ผักกันจอง ผักพื้นบ้าน ปลูกขายดอก ผักธรรมดาสร้างรายได้ไม่ธรรมดา


 ถ้าหน้าท้องใหญ่เหมือนคนท้องลองนี้ ลด 40 กก.ใน 14 วัน ก่อนนอนให้
ดอกกันจองหรือตาลปัตรฤๅษี เป็นพืชผักพื้นบ้านที่เจริญงอกงามได้ดีในท้องนา จึงมักเก็บมาเป็นอาหารในครัวเรือนหรือขายเป็นรายได้ เป็นอีกหนึ่งพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นพืชที่ปลูกง่ายเจริญเติบโตไวใช้ต้นทุนการผลิตต่ำให้ผลตอบแทนคุ้มทุน


เกษตรกรที่บ้านบางชัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาปลูกดอกกันจองในเชิงการค้า ทำให้มีรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท ดอกกันจองนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของท้องถิ่น การปลูกจึงเป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจในการเสริมสร้างรายได้สู่วิถีชีวิตที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่องดอกกันจอง…พืชผักพื้นบ้านผักปลอดภัยปลูกขายรายได้ดีมาบอกเล่าสู่กัน


ป้าประภารัตน์บุญเลิศเกษตรกรปลูกดอกกันจองพืชผักพื้นบ้าน เล่าให้ฟังว่ามีอาชีพหลักในการทำนา 29 ไร่ ทำนาปีละ 2 ครั้ง ปลูกข้าวพันธุ์ กข31 ได้ผลผลิตข้าว 80 ถังต่อไร่ ขาย 7,000 บาทต่อเกวียน และปลูกข้าวพันธุ์ กข47 ได้ผลผลิต 70-80 ถังต่อไร่ขาย 7,000 บาทต่อเกวียน เมื่อครั้งมีการรับจำนำข้าวเคยมีรายได้ 2-3 แสนบาทต่อฤดู
เมื่อเวลาเปลี่ยนไปสภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน การทำนาต้องใช้น้ำปริมาณมากและการมีรายได้ที่ไม่มั่นคง จึงมองหาอาชีพทางเลือกใหม่หรืออาชีพเสริมจุดเปลี่ย นเมื่อได้พบว่าดอกกันจองที่เจริญเติบโตพร้อมกับต้นข้าวในท้องนาที่เก็บมาเป็นอาหารเครื่องเคียงกินกับน้ำพริกในครัวเรือนบ่อย ๆ ประกอบกับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาซื้อผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนได้แจ้งความประสงค์ว่า ต้องการรับซื้อดอกกันจองเพื่อนำไปขายจะปลูกและผลิตให้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อดี-ข้อด้อยและการมีตลาดรับซื้อที่แน่นอนเมื่อปี 2557 จึงได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่นา 1 ไร่ มาปลูกดอกกันจองขายเพื่อเป็นพืชทางเลือกในการเสริมรายได้ถึงทุกวันนี้


พันธุ์ปลูกได้คัดเลือกต้นพันธุ์ดอกกันจองที่สมบูรณ์ ปลอดโรคที่มีอยู่ในแปลงนามาปลูกวิธีการเก็บต้นพันธุ์ให้จับโคนต้นแล้วค่อย ๆ ดึงขึ้นมาตรง ๆ เพื่อไม่ให้ต้นพันธุ์ช้ำ นำมาแช่น้ำไว้ในภาชนะเพื่อช่วยเก็บรักษาความสดของต้นพันธุ์ไว้ให้ได้นานก่อนนำไปปลูก
การปลูกดอกกันจองเตรียมดินปลูกด้วยการตีเทือกเหมือนการทำนาทั่วไป แปลงนาจะเป็นดินตมดินอ่อนและควรมีน้ำขังในแปลงนาด้วย วิธีการปลูกใช้วิธีการปักดำระยะห่างระหว่างต้นและแถว 50×50 เซนติเมตรหรือ 1 ศอก


หลังจากปลูก 7 วัน ป้าประภารัตน์บอกว่าจะเริ่มทยอยเก็บดอกกันจองไปขายดอกกันจองจะมีให้เก็บเกี่ยวได้เกือบทุกวัน แต่ละครั้งจะเก็บดอกกันจองได้ 250-270 ดอกนำดอกกันจองมาจัดเป็นกำ 1 กำมี 12 ดอก แล้วจัดดอกกันจองใส่ถุงพลาสติกสะอาด 10 กำต่อถุงจะได้ 25-27 ถุงนำไปขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง 15 บาทต่อถุงทำให้มีรายได้ 375-405 บาทต่อวัน หรือมีรายได้โดยเฉลี่ย 11,250-12,150 บาทต่อเดือน เป็นรายได้เสริมที่ทำให้วิถีครอบครัวมีความมั่นคง


