ชุมชนผาปังทำสำเร็จ รถใช้แก๊สจากถ่านไม้ไผ่คันแรกของเอเชีย ผู้ว่าฯทดลองขับคนแรก ประหยัดพลังงานสูงสุด บรรจุถ่าน 25 กิโลกรัม วิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร เตรียมเข้าทดสอบมาตรฐานสมรรถภาพเครื่องยนต์กับกรมขนส่งและกรมธุรกิจพลังงาน และจดสิทธิบัตรในนามมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง

นายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายสมชัย กมลเทพเทวินทร์ นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และหัวหน้าส่วนราชการหลายหน่วยงาน ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง หมู่ 3 ต.ผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 58 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นชุมชนที่มีการปลูกต้นไผ่นำมาใช้ประโยชน์ปีละ 1,095 ตัน
โดยการนำมาทำตะเกียบ ถ่านอัดแท่ง เศษไม้ไผ่ใช้ผลิตเป็นปุ๋ยดินขุยไผ่ ธูปหอมไล่ยุง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการอบอิฐบล็อก และทำเครื่องสำอางจากผงละอองไผ่ เป็นต้น และล่าสุดทางมูลนิธิฯ ได้ทำการทดลองการนำถ่านไม้ไผ่มาผลิตเป็นแก๊สรถยนต์ จนประสบความสำเร็จ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้ทดลองขับรถยนต์กระบะติดตั้งแก๊สจากถ่ายไม้ไผ่เป็นคนแรก ซึ่งรถใช้แก๊สจากถ่านไม้ไผ่ของชุมชนผาปัง ถือว่าเป็นคันแรกในเอเชีย


นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง อ.แม่พริก เปิดเผยว่า การนำถ่านมาผลิตเป็นแก๊สนั้นเป็นทฤษฎีสากลทั่วไป ซึ่งเดิมวิถีชีวิตของคนเราก็ใช้ถ่านกันมานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องถ่านไม้ไผ่ตั้งแต่ที่มีองค์การแบตเตอรี่ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปองค์การแบตเตอรี่ก็ถูกยกเลิก การวิจัยเรื่องถ่านไม้ไผ่ก็หายไปด้วย เปลี่ยนมาเป็นเป็นแบตเตอรี่ที่นำเข้าจากประเทศอื่น แต่ในเมื่อกลุ่มของเรามีวัตถุดิบที่เป็นถ่านไม้ไผ่เปรียบคือ คาร์บอน และอากาศก็เปรียบคือ ออกซิเจน เมื่อรวมกันกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นแก๊สได้ และเห็นว่าแก๊ส LPG และ NGV ก็สามารถนำมาใช้ในรถยนต์ได้ จึงเริ่มทดลองนำถ่านไม้ไผ่ซึ่งมีพลังงานความร้อนสูงมาก มาประยุกต์ทำเป็นแก๊ส โดยเริ่มทดลองกับแก๊สหุงต้มก่อน จึงขยับมาทดลองกับเครื่องยนต์ และทดลองกับรถยนต์ตามลำดับ จนประสบความสำเร็จใช้งานได้จริงที่


ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง กล่าวต่อไปว่า รถยนต์ที่นำมาทดลองติดตั้งแก๊สจากถ่านไม้ไผ่นั้น เป็นรถยนต์กระบะ โดยจะมีถังสำหรับใส่ถ่านไม้ไผ่ความจุ 25 กิโลกรัม ใช้วิธีการติดไฟให้ถ่านมีความร้อนอยู่ตลอดเวลา ใช้เครื่องยนต์ดูดแก๊สเข้าไปให้เครื่องยนต์ทำงานลักษณะเดียวกับแก๊ส LPG และ NGV ซึ่งถ่านไม้ไผ่ 5 กิโลกรัมรถจะวิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นหากบรรจุถ่านเต็มถัง 25 กิโลกรัม รถจะวิ่งได้ระยะทาง 500 กิโลเมตร และราคายังถูกกว่าแก๊สรถยนต์อื่นๆ เนื่องจากถ่านที่ใช้หากเผาเองจะราคากิโลกรัมละ 6 บาท ถังหนึ่งอยู่ที่ราคา 150 บาทเท่านั้น


หากซื้อถ่านจากร้านค้าทั่วไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท เท่ากับถังละ 250 บาท เฉลี่ยกิโลเมตรละ 0.50 บาท เท่านั้น ถูกกว่าแก๊ส LPG และ NGV มาก เชื่อว่ารถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์ที่ใช้แก๊สจากถ่านไม้ไผ่คันแรกของประเทศไทย และถือว่าเป็นคันแรกของเอเชียเลยก็ว่าได้


โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้ที่ได้ทดลองขับเป็นคนแรกด้วยนอกจากนั้น ยังได้ทดลองกับรถจักรยานยนต์ และรถสามล้อ ซึ่งจะนำมาทดลองใช้ครั้งแรกในงานส่งเสริมนวัตกรรมไผ่จังหวัดลำปาง โดยมี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์การเกษตร มาเป็นประธานเปิดงาน ในวันที่ 20-21 พ.ย.58 ที่ อบจ.ลำปาง


