วิธีการดูแลพืชในหน้าหนาว ให้ปลูกง่าย โตไว ไม่เป็นโรค


เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สวนของใครที่เต็มไปด้วยไม้ดอก ก็คงมีความสุข เพราะ ไม้ดอกส่วนใหญ่มักจะเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้อัตราการแตกดอกสูงขึ้น แต่เนื่องจากฤดูหนาว อากาศจะแห้ง ความชื้นในอากาศจะลดต่ำลง สวนที่เป็นไม้เขตร้อน มักจะเข้าสู่ระยะพักตัว มีการผลัดใบ เพื่อลดการคลายน้ำ ให้น้อยลง ดังนั้นหากสวนของใครเต็มไปด้วยไม้เมืองร้อน ฤดูหนาวคงเป็นช่วงเวลาที่สวนของใครหลายๆ คนไม่น่าดูเท่าไหร่นัก วันนี้ฉันจึงนำวิธีการดูแลรักษาต้นไม้ในหน้าหนาวมาฝากกัน


หัวใจสำคัญของการดูแลต้นไม้หน้าหนาวก็คือ การรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ หาวัสดุอย่างเช่น ฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว มาคลุมหรือโรยบริเวณโคนต้นไม้ หรือแปลงปลูก เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ทำการรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่อย่าใช้วิธีปล่อยน้ำแช่ตลอดเวลา เพราะดินจะแฉะจนเกินไป ควรปล่อยให้พื้นดินแห้งบ้าง เพื่ออากาศสามารถลงแทรกไปในดินได้บ้าง เพื่อให้รากสามารถได้รับอากาศด้วย นอกจากนี้ การรอน้ำต้นไม้ด้วยสปริงเกิล ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่ง นอกเหนือจากจะเป็นการรดน้ำตามปกติ ยังเป็นการเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย
การตัดแต่งกิ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้ต้นไม้ลดการคลายน้ำลงได้ และช่วยลดภาระให้ต้นไม้ไม่ต้องลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากนัก โดยเลือกตัดแต่งกิ่งที่ไม่ได้รูปทรงเพื่อให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการ กิ่งที่ผุ หรือแห้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากกิ่งไม้หล่น เนื่องจากลมที่พัดแรงในหน้าหนาว


สำหรับในเรื่องของการให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ในช่วงฤดูหนาว จะต้องให้ปุ๋ยด้วยความระมัดระวัง การให้ปุ๋ยจะแตกต่างจากการให้ปุ๋ยในช่วงฤดูฝนซึ่งสามารถให้ปุ๋ยได้บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้ปุ๋ยแตกตัวได้น้อยลง จึงทำให้ปุ๋ยมีโอกาสตกค้างในดินเป็นปริมาณมาก มีโอกาสที่จะทำให้ดินเค็ม ดังนั้นเมื่อทำการให้ปุ๋ยควรจะทำการรดน้ำด้วยปริมาณที่มากกว่าเดิม หรือลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงและหันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน
ในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น ๆ บวกกับความแห้งในอากาศ ทำให้หลายคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นกับสนามหญ้า และต้นไม้ในสวนของตัวเองบ้าง ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีทั้งการเปลี่ยนแปลงในด้านดี สำหรับต้นไม้ที่ไม่มีปัญหากับความเย็นและอากาศแห้ง ๆ กับการเปลี่ยนแปลงในทางลบ ที่เกิดขึ้นกับต้นไม้และหญ้าบางชนิด แต่ก่อนจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา จนสนามหญ้าและสวนของเราหมดสวย ลองมาดูวิธีเตรียมรับมือกับสภาพอากาศเย็น ๆ ให้สนามหญ้าและสวนกันไว้ก่อนดีกว่า


เปิดทางความชื้นและแสงแดดด้วยคราด
ช่วงหน้าหนาวน้ำค้างจะค่อนข้างแรงก็จริง แต่อากาศกลับแห้งกว่าฤดูอื่น ๆ ทำให้ดินมีโอกาสแห้งแล้งได้ ดังนั้นเราควรเปิดทางให้ความชื้น และแสงแดด ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของพืช ผ่านเข้ามาบำรุงถึงรากต้นไม้ได้อย่างสะดวก โดยคุณควรใช้คราดกำจัดใบไม้ รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ที่ปกคลุมหน้าดินอยู่ให้โล่งที่สุด ป้องกันปัญหารากตาย และใบเป็นจุดสีน้ำตาล
อย่ารีบร้อนตัดแต่งกิ่งไม้
เหตุผลอันดับแรกของการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ก็เพื่อเร่งให้ต้นไม้ผลัดใบ และเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น แต่ในฤดูหนาวที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ปลูกต้นไม้อย่างนี้ เราก็ควรเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งไม้ไว้ก่อน หรือหากคุณจำเป็นจะต้องตัดเล็มกิ่งไม้จริง ๆ น่าจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้และสวนสักนิดก่อน
รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่ปลูกมานาน
ต้นไม้ใหญ่ และต้นไม้ที่ปลูกไว้นานแล้ว มักจะมีส่วนที่ตายและห่อเหี่ยวไปเอง ซึ่งส่วนเหล่านี้ของต้นไม้ เป็นคล้าย ๆ ไส้ติ่งของมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสำคัญ แถมยังเป็นส่วนที่เกะกะอีกต่างหาก ฉะนั้นในฤดูหนาวที่ต้องการรักษาความชื้นให้ต้นไม้มากที่สุด ก็ควรจัดการกับไส้ติ่งเหล่านี้ให้สิ้นซาก อ้อ ! ในกรณีแบบนี้คุณสามารถตัดเล็มกิ่งไม้ได้ตามสบายเลย



จับไม้ล้มลุกมาทำปุ๋ย
อาจจะดูเหมือนใจร้าย แต่ถึงแม้เราจะพยายามดูแลบรรดาไม้ล้มลุกอย่างดีแค่ไหน เจ้าพืชอายุไม่ยืนเหล่านี้ก็รอดเงื้อมมือหน้าหนาวลำบากอยู่ดี ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะนำไม้ล้มลุกมาทำเป็นปุ๋ยหมักซะเลย ก่อนจะต้องปวดใจกับสภาพเหี่ยวเฉาของเขาให้รำคาญตา
พืชปกคลุมช่วยได้
ถ้าอยากรักษาความชื้นให้ดินได้มาก ๆ แนะนำให้ปกคลุมดินเอาไว้เลย เลือกใช้พืชคลุมดินที่มีขายตามร้านต้นไม้ หรือจะนำซากพืชและปุ๋ยมาผสมกันแล้วปกคลุมดินก็ได้หมด แต่เคล็ดลับอยู่ที่คุณต้องเกลี่ยพืชคลุมดินให้รอบต้นไม้ในลักษณะรูปวงกลมโดนัท อย่าโรยพืชคลุมดินเป็นเนินเหมือนภูเขาไฟ เพราะส่วนลำต้นเราไม่ต้องปกคลุมเขาให้เปลืองพืชคลุมดินก็ได้
อนุบาลต้นไม้เล็กด้วยกระสอบ
นอกจากต้องคลุมหน้าดินรักษาความชื้นให้ดินแล้ว เหล่าต้นไม้เด็ก ที่เพิ่งปลูกเมื่อไม่นานมานี้ ก็ควรดูแลเขาให้ดีด้วย อย่างแรกให้หากระสอบ หรือพลาสติกเจาะรูมาคลุมต้นไม้เบบี๋ไว้ก่อน รอจนเขาเติบโตพอจะต่อสู้สภาพอากาศแห้งชื้นด้านนอกได้ค่อยปล่อยเป็นอิสระ


ได้เวลาปลูกพืชชนิดหัว
ไม้หัวหลายชนิดชื่นชอบอากาศเย็น ๆ และสามารถทนกับความแห้งแล้งในอากาศได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ว่านสี่ทิศ บัวดิน ฯลฯ ซึ่งหากอยากปลูกต้นไม้เพิ่มความสวยงามให้สวน ก็สามารถเลือกปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้ได้เลย
พลิกหน้าดินเติมธาตุอาหาร
สำหรับสนามหญ้า คุณอาจจะลองพลิกหน้าดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ความชื้นและแสงแดดส่องเข้าไปบำรุงรากต้นไม้โดยตรงบ้างก็ได้ นอกจากนี้หากลงทุนพลิกหน้าดินแล้ว ก็ควรถือโอกาสใส่ปุ๋ยและธาตุอาหารที่จำเป็นกับต้นหญ้าไปด้วยเลยยิ่งดีจ้า
ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้อย่างถูกสูตร
ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่น่าจะปลอดภัยกับพืชและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติด้วยกัน แต่ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอกให้พืช คุณก็ควรตรวจสอบก่อนว่าพืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ยคอกในอัตราเท่าไร และปุ๋ยคอกสูตรไหนจะเหมาะกับดินของคุณ เพื่อให้ดินและต้นไม้เติบโตได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม


ใส่ใจต้นไม้ทุกต้นอย่างดีที่สุด
เตรียมพร้อมต้นไม้กันไปแล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องใส่ใจดูแลต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นอย่างเต็มที่ด้วย หมั่นรดน้ำอย่างถูกวิธี กำจัดวัชพืช บำรุงดินและพืชด้วยปุ๋ย และพยายามเล็มกิ่งไม้ ใบไม้ที่แห้งตายแล้วออกไป เพื่อลดการคายน้ำของพืช และเพื่อรักษาความชื้นไว้ใช้ในส่วนจำเป็นให้ได้มากที่สุด
ที่มา: https://sites.google.com
https://home.kapook.com
https://medium.com
การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เทคนิคการดูแลรักษา ปลูกครั้งเดียวให้เก็บเกี่ยวหลายปี


พืชทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของเกษตรกร และกำลังกลายเป็นผักเศรษฐกิจของไทย เพราะปัจจุบันมีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว จึงทำให้คนไทยหันมาสนใจสุขภาพ และให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้น หน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง เป็นที่สนใจของผู้คนอย่างมาก ชาวไทยจำนวนมากหันมาบริโภคผักชนิดนี้ และในตอนนี้มีแนวโน้มในการส่งออกที่สูงด้วย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี หากเกษตรกรจะหันมาให้ความสนใจ การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง


เช่นเดียวกับ คุณสมหมาย สอนฮั้ว เจ้าของสวนหน่อไม้ฝรั่งที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว คุณสมหมายเล่าว่า ก่อนหน้านี้ที่จะหันมาทำหน่อไม้ฝรั่งได้ปลูกข้าวและมันเทศมาก่อน สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพราะว่าอายุมากแล้ว และคงทำมันเทศต่อไม่ไหว แต่หน่อไม้ฝรั่งลงทุนน้อย การดูแลรักษา รวมไปถึงการเก็บผลผลิตก็ง่าย ทั้งยาและอาหารเสริม ก็ใช้เพียงอย่างละ 1 ลิตร ไม่เปลือง และไม่เหนื่อย เหมือนการทำมันเทศ
รายได้จากผลผลิตหน่อไม้ฝรั่ง
“และตอนนี้ที่ทำอยู่ทั้งหมด 4 ไร่ ใช้เวลา 3 เดือน ก็สร้างรายได้ให้ผมแสนกว่าบาท ทำให้ผมหมดหนี้ได้ เพราะ การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง นี่แหละ และสำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากจะหันมาทำหน่อไม้ฝรั่ง หรือมีปัญหาเรื่องเชื้อราและไวรัส ก็สามารถขอคำปรึกษาได้” คุณสมหมายกล่าวอย่างภูมิใจ


ตลาดและ ราคาหน่อไม้ฝรั่ง
“เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว บริษัทกำแพงแสนได้มาตั้งขึ้นใกล้ๆ จึงทำให้มีจุดรับซื้อผลผลิตใกล้ชุมชน ผมก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ที่พอถึงเวลาเก็บผลผลิตไม่ต้องจ้างแรงงาน แค่ช่วยกันเอง โดยสมาชิกในครอบครัวก็พอแล้ว ผมเลยตัดสินใจมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
โดยได้รับการแนะนำจากผู้ช่วยเบิ้ม ทั้งในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ และการดูแลรักษา หลังจากเก็บผลผลิตเสร็จผมจะนำไปส่งที่หนองศรีเทพ โดยผู้ช่วยเบิ้มเป็นคนมารับซื้อจากชาวไร่ในละแวกนี้ เขาจะคัดแยกหน่อที่เราไปส่งอีกครั้ง จะแยกเป็น

แบบตูม สำหรับหน่อที่ยอดตูมทุกขนาด ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท
แบบบาน ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะต่างกันตามขนาดออกไปอีก
ส่วนหน่อที่บานจะแบ่ง ราคาหน่อไม้ฝรั่ง ตามขนาดออกไปอีก คือ
ขนาดเล็กและใหญ่ ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 10-15 บาท
ขนาดกลาง ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท
รายได้ในช่วงเริ่มแรกของผมก็วันละ 500-600 บาท ทำมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็วันละเป็น 1,000 บาท แล้ว” คุณสมหมายกล่าว


ขั้นตอนการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง มีอยู่ 2 วิธี คือ
1. ใช้เมล็ดปลูก หมายถึง การทำหลุมห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดลงปลูกประมาณ 7 เมล็ด/หลุม จากนั้นคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ประมาณ 12 วัน จะเริ่มมีหน่องอกพ้นจากดิน ช่วงนี้จำเป็นต้องมีการฉีดเชื้อรา และฮอร์โมนเร่งราก เร่งต้น แล้วสวมกรวยพลาสติกเพื่อไม่ให้ยอดหน่อไม้ฝรั่งบาน จากนั้นอีก 10 วัน ใส่ปุ๋ย และก็ให้น้ำ ดูแลอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
2. ทำแปลงเพาะเมล็ด หมายถึง การเพาะกล้าก่อนนำไปปลูก ในการเพาะนำดินใส่ถุงขนาดประมาณ 3 นิ้ว หยอดเมล็ด เอาดินกลบบางๆ แล้วรดน้ำ จากนั้นประมาณ 10 กว่าวัน จะเริ่มมีหน่องอกขึ้นมา แต่ต้องเลี้ยงไว้ในถุงอย่างนี้ก่อนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ก่อนนำไปลงแปลง


คุณสมหมายแนะว่าควรใช้วิธีที่ 2 คือ เพาะกล้าก่อนปลูกลงแปลง โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ได้ผลผลิตเร็วกว่า และหน่อไม้ฝรั่งจะมีภูมิต้านทานต่อโรค และสภาพอากาศดีกว่าการที่นำเมล็ดไปปลูกลงแปลงโดยตรง
การเตรียมแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
สำรับการเตรียมแปลง เริ่มจากการไถพรวนดิน ยกร่อง จากนั้นใส่ปุ๋ยขี้วัว ขี้เป็ด และแกลบ ประมาณ 10 ตัน(4 ไร่) ลงกลางร่อง แล้วใช้รถขุดไถกลบร่องประมาณ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการผสมปุ๋ยในตัว จากนั้นทำร่องความลึกประมาณ 10-11 นิ้ว คุณสมหมายย้ำอีกว่าขี้วัวที่นำมาใช้ควรนำมาพักไว้ก่อนอย่างน้อย 3 เดือน จึงจะนำไปใช้ได้
การวางระบบน้ำหยด
หลังเตรียมดินเสร็จให้ทำการวางระบบน้ำหยด ในส่วนนี้คุณสมหมายบอกว่าเกษตรกรต้องมีการลงทุนที่สูง ใน 4 ไร่ ของคุณสมหมายราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท และมีค่าติดตั้งประมาณ 1,500 บาท แต่เป็นการลงทุนครั้งเดียวได้ผลนาน และข้อดีของการวางระบบน้ำหยด คือ ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก และการแตกกอ


การดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่ง
การดูแลรักษาโดยทั่วไปก็คือ หลังปลูกลงแปลงต้องมีการสังเกตอาการของต้นเป็นระยะ เพราะอาจมีโรคและแมลงเกิดขึ้น และควรดูแลเรื่องน้ำไม่ให้มากเกินไป แค่พอชุ่ม เพราะถ้าแฉะก็อาจเป็นสาเหตุให้เมล็ดเน่า และเกิดโรคได้ และทุก 10 วัน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยเป็นประจำ
จากนั้น 6 เดือน จะมีหน่อไม้ฝรั่งเกิดมาเป็นรุ่นแรก สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกได้เป็นเวลา 2 เดือน หลังเก็บผลผลิตครั้งแรกแล้วต้องมีการพักต้น 1 เดือน ระหว่างพักต้นก็ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือ เก็บ 2-3 ครั้ง แล้วพัก 1 เดือน


การคัดเมล็ดพันธุ์มาขยายเอง
เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่นำพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศทำให้มีราคาแพง เกษตรกรจึงมักเก็บเมล็ดพันธุ์มาขยายเองหลายรุ่น ดังนั้นในการคัดเมล็ดพันธุ์ควรคัดต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี โดยเป็นต้นที่ให้หน่อดี มีขนาดหน่อใหญ่ ปล่อยผลที่มีเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งอยู่ภายใน ให้ผลแก่มีสีส้มอมแดง นำไปขยี้ให้เปลือกหุ้มผลแตกออก นำมาล้างในน้ำสะอาด เปลือกหุ้มเมล็ดจะลอยขึ้นเหนือน้ำ ส่วนเมล็ดจะจมลง นำเมล็ดผึ่งลมไว้ 1-2 วัน เพื่อให้เมล็ดแห้ง
จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปแช่ในน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกได้ไว และสม่ำเสมอ โดยแช่น้ำอุ่น (ผสมน้ำร้อนกับน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 55 องศาเซลเซียส) นาน 30 นาที แล้วแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อนำไปเพาะเมล็ดจะงอกได้ภายใน 10-14 วัน