คุณทองอุไร เอี่ยมลออ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการเล่าให้ฟังว่าดอกกันจองเป็นพืชผักพื้นบ้านปลอดภัย ซึ่งในกระบวนการผลิตไม่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตดอกกันจองได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตฮอร์โมนนม ใช้วัสดุที่ผลิตจะมีนมกล่องชนิดจืดขนาดบรรจุ 250 มิลลิลิตร 3 กล่อง กากน้ำตาล 1 แก้ว น้ำดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง 10 ช้อนแกง และผงปรุงรสอาหาร 1 ช้อนแกง นำวัสดุทั้งหมดใส่ภาชนะที่สะอาดคลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน เทใส่ขวดสีชาปิดฝาหมักไว้ 10 วัน ระหว่างนี้ต้องคอยเปิดฝาเพื่อช่วยระบายก๊าซในขวดออก เมื่อครบกำหนดจะได้หัวเชื้อฮอร์โมนนมคุณภาพและสูตรนี้ เมื่อนำไปผสมกับน้ำใช้ได้ประมาณ 20 ครั้ง


วิธีการใช้เตรียมถังที่สะอาดใส่น้ำลงไป 20 ลิตรนำหัวเชื้อฮอร์โมนนม 5 ช้อนแกง ใส่ลงไปใช้ไม้คนให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่นทุก 15 วันต่อครั้ง จะได้ดอกกันจองอวบกรอบและอร่อย การผลิตหัวเชื้อฮอร์โมนนมใช้เป็นหนึ่งทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิตที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน และนำไปสู่การยกระดับรายได้เพื่อการมีวิถีที่มั่นคง


จากเรื่องดอกกันจอง…พืชผักพื้นบ้านผักปลอดภัยปลูกขายรายได้ดี ได้กล่าวถึงการปลูกดอกกันจองการผลิตหัวเชื้อฮอร์โมนนม ใช้เป็นการลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ทำให้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ป้าประภารัตน์ บุญเลิศ เกษตรกรผู้ปลูกดอกกันจองเลขที่ 171 หมู่ที่ 6 บ้านบางชัน ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรีโทร.(087)669-0144 หรือที่คุณทองอุไร เอี่ยมลออ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการสำนักงานเกษตร อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรีโทร.(089)801-4214 ก็ได้นะครับ
ที่มา : topicza.com
ภูชี้ฟ้า




             ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น  ติดชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า "ภูชี้ฟ้า" นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง "ภูชี้ฟ้า" เป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ด้วยเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร

             สำหรับไฮไลท์สำคัญของภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งดอกโคลงเคลง (ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว) สวยงามราวกับภาพวาด อย่าบอกใครเชียว!!!  และหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ก็ยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์อีกด้วย  หากมาเที่ยวภูชี้ฟ้า ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้าจะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามมากอีกเช่นกัน
  นอกจากนี้เสน่ห์ของ "ภูชี้ฟ้า" ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนอุทยานและดอยอื่นๆ มีหมู่บ้านชาวเขา บริเวณตีน ภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พักขนาดเล็กๆ หลายแห่งให้เลือกใช้บริการ ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้างและที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีนภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง หากมาเยือนภูชี้ฟ้า ในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงาน คือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม – สาว 

              สำหรับภูมิอากาศบนภูเขา จะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์  

               ดอยผาตั้ง อยู่ห่างจากภูชี้ฟ้าไปประมาณ 24 กิโลเมตร ในเขตบ้านผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น เมื่อชมทะเลหมอกยามเช้าที่ ภูชี้ฟ้า แล้ว ช่วงบ่ายจึงเหมาะที่จะไปเที่ยว ดอยผาตั้ง สิ่งที่น่าดูของ ดอยผาตั้ง คือ ทิวทัศน์ที่มองเห็นแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว ทิวทัศน์สุดสายตากับป่าเขียวๆ บริเวณทางขึ้นสู่ผาตั้งยังมีผาบ่องลักษณะเป็นช่องหินขนาดใหญ่ ขนาดคนเดินผ่านได้ มองเห็นทิวทัศน์ของลาวได้สวยงามเช่นกัน