ขั้นตอนต่อไปจะนำรถยนต์ไปเข้าทดสอบมาตรฐานสมรรถภาพเครื่องยนต์กับแก๊สกับกรมขนส่ง และกรมธุรกิจพัฒนาพลังงาน เพื่อนำมาใช้งานได้จริง หากผ่านการทดสอบก็จะจดสิทธิบัตรเป็นของมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ส่วนของการนำถ่านไม้ไผ่มาใช้แทนแก๊สหุงต้มในครัวเรือนก็จะมีการเปิดห้องเรียนให้ชาวบ้านมาฝึกฝนการใช้แก๊สให้ถูกต้องต่อไป นายรังสฤษฏ์ กล่าว
ที่มา: http://www.lannapost.net
การเลี้ยงกุ้งฝอยในปัจจุบันมี 3 ลักษณะ คือ



1. การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
การเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย ด้วยการสร้างบ่อก่ออิฐในขนาดต่างๆตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น บ่อสูง 0.7 เมตร กว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร หรือ บ่อสูง 1 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 5-10 เมตร เป็นต้น

อัตราการปล่อยแม่กุ้งฝอยที่มีไข่ที่ 50 ตัว/น้ำ 200 ลิตร เมื่อแม่กุ้งเขี่ยไข่ออกแล้วให้รีบจับแม่กุ้งออกทันที เพราะแม่กุ้งจะกินตัวอ่อนของตัวเอง หรืออาจใช้วิธีปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงเลี้ยงร่วมกัน อัตราการปล่อยที่ เพศผู้ 1 ส่วน เพศเมีย 2 ส่วน

นอกจาก การใช้บ่อซีเมนต์แบบก่ออิฐแล้ว ปัจจุบัน ยังนิยมใช้บ่อซีเมนต์ทรงกลมสำเร็จรูปสำหรับใช้เลี้ยง ซึ่งวิธีนี้จะประหยัดต้นทุนมาก และง่ายในการรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย

การจัดการในบ่อซีเมนต์ หากเป็นบ่อก่อใหม่หรือซื้อมาใหม่ ให้ใส่น้ำขังไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ แล้วถ่ายออกเพื่อลดความเป็นด่างจากปูน

หลังการปล่อยกุ้ง ควรนำพืชน้ำ เช่น จอก หรือ ผักตบชวา ใส่ในบ่อพอประมาณ เพื่อเป็นที่หลบแดดให้แก่กุ้ง และควรมีการถ่ายเทน้ำเป็นระยะ

อาหารของกุ้งวัยอ่อนอายุ 1-20 วัน หากเป็นอาหารที่ให้จะใช้ไข่แดงต้มบดผ่านผ้าขาว และไรแดง ร่วมกับการสร้างอาหารให้เกิดเองตามธรรมชาติ ด้วยการหว่านปุ๋ยคอก เช่น มูลโค หรือ มูลไก่ อัตรา 1 กำมือ/น้ำ 200 ลิตร ซึ่งจะทำให้เกิดแพลงก์ตอนพืชขึ้นมา ส่วนอาหารสำหรับกุ้งช่วงวัยรุ่น-ตัวเต็มวัยจะเริ่มให้ตั้งแต่หลังอายุ 20 วัน โดยให้พวกเนื้อปลาสับ และรำละเอียด ร่วมด้วยกับอาหารเม็ดสำเร็จรูป


2. การเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง
การเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง มักใช้เลี้ยงในบ่อดินที่เลี้ยงปลาต่างๆ เพราะจะเป็นรายได้เสริมจากการเลี้ยงปลา โดยใช้กระชังแบบอยู่กับที่ที่มีผ้าเขียวกั้น อัตราการปล่อยเพศผู้ต่อเพศเมียที่ 1:2

การให้อาหาร จะให้แบบเดียวกับการเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ ดังที่กล่าวข้างต้น


3. การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน
การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน มักเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก เนื่องจากบ่อขนาดใหญ่ เกษตรกรมักใช้เลี้ยงปลาจะมีรายได้มากกว่า ขนาดบ่อทั่วไปมักไม่เกิน 400 ตารางเมตร (20×20 เมตร) บ่อลึก 0.8-1 เมตร

ก่อนปล่อยกุ้งจำเป็นต้องสูบน้ำ และจับปลาทุกชนิดออกให้หมดก่อน โดยเฉพาะปลากินเนื้อต่างๆ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ เป็นต้น หลังจากนั้น ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้สูงประมาณ 30 ซม. พร้อมหว่านด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 30-50 กิโลกรัม/บ่อ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จนน้ำเริ่มเขียว จากนั้น ค่อยปล่อยน้ำเข้าเต็มบ่อ

อัตราการปล่อยกุ้งที่ 2-4 กิโลกรัม/บ่อ หลังจากการปล่อย ให้หาพืชน้ำใส่บริเวณริมตลิ่งเล็กน้อยเพื่อสำหรับให้กุ้งหลบอาศัย

ส่วนการให้อาหาร จะให้แบบเดียวกับการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

การจับกุ้งฝอย
กุ้งฝอยจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ซึ่งจะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3-4 ซม.