การป้องกันกำจัดโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อยจะมีเชื้อรากับไวรัส อาการของการติดเชื้อราจะสังเกตได้จากการที่ต้นเหลือง หรือเป็นจุด หากพบต้นเป็นจุดให้เอายาแก้เชื้อราฉีด แต่ถ้ารากินโคนให้เราเอายาแก้เชื้อราใส่ลงในระบบน้ำหยดเพื่อฆ่าเชื้อในดิน และหากติดไวรัสก็จำเป็นจะต้องถอนต้นออก
ไม่เช่นนั้นเชื้อจะลาม และไม่ต้องเป็นห่วงว่าต้นที่ถอนออกจะไม่งอกเพราะว่าด้านล่างจะเป็นเหมือนเหง้ากระชาย ฉะนั้นจะมีต้นใหม่งอกออกมาแน่ แมลงที่พบมากคือ “จิ้งหรีด” จะพบบ่อยในช่วงที่มีผลผลิตออกมา เพราะจิ้งหรีดจะมากัดกินยอดของหน่อไม้ฝรั่งที่เพิ่งโผล่พ้นดินขึ้นมา
ขอขอบคุณ คุณสมหมาย สอนฮั้ว 207 หมู่ 4 ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
ที่มา: https://www.palangkaset.com
โต๊ะจีนปุ๋ย เทคนิคการจัดการไม้ผล ครั้งเดียวเอาอยู่ เอาวัชพืชอยู่ลดต้นทุนได้กว่าครึ่ง


ปุ๋ย คือ อาหารบำรุงพืช ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบำรุงการเจริญเติบโตของพืชอย่างยิ่ง หากเราให้ปุ๋ยเพียงพอ ครบถ้วนด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ก็ยิ่งจะช่วยในการบำรุงการเจริญเติบโตของพืชให้ มีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดี และส่งผลให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของทั้งผู้ผลิต และ ผู้บริโภค



อ.กิจติกร กีรติเรขา เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2554 จ.นครราชสีมา เจ้าของสวนมะม่วงงามเมืองย่า อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้ให้คำแนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ Farmer info จ.นครราชสีมา ถึง เทคนิคการจัดการไม้ผล ด้วยการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน ที่จัดครั้งเดียว เอาวัชพืชอยู่-ลดต้นทุนได้กว่าครึ่ง ไว้ดังนี้


 วิธีการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน

หลังปลูกไม้ผลหรือหลังการตัดแต่งไม้ผลไปแล้ว 1 เดือน สามารถเริ่มการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีนได้ทันที
โดยเริ่มจากการหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยขี้วัว ให้เต็มพื้นที่ปลูก แต่ให้ห่างจากโคนต้น 30 เซนติเมตร หว่านแบบปูพรมให้มีความหนาประมาณ 3 นิ้ว จากพื้นดิน
โรยแกลบทับชั้นมูลสัตว์ให้ได้ความหนาประมาณ 5 นิ้ว โดยโรยให้เต็มพื้นที่ปลูกเช่นกัน
นำฟางมาคลุมทับเต็มพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเป็นการเก็บกักความชื้น แล้วรดน้ำตามให้ชุ่มทันที



ข้อดีและประโยชน์ของการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน

หญ้าวัชพืชไม่ขึ้นในพื้นที่ปลูก เพราะปุ๋ย แกลบและหญ้า ได้ไปกดทับไว้ เมื่อหญ้าเกิดขึ้นมาก็จะกลายเป็นปุ๋ยโดยอัตโนมัติ ด้วยเทคนิคนี้จึงทำให้เกษตรกรไม่ต้องไปเสียต้นทุนในเรื่องของเวลา เงินซื้อสารเคมี และ แรงงานในการกำจัดหญ้าวัชพืชในแปลงปลูก
วิธีการนี้ จะเป็นการสร้างไส้เดือนให้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เมื่อมีไส้เดือนดินมาอยู่อาศัย ไส้เดือนก็จะช่วยพรวนดิน เพิ่มปุ๋ยในดินด้วยมูลที่ขับถ่าย และ ปรับโครงสร้างดินให้มีความร่วนซุยมากขึ้น
ช่วยควบคุมความชุ่มชื้นในแปลงปลูกไม้ผลให้คงที่ **จึงทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้ต่อเนื่อง และ เป็นการควบคุมธาตุอาหารไว้ในดิน ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียธาตุอาหารไปกับการชะล้างของฝนหรือน้ำที่ไหลบ่า ซึ่งจะชะล้างธาตุอาหารต่างๆ ให้ไหลซึมลงสู่ชั้นดินที่พืชไม่สามารถดึงขึ้นมาใช้ได้ การให้ปุ๋ยด้วยวิธีนี้จึงทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดีกว่าการให้ปุ๋ยในแบบปกติทั่วไป
ที่มา : https://www.rakbankerd.com
ฮือฮา!! สมุนไพรพื้นบ้าน “ต้นมะก่องข้าว” สรรพคุณครอบจักรวาล


จากเพจ”เจ้าพ่อ คลิปเด็ด ข่าวดัง”ในโซเชียล รักษาโรคสะเก็ดเงิน-ทั้งแก้คันและโรคอื่นๆหายได้!!ด้วยพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม โดยสมาชิกเฟซบูุ๊ค “จารุนันทฺ หมอนันท์ โพธิ์เงิน”บอกยาดี รักษาโรคสะเก็ดเงิน ด้วยชื่อชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม ลุงบอกว่ารับรองว่าหายจากโรคสะเก็ดงินแน่นอน ยาดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทดลองกันดูนะเพิ่มข้อมูลการนำไปต้มดื่ม คือการนำต้นสดๆนำมาสับเป็นท่อนๆแล้วนำมาต้มดื่มกินต่างน้ำยา ปริมาณการต้มจริงๆไม่ได้จำกัดปริมาณนะคะ เพราะเคยต้มดื่มยาตัวนี้มา ไม่ได้มีพิษภัยอันตรายอะไร แต่หากหาตัวยายากไปที่ร้านขายยาไทย เรียกว่ามะก่องข้าว หรือต้นครอบจักรวาล หรือต้นตลับ นำมาตากแห้งมาต้มดื่มแทนได้ปริมาณการใช้ที่ประมาณต้มครั้งละ2-3 อุ้งมือก็ได้ค่ะ (มีคลิปของลุงคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินกินแล้วหาย) ด้วย

“หลังจากมีการเผยแพร่สรรพคุณของต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าว ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินในโซเชียลไปแล้ว ปรากฎว่ามีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก หลายๆคนคอมเม้นท์มาว่าได้ทดลองนำต้นมะก่องข้าวมาต้มกิน ไม่เฉพาะโรคสะเก็ดเงินเท่านั้น ยังสามารถรักษาโรคเบาหวาน และโรคอื่นๆได้อีกด้วย และมีอีกหลายๆคนที่สนใจในสรรพคุณของต้นมะก่องข้าว ซึ่งตนเองและญาติ ก็ป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน รักษาตามโรงพยาบาลมานานแต่อาการก็ไม่หายขาด จึงอยากทดลองใช้ต้นมะก่องข้าวมาต้มดื่มกิน เผื่อจะหายจากโรคนี้ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าต้นครอบจักรวาล หรือต้นมะก่องข้าวมีลักษณะเป็นอย่างไร หาได้จากที่ไหน”

สำหรับต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าวนี้ เป็นตำรับยาพื้นบ้าน แต่ละภาคแต่ละจังหวัดเรียกชื่อไม่เหมือนกัน เช่น มะอุบข้าว, ตอบแตบ, ปอบแปบ, โผงผาง, พันสีครอบ, ครอบจักรวาล, ครอบตะลับ, ครอบพันสี, หญ้าขัดหลวง, หญ้าขัดใบป้อม และขัดหมอหลวง แตกต่างกันไป ลักษณะมีความสูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นที่ใหญ่ที่สุดไม่เกิน 1.5 ซ.ม. แตกก้านออกลักษณะทรงพุ่มห่างๆ มีดอกสีเหลือง มีลูกออกมาทรงกลมตัดเป็นแฉกๆ ชอบขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ริมลำห้วย ตามที่รกร้างว่างเปล่า หรือริมทางเดินทั่วไป มีอายุไม่เกิน 3 ปี สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเอาเมล็ดที่แก่แล้วมาปลูก


ต้นมะก่องข้าวสามารถนำมาใช้ทำยาได้ตั้งแต่รากจนถึงใบ และลูกดิบอ่อนก็สามารถกินได้ โดยนำต้นมะก่องข้าวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งสนิท ถ้าไม่แห้งสนิทก็จะต้องอบให้แห้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราเมื่อเราจะเก็บไว้นานๆ หรือจะทานแบบสดๆ ด้วยการเด็ดใบมาต้มทานก็ได้ มะก่องข้าวนอกจากรักษาโรคเบาหวานแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคอื่นได้อีกดังนี้”ต้น” ช่วยบำรุงโลหิต ขับลม ช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร “ราก” แก้โรคเกี่ยวกับระบบหลอดลม น้ำดี บำรุงธาตุเจริญอาหาร ปัสสาวะขุ่น เสียวมดลูก ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว แก้ไอ ผอมเหลือง บำรุงกำลัง
“ใบหรือทั้งต้น” ต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ ล้างแผล ตำรายาพื้นบ้านใช้ใบตำพอกบ่มหนองให้สุกและแตกเร็วขึ้น นอกจากนั้น “ใบ”ยังใช้ขยี้อุดฟัน แก้ปวดฟัน แก้เหงือกอักเสบ “ดอก” ฟอกล้างลำไส้ให้สะอาด



“ว่านงาช้าง” ควรมีไว้ทุกบ้าน เพื่ออะไรอ่านเลย!



 เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นเจ้าต้นไม้รูปร่างแปลก ๆ อย่างในภาพนี้มาบ้างแล้ว รูปร่างหน้าตาของมัน คล้าย ๆ กับฝักมะรุม หรืองาช้างที่มีสีเขียว มันจึงได้ชื่อว่า “ว่านงาช้าง” ซึ่งจัดเป็นว่านมหานิยม ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และดอก ทั้งในกระถางตั้งหน้าบ้าน หน้าร้านค้า รวมถึงแปลงจัดสวน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และช่วยให้ทำมาค้าขายร่ำรวย ทั้งนี้ ด้วยลักษณะเด่นทีมีใบหรือลำต้นเทียมตั้งตรง ปลายลำแหลมทำให้มีรูปร่างคล้ายงาช้าง จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ว่านงาช้าง

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria cylindrica Bojer

• ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae

• ชื่อท้องถิ่น : ว่านงาช้าง, ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ, ว่านงาช้างลาย, หอกสุรโกฬ


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ลำต้นว่านงาช้างมีลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าที่แตกแยกออกเป็นแง่ง คล้ายเหง้าข่า แต่เปลือกหุ้มด้านนอกจะมีสีส้ม เนื้อหัวด้านในมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ใบ
ใบว่านงาช้าง โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นว่านไม่มีใบ แต่ในทางวิชาการแล้ว ลำต้นเทียมที่เป็นลำทรงกลมสีเขียวก็คือใบนั่นเอง ใบหรือลำต้นเทียมเหนือดินจะแทงออกจากตาของหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมมีลักษณะเป็นทรงกลม สีเขียวทั้งใบหรือมีสีเขียวที่ประคาดเป็นลายขาวเขียว ลำใบตั้งตรง ไม่แตกแขนง สูงประมาณ 40-60 ซม. โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีร่องลึกเป็นพูตามแนวยาวจากโคนถึงส่วนปลาย โดยลำต้นเทียมนี้จะมีอายุนานหลายปี

ดอก
ดอกว่านงาช้างจะแทงออกจากเหง้า มีลักษณะออกเป็นช่อที่ประกอบด้วยดอกสีขาวเป็นชั้นๆตามความสูงของช่อดอก ดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะเด่นของว่านหางช้างอีกอย่างคือ หอมได้ทนนาน ดอกก็อยู่ทนนาน จึงเหมาะที่จะปลูกบริเวณบ้าน

ผล
ผลว่านงาช้างจะติดผลน้อย ถึงแม้จะมีดอกจำนวนมาก ผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 ซม. ผลมีส้ม เมื่อสุกจัดจะมีสีแดง

ประโยชน์ว่านงาช้าง

1. เนื่องจากลำต้นเทียมหรือใบมีลักษณะโดดเด่นต่างกับพืชอื่น รวมถึงดอกที่ออกเป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน ทั้งนี้ อาจปลูกประดับแบบลำต้นตั้งตรงตามธรรมชาติ หรือ ดัดบิดเป็นเกลียวพันหลายต้นเข้าด้วยกัน
2. ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยเชื่อว่าเป็นว่านที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว ช่วยให้ผู้คนเข้าร้านมากขึ้น ทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวย


สรรพคุณทางยา

เหง้าหรือหัว และใบหรือลำต้นเทียมนำมาต้มน้ำดื่ม มีรสขมเล็กน้อย
– เป็นยาบำรุงโลหิต
– ใช้ขับพยาธิ
– รักษาโรคริดสีดวง
– ช่วยการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ใบหรือลำต้นเทียมนำมาตำใช้ทาภายนอก
– ใช้ทาหน้ารักษาสิว
– ใช้ทาหน้าลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าเต่งตึง
– ใช้ทารักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
– ใช้ทารักษาอาการผดผื่นตามผิวหนัง


สูตรวิธีการใช้ตามภูมิปัญญา

– บำรุงโลหิตได้ดี โดยเอาใบว่านงาช้างเขียวประมาณ 1 กำมือ ดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรง 1 ขวด ดองไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วเอามาดื่มเพียงครั้งละค่อนถ้วยตะไล เวลาเย็นวันละ 1 ครั้ง หรือจะดื่มเช้าและเย็นก็ได้ ก่อนอาหาร หากว่าไม่ชอบดื่มเป็นเหล้า ให้เอามาต้มเป็นยาต้มก็ได้ ให้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นวันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะทำให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

– รักษาอาการใบหน้าเป็นฝ้าหน้าตกกระ โดยเอาใบของว่านงาช้างมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตัดเป็นท่อนสั้นๆ โขลกหรือทุบให้แตกออกมากๆ เอาไปต้มกับน้ำสะอาด เอาน้ำยาที่ได้มาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าเย็นอย่างละครั้ง

– ใช้ขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษหลังคลอด โดยให้เอาใบของว่านงาช้างเขียวมาล้างให้สะอาด ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้ละเอียดเสียก่อน เอามาต้มสัก 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมขึ้นมาพอสมควร ต้มไปสัก 15 นาที ยกเอาลงมาให้เย็นลงตามปกติ พออุ่นๆก็รินเอาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าและเย็น ก่อนอาหาร ทุกวัน

– แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาถ่ายพยาธิ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม นำมาล้างให้สะอาดโขลกให้ละเอียดอาจจะผสมเหล้าโรงเล็กน้อยก็ได้ คั้นเอาแต่น้ำจิบ

– แก้อาการปวดในหู เอามาเผา แล้วคั้นเอาน้ำออกมา เอาไปหยอดรูหู แก้อาการปวดในหู หูอักเสบ เจ็บปวด หูน้ำหนวกก็ใช้ได้

– รักษารากผม น้ำคั้นจากว่านมาชโลมเส้นผม รักษารากผมให้สมบูรณ์แข็งแรง เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ไม่ร่วงหล่น


การปลูกว่านงาช้าง

ว่านงาช้างมักไม่ติดผล ถึงแม้จะมีดอกมาก็ตาม ดังนั้น ตามธรรมชาติของว่านงาช้างจึงขยายพันธุ์ด้วยการแตกเหง้าใหม่เป็นหลัก ดังนั้น การปลูกว่านงาช้างจะใช้วิธีแยกเหง้าปลูกเป็นหลัก ด้วยการขุดแยกเหง้าอ่อนออกมาแยกปลูกเป็นต้นใหม่

การปลูกในกระถางนั้น จำเป็นต้องใช้วัสดุปลูกที่ผสมระหว่างดินกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ ปุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราส่วนผสมประมาณ 1:3-5 เพื่อให้มีอินทรียวัตถุมาก เพราะว่านงาช้างเป็นพืชที่เติบโตได้ดี มีลำต้นสวยงามหากดินมีความร่วนซุย และดินมีอินทรียวัตถุสูง รวมถึงดินมีความชื้นตลอดเวลา

ส่วนการปลูกในแปลง สามารถปลูกลงในแปลงได้เลยหรือให้คลุกผสมดินกับปุ๋ยคอกเสียก่อน แต่หลังการปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกคลุมหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ.

ข้อควรทราบ

ว่านงาช้างมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

ว่านงาช้างเขียว (หอกสุรกาฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวล้วนตลอดใบ และมีร่องตามแนวความยาวใบ

ว่านงาช้างลาย (หอกสุรโกฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวและมีลายสีเขียวอมดำเป็นปล้อง ๆ ตลอดความยาวใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก.nanagarden.com, samunpri.com, prayod.com, puechkaset.com

การปลูกมะระจีน (Gourd) แบบละเอียด สร้างรายได้ดี




การปลูกมะระจีน (Gourd) แบบละเอียด เพื่อสร้างรายได้สำหรับผู้ปลูก การปลูกมะระจีนได้เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นมะระที่มีการนำเข้ามาจากประเทศจีนเป็นหลัก ด้วยผลที่มีขนาดใหญ่ และมีผลที่สวยงาม ทำให้มะระจีนได้เป็นอีกพืชผักที่มีประโยชน์และสรรพคุณมากมายทางยา

มะระจีนได้ปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะเหมาะสมต่อการปลูกในประเทศไทยเพราะมะระจีนได้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น แถมการบริโภคยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปลูกและการขยายพันธุ์ต้องดีและมีคุณภาพ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกต้องใส่ใจเกี่ยวกับการปลูกเพื่อผลิตภาพที่ดี มะระจีนจึงได้รับความนิยมในการนำมารับประทานมากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากมีผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสชาติไม่ขมมากเหมือนมะระไทย แต่มะระไทยก็มีรสชาติที่พอรับประทานได้ แต่ไม่อร่อยเหมือนมะระจีน

มะระจีน เป็นพืชล้มลุกเพียงปีเดียวโดยมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน มีลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาวตามพื้นดินหรือตามต้นไม้ที่ขึ้นรอบข้าง ลำต้นของมะระจีนเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดพอดี ใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ขอบใบเป็นร่องห่าง มีขนสากตามลำต้น และใบ ดอกมีสีเหลืองออกตามช่อใบ ผลดิบมีลักษณะสีเขียวอ่อน ผิวขรุขระเป็นร่องกว้างตามแนวยาวของผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ยาว 15-25 ซม. เนื้อหนาประมาณ 0.5-1 ซม.