               การเดินทางไปยังดอยผาตั้ง สามารถใช้เส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093  และจากดอยผาตั้งยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

ค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ 

           ผู้ใหญ่ คนละ 20-80 บาท (ขึ้นอยู่กับอุทยานฯ)
           เด็ก คนละ 10-40 บาท (ขึ้นอยู่กับอุทยานฯ)
           กรณีเป็นเด็กอายุต้องต่ำกว่า 14 ปี แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 3 ปี จักไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 
           กรณีเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้เก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสำหรับเด็ก  

การเดินทางทางรถยนต์
           ภูชี้ฟ้าอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยังภูชี้ฟ้าได้ตามแนวเส้นทางดังนี้

          1. การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย - เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง - ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นลูกรังถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร

          2. ใช้เส้นทาง 1021เทิง - เชียงคำ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร แล้วเดินทางเท้าต่ออีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว ทางเดินเท้ามีความสูงชันมาก

ทางรถโดยสาร


          จากสถานีขนส่งเชียงราย มีรถโดยสารไปยังภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง รถออกเวลา 12.30 น. รายละเอียดติดต่อ บ.สหกิจ โทร 0-5371-1654

สอบถามรายละเอียด-ข้อมูลการเดินทาง


          วนอุทยานภูชี้ฟ้า ไม่มีบ้านพักหรือค่ายพักแรมบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะไปพักแรม ต้องนำเต็นท์ไปกางเอง โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา ส่วนเรื่องอาหารต้องจัดเตรียมไปเอง ทั้งนี้ ต้องไปติดต่อขออนุญาตใช้สถานที่กับเจ้าหน้าที่ที่หัวหน้าวนอุทยานภูชี้ฟ้าโดยตรง รายละเอียดสอบถามได้ที่สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย โทร. (053) -714914 หรือฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 0-25614292 -3 ต่อ 719







เลี้ยงปลากระชัง เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้


การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไป อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถหันมาเลี้ยงปลาได้ หากปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสมจะทำให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลงได้ นอกจากนี้ยังสะดวกในการดูแลจัดการการเคลื่อนย้าย รวมทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิตและมีการลงทุนต่ำกว่ารูปแบบการเลี้ยงอื่นๆ ในขณะที่ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูง อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลานิลในกระชังอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ปัญหาโรคพยาธิที่มากับน้ำซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมหากไม่มีการคำนึงถึงปริมาณและที่ตั้งของกระชัง ตลอดจนความเหมาะสมของลำน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงยังขึ้นอยู่กับอาหารสำเร็จรูปเพียงอย่งเดียวทำให้สิ้นเปลืองในการลงทุน หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังได้แก่

 การเลือกสถานที่

      
 บริเวณที่จะทำการเลี้ยงปลาในกระชังจะต้องมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา(intensive) เน้นการจัดการเลี้ยงโดยใช้อาหารเป็นหลัก คุณภาพน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชัง โดยปกติแหล่งน้ำที่นำมาเลี้ยงปลาในกระชังควรเป็นแหล่งน้ำที่มีความสมบูรณ์ กล่าวคือ จะต้องมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ คือ น้ำจะต้องใสสะอาด มีคุณภาพดี  การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถทำได้ทั้งในบ่อขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถถ่ายน้ำได้หมด หรือในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึงทั่วไป รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นต้น โดยมีหลักในการพิจารณาถึงทำเลที่เหมาะสม ดังนี้

การถ่ายเทของกระแสน้ำ ปกติการเลี้ยงปลาในกระชังจะอาศัยการถ่ายเทน้ำผ่านกระชังเพื่อพัดเอาน้ำดีเข้ามาและไล่เอาของเสียออกไปนอกกระชัง เสมือนมีการเปลี่ยนน้ำใหม่เพื่อให้น้ำมีคุณภาพตลอดเวลา ดังนั้น บริเวณที่เลี้ยงปลาในกระชังจึงควรมีกระแสน้ำและลม เพื่อช่วยให้การหมุนเวียนของน้ำ ภายในกระชังเป็นไปด้วยดีแต่ต้องไม่รุนแรงนัก โดยเฉพาะสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำหรือบ่อขนาดใหญ่ กระแสลมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสน้ำในกระชัง บริเวณที่แขวนกระชังจึงควรเป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง ห่างไกลจากร่มไม้และไม่ควรมีพรรณไม้น้ำ เนื่องจากต้นไม้และพรรณไม้น้ำมักจะบังกระแสลมและกระแสน้ำ ซึ่งจะมีผลต่อการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำในกระชัง

ความลึกของแหล่งน้ำ  แหล่งน้ำควรมีความลึกพอประมาณ เมื่อกางกระชังแล้วระดับพื้นกระชังควรสูงจากพื้นก้นบ่อหรือพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีตลอด

     ห่างไกลจากสิ่งรบกวน  บริเวณที่ลอยกระชังควรห่างจากแหล่งชุมชน เพื่อป้องกันการรบกวนจากการพลุกพล่าน ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดกระวนกระวาย ได้รับบาดเจ็บจากการว่ายชนกระชังทำให้ปลาไม่กินอาหาร ทั้งหมดนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตตามปกติของปลาที่เลี้ยงหรือเป็นโรคติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดขึ้นได้

ชนิดปลาที่จะเลี้ยงและอัตราปล่อย
       ดังได้กล่าวแล้วว่ารูปแบบการเลี้ยงในกระชังมีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลานิลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย มีความอดทน มีตลาดรองรับ โดยเฉพาะปลานิลแปลงเพศ ซึ่งเป็นปลาเพศผู้ล้วน จะทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าเพศเมีย อีกทั้งจะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่และปลาแต่ละตัวมีขนาดไม่แตกต่างกันมาก อีกทั้งจะได้ปลาที่เลี้ยงจะเป็นรุ่นเดียวกันซึ่งต่างจากการเลี้ยงปลานิลรวมเพศที่มีการผสมพันธุ์วางไข่ ทำให้มีปลาหลายรุ่น และมีจำนวนแน่นบ่อ เกิดการแย่งอาหาร และพื้นที่ไม่เพียงพอ สำหรับอัตราการปล่อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดที่เริ่มปล่อย ระยะเวลาการเลี้ยง และขนาดที่ตลาดต้องการ

อาหาร การให้อาหาร และการจัดการระหว่างการเลี้ยง

       การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาแบบพัฒนา (intensive) หรือกึ่งพัฒนา (semi - intensive) เน้นการให้อาหารเพื่อเร่งผลผลิตและการเจริญเติบโต จึงควรจะใช้อาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนค่อนข้างสูงและเหมาะสมกับความต้องการของปลาแต่ละขนาด ปัจจัยที่สำคัญควรนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการให้อาหารปลาในกระชัง ได้แก่

       ระดับโปรตีนในอาหาร ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปลานิลที่มีอายุต่างกันจะแตกต่างกัน สำหรับลูกปลาวัยอ่อน (Juvenile) และลูกปลานิ้ว (Fingerling) จะต้องการอาหารทีมีระดับโปรตีนประมาณ 30 - 40 % แต่ในปลาใหญ่จะต้องการอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 25 - 30 %

       เวลาในการให้อาหาร เนื่องจากปลานิลจะกินอาหารได้ดี เมื่อมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำสูงจะเป็นช่วงเวลากลางวัน ดังนั้นส่วนใหญ่จึงควรให้อาหารในช่วงเวลาดังกล่าว

       ความถี่ในการให้อาหาร ปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจริงจึงสามารถกินอาหารได้ทีละน้อยและมีการย่อยอาหารที่ค่อนข้างช้า การให้อาหารครั้งละมากๆ จะทำให้สูญเสียอาหารและก่อให้เกิดสภาวะน้ำเสียได้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารเม็ดสูงสุดจึงควรให้อาหารแต่น้อย แต่ให้บ่อยๆ โดยความถี่ที่เหมาะสมคือ ปริมาร 4 - 5 ครั้งต่อวัน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและทำให้ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐศาสตร์สูงสุด

       อัตราการให้อาหาร ปริมาณอาหารที่ให้ปลากินจะขึ้นอยู่กับขนาดของปลาและอุณหภูมิ หากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นจะทำให้อัตราการกินอาหารของปลาสูงขึ้นตามไปด้วย อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมประมาณ 25 - 30 องศาเซลเซียล ควรให้อาหาร 20 % ของน้ำหนักปลา สำหรับปลาขนาดเล็กในปลารุ่นอัตราการให้อาหารจะลดลงเหลือ ประมาณ 6 - 8 % และสำหรับปลาใหญ่ อัตราการให้อาหารจะเหลือเพียง ประมาณ 3 - 4 %