ทั้งนี้ มีการศึกษาทดลองเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน ขนาด 400 ตารางเมตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ด้วยการให้อาหารปลาป่น และรำละเอียด อัตรา 1:5 สามารถจับกุ้งฝอยได้น้ำหนักกว่า 9.4 กิโลกรัม/บ่อ

การจับกุ้งฝอยตามธรรมชาติ
กุ้งฝอยตามท้องตลาดมีทั้งกุ้งฝอยเลี้ยง และกุ้งฝอยจากธรรมชาติ ซึ่งแยกกันได้ยาก เพราะมีลักษณะสีของลำตัวใกล้เคียงกัน


สำหรับการจับกุ้งฝอยตามธรรมชาติมีวิธีที่นิยมใช้ 2 แบบ คือ
1. การใช้ไซกุ้ง
ไซกุ้ง เป็นอุปกรณ์ดักจับกุ้งโดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำจากการสานไม้ไผ่หรือขวดพลาสติก โดยมีลิ้นเป็นช่องให้กุ้งเข้าไปด้านในได้ แต่ลิ้นนี้จะดักกุ้งไม่ให้ออกมาได้ ส่วนด้านในจะใส่อาหารปลาสำเร็จรูปเป็นเหยื่อล่อ ซึ่งวิธีนี้ จะดักได้เฉพาะกุ้งอย่างเดียว และเป็นกุ้งที่มีขนาดตัวเต็มวัยแล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการคัดแยกกุ้ง

2. การใช้ผ้าซอนกุ้ง
ผ้าซอนกุ้ง เป็นอุปกรณ์จับกุ้งหรือปลาขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นผ้าตาข่ายคล้ายมุ้งนอน แต่มีรูใหญ่กว่ามุ้งเล็กน้อย ผ้านี้มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยม โดยตรงจะเป็นถุงยื่นออกมาเล็กน้อย

การซอนกุ้งจะใช้ผ้าซอนตามริมตลิ่งเท่านั้น เพราะลงลึกไม่ได้ ด้วยการใช้ 2 คน จับผ้าขึงที่รัดกับไม้ในแต่ละข้างให้ตึง ก่อนจะเดินลากตามขอบตลิ่ง โดยให้ชายผ้าด้านล่างไถไปกับผิวดิน

วิธีนี้ เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด นิยมใช้เก็บกุ้งตามบ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือ บ่อตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้มักจะมีปลาขนาดเล็ก หอย หรือลูกกุ้งติดมาด้วย รวมถึงวัสดุที่อยู่ในน้ำ ซึ่งต้องมาคัดแยกกุ้งออกอีกครั้งหนึง

ที่มา เพจ ศูนย์รวมความรู้การเกษตร
สาววัย 23 จากมหาสารคาม ปลูกดอกขจร ขายทำเงินเดือนละแสน
สาวมหาสารคามวัย 23 ปี หันหลังให้แสงสีในป่าปูน กลับบ้านนอก จ.มหาสารคาม นำเงินเก็บที่ได้จากการทำงานลงทุนปลูกดอกขจรขาย ลองผิดลองถูกอยู่พัก




นางสาวขวัญกมล บุติมนตรี อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 บ้านดงเค็ง ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เล่าว่า เดิมทีทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ทนค่าครองชีพสูงไม่ไหว ทำงานหนักแค่ไหนรายได้ไม่พอใช้จ่าย จึงตัดสินใจนำเงินออมที่มีอยู่ก้อนหนึ่ง กลับบ้านลงทุนปลูกดอกขจรหรือดอกสลิดในพื้นที่นาของครอบครัว ที่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ประกอบกับที่บ้านมีพื้นที่ทำนาปลูกข้าว 17 ไร่ นาข้าวไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงปรึกษาแม่เพื่อนำที่นามาทำการเกษตรแบบผสมผสาน


เริ่มศึกษาโดยการดูจากรายการเกษตรจากสื่อโทรทัศน์ จนพบว่าดอกขจร หรือดอกสลิด เป็นพืชที่คุ้นเคยเกิดขึ้นตามป่า และเป็นพืชทางเลือกใหม่ของเกษตรกร จึงได้แบ่งพื้นที่ราว 1 ไร่ทดลองเพาะพันธุ์ต้นขจร  ลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้เก็บดอกและเพาะต้นพันธุ์ขายมีรายได้ร่วม 1 แสนบาท/เดือน.


นางสาวขวัญกมลเล่าว่า การปลูกดอกขจรนั้นมีขั้นตอนไม่มาก เริ่มแรกพรวนดินขุดหลุมยกแปลงสูงขึ้นประมาณ 5 ซม. จากนั้นขุดหลุมขนาด 2 คูณ 7 เซนติเมตร ปลูกกิ่งพันธุ์ดอกขจรหลุมละ 3 ต้น วางหลักสูง 1.50 เมตร ระยะห่าง 1 เมตร คูณ 1 เมตร ระยะห่างแต่ละแถวหรือแต่ละแปลงห่างกัน 1 เมตร พร้อมกับวางตาข่ายให้สูงเท่ากับหลักไปจนสุดแปลงเพื่อไม่ให้ต้นขจรเลื้อยไปที่อื่น ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน

“ใช้เวลา 3 เดือนก็จะออกดอก เมื่อดอกโตได้ที่ก็เก็บขาย จะเก็บในช่วงเวลา 05.00 น.ไม่เกิน 10 โมงเช้า ดอกขจรจะไม่ชอบฤดูหนาว ฤดูฝนจะได้ผลผลิตดี นอกจากนี้ที่บ้านมีโรงเพาะชำขายกิ่งพันธุ์ดอกขจรด้วย” นางสาวขวัญกมลกล่าว และว่า



