอกเปลือก 300-430 กิโลกรัม/ไร่
การเตรียมดิน  ให้ขุดดินหรือพรวนดินให้ร่วนด้วยการไถพรวนดิน ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วยกร่องสูง 25 เซนติเมตร ก่อนไถพรวนดิน ควรหว่านโรยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย
การปรับปรุงดิน  ใส่หินฟอสเฟตเพื่อแก้ความเป็นกรด และให้ธาตุฟอสฟอรัสแก่พืช นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยคอกก่อนการไถพรวนดินเพื่อปรับคุณสมบัติร่วมด้วย



ระยะการปลูก  ใช้เมล็ด อัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 50-50 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม (19,000 ต้น/ไร่) หรือ 50-40 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม ขึ้นไป หรือเพิ่มอัตราปลูกที่ 26,000 ต้น/ไร่ แต่ไม่ควรเพิ่มมากกว่านี้ หรืออาจเพิ่มจำนวนต้นต่อหลุม หากเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่มากเกินไป อาจทำให้ฝักเล็กลง
การใส่ปุ๋ย  ธาตุอาหารที่จำเป็นมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ส่วนโพแทสเซียม จะต้องการน้อยกว่า และไม่ต้องใส่มาก  การปลูกด้วยการยกร่อง ให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมตอนปลูก และโรยข้างแถว เมื่อข้าวโพดอายุ 25-30 วัน ในปริมาณที่เท่ากัน



การให้น้ำ  การให้น้ำกับข้าวโพดฝักอ่อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ใกล้ชิด เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะเติบโตได้ดี มีฝักสมบูรณ์เมื่อมีความชื้นตลอดทั้งช่วงการปลูก แต่ควรระมัดระวังอย่าให้ดินแฉะ และหากขาดน้ำหรือดินแห้งในช่วงใดช่วงหนึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก
การให้น้ำข้าวโพดฝักอ่อนให้พิจารณาความชื้นดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร ตลอดฤดูปลูก ด้วยการปฏิบัติ คือ ข้าวโพดยังเล็กในระยะแรกให้น้ำทุก 2-3 วัน เมื่อต้นสูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร หรือสูงประมาณหัวเข่า จะให้น้ำทุกๆ 5-7 วัน ต่อจากนั้น การให้น้ำจะพิจารณาเมื่อดินเริ่มแห้งเป็นระยะๆ



การกำจัดวัชพืช  การกำจัดวัชพืชอาจใช้วิธีการกำจัดด้วยจอบหรือการถอนมือทุกๆ 2-3 อาทิตย์ หรืออาจใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อลาคลอร์ตรา 600-700 ซีซี/ไร่ ฉีดพ่นหลังปลูกขณะที่ข้าวโพด และวัชพืชยังไม่งอก แต่การใช้สารเคมีอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพดิน รวมถึงสารเคมีที่ตกค้างในดิน
การถอดยอด  เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนมีอายุประมาณ 38 วัน หรือมีใบจริง 7 คู่ โดยจะมีช่อดอกตัวผู้โผล่จากธง (ใบยอด) ซึ่งต้องดึงส่วนนี้ทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผสมเกสร เพราะหากมีการผสมเกสรจะทำให้ข้าวโพดฝักอ่อนมีคุณภาพด้อยลง เมล็ดโป่งพอง และไม่ได้มาตรฐานตามตลาด นอกจากนี้ ถารถอดยอดถือเป็นเทคนิคสำคัญที่เกษตรกรไม่ควรละเลย หากต้องการให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ



การเก็บเกี่ยว  ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชอายุสั้น ประมาณ 55-60 วัน และจะเก็บเกี่ยวหลังดึงช่อดอกตัวผู้แล้ว ประมาณ 3-5 วัน แต่มีข้อควรระวัง คือ ฝักอ่อนจะโตเร็ว ซึ่งควรเก็บเกี่ยวฝักอ่อนในระยะที่เหมาะสม หากปล่อยนานจะทำให้ฝักอ่อน มีขนาดโตเกินมาตรฐานที่โรงงาน หรือตลาดต้องการ การเก็บเกี่ยวมีข้อพึงปฏิบัติ ดังนี้