มะระจีน ถือเป็นผักที่นิยมรับประทานมากสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เนื่องจากมีสารประกอบหลายชนิดที่ได้จากมะระจีน เช่น แคแรนทิน (charantin), โพลีเปปไทด์ พี (p-insulin) และวิซิน (vicine) ซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้มะระจีนได้เป็นผักที่มีประโยชน์ และสรรพคุณทางยามากมาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรหันมารับประทานมะระจีน เพื่อป้องกันและลดการเกิดอาการของโรคเบาหวาน




การปลูกมะระจีน (Gourd) สร้างรายได้
มะระจีนสามารถปลูกได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือหรือในช่วงปลายฝนจนถึงฤดูหนาว สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีหน้าดินลึก โดยใช้วิธีการหยอดเมล็ดหรือปลูกจากต้นกล้าเท่านั้น หากผู้ปลูกปลูกด้วยวิธีอื่นก็อาจจะทำให้มะระจีนเจริญเติบโตได้ไม่ดีพอ

การปลูกในแปลง
การปลูกมะระในแปลงสามารถปลูกด้วยวิธีการยกร่องแปลงสำหรับพื้นที่ลุ่มเป็นดินเหนียว และมีน้ำขังเล้กน้อย ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำท่วมหรือน้ำขังอาจไม่จำเป็นต้องยกร่องก็ได้ เพราะจะไม่เป็นปัญหามากนัก





การเตรียมดิน

  • ขั้นตอนแรกให้เราทำการไถพรวนดิน พร้อมกำจัดวัชพืช และตากแดดประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่เราจะใช้ปลูก เพื่อการปลูกที่ดีและมีคุณภาพ
  • ให้เราทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือกหรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร
  • ทำการไถตามจุดของแนวปลูกตามแนวยาวของแปลงให้เป็นร่องลึกประมาณ 30 ซม. เกษตรกรบางรายอาจไม่ไถเป็นร่อง และหว่านปุ๋ยทั่วตลอดแปลงซึ่งจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองปุ๋ยเสียเปล่า แต่การหว่านปุ๋ยทั้งแปลงจะเหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องปลูก แล้วจึงไถกลบ
  • หว่านโรยปุ๋ยหมักหรือมูลโค ปริมาณ 1000 กก./ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 30 กก./ไร่
  • ทำการไถกลบหรือกลบแนวร่อง ตากดิน 2-3 วัน

การเตรียมกล้า

  • ทำการเพาะกล้าในกระบะเพาะกล้า โดยใส่ดินผสมมูลสัตว์หรือวัสดุอื่นๆ เช่น ขี้เถ้า กากมะพร้าว เป็นต้น
  • รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • กล้าที่เริ่มแตกใบ 4-6 ใบ หรือ 15-20 วัน สามารถนำมาปลูกได้

วิธีการปลูก

  • การปลูกด้วยกล้ามะระ ให้ปลูกในระยะห่างของหลุมขนาด 1.5-2 เมตร
  • การปลูกด้วยการหยอดเมล็ด ให้หยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด/หลุม ในระยะห่างของหลุมเช่นเดียวกัน
  • หลังการปลูกหรือหลักการหยอดเมล็ดเสร็จ ต้องรดน้ำหลุมปลูกให้ชุ่ม


การให้น้ำ

จะเริ่มให้น้ำตั่งแต่ปลูกเสร็จทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง จนถึงก่อนระยะการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจให้น้ำด้วยระบบสเปรย์ ระบบน้ำหยด และการให้น้ำแบบแรงงานคน

การใส่ปุ๋ย และการกำจัดวัชพืช

จะให้ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง นับตั้งแต่หลังการปลูกจนถึงประมาณ 1 เดือน ก่อนหมดผลเก็บเกี่ยว ปุ๋ยที่ให้ควรเป็นปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยเคมีใน 2 ช่วง คือ
  • ช่วงหลังปลูก-ก่อนออกดอก ใช้สูตร 16-16-8
  • ช่วงเริ่มออกดอก-เก็บผล ใช้สูตร 12-12-24


ดังนั้น เราควรกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นทุกครั้งก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ให้เหมือนกับมะระจีนที่ประเทศไทยเราได้นำเข้า เพื่อความอร่อยของมะระจีนที่เราปลูก ดังนั้นเราควรจะใส่ใจและได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการ

การทำค้าง

ทำการทำค้างหลังการปลูกด้วยการขุดหลุมฝังเสาในระยะ 1.5-2 เมตร ของระหว่างหลุมตลอดตามแนวยาว ซึ่งอาจฝังตรงพร้อมกับทำค้างพาดตรงไปยังอีกแถวหรือโน้มเสาพาดทับกับอีกแถว โดยให้มีความสูงประมาณ 1.5-2 เมตร

การปลูกในกระถาง

  • การปลูกในกระถางอาจใช้วัสดุที่เป็นกระถางพลาสติก กระถางดินเผาหรือกระถางประยุกต์จากวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ต่างๆ ซึ่งจะต้องเจาะรูระบายน้ำด้านล่าง
  • วัสดุดินปลูกควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีในสูตรข้างต้นเพียงเล็กน้อย
  • จำนวนหลุมหรือต้นที่ปลูกจะขึ้นอยู่กับขนาดกระถาง แต่โดยปกติจะปลูกกระถางละหลุมหรือกระถางต่อต้นเท่านั้น
  • การปลูกอาจใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้าหรือเมล็ด แต่การปลูกวิธีนี้มีเพียงปริมาณน้อยจึงนิยมใช้วิธีการหยอดเมล็ดเท่านั้น โดยใช้เพียง 1-2 เมล็ด/กระถาง
  • หลังปลูกจะต้องให้น้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • การทำค้างควรใช้วิธีการปักไม้ในกระถางหรือทำค้ำยันนอกกระถาง

การเก็บเกี่ยวมะระจีน

การเก็บเกี่ยวมะระจีนเราสามารถเก็บเกี่ยวผลได้ใน 40-50 วัน หลังจากเมล็ดงอก และสามารถเก็บผลได้ต่อเนื่องจนถึงระยะ 90 วัน โดยจะเก็บผลที่มีลักษณะสีเขียวอ่อน ซึ่งอยู่ในระยะพอดี เหมาะสำหรับการขายและส่งออก หากผลมีสีออกขาวถือเป็นระยะแก่ เนื้อจะหยาบ และอาจจะทำให้ผลมะระจีนของเราไม่อร่อย และคนไม่นิยมรับประทาน

เลี้ยงปูนาอาชีพเสริม มีเท่าไรไม่พอขาย

ปูนาเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับเราคนไทยมาช้านานน่ะค่ะ เพราะว่าปูนาหาง่ายในสมัยก่อน และในปัจจุบันเมนูของปูนาก็มีมากมายที่หลายๆท่านนำมาทำเป็นอาหาร ทั้งต้ม,ปี้ง,ย่าง หรือเมนูที่ผู้เขียนโปรดปรานก็จะเป็นยำปูนาใส่มะม่วงรสแซ่บๆเผ็ดๆพูดมาแล้วน้ำลายไหลเลยค่ะ ปูนาทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แต่ในนาเหมือนชื่อแล้วล่ะค่ะ ทุกวันนี้มีการเพาะเลี้ยงปูนาไว้เป็นอาหารและก็ทำเป็นอาชีพกันมากมาย ผู้เขียนก็เลยมีเคล็ดลับและวิธีการเลี้ยงปูนาแบบง่ายๆ วิธีการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน หรือเลี้ยงปูนาในบ่อดิน เลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยๆมาฝากกันค่ะ ติดตามเคล็ดลับและวิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่นี่ Baannoi.com


ในอดีตตั้งแต่สมัยยังเด็กๆของผู้เขียนหรือผู้อ่านหลายท่านที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด จะคุ้นเคยกับปูนาตัวเล็กๆที่พ่อแม่เก็บมาจากไร่จากสวนจากทุ่งนามาฝาก เอามาปี้งย่างหรือเอามาดองเก็บไว้ใส่ส้มตำก็แซ่บน้ำตาไหลเลยล่ะค่ะ คิดถึงแล้วก็นึกถึงวันวาน