สำหรับวิธีการเพาะกิ่งพันธุ์นั้นจะนำแกลบลงในถุงดำเล็ก แล้วนำกิ่งดอกขจรผสมน้ำยาเร่งรากเสียบลงไปในถุงดำ ทิ้งไว้ 1 เดือนรากจะงอก สามารถนำไปปลูกที่แปลงได้เลย
ส่วนการขายนั้นจะมีขายทั้งกิ่งพันธุ์ และดอกขจร ดอกขจรจะเก็บได้ครั้งละ 20-30 กิโลกรัม/1 ไร่ ขายกิโลกรัมละ70 บาท ส่วนกิ่งพันธุ์นั้น แบ่งเป็นกิ่งพันธุ์สำเร็จมีใบและรากพร้อมปลูกในราคา 10 บาท และกิ่งพันธุ์สดกิ่งละ 4 บาท โดยแพกกล่องไปรษณีย์ส่งถึงมือลูกค้า ส่วนมากจะเป็นลูกค้าในตัวเมืองจังหวัดมหาสารคาม ที่เหลือเป็นลูกค้าจากต่างจังหวัดทั่วประเทศทั้งโทร.สั่งซื้อ และสั่งจองแบบออนไลน์ หรือบนเฟซบุ๊ก



อีกตัวอย่างหนึ่งของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตัวเอง จากสาวภูธรที่เรียนจบแล้วเข้าทำงานหารายได้เลี้ยงชีพในเมืองหลวง แต่เธอมีความฝันที่จะต้องกลับบ้านเกิด อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายสังคมเมืองกรุงที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุด หลังเก็บออมได้เงินก้อนหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ลาออกจากงานกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิดภาคอีสาน






กะหล่ำปม (Kohlrabi) อยู่ในตระกูลกะหล่ำ เป็นพืชผักสมุนไพร ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีข้อมีปล้องสั้นๆ ขยายพองออก เรียกว่าปม มีก้านใบยาวหุ้มโดยรอบๆ ปมมีลักษณะทรงกลมหรือกลมแป้น มีนวลขาว มีสีเขียวอ่อนหรือสีม่วง ตามสายพันธุ์ ข้างในมีเนื้อแน่นฉ่ำน้ำสีขาว รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นเฉพาะตัว มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป ต่อมาได้ปลูกทั่วไปในประเทศที่มีอากาศเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณ ทางยาหลายอย่าง สามารถนำมาประกอบ อาหารเมนูต่างๆ ได้หลายเมนู



กะหล่ำปม (Kalum-Pom) หรือเรียกว่าโคราบี้ อยู่ในตระกูลกะหล่ำ เป็นพืชผักสมุนไพร ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเย็น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีข้อมีปล้องสั้นๆ ขยายพองออก เรียกว่าปม มีก้านใบยาวหุ้มโดยรอบๆ ปมมีลักษณะทรงกลมหรือกลมแป้น มีนวลขาว มีสีเขียวอ่อนหรือสีม่วง ตามสายพันธุ์ ข้างในมีเนื้อแน่นฉ่ำน้ำสีขาว รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว มีก้านใบยาว มีสีเขียวอ่อนหรือสีม่วง ตามสายพันธุ์ ออกเรียงเวียนรอบๆลำต้น มีลักษณะทรงรี มีใบกว้าง ขอบใบรอยหยักซี่ฟัน ใบมีนวล มีสีเขียว นิยมปลูกในประเทศที่มีอากาศเย็น สามารถนำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ ได้หลายเมนู  เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีข้อมีปล้องสั้นๆ ขยายพองออก เรียกว่าปม มีก้านใบยาวหุ้มโดยรอบๆ ปมมีลักษณะทรงกลมหรือกลมแป้น มีนวลขาว มีสีเขียวอ่อนหรือสีม่วง ตามสายพันธุ์ ข้างในมีเนื้อแน่นฉ่ำน้ำสีขาว รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นเฉพาะตัว

 


ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว มีก้านใบยาว มีสีเขียวอ่อนหรือสีม่วง ตามสายพันธุ์ ออกเรียงเวียนรอบๆลำต้น มีลักษณะทรงรี มีใบกว้าง ขอบใบรอยหยักซี่ฟัน ใบมีนวล ใบมีสีเขียว
ราก มีระบบรากแก้ว แทงลึกลงในดิน มีลักษณะกลม มีรากแขนงรากฝอยเล็กๆ ออกรอบบริเวณลำต้น จะมีสีน้ำตาล
ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อใหญ่ยาว ช่อดอกอยู่เป็นกระจุก มีลักษณะทรงกลม อยู่เบียดกันแน่น กลีบดอกมีสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียว ก้านดอกสั้น อยู่ปลายของลำต้น
ผล มีผลเป็นฝัก มีลักษณะเรียวยาว ปลายฝักแหลม ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาล เมื่อฝักแก่จัดแตกออกได้ มีเมล็ดเล็กๆเรียงซ้อนกันอยู่ข้างใน
เมล็ด อยู่ในฝัก มีลักษณะทรงกลม มีขนาดเล็กๆ มีสีน้ำตาลเข้ม สีดำ


มีประโยชน์และสรรพคุณกะหล่ำปม
มีวิตามินเอ มีวิตามินเค มีวิตามินอี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี6 มีโพแทสเซียม มีฟอสฟอรัส มีเหล็ก มีแคลเซียม มีโซเดียม มีแมกนีเซียม มีน้ำตาล มีไฟเบอร์ มีวิตามินซี มีโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรต มีโฟเลต มีไนอาซีน
ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน แก้ร้อนใน แก้ลักปิดลักเปิด ช่วยลดแผลอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือด ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดอาการปวด แก้นมคัดแม่หลังคลอด ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยขับถ่าย แก้ท้องผูก แก้จุกเสียดแน่นท้อง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยขับสารพิษ ช่วยบำรุงไต ช่วยลดอาการปวดศรีษะ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับ




การเตรียมปลูก, การปลูกและการดูแลกะหล่ำปม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปลูกกะหล่ำปมนั้นจะต้องมีสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จึงจะทำให้ปมมีความสมบูรณ์และอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการปลูกอยู่ที่ประมาณ 22 องศาเซลเซียส ส่วนถ้าหากต้องการปลูกพันธุ์ที่มีปมใหญ่หรือที่เรียกว่าพันธุ์หนัก ควรปลูกที่อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส และต้องมีแสงแดดจัดตลอดวัน
การปลูกกะหล่ำปมมักใช้วิธีการปลูกแบบย้ายกล้า ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะเดียวเหมือนกับการปลูกกะหล่ำปลี ลักษณะและรูปทรงของกะหล่ำปมนั้นจะไม่ใหญ่นัก ดังนั้นในการปลูกควรใช้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ประมาณ 20-25 เซนติเมตรก็พอ สำหรับการปลูกในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่หรือแปลงขนาดใหญ่ ควรมีการยกร่องเป็นลูกฟูกและใช้รูปแบบการปลูกด้วยรูปแบบแถวเดี่ยวหรือระบบแถวเดี่ยว


การให้น้ำ ควรให้อย่างสม่ำเสมอไม่ให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะหากะหล่ำปมเจอกับอากาศที่ร้อนมากๆ และแห้งจัด ก็จะทำให้เกิดการชะงักในการเจริญเติบโตได้และมักทำให้เนื้อในปมมีลักษณะเป็นเสี้ยน ซึ่งทำให้คุณภาพของกะหล่ำปมลดลง อย่างไรดีในการปลูกนั้นก็สามารถเกิดการแตกของปมก็เป็นได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุของการเร่งการเจริญเติบโตตอนสร้างปมมากเกินไป และหากปลูกในระยะถี่เกินไปก็จะทำให้รูปร่างยาวไม่เป็นปม สำหรับการให้ปุ๋ยนั้นให้ทำเช่นเดียวกับวิธีปลูกกะหล่ำปลี


การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปม
การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปมนั้นควรเก็บเกี่ยวในช่วงก่อนปมแก่เล็กน้อย โดยทั่วไประยะนี้ปมจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 เซนติเมตร ซึ่งควรระวังในเรื่องนี้ให้ดีเพราะหากปล่อยให้ปมแก่เกินไปจะทำให้ปมเป็นเสี้ยน อย่างไรตามถ้าหากปมเล็ก ก็มักไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน ดังนั้นในการเก็บเกี่ยวควรมีการวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางให้ดี เพื่อไม่ให้ปมเล็กหรือแก่เกินไป ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยว ให้เก็บเกี่ยวโดยการใช้มีดตัดที่ใต้ปมแล้วแต่งปลายล่างโดยการตัดใบล่างๆ ทิ้งไป ให้เหลือใบไว้แค่ที่ยอดของปม 2-3 ใบก็พอ เพื่อเอาไว้มัดเป็นกำๆ


กะหล่ำปมนั้นพันธุ์ที่นิยมปลูกนั้นจะมีสีเขียวหรือเรียกว่า ขาว และพันธุ์สีม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากได้แก่พันธุ์ Early White Vienna ซึ่งสีของปมเป็นสีเขียวอ่อน อายุในการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 55 วันหลังจากย้ายกล้า ส่วนอีกสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันก็คือสายพันธุ์ Purple Vienna มีปมเป็นสีม่วง อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วัน ซึ่งทั้ง 2 สายพันธุ์ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นพันธุ์เบา ส่วนพันธุ์หนักได้แก่ Goliath ซึ่งไม่นิยมในการปลูกกันมากนัก และยังมีพันธุ์ผสมอีกมาก เช่น Express Forcer F1 และ Grand Duke F1 เป็นต้น
ที่มา: https://www.plookphak.com

ออกจากงานมาขายหมูแดดเดียว ผ่อนบ้าน-รถ เหลือเก็บอีกเดือนละ 30,000 บาท


ออกจากงานมาขายหมูแดดเดียว ผ่อนบ้านผ่อนรถเหลือเก็บอีกเดือนละ 30,000 บาทแบ่งปันเรื่องราวที่ทำให้หลายคนกำลังดิ้นรนสู้ชีวิตกับงานประจำรู้สึกมีความหวังขึ้นกับการบอกหนทางในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวที่ไม่ต้องมาจากงานประจำอย่างเดียวอย่างสำหรับคนที่มีทุนน้อยๆอยากจะหาธุรกิจทำ ทำหมูแดดเดียวขายน่าจะเป็นอาชีพที่น่าสนใจเพราะทำให้อยู่ได้มีรายได้หลายหมื่นเลยทีเดียวสามารถผ่อนรถผ่อนบ้านแถมยังมีเงินเหลือเก็บ แต่จะขายได้ขายดีต้องมีสูตรเด็ดและรู้จักเสาะหาช่องทางการจัดจำหน่ายทำเพจสินค้า ฝากร้าน จนเริ่มมีลูกเจ้าประจำติดใจสั่งไปทอดขายบอกปากต่อปาก วันนี้เราจะเผยสูตรเด็ดกันว่าทำยังไงให้หมูแดดเดียวเนื้อแดดเดียวขายดีมีกำไรและรสชาติอร่อย