1.  สังเกตไหมที่เริ่มโผล่ปลายฝัก จะมีความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวที่สุด
2.  ให้เก็บฝักบนสุดเป็นฝักแรก และฝักที่ถัดต่ำลงมาตามลำดับ และควรหักลำต้นไปด้วย เพื่อจะทำให้มองเห็นต้นที่เก็บเกี่ยวแล้ว
3.  ให้เก็บฝักทุกวัน เพื่อป้องกันมิให้ฝักแก่เกินไป
4.  หากใช้พันธุ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่ปลูก ควรสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวโพดที่มีไหมยาวแตกต่างกัน และกรีดดูลักษณะฝัก ขนาดของฝัก พร้อมเก็บข้อมูล และพิจารณาระยะที่เหมาะสม สำหรับนำไปใช้กำหนดระยะการเก็บของทั้งแปลง
5.  การเก็บฝักสดเพื่อส่งออก ควรเก็บ 2 ฝัก/ต้น โดยไม่ควรเก็บฝักที่ 3 เนื่องจากฝักมักจะไม่สมบูรณ์ไม่ได้คุณภาพ


การรักษาคุณภาพข้าวโพดฝักอ่อนหลังการเก็บเกี่ยว

1.  เมื่อเก็บฝักเสร็จ ควรรีบนำฝักเข้าร่มหรือโรงเรือนที่ระบายอากาศดี พยายามจัดวางเรียงกันเป็นแถว ไม่ควรวางเป็นกองสูง และไม่ควรทิ้งไว้หลายวัน และควรปลอกเปลือกทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
2.  การขนส่งควรทำโดยเร็วที่สุด และการจัดเรียงใส่รถบรรทุกควรใส่ในภาชนะก่อน โดยเฉพาะข้าวโพดที่ปอกเปลือกแล้ว ควรใส่ในกล่องกระดาษหรือตะกร้าพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ
3.  การปอกเปลือกข้าวโพด ต้องกรีดเปลือกโดยไม่ให้เกิดบาดแผล


1. การทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณเชื้อรา ตั้งแต่มีดกรีด หีบห่อบรรจุ และเครื่องมือที่ใช้ รวมถึงโรงเรือน ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้สารเคมีในรูปของแก๊สหรือสารละลายที่ฆ่าเชื้อโรค เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ อัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ ผสมน้ำฉีดพ่น เป็นต้น
2. การส่งออก ควรลดอุณหภูมิข้าวโพดฝักอ่อนโดยเร็วที่สุด ด้วยวิธีการอัดลมเย็น (forced – air cooling) เพื่อลดการเน่า ลดการสูญเสียน้ำ และความหวาน ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น อุณหภูมิที่ใช้ในระหว่างการขนส่ง คือ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 เปอร์เซ็นต์
ที่มา: http://www.doae.go.th
สูตรน้ำต้มเม็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น



สูตรน้ำต้มเม็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น

ในปัจจุบันนี้ คนเราหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นทุกวัน เมื่อเวลาเจ็บป่วยก็จะหันมาใช้สมุนไพรทางธรรมชาติกันมากขึ้นเช่นกัน

ในวันนี้เราจึงขอหยิบยกสูตร “น้ำต้มเม็ดมะรุม” มาฝากเพื่อนๆในวันนี้ สรรพคุณนั้นดีมากๆ ช่วยในเรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ใครที่ปวดหลังปวดเอว จัดได้ว่าเป็นสูตรน้ำสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรรพคุณ น้ำต้มเมล็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดเมื่อยร่างกาย ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น


วิธีทำสูตรน้ำต้มเมล็ดมะรุม
1. แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดกระดูก กระดูกทับเส้น ไตอักเสบ นำเเมล็ดมะรุมตากแห้ง 1 กำมือ

2. ต้มในน้ำเดือด1ลิตร ประมาณ 5 นาที รับประทาน ครั้งละ 1 แก้ว หลังอาหาร เช้า-ก่อนนอน



คอยสังเกตุธาตุตัวเราเองด้วยในการขับถ่าย หากมากไปก็ลดปริมาณลง เพราะแต่ละคนธาตุจะไม่เหมือนกัน(หากหาไม่ได้ก็ซื้อได้ตามร้านขายยาจีน)



ประโยชน์ของสูตรนี้
1. มะรุมมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อแบคทีเรียตามผิวหนังได้

2. ประโยชน์ของมะรุมเป็นยารักษาโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี

3. มะรุมช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ยิ่งแข็งแรง

4. มะรุมมีสรรพคุณต้านการเกิดโรคมะเร็งได้

5. ประโยชน์ของมะรุมรักษาอาการหวัด เป็นไข้ แก้ไอ หรือมีอาการไอเรื้อรัง

6. สรรพคุณของมะรุมช่วยบรรเทาอาการของโรคไขข้อ ไขข้ออักเสบ ปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ และกระดูกอักเสบ