ในปัจจุบันปูนาที่อยู่ในท้องนาจริงๆก็ยังมีให้เห็นน่ะค่ะ แต่ว่าจะน้อยกว่าแต่ก่อนนิดหน่อยเพราะว่าเจอสารเคมีจากปุ๋ยหรือเจอยาปราบศัตรูพืชบ่อยๆก็ลดน้อยถอยลงไปบ้าง ปัจจุบันก็มีชาวบ้านหรือเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้ปรับพื้นที่ทำการเพาะพันธ์ุเลี้ยงปูนาเพื่อจำหน่าย และราคาะปูนาก็น่าสนค่ะ เพราะปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องจึงไม่เป็นที่น่าห่วงสำหรับผุ้เพาะเลี้ยงว่าจะไม่มีตลาดรองรับ ทั้งขายแบบปูนาเป็นๆ หรือจะดองเป็นปูดองไปขายก็ได้ราคาเพิ่มขึ้่นอีก

สำหรับท่านที่มีพื้นที่น้อย หรืออยากลงทุนเลี้ยงปูนาแบบไม่ใช้ต้นทุนสูงมากนักและทำให้การดูแลรักษาง่ายอีกด้วยค่ะ การเลี้ยงปูนามีวิธีการเลี้ยงได้หลายวิธีด้วยกันค่ะ
การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์เลี้ยงได้ทั้งในบ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า 

  • ข้อดีของการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก็คือ ดูแลง่ายปูนาไม่ไต่หนีใช้พื้นที่ไม่มากมีแค่พื้นที่เล็กๆ ก็สามารถเพาะเลี้ยงได้แล้ว


การเลี้ยงปูนาในบ่อดิน
สำหรับการเลี้ยงปูนาในบ่อดิน ค่าใช้จ่ายจะมากกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์และก็ต้องมีพื้นที่เพื่อที่จะขุดบ่อเพราะพื้นที่ในการเลี้ยงปูนาแบบบ่อดินนั้น ต้องมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูนาไต่หนี แต่ข้อสำคัญของบ่อเลี้ยงปูนาแบบในบ่อดินคือ ประมาณ 3ใน4 ของพื้นที่ของบ่อดินควรเป็นดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูนาได้ขุดรูอยู่ด้วยค่ะ ส่วนที่เป็นพื้นที่ดินนี้จะลาดเข้าหาอีกส่วนหนึ่งที่เป็นน้ำ


มาดูเคล็ดลับการเลี้ยงกันเลยน่ะค่ะ การเตรียมบ่อเลี้ยงปูนา แบบเลี้ยงในบ่อปูนกลมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

  • สำหรับท่านที่เลี้ยงในบ่อปูนกลมหรือสี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 2เมตรยาว 3 เมตร สูง 1 เมตร ให้หาท่อพีวีซี จำนวน 2 ท่อ มาใส่ไว้ในบ่อเพื่อทำเป็นที่ระบายน้ำออกจากบ่อด้วยน่ะค่ะ
  • ในกรณีที่ทำบ่อใหม่ให้ใส่น้ำลงไปเพื่อลดความเค็มจากปูนซีเมนต์ในบ่อแช่น้ำไว้ประมาณ 1-2 วันแล้วถ่ายน้ำออก ใส่ต้นกล้วยลงไปแช่น้ำในบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ใส่เกลือสินเทาลงไปในบ่อด้วยก็ได้ค่ะ หรือน้ำส้มสายชูประมาณ 2-3 ถ้วย แล้วถ่ายน้ำทิ้ง 
  • หลังจากนั้นให้นำดินมาใส่ลงไปในบ่อปูนให้มีความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือใส่ได้ตามปริมาณของบ่อหรือสภาพพื้นที่ค่ะ 
  • ควรตั้งบ่อไว้ในที่ร่มเพราะปูนาไม่ชอบอากาศที่ร้อน ถ้าอากาศร้อนมากๆจะทำให้ปูตายได้แต่ถ้าไม่มีที่ร่มก็ให้ทำตาข่ายพรางแสงหรือหลังคาใส่ตรงบ่อ 
  • ใส่ท่อหรือแผ่นกระเบื้อง,อิฐบล๊อคเพื่อให้ปูจะได้มีแหล่งที่ซ่อนตัวและหลบภัยเพราะว่าปูนานั้นมีนิสัยชอบทำร้ายกันเอง 
  • ทำตาข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้ปูปีนหนี



สำหรับบ่อใหม่ให้แช่ต้นกล้วยและเกลือ20-30 วันจะเป็นการลดความเค็มของปูน(เทคนิคคล้ายๆกับการเลี้ยงกุ้งฝอย)


ใส่ดินโคลนและวางท่อหรืออิฐไว้ให้ปูได้หลบซ่อนตัว

สำหรับการเตรียมบ่อเลี้ยงปูนาในบ่อดิน

  • หากท่านใดมีบ่อเก่าที่เคยใช้งานมาก่อนแล้วเช่นเคยขุดบ่อเลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาก่อนหน้านั้นก็สามารถนำมาเลี้ยงปูนาได้โดยไม่ต้องขุดบ่อใหม่ จัดการบ่อให้มีสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด เช่นปลูกข้าว,ผักบุ้ง,หญ้า,จอกแหน,สาหร่าย ปูนาจะได้มีแหล่งอาหารทางธรรมชาติและก็จะได้เป็นที่หลบซ่อนของปูได้อีกด้วย
  • ใส่น้ำที่ใส่ดินโคลนลงไปแล้วประมาณ 30 เซนติเมตร

บ่อนี้เป็นบ่อเดิมที่เคยใช้งานก็ทำความสะอาดแล้วก็ใส่ดินแล้วก็ปลูกพืชน้ำใส่เลียนแบบธรรมชาติก็สามารถเลี้ยงปูนาได้แล้ว


ปลูกพืชน้ำใส่เพื่อเป็นอาหารของปูและเป้นที่หลบซ่อนให้ปูนาไปในตัว

 เคล็ดลับการดูแลและวิธีการเลี้ยงปูนา

  • สำหรับท่านที่ต้องการคัดพ่อพันธ์ุแม่พันธ์ุปูนา ให้นำปูนาที่ได้มาจากแหล่งแม่น้ำธรรมชาติโดยเลือกขนาดความยาวของปูนาที่มีลำตัวประมาณ 4 เซนติเมตร คัดเอาแต่ตัวที่แข็งแรงและมีขาที่ครบสมบูรณ์มาปล่อยลงในบ่อที่เตรียมไว้ ให้ใช้ปูนาตัวผู้ 25 ตัวและปูนาตัวเมีย 25 ตัวต่อบ่อ
  • การให้อาหารปูนา ให้อาหารสัปดาห์ละ 3 ครั้งอาหารที่ใช้เลี้ยงปูนาได้แก่ ข้าวสุกจะเป็นข้าวสวยหรือข้าวเหนียวก็ได้ ปลาให้สับเป็นชิ้นเล็กๆกุ้งฝอย,ผักสดเช่นผักบุ้งหรือผักกาด
  • ไม่ควรให้อาหารปูมากเกินไปและต้องคอยหมั่นสังเกตุดูว่าให้อาหารแค่ไหนปูถึงจะกินหมดเพราะถ้ามีอาหารเหลือก็จะทำให้อาหารเน่าเสียได้ หากอาหารเหลือให้เก็บออกอย่าทิ้งไว้ให้เน่าคาบ่อเพราะจะทำให้ปูไม่แข็งแรงทำให้เป็นโรคได้
  • การระบายน้ำนั้นต้องระบายน้ำออกจากบ่อและเปลี่ยนน้ำใหม่ประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือน

วิธีการเลี้ยงและดูแลปูนาที่อยู่วัยเจริญพันธ์ุและลูกปู

  • ปูนาจะผสมพันธ์ุกันในช่วงฤดูฝน แม่ปู 1 ตัวจะมีไข่ประมาณ 500-700 ฟอง ดังนั้นปูนา 1 ตัวจะออกลูกได้ประมาณ 500-700 ตัว
  • การเจริญพันธ์ุปูนาจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนจึงจะโตเต็มที่
  • กรณีที่ลูกปูเริ่มตั้งแต่นำเลี้ยงใส่ในบ่อ ให้อาหารโดยลูกปูที่มีช่วง 15 วันแรกควรให้ไรแดง,หนอนแดง,เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร
  • หลัง 15 วันให้ปลาสับหรือกุ้งฝอย,อาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุก 
  • เมื่อลูกปูมีอายุได้ 30 วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อปูนเพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัย
  • ถ้ามีเนื้อที่ ที่ทำเป็นบ่อดินหรือบ่อปูนที่มีขนาดใหญ่สามารถปล่อยลงเลี้ยงได้ทีละปริมาณ 10,000 ตัวต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร
  • ปูนามีการลอกคราบเหมือนสัตว์น้ำชนิดเดียวกันเหมือนกับกับสัตว์จำพวกกุ้งหรือปูชนิดอื่น หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะทำการลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้ง ก็จะโตเป็นปูนาเต็มวัย สามารถได้ขนาดตามที่ท้องตลาดต้องการระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณ 6-8 เดือนขึ้นไป
แม่ปูกำลังมีไข่เต็มท้อง แม่ปูตัวหนึ่งสามารถมีลูกปูได้มากถึง 500-700 ตัว