ปริมาณไม่ตายตัว วัดตวงกันเอง ได้ตามใจชอบ หมูแดดเดียว / เนื้อแดดเดียว
ส่วนผสม
เนื้อหมู 1 กิโลกรัม / เนื้อก็สูตรเดียวกัน
กระเทียม 1 หัวครึ่ง
รากผักชี 5-6 ราก
พริกไทย 2 ช้อนชา
งาขาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 4 ช้อนชา
น้ำปลา 1.5 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 0.5 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

 
วิธีทำ
1.ล้างเนื้อหมูให้สะอาด นำนื้อหมูมาแล่ เป็นชิ้นบางหน่อย (หนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร) แต่อย่าบางมาก ถ้าบางมากไป เวลานำไปตากแดดจะแห้งมากเกินไป
2.โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยให้ละเอียด ได้ที่แล้วนำไปหมักเนื้อหมู จากนั้นเติมน้ำตาล, น้ำปลา, ซอสหอยนางรม, ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส และงาขาวลงไป
3.คลุกเคล้าหรือนวดด้วยมือจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำเนื้อหมูไปตากแดด ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง กลับเนื้อหมูบ้างเป็นระยะ (โดยตากแดดไปสัก 2 ชั่วโมง เนื้อหมูด้านหนึ่งจะแห้ง ก็ทำการกลับเนื้อหมู แล้วตากอีกด้านไปอีก 2 ชั่วโมง)
4.สำหรับการทอดให้ใช้น้ำมันปาล์ม เทลงในกระทะและนำไปตั้งไฟ รอจนน้ำมันร้อน จึงนำหมูแดดเดียวลงไปทอดจนสุกทั่ว
5.จัดหมูหรือเนื้อทอดแดดเดียวลงในจาน พร้อมผักสดต่างๆ เช่น แตงกวา, มะเขือเทศ, ใบมะกรูดทอดกรอบ หรืออื่นๆตามชอบ

เคล็ดลับ

(แถม)หมูแดดเดียว สูตรใช้เตาอบไม่ง้อแดด กรอบนอกนุ่มใน


การหมักหมู ถ้าหมักไว้นานเกินไปจะเป็นน้ำ จะเสียความเข้มข้นของรสชาติไป
การตากเนื้อถือว่าสำคัญเหมือนกัน ถ้าแดดจัดแดดแรง หากตากนานเกินไป เนื้อหมูจะแห้งเกินไป เวลาทอดแล้วเนื้อจะแข็ง ดังนั้นหากแดดแรง ตากเนื้อหมูแค่พอหมาดๆก็ควรเก็บได้เลย
สำหรับเวลาทอดนั้น ควรใช้ไฟกลาง อย่าใช้ไฟแรงมาก เพราะจะทำให้เนื้อหมูแข็ง ทานไม่อร่อย

พบกับสูตรการทำหมูแดดเดียวไม่ง้อแดด สูตรพิเศษฉุกเฉินในวันที่มีฝนตก รายได้ไม่สะดุดแน่นอนเพราะเตาอบก็สามารถทำหมูแดดเดียวได้นะเออ

หมูแดดเดียวเตาอบ ไม่ต้องง้อแดด 
ส่วนผสม หมูแดดเดียว

เนื้อหมู (สันคอ) 500 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูแดดเดียว

นำเนื้อหมูมาล้างทำความสะอาด ซับให้แห้งแล้วหั่นยาวตามสไตล์หมูแดดเดียว


ผสมกระเทียม งาขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย คนให้เข้ากัน

ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำมันหอยลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี ก็เริ่มหมักหมูกันได้เลย ใส่หมูที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน (พักหมูไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง)

พอครบเวลาก็นำหมูออกจากตู้เย็นมาวางเรียงบนตะแกรง เรียงให้ห่างกันเล็กน้อย

นำเข้าเตาอบ เปิดไฟบน-ไฟล่างระบบพัดลมที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส อบเนื้อจนแห้งประมาณ 4 ชั่วโมง

หมูแห้งแล้วค่ะ จะได้หมูแดดเดียวแบบนี้




ทอดหมูได้เลยค่ะ ทอดจนสุกเหลืองทั้งชิ้นนะคะ



หน้าตาดี แถมอร่อย ขอข้าวเหนียวร้อน ๆ ด้วยจ้า
เคล็ดลับ เตรียมบ่อ เลี้ยง กุ้งฝอย สำหรับ มือใหม่ หัดเลี้ยง ในบ่อปูน

     กุ้งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างดีแบบต่อเนื่องมาตลอดน่ะค่ะ กุ้งมีหลายสายพันธ์ุและทุกๆสายพันธ์ุล้วนแล้วแต่สร้างรายได้อย่างมากมาย กุ้งฝอย เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดากุ้งในแต่ละสายพันธ์ุค่ะ ต้นทุนในการเลี้ยงก็ถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นมาก แต่ว่ารายได้ที่ได้รับไม่แพ้บรรดากุ้งชนิดอื่นเลย แถมยังเลี้ยงง่าย ขยายพันธ์ุไวอีกต่างหาก ที่สำคัญเป็นที่ต้องการทางการตลาดอย่างต่อเนื่องค่ะ วันนี้ผู้เขียนมีวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย สำหรับมือใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม หรือว่าต้องการทำเป็นอาชีพหลักก็น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ

     กุ้งฝอยโดยปกติธรรมชาติ จะมีตามแม่น้ำหรือคูคลองต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันมากนัก กุ้งฝอยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหาร หรือแม้กระทั่งนำไปเป็นอาหารของสัตว์ชนิดอื่น เพราะฉนั้นชาวเกษตรกรจึงหันมาให้ความสนใจและเพาะเลี้ยงกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนต่ำและการขยายพันธ์ุของกุ้งฝอยนั้นขยายพันธ์ุง่าย ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่นาน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ปัญหาในการเพาะเลี้ยงก็มีแตกต่างกันออกไป วันนี้ผู้เขียนก็มีข้อมูลและเทคนิคในการเลี้ยงกุ้งฝอยมาฝากท่านผู้อ่านมือใหม่ที่กำลังสนใจในการเลี้ยงกุ้งฝอยน่ะค่ะ

     สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกุ้งฝอย ถ้ามีพื้นที่ไม่มากนักสนใจเพาะเลี้ยงในบ่อปูน ผู้เขียนก็มีเทคนิคในการเตรียมบ่อก่อนลงเลี้ยงกุ้งฝอยค่ะ
การเตรียมบ่อปูนก่อนลงกุ้งฝอย วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
ต้นกล้วยแก่
เกลือทะเล 1-2 กำมือ
พืชน้ำเช่นจอกแหนต่างๆ
ท่ออ๊อกซิเจน
ใบก้ามปูแห้ง
วิธีและขั้นตอนในการเตรียมบ่อก่อนลงกุ้งฝอยสำหรับ บ่อปูนน่ะค่ะ
ใส่น้ำให้เต็มบ่อปูนแล้วตัดต้นกล้วย ใส่ลงไปแช่ในบ่อผ่าเป็นซึกกลางแล้วตัดเป็นท่อนๆ แช่ไว้ในบ่อประมาณ 7-14 วันเป็นอย่างน้อย


เมื่อแช่ต้นกล้วยในบ่อได้ตามวันเวลาที่กำหนดแล้ว ให้เอาน้ำจากออกจากบ่อปูนให้หมด ใส่น้ำลงไปให้เต็มบ่อปูน และใส่เกลือทะเล ลงไปในบ่อปูนประมาณ 1-2 กำมือ พักน้ำไว้ 1 วัน น้ำที่ใช้ถ้าเป็นน้ำปะปาก็จะมีดีกว่าน้ำบาดาล แต่ว่าก็จะมีข้อเสียคือมีคลอรีนเพราะฉนั้นจึงจำเป็นต้องแช่บ่อเพื่อให้คลอรีนเจือจางค่ะ และก็เปิดอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศให้กับน้ำในบ่อปูน


เมื่อได้เตรียมความพร้อมของบ่อปูนและได้เตรียมน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หาพืชน้ำมาลงบ่อ แต่ก่อนที่นำพืชน้ำต่างมาลงในบ่อควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาใส่ในบ่อน่ะค่ะ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆที่ติดมากับพืชที่จะนำมาใส่ค่ะ และุถ้าให้ดี ใส่ใบก้ามปูแห้งลงไปในบ่อด้วยก็ดีน่ะค่ะเพราะจะป้องกันโรคพยาธิในกุ้งฝอยได้ด้วยค่ะ


เรียบร้อยค่ะเทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้ามน่ะค่ะ ลองนำมาประยุกต์ใช้ก่อนการเลี้ยงกุ้งฝอยน่ะค่ะ สำหรับกุ้งฝอยที่จะนำมาลงเลี้ยงนั้น หาได้ง่ายๆตามแหล่งธรรมชาติ หรือเลือกซื้อตามตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขาย ก็เลือกเอาที่ท้องมีไข่ มาเพาะเลี้ยงไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลูกกุ้งก็จะออกมาเดินเต็มบ่อให้เราชื่นชมแล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะนำกุ้งฝอยลงบ่อ ก็ต้องมีการจัดการให้ดีก่อนการนำไปลงในบ่อน่ะค่ะ

     เทคนิคก่อนนำพันธ์ุกุ้งมาลงบ่อปูนที่เตรียมไว้นำกุ้งมาใส่ไว้ในถังหรือกะละมัง แล้วนำน้ำที่เราเตรียมไว้ในบ่อปูน มาใส่พอให้ท่วมตัวกุ้ง ใส่อ๊อกซิเจนเปิดเบาสุด พักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วก็ให้คัดกุ้งฝอยตัวที่ตายออก ทิ้งให้กุ้งปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำได้แล้ว ก็ให้นำไปใส่บ่อปูนที่เตรียมไว้ ทำให้เบามือที่สุดน่ะค่ะป้องกันไม่ให้กุ้งเกิดอาการตกใจค่ะ