       การจัดการระหว่างการเลี้ยง ควรมีการตรวจสอบกระชังเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทุกๆ สัปดาห์ รวมทั้งสุ่มปลามาตรวจสอบน้ำหนักเพื่อปรับปริมาณอาหารที่ให้ได้อย่างเหมาะสม

       การเก็บเกี่ยวผลผลิต
 การเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นข้อควรคำนึงอีกประการหนึ่งสำหรับการจัดการการเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการเลี้ยงในกระชังควรคำนึงถึงขนาดของปลาและปริมาณที่ตลาดต้องการ

 การสร้างกระชัง



 รูปร่างและขนาดของกระชัง

       กระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิลมีรูปทรงต่างๆ เช่น รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และรูปกลม เป็นต้น รูปร่างของกระชังจะมีผลต่อการไหลผ่านของกระแสน้ำที่ถ่ายเทเข้าไปในกระชัง เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเท่ากันๆ กระชังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะมีพื้นที่ผิวที่ให้กระแสน้ำไหลผ่านได้มากกว่ากระชังรูปแบบอื่นๆ

       ขนาดกระชัง ที่ใช้เลี้ยงจะแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกร ขนาดพื้นที่ที่แขวนกระชัง ตลอดจนปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ขนาดกระชังที่นิยมใช้โดยทั่วไป คือ

       กระชังสี่เหลี่ยม ขนาด 1.2 x 1.2 x 2.5 หรือ 2 x 2 x 2.5 เมตร     กระชังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 4 x 2 x 2.5 เมตร

       สำหรับต้นทุนค่าสร้างกระชัง ต้นทุนต่อปริมาตรจะลดลงเมื่อขนาดของกระชังใหญ่ขึ้นแต่ผลผลิตต่อปริมาตรก็จะลดลงด้วย เนื่องจากกระชังใหญ่กระแสน้ำไม่สามารถหมุนเวียนได้ทั่วถึง ความลึกของกระชังส่วนใหญ่ที่ใช้จะมีความลึก 2.5 เมตร เมื่อลอยกระชังจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำเพียง 2.2 เมตร โดยมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำประมาณ 20 - 25 เซนติเมตร ความลึกของกระชังมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาเช่นกัน ปกติระดับออกซิเจนทีละลายในน้ำจะสูงบริเวณผิวน้ำ ที่ระดับความลึกประมาณ 2 เมตร ปริมาณออกศิเจนที่ละลายในน้ำเพียง 50 - 70 % ของปริมาณออกซิเจนที่ผิวน้ำเท่านั้น ดังนั้น การสร้างกระชังไม่ควรให้ลึกเกินไป เนื่องจากปลาจะหนีลงไปอยู่ในส่วนที่ลึกซึ่งมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และจะส่งผลให้ปลากินอาหารน้อยมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ ดังนั้นขนาดกระชังขึ้นอยู่กับปัจจัยเป็นองค์ประกอบของการเลี้ยงซึ่งผู้เลี้ยงต้องตัดสินใจโดยพิจารณาถึงจำนวนปลาที่ปล่อย กระชังขนาดเล็กที่ปล่อยหนาแน่น ให้ผลผลิตต่อปริมาตรสูง ดูแลจัดการง่าย แต่ผลผลิตรวมอาจต่ำกว่ากระชังขนาดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น

       นอกจากนี้บริเวณผนังกระชังด้านบน ควรใช้มุ้งเขียวขนาดความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร ขึงทับไว้เพื่อป้องกันมิให้อาหารหลุดออกนอกกระชังในระหว่างการให้อาหาร

       การแขงนกระชัง ควรแขวนให้กระชังห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมุมอับระหว่างกระชังเป็นการลดสภาวะการขาดออกซิเจน หากจำเป็นควรใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องสูบน้ำช่วยให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำภายในกระชังและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำอีกด้วย