7. ประโยชน์ของมะรุมรักษาโรคขาดสารอาหารอย่างได้ผลดี โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 10 ขวบ ทำให้ร่างกายกลับมามีเนื้อมีหนัง ร่างกายมีความสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น

8. มะรุมมีฤทธิ์ในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์ ไม่หยาบกร้าน มีผิวที่นุ่มนวลขึ้น

9. มะรุมมีสรรพคุณใช้แก้อาการคันศีรษะ หรือมีอาการคันมาจากเชื้อรา และช่วยแก้ปัญหาเส้นผมหลุดร่วงให้น้อยลง

10. มะรุมช่วยรักษาอาการต่างๆ เกี่ยวกับโรคของดวงตาได้หมด อาทิ ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา โรคตามืดมัว หรือโรคต้อในตา

11. มะรุมมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยแก้โรคลำไส้อักเสบและโรคพยาธิในลำไส้ได้เป็นอย่างดี

12. มะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ดูแลสุขภาพช่องปาก

13. สรรพคุณมะรุมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดี บำรุงเลือด รักษาและป้องกันโรคโลหิตจางได้

14. มะรุมมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลของฮอร์โมนให้เป็นปกติ

ถ้าจะให้ได้ผลดีท่านต้องงดอาหารหมักดอง เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ มิเช่นนั้นแล้วจะเห็นผลน้อย เพื่อสุภาพก็ต้องงดนะครับ

ขอบคุณที่มา Postsod
เลี้ยง”ปลาหมู”ในบ่อดิน 1 ไร่ 8 เดือน ได้เป็นล้าน



    “ผมเลี้ยงในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อครบ 8 เดือนจับมาได้ราว 8 ตัน ราคาส่งอยู่ที่กก. 100-120 บาท ขายปลีก กก. 200 บาท โดยตลาดหลักจะมีแม่ค้ามารับซื้อ ส่วนหนึ่งส่งร้านอาหาร พบว่าพื้นที่ 1 ไรจะมีรายได้เรือนล้านบาท”

          หลังจากที่คลุกคลีอยู่กับวงการเลี้ยงน้ำจืด ที่เน้นปลาแม่น้ำมานาน 13 ปี ล่าสุดเมื่อ 2 ปีก่อน “เทพประสิทธิ์ ทำนม”ที่รู้จักในนาม “พฤษภา  ธรรมพนม” หรือ “อ.ต่อ” หันมาทดลองเลี้ยง “ปลาหมู” ด้วยการสผมพันธุ์เทียมในบ่อซิเมนต์ ก่อนปล่อยลงในบ่อดิน พบว่า พื้นที่ 1 ไร่ ปล่อยปลาหมูได้ 1 แสนตัว เลี้ยง 8 เดือนจับได้ 8 ตันขายส่ง กก.ละ 100-120 บาท ขายปลีก กก.200 บาท เลี้ยงรุ่นเดียวรายได้เรือนล้านบาท



          พฤษภา บอกว่า ปกติเป็นเพาะเลี้ยงปลาแม่น้ำอยู่แล้ว ตั้งแต่ปลากด ปลากดคัง ปลาหลด ปลากระทิง และอีกหลายชนิดที่ฟาร์ม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ตอนหลังพบว่า ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าจากเวียดนาม มากว้านซื้อ”ปลาหมู” ในราคา กก.ละ 600-700 บาท ในฐานะที่เป็นคนชอบเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลาแม่น้ำ และปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำธรรมชาติ มองว่าปลาหมู น่าจะเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะเนื้อมีรสชาติที่อร่อย นุม มัน  และที่สำคัญมีต่างชาติมากว้านซื้อกันแล้ว พอไปสำรวจดูพบว่าปัจจุบันปลาหมูลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จึงศึกษาทดลองเลี้ยงดูเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่า วิธีการผสมเทียม จะสามารถสร้างประชากรของปลาหมูได้ดี

         เขา บอกว่า กว่าจะได้เพาะพันธุ์และเลี้ยงหมูได้ ต้องทดลองหลายวิธีบ คือจับพ่อพันธุ์แม่จากธรรมชาติมา ปล่อยในบ่อดิน เลี้ยงในกระชังที่น้ำไหล และสร้างบ่อปูน หรือบ่อซิเมนต์ให้ผสมพันธุ์ แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ พบว่าอัตราการขยายตัวน้อยมาก จึงนำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปล่อยลงในบ่บ่อซิเมนต์ ขนาด 2×2 เมตร ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 4 คู่ สังเกตุดูช่วงอาการที่แสดงออกถึงอาการติดสัตว์ จากนั้นจับตัวผู้มารีดเชื้อ เพื่อฉีดในช่องผสมพันธุ์ของตัวเมีย พบว่าแม่พันธุ์ 4 ให้ไข่มานับหมื่นฟอง ในจำนวนนี้มีอัตรารอดครึ่งหนึ่งหรือ ราว 4,000-5,000 ตัวปล่อย พออนุบาลได้ระหนึ่งปล่อยลงในบ่อดิน  หรือสระน้ำขนาด 1 ไร่ จะปล่อยลูกปลาหมูลง 1 แสนตัว