ปูนาตามแหล่งธรรมชาติตัวเล็กตัวใหญ่สามารถคัดมาเลี้ยงตอนเป็นลูกปู ตัวใหญ่ก็คัดแยกมาเป็นแม่พันธ์ุได้

วิธีการสังเกตการลอกคราบของปูนา

  • ปูนาที่จะมีการลอกคราบให้เราสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก
  • ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายของปูนาจะออกมาก่อนส่วนอื่นๆ ขาคู่ถัดมาจะค่อยๆโผล่ออกมาตามลำดับส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ปูนาจะใช้ระยะเวลาในการลอกคราบโดยประมาณ 1 ชั่วโมง
การเลี้ยงปูนาก็จะมีเคล็ดลับหรือว่าวิธีการเลี้ยงคล้ายๆกันกับการเลี้ยงกุ้งฝอยหรือกุ้งก้ามแดงน่ะค่ะ การดูแลการให้อาหารคล้ายๆกันถ้าท่านไหนมีพื้นที่ หรือว่าสนใจจะทำเป็นกิจกรรมวันว่างหรืองานอดิเรกก็ลองศึกษาและก็หาพ่อพันธ์ุแม่พันธ์ุหรือว่าลูกปูนามาเลี้ยงดูน่ะค่ะ ราคาของปูนาก็เป็นที่น่าสนใจพอใช้ได้น่ะค่ะ ต้นทุนในการเลี้ยงก็ไม่สูงการดูแลก็ไม่ยุ่งยากหากแต่ว่าต้องให้ความใส่ใจเค้าหน่อยเท่านั้นเอง ไม่แน่น่ะค่ะเผื่อลองเลี้ยงเป็นงานอดิเรกแล้วอาจติดใจในการสร้างรายได้เสริมกับการเลี้ยงปูนาหันมาทำเป็นอาชีพหลักก็เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวน่ะค่ะ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยน่ะค่ะ ติดตามเคล็บลับและวิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่นี่ Baannoi.com 
การทำดอนโด ไข่มดแดง



การทำดอนโด ไข่มดแดง เก็บไข่ขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน คอนโดไข่มดแดง สามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และไข่มดแดงราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 300-500 บาทกันเลยที่เดียว และใช้เวลาเก็บผลผลิต ราวๆ 15-20 วันเท่านั้น การทำคอนโดไข่มดแดงสามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมทำกันคือการนำขวดพลาสติกมาเจาะรูด้านข้างหรือตัดขวดตามแนวขวางประมาณ 1/4 บริเวณส่วนหัวขวา




แล้วจึงนำส่วนที่ตัดแล้วสอดกลับเข้าไปในตัวขวด โดยให้ปากขวดหงายขึ้น (ดังภาพ) บริเวณก้นขวดให้เจาะรูเพื่อทำเป็นที่แขวนผูกติดกับต้นไม จากนั้นก็ล่อให้มดแดงเข้ามาอยู่ในคอนโดนั้น โดยใช้เหยื่อจำพวกแมลงอบแห้ง (อบด้วยแสงแดด) เช่น จิ้งหรีด แมงเม่า แมงจินูน เป็นต้น ใส่ลงไปในรังเทียม หากเป็นแมลงตัวใหญ่ใช้ประมาณ 5-6 ตัว แต่หากเป็นแมลงตัวเล็กจะต้องใส่จำนวนมากหน่อยประมาณ 15-20 ตัว




การทำคอนโดไข่มดแดงให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำควบคู่กับการเลี้ยงมดแดง ซึ่งจะต้องให้อาหารจำพวกแมลงอบแห้ง และน้ำผสมน้ำหวาน โดยข้อดีของการทำคอนโดมดแดงคือ การลดการทำลายรังและประชากรของมดแดง อีกทั้งหากเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะช่วยให้ผู้เลี้ยงเก็บไข่มดแดงได้สะดวกสบายขึ้น เราสามารถเลือกเก็บไข่มดแดงได้ และทำให้ทราบถึงปริมาณไข่มดแดงที่จะเก็บขายได้



ปลากัด พร้อมวิธีการเพาะเลี้ยงแบบถูกวิธี สร้างรายได้ดีสำหรับผู้ที่สนใจ

ปลากัด เป็นปลาที่มีการจัดการแข่งขัน และมีการเพาะสายพันธุ์ปลากัดออกมาขาย ซึ่งปลากัดนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาอย่างโดดเด่น ซึ่งทำให้หลายคนนั้นหลงรักเหล่าปลากัดสีสันสวยงามเหล่านี้ จนสามารถนำออกไปแข่งขันกันได้รางวัลมามากมาย หากคุณนั้นชอบการเล่นปลากัดแบบนี้ สามารถทำการเพาะพันธุ์ปลากันทำการส่งออกขายได้ไม่ยากเลย แถมยังมีรายได้ดี สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้เลย

ทำความรู้จักกับ ปลากัด
ปลากัด มีชื่อเรียกสามัญว่า Siamese Fighting Fish ซึ่งปลากัดนั้นได้ชื่อว่าเป็นปลายอดนักสู้ เนื่องจากเป็นปลาที่กัดเก่ง และอดทนในการต่อสู้มากๆ และมีสถานสำหรับเดิมพันซึ่งเป็นสถานที่ ที่เอาไว้ให้ปลากัดนั้นมากัดกัน เพื่อเดิมพัน ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่า บ่อนปลากัด หรือ บ่อนกัดปลา นั่นเอง ซึ่งก็มีมาแต่สมัยโบราณมาแล้ว

ปลากัดนั้นมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเรานั้นมาทำความรู้จักกับสายพันธุ์ของปลากัดกันเลยดีกว่า

1. ปลากัดจีน
เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดที่มีลักษณะครีบยาว ซึ่งอาจจะมาจากการที่ครีบที่ยาวแผ่กระจายออกไปมีสีสันสวยงามฉูดฉาด เหมือนกับชุดจีนย้อนยุค ซึ่งปลากัดจีนนั้นจะมีการพัฒนามาจากสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อนั่นเอง โดยที่จะทำการผสม และทำการคัดพันธุ์ให้ได้ครีบหางที่ยาวขึ้น และความยาวของครีบหายส่วนใหญ่จะมีความยาวเท่ากัน หรือจะยาวมากกว่าลำตัวกับหัวรวมกัน และมีการพัฒนาแล้วได้สีใหม่ออกมาอีกด้วย

2. ปลากัดป่า หรือปลากัดลูกทุ่ง
ปลากัดป่านั้นจะเป็นปลากัดป่าที่พบได้ในแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ตามท้องทุ่งท้องนา ตามบึง ปลากัดป่านั้นจะเป็นปลาขนาดเล็ก ที่จะไม่มีลักษณะเด่นมากนัก แต่ส่วนมากแล้วครีบนั้นจะมีหางที่มีสีแดงตลอด มีประสีดำบ้าง บางทีก็จะมีแต้มสีเขียวอ่อนๆ ที่ครีบเรียงต่อกันไป หากมีการถอดสี ทั้งตัวของปลากัดป่านั้นจะมีสีน้ำตาลด้านๆ คล้ายๆ กับใบหญ้าแห้ง แต่ในปัจจุบันแล้วคำว่า ปลากัดป่า นั้นจะมีความหมายไปในทางว่า ปลากัดพื้นเมืองในภาคอีสาน ปลากัดพื้นเมืองในภาคใต้ และปลากัดมหาชัยนั่นเอง



3. ปลาสังกะสี และปลากัดลูกหม้อ
ปลาสังกะสีนั้นเป็นปลากัดที่เหล่านักกัดปลานั้นนำสายพันธุ์ปลามาทำการคัดสายพันธุ์ โดยที่จะคัดสรรค์หาสายพันธุ์ที่กัดเก่ง ปลาสังกะสีนั้นจะมีผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ขาดง่าย จะมีขนาดตัวที่ใหญ่ มีสีสันที่แตกต่างจากปลาป่า แต่ในส่วนเรื่องของชั้นเชิงการต่อสู้ และความอดทนในการต่อสู้นั้นจะสู้ปลาลูกหม้อไม่ได้

4. ปลากัดหางสามเหลี่ยม หรือปลากัดเดลตา
ปลากัดหางสามเหลี่ยมนั้นเป็นปลาที่ได้รับการพัฒนามาจากสายพันธุ์ของปลากัดครีบยาว หรือปลากัดจีนนั่นเอง พัฒนาเพื่อให้หางของปลากัดนั้นสั้นเข้าไป แล้วมีการแผ่ขยายออกเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบของครีบหางนั้นจะกางทำมุม 45 – 60 องศา กับโคนของหาง และต่อมาก็ได้ทำการพัฒนาให้ครีบของปลากัดนั้นแผ่ออกมาให้กว้างกว่าเดิม ทำให้มีชื่อเรียกว่า “ซูเปอร์เดลตา” ซึ่งนั่นจะมีหางที่แผ่กางใหญ่ออกกว่าปกติ จนขอบของครีบหางทางด้านบน และด้านล่างนั้นเกือบจะเป็นเส้นตรงเลย

5. ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก หรือฮาล์ฟมูน
ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกนั้นจะเป็นปลากัดที่มีหางหลังนั้นแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม เหมือนดังชื่อของปลา โดยขอบครีบหางนั้นจะทำการแผ่ออกมาเป็นแนวของเส้นตรงในมุม 180 องศา ครีบที่ด้านนอกนั้นจะเป็นขอบเส้นโค้งครึ่งวงกลม ก้านครีบตรงหางนั้นจะแตกแขนงออก 2 ครั้ง เป็น 4 แขนง หรือจะมีการแตกแขนงที่มากกว่า

6. ปลากัดหางมงกุฎ หรือปลากัดคราวน์เทล
ปลากัดหางมงกุฎเป็นปลากัดที่ทำการเพาะเลี้ยงจากชาวอินโดนีเซีย เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะของหางจัก เป็นหนามเหมือนมงกุฏ และเป็นสายพันธุที่ได้รับความนิยม นำมาเลี้ยงในปัจจุบันด้วย ก้านของครีบปลากัดสายพันธุ์นี้จะโผล่ยาวออกไปจากปลายของหาง ลักษณะจะเหมือนหนาม ซึ่งจะมีความยาว และลักษณะของหนามที่แตกต่างกันออกไป



การจำแนกเพศของปลากัด

ปลากัดเพศผู้ และปลากัดเพศเมียนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีวิธีสังเกตดังต่อไปนี้
– สีของลำตัว ปลากัดเพศผู้นั้นมีสีของลำตัว และครีบนั้น จะมีสีที่สดเข้มกว่าปลาเพศเมีย เมื่อปลากัดมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป จะมีขนาดลำตัวตั้งแต่ 3 เซนติเมตรขึ้นไป
– ขนาดของตัว หากเราเลี้ยงปลากัดในครอกเดียวกัน ปลากัดตัวผู้นั้นจะมีขนาดตัวที่โตกว่าตัวเมียนั่นเอง
– ความยาวครีบ ปลากัดเพศผู้นั้นจะมีครีบหาง ครีบหลัง และครีบก้นยาวกว่าปลากัดเพศเมีย ยกเว้นปลากัดหม้อนั้นจะมีความยาวที่แตกต่างกันไม่มากนัก
– เม็ดไข่นำ ปลากัดเพศเมียนั้นจะมีเม็ดหรือจุดสีขาวๆ นั้นอยู่ 1 จุด อยู่ที่บริเวณช่องเพศ ลักษณะจุดสีขาวนั้นจะคล้ายๆ กับไข่ปลานั่นเอง ซึ่งในเพศผู้นั้นจะไม่มีจุดดังกล่าวนั่นเอง



การเพาะพันธุ์ปลากัด


การเตรียมพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์
พันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดที่สมบูรณ์นั้นจะต้องมีอายุอยู่ที่ 4-6 เดือน สามารถนำไปเป็นพันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดได้ การเลือกพ่อพันธุ์ปลากัดนั้นจะต้องเลือกตัวที่คึกคะนอง คือ เมื่อนำตัวผู้ไปใกล้กับตัวผู้อื่นๆ จะแสดงอาการก้าวร้าวออกมาในทันที โดยการที่ปลากัดตัวนั้นจะทำการกางครีบ กางกระพุ้งแก้ม แล้วรี่เข้าหาปลาตัวอื่นๆ ทันที หรือจะสังเกตที่หวอด เนื่องจากปลากัดเพศผู้ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทำการผสมพันธุ์แล้ว ก็จะทำการสร้างหวอดภายในภาชนะที่เลี้ยงเสมอ

สำหรับแม่พันธุ์นั้นจะต้องเลือกปลากัดเพศเมียที่ท้องแก่ คือมีไข่แก่เต็มที่ โดยจะทำการสังเกตจากส่วนของท้องของปลากัด ซึ่งจะมีวการขยายตัวพองออกมาอย่างชัดเจน และเมื่อลองนำไปอดอาหาร 1 วัน ท้องนั้นจะไม่มีการยุบลงไป นั่นแสดงว่าตัวนี้พร้อมที่จะเป็นแม่พันธุ์นั่นเอง ส่วนสีสันของปลานั้นก็เลือกได้ตามความต้องการ และความชอบของผู้เลี้ยง


การเทียบพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์

เมื่อทำการเลือกปลากัดพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ได้แล้ว ซึ่งเมื่อได้ลักษณะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ตามที่ต้องการทั้งเรื่องลักษณะการต่อสู้ และสีสันมาได้แล้ว ให้นำปลากัดนั้นมาใส่ขวดใส แต่อย่าเพิ่งทำการใส่ลงไปรวมกัน ให้ทำการแยกขวดเอาไว้เสียก่อน จากนั้นให้นำมาตั้งเทียบกันเอาไว้ เราจะวางขวดไว้ชิดกัน แต่จะไม่มีกระดาษขั้น จากนั้นปล่อยให้ปลา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ได้มองหน้ากัน นั่นคือการเทียบนั่นเอง เราจะทำการเทียบปลากัดเอาไว้ 4-7 วัน เพื่อให้เกิดความเคยชินซึ่งกันและกัน

การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์

บ่อ หรือภาชนะที่เราจะนำมาทำบ่อสำหรับเพาะพันธุ์ปลากัดนั้นจะต้องมีขนาดที่เล็ก ซึ่งส่วนมากนั้นจะนิยมใช้ภาชนะต่างๆ ในการทำบ่อเพาะ ไม่มีบ่อแบบถาวร ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่นำมาใช้นั้นก็หาไม่ยาก เช่น ถัง กะละมัง อ่างดินเผา หรือตุ่มน้ำขนาดเล็กๆ นั่นเอง เมื่อได้ภาชนะในการเพาะแล้ว ก็ทำการใส่น้ำสะอาดลงไปในภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ ให้มีระดับน้ำสูง 10 – 15 เซนติเมตร จากนั้นให้ใส่พันธุ์ไม้น้ำลงไปในบ่อเพาะ เช่น ผักบุ้ง จอก ผักตบชวา ผักกระเฉด ลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ปลาสร้างหวอดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง



การปล่อยปลาลงบ่อเพาะ

เมื่อทำการเทียบปลากัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถนำปลากัดที่เราทำการเทียบไว้ ใส่ลงไปในบ่อเพาะที่เราได้ทำการเตรียมเอาไว้ จะต้องระมัดระวังอย่าให้ปลาตื่น จากนั้นก็ให้หาอะไรมาปิดฝาเอาไว้ เช่น แผ่นกระเบื้อง หรือกระดาษแข็ง ปิดไว้ 2 ใน 3 ของพื้นที่ปากภาชนะ เนื่องจากปลากัดนั้นชอบวางไข่ในที่มืด ทำให้ลมไม่พัดเข้าไปกวนหวอดปลากัด จนทำให้หวอดแตก และจะต้องเงียบสงบ ไม่รบกวนปลากัดด้วย

เราควรที่จะทำการปล่อยพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดลงในบ่อเพาะในเวลาเย็น ในช่วงเวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. โดยปกติแล้วปลากัดตัวผู้นั้นจะทำการไล่ตัวเมีย ซึ่งตัวเมียนั้นจะต้องไปหลบในกองพันธุ์ไม้น้ำที่เราได้เตรียมไว้ ซึ่งปลาตัวผู้นั้นจะกลับมาก่อหวอด แล้วไปทำการไล่ตัวเมียใหม่ จะทำแบบนี้ไปจนกว่าจะค่ำ ถ้าเราปล่อยทั้งคู่ลงน้ำค่ำ ตัวเมียจะไม่บอบช้ำมาก เพราะตัวผู้ไล่ตัวเมียได้ไม่นาน ก็ต้องไปทำการสร้างหวอดนั่นเอง เมื่อเช้ามาก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์นั่นเอง




การตรวจสอบการวางไข่ของปลา

โดยปกติแล้วปลากัดนั้นจะมีการวางไข่ให้เสร็จก่อนเวลา 10.00 น. โดยประมาณ หลังจากที่เราปล่อยพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ลงในบ่อเพาะแล้ว เช้าวันต่อไปในเวลา 10.00 น. ให้ทำการตรวจสอบโดยการค่อยๆ ทำการแง้มฝาที่เราเอามาปิดไว้ดู หากพบว่ามีไข่เม็ดเล็กๆ สีขาวๆ อยู่ภายในหวอด และมีพ่อปลาคอยเฝ้าอยู่ แล้วตัวเมียไปหลบตรงข้ามกับหวอดนั้น แสดงว่าทำการวางไข่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะค่อยๆ ทำการช้อนตัวเมียออกไปเลี้ยงต่อ ส่วนตัวผู้นั้นก็ปล่อยให้เฝ้าไข่ต่อไปนั่นเอง