       ขนาดตาอวนที่ใช้ทำกระชัง จะต้องเหมาะสมกับขนาดปลาที่เลี้ยงเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหนีลอดไปได้ อีกทั้งจะต้องให้กระแสน้ำไหลผ่านได้สะดวกและป้องกันไม่ให้ปลาขนาดเล็กภายนอกเข้ามารบกวนและแย่งอาหารปลาในกระชัง ขนาดตาอวนที่ใช้ไม่ควรมีขนาดเล็กกว่า 1.5 x 1.5 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ขัดขวางการหมุนเวียนของน้ำผ่านกระชัง กระชังควรมีฝาปิดซึ่งอาจทำจากเนื้ออวนชนิดเดียวกับที่ใช้กระชังหรือวัสดุที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อป้องกันปลาที่เลี้ยงหนีออกและปลาจากภายนอกกระโดดเข้ากระชัง รวมทั้งป้องกันไม่ให้นกมากินปลาที่เลี้ยง

สูตรอาหารเร่งเจริญเติบโตปลานิล 




วัตถุดิบ/ส่วนผสม

1.โครงไก่ 100 กิโลกรัม

2.รำอ่อน 2 กิโลกรัม

3.อาหารปลาดุกสำเร็จรูป 5 กิโลกรัม


วิธีการทำ

เริ่มจากนำโครงไก่ 100 กิโลกรัม ไปบดให้ละเอียด จากนั้นนำรำอ่อน 2 กิโลกรัม อาหารปลาดุกสำเร็จรูป 5 กิโลกรัมจากนั้นคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปให้ปลาดุก-ปลานิลกินได้เลย ให้ปลาดุก-ปลานิลโดยให้กินในช่วงเวลา เช้า- เย็น (อาการปลาดุก-ปลานิล 100 กิโลกรัม สามารถเลี้ยงปลาดุก-ปลานิลได้ 500 ตัว ต่อ วัน)

ประโยชน์

1.ปลาที่เลี้ยงได้รับแหล่งโปรตีนที่มีธาตุอาหารครบถ้วน

2.ช่วยให้ปลาดุก-ปลานิลที่เลี้ยงโตเร็ว

3.ต้นทุนการผลิตต่ำ ประหยัดในเรื่องของต้นทุน

4. สามารถเพิ่มรายได้ให้กับตัวเกษตรกรและครอบครัว


 ก่อนอื่นของทำความเข้าใจกันก่อนว่า มะเขือยาวเสียบยอดจริงๆแล้วมันคืออะไร มีหลายคนเข้าใจผิด พอบอกว่า ตอเป็นมะเขือพวง ยอดเป็นมะเขือยาว อันที่จริงมะเขือยาวเสียบยอด ก็คือมะเขือยาวที่ใช้มะเขือพวงเป็นตอโดยใช้เทคนิคการเสียบยอดเข้ามาช่วยให้ทนโรคเหี่ยวเพราะรากมะเขือพวงจะทนต่อโรคเหี่ยวและหากินเก่งมะเขือยาวก็อาศัยรากมะเขือพวงหากิน และต้นมะเขือยาวก็ออกลูกเป็นมะเขือยาวตามปกติ เพียงแต่เกษตรกรผู้ปลูกจะต้องหมั่นดูแลไม่ให้ตอมะเขือพวงออกยอดมา ประเดี๋ยวมะเขือพวงจะโตเร็วกว่าทำให้มะเขือยาวสู้ไม่ได้ อันนี้สำคัญที่สุด อย่าเผลอเป็นอันขาด เพราะมะเขือพวงจะคอยแตกยอดออกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะตาใต้ดิน ต้องคอยปลิดออกนะ


จุดประสงค์ของการเสียบยอดนั้นคือการช่วยให้ต้นมะเขือยาวทนโรคเหี่ยวมากขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้มีหลายๆอย่างอยู่ในต้นเดียวแต่อย่างใด อยากให้มีความเข้าใจที่ตรงกันในจุดนี้ด้วย ซึ่งมันจะเกี่ยวเนื่องไปถึงการดูแลรักษาต้นมะเขือยาวเสียบยอดอีกด้วย แต่ก่อนที่จะบอกว่าต้องดูแลยังไง ขอพาไปดูวิธีการทำมะเขือยาวเสียบยอดกันก่อนนะ
วิธีการทำมะเขือยาวเสียบยอด
ก่อนอื่นเราจะต้องเตรียมกล้ามะเขือพวงก่อน เราเลือกใช้มะเขือพวงป่า ซึ่งทดสอบแล้วว่าทนกว่ามะเขือพวงไม่มีหนามมาก มะเขือพวงงอกยากมากกลบลึกไปก็ไม่งอกตื้นไปก็ไม่งอก การเจริญเติบโตของมะเขือพวงจะช้ามากโดยเฉพาะระยะเริ่มงอกใหม่ๆ จะต้องเพาะมะเขือพวงอย่างน้อย 1 เดือน แล้วจึงเพาะกล้ามะเขือยาว กล้ามะเขือยาวอายุประมาณ 1 เดือน ก็พร้อมที่จะนำมาเสียบบนตอมะเขือพวงได้ จากนั้นก็นำมาทำตามวิธีการดังต่อไปนี้