                                                                          หางแดง

           “ชุดแรกที่ผมเลี้ยงในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อครบ 8 เดือนจับมาได้ราว 8 ตัน ราคาส่งอยู่ที่กก. 100-120 บาท หากขายปลีก กก. 200 บาท โดยตลาดหลักจะมีแม่ค้ามารับซื้อ ส่วนหนึ่งส่งร้านอาหาร พบว่าพื้นที่ 1 ไรจะมีรายได้เรือนล้านบาท หักต้นทุนแล้วยังมีกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ผมย้ายฟาร์มไปอยู่ที่ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น หันมาขยายพันธุ์อย่างจริงจัง แต่เน้นเลี้ยงเองอยู่ครับ มีขายบ้างเล็กน้อย ในราคาตัวละ 3 บาท” พฤษภา  กล่าว


            ส่วนอาหารของปลาหมูนั้น เขาบอกว่า ส่วนหนึ่งจะให้อาหารปลาดุก มาละลายน้ำปั้นเป็นก้อนโยนลง อีกส่วนหนึ่งในหอยเชอร์รี่ หอยขม รวมถึงหอยโข่ง ทุบให้แตกโยนลงในบ่อเลี้ยง เพราะปลาหมูเป็นที่หากินในหน้าดิน โดยเฉลียแล้วพื้นที่ 1 ไร่ เลี้ยงปลาหมู 1 แสนตัว ให้อาหารวันละราว 5 กก. หรือเดือนละราว  5-7 กระสอบ คิดเป็นเงิน 2,000 บาท เลี้ยง 8 เดือนเท่ากับค่าอาหาร 16,000 บาทหักค่าแรงวันละ -350 บาท 8 เดือนเท่ากับ 8.4 หมื่นบาท จิปาทะอีกรวมแล้วไม่ถึง 2 แสนบาท ต้นทุนจะสูงเฉพาะครั้งแรกที่ต้องจัดการเรื่องขุดบ่อนั่นเอง

         “ที่จริงปลาหมูในบ้านเราจะอยู่ตามแม่น้ำ ที่พบมากในแม่น้ำโขง แม่น้ขาสาย่อย แม่เจ้าพระยา น้ำมูล แม่น้ำน่าน ชอบน้ำไหล แต่พอเลี้ยงในบ่อก็เลี้ยงได้ครับ ตัวโตด้วย ตก 8 -12 ตัวต่อ 1 กก.มีเท่าไรขายได้หมด” เขา กล่าว

        สำหรับปลาหมู เป็นปลาหนังขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายปลานวลจันทร์ แต่ไม่มีเกล็ด ขนาดยาวเฉลี่ยวราว 8-10 ซม.แต่เคยพบในแหล่งน้ำธรรมชาติยาวกว่า 12 ซม.จะพบกระจายพันธุ์ในแหล่งน้ำจืดของแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีลวดลายที่เป็นลายโค้ง รูปร่างที่เพรียวเป็นทรงกระสวยและมีส่วนของจมูกและปลายปากที่แหลมยาวกว่า

ลายจุด  

       สำหรับประเทศไทยจะพบปลาหมูขาว, ปลาหมูหางแดง, ปลาหมูหางเหลือง ปลาหมูลายจุด ปลาหมูน่าน เป็นกลุ่มปลาหมูที่พบในประเทศจีน นอกจากในประเทศไทยแล้ว ประเทศที่อยู่ในเขต ลุ่มน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากจีนตอนใต้ อย่างลาวและเวียดนาม ก็มีปลาหมูในสกุลนี้อาศัยอยู่เช่นกัน เลี้ยงง่ายไม่ก้าวร้าวด้วย

          การเลี้ยงปลาหมูก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากมีคนเลี้ยงน้อย ตลาดยังมีความต้องการ ปลาปชนิดนี้ทำอาหารได้หลายอย่างและรสชาติอร่อย หากินยากด้วย

Cr. https://kasettumkin.com