เตรียมต้นตอมะเขือพวง


ตัดยอดมะเขือพวง และตัดใบต่างๆออกจะหมด ใช้มีดโกนสะอาดปาดตรงๆประมาณ1 ซม. ตามความยาว


เตรียมยอดมะเขือยาวพันธุ์ดี


ตัดยอดมะเขือยาวให้มีใบเหลือประมาณ สองใบ ใช้มีดโกนที่คมและสะอาด ปาดเป็นลิ่มแล้วนำไปเสียบบนตอมะเขือพวงที่ผ่าไว้แล้ว หุ้มด้วยหลอดพลาสติกใส


นำมาเสียบเข้าด้วยกัน


กล้าที่ได้
หลังจากที่เราได้ต้นกล้าที่เสียบยอดเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องนำไปอบ เพื่อให้แผลเชื่อมต่อกันให้สนิทเสียก่อน แล้วนำไปพักไว้ในร่ม ให้ต้นกล้าได้ปรับสภาพเสียก่อน ระยะเวลาหลังจากทำการเสียบยอด รวมแล้วประมาณ 15 วันจึงสามารถนำไปปลูกลงแปลงได้ตามปกติ


มาถึงเรื่องการดูแลต้นกล้าที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องนะ ว่าจะแตกต่างจากกล้าที่เป็นต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดปกติ เพราะมีต้นตอเพิ่มขึ้นมา ในส่วนนี้จะต้องดูแลกันเป็นพิเศษสักหน่อย คือจะต้องคอยปลิดยอดที่แตกมาจากส่วนของต่อที่เป็นมะเขือพวงเพราะหากไม่ปลิดออก ปล่อยให้มะเขือพวงโต จะทำให้มะเขือพวงแย่งอาหาร จะทำให้ยอดมะเขือพวงที่เสียบไว้ตายในที่สุด จึงต้องคอยสำรวจโคนต้นในส่วนของต้นต่ออย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีตาหรือยอดแตกออกมาให้เห็น ต้องรีบปลิดออกตั้งแต่เล็กๆ หากปล่อยให้ยอดโตมากจะกำจัดยาก ทำให้ต้นเกิดบาดแผลขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับต้นกล้า


รอยต่อจากการเสียบยอด


ยอดที่เกิดจากต้นตอมะเขือพวง


ไม่ใช่เฉพาะต้นกล้าเพียงอย่างเดียว แม้ว่าต้นที่ปลูกจะโตแล้ว ก็ยังคงต้องดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษกว่าต้นมะเขือยาวปกติ ทางที่ดีเมื่อต้นโตแล้วควรมีการจัดการ ดูแลโคนให้โปร่งและสะอาดอยู่เสมอ ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องยอดที่แตกมาจะตอมะเขือพวงเพียงอย่างเดียว แต่การทำให้โคนโปร่งนั้นยังช่วยในเรื่องของไม่ให้เป็นที่สะสมของโรคและแมลงได้อีกทางหนึ่งด้วย


ดูแลโคนต้นให้สะอาดอยู่เสมอ


นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆที่นำมาฝากกันในคอลัมนี้นะ การดูแลมะเขือยาวยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ไว้โอกาสหน้าจะนำเสนอเรื่องของการปลูกและดูแลมะเขือยาวให้อ่านกันนะ ยังไงขอฝากให้ช่วยติดตามความเคลื่อนไหวของเว็บต่อไปนะ หากว่าท่านใดมีขอสงสัยหรือต้องการติชมก็ฝากความคิดเห็นไว้ได้นะ หรือจะฝากไว้ในเว็บบอร์ดก็ได้ หรือหากอยากจะติดต่อสอบถามอะไรเพิ่มเติมก็สามารถโทรสอบถามได้ที่ คุณทวีศักดิ์ ที่เบอร์นี้ 081-935-0053 ขอบคุณสำหรับการติดตาม และทุกความคิดเห็นนะ
ที่มา: http://www.marigoldthai.com/