     เทคนิคและขั้นตอนในการเตรียมบ่อปูนและเตรียมน้ำ ก่อนนำกุ้งฝอยลงไปเพาะเลี้ยงเป็นวิธีการง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้ามน่ะค่ะ สำหรับกุ้งฝอยที่เราได้นำลงในบ่อแล้ว นั้นสำหรับอาหาร ช่วงวันแรกไม่ต้องให้อาหารน่ะค่ะ ให้สังเกตุดูว่ากุ้งจะปรับสภาพเข้ากับบ่อและน้ำที่เราได้เตรียมไว้ได้มากขนาดไหน
ระยะเวลาในการให้อาหารกับกุ้งนั้น ควรเป็นวันที่ 2 หรือ 3 หลังจากที่ได้นำลงไปบ่อแล้ว สำหรับอาหารกุ้งก็จะมีหลายอย่างด้วยกัน เพราะกุ้งฝอยเป็นสัตว์ประเภทที่เลี้ยงง่าย กินอาหารได้เกือบทุกอย่าง เช่น อาหารของกุ้งฝอย/อาหารปลาดุก บดละเอียด/รำ ผสม กับไข่แดงต้มสุก/อาหารสำเร็จสำหรับกุ้ง/เต้าหู้หลอด การให้อาหารกุ้งฝอยไม่ควรให้เยอะ ให้แค่วันล่ะ1ครั้ง ช่วงเย็นๆก็พอค่ะ อาหารเสริมก็จะเป็นประเภท ไส้เดือนกับไรแดงค่ะ
การแยกแม่พันธ์กุ้งฝอยนั้นก็ดูไม่ยากค่ะ เมื่อเพาะเลี้ยงไปได้ ไม่น่าจะเกิน2สัปดาห์ ให้ลองตักขึ้นมาคัดตัวตัวกุ้งฝอยที่ท้องเริ่มมีไข่ ให้คัดออกแยกบ่อ เพื่อจะได้ขยายพันธ์ุต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดของจำนวนกุ้งด้วยค่ะ กุ้งฝอยนั้นจะผสมพันธ์ุกันตลอดทั้งปี และกุ้งฝอย1แม่จะสามารถออกไข่ได้ ประมาณ 60-80 ฟอง เพราะฉนั้นแล้วจึงจำเป็นต้องคัดแม่กุ้งฝอยที่ท้องมีไข่ออกจากบ่อเดิมค่ะ และเมื่อแม่กุ้งได้สลัดไข่ออกลงเดินแล้ว ต้องจับแยกแม่กุ้งออกจากบ่อทันทีด้วยน่ะค่ะ เพราะแม่กุ้งจะกินตัวอ่อนของตัวเองค่ะ


สำหรับการเพาะเลี้ยงในกระชัง หรือ เลี้ยงในบ่อดิน ถ้าบ่อไม่ได้เลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำชนิดอื่นมาก่อน ก็ให้เตรียมบ่อโดยการใส่ปุ๋ยคอกลงไปในบ่อดิน ประมาณ 30-50 กก ต่อบ่อโดยใส่น้ำไม่ให้สูงเกิน 30 เซนติเมตร พักไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จนปุ๋ยคอกเริ่มเป็นสีเขียวเหมือนตะไคร่น้ำค่อยใส่น้ำเข้าไปให้เต็มบ่อ แล้วให้หาพืชน้ำมาลงในบ่อ เพื่อเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด


ระยะเวลาในการจับกุ้งฝอยเพื่อจำหน่าย ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้แล้วค่ะ การเลี้ยงในบ่อดินหรือตามสวนต่างๆจะสามารถ ให้จำนวนการขยายพันธ์ุได้มากกว่าการเลี้ยงในบ่อปูนเพราะมีพื้นที่มากกว่า อาหารกุ้งฝอยที่เลี้ยงในบ่อดิน สามารถให้ได้แบบเดียวกันกับการเลี้ยงในบ่อปูนค่ะ


ราคาของกุ้งฝอย ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมล่ะ 200-400 บาท ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่งทีเดียวค่ะ
กุ้งฝอยนอกจากจะเลี้ยงเพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารที่ยอดฮิต อย่างกุ้งเต้น หรือเรียกกันแบบสวยๆอย่างกุ้งโคโยตี้แล้วก็ยังมีอีกหลายเมนูที่นิยมกันนำไปรับประทานน่ะค่ะ และสำหรับท่านที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมหรือรายได้หลักแล้วล่ะก็ การเพาะเลี้ยงกุ้งฝอยถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ เนื่องจากว่า ต้นทุนและการดูแลไม่มากเหมือนกับกุ้งชนิดอื่น และยังเป็นที่ต้องการทางตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นอาหารของเราๆท่านๆแล้ว ยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารของสัตว์น้ำได้อีกด้วย ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเว็บบ้านน้อย ไม่มากก็น้อย


























“เคพกูสเบอร์รี่” ผลไม้ไทย สรรพคุณรักษาอาการ หอบหืด และ หลอดลมอักเสบ


“เคพกูสเบอร์รี่” หรือที่คนไทยรู้จักดีในชื่อ “โทงเทงฝรั่ง” ผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน เป็นพืชในตระกูลเดียวกับเบอร์รี มะเขือ มะเขือเทศ และมันฝรั่ง นิยมรับประทานแบบผลสด รับประทานกับสลัด ปั่นเป็นน้ำผลไม้ และนำไปทำแยม แต่ทว่านอกจากการทานผลแล้ว ใบ และลำต้น ยังสามารถนำไปทำยา รักษาโรคได้หลากประเภทได้ดีอีกด้วย



เคพกูสเบอร์รี่เป็นไม้ล้มลุก ต้น มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วโลก โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 30-100 เมตร ลำต้นแตกกิ่งจำนวนมากจนเป็นพุ่ม กิ่งเป็นเหลี่ยม ตามข้อมีขนเล็กน้อย ลำต้นอวบน้ำเปลือกเกลี้ยงเป็นสีเขียว ส่วนโคนของลำต้นเป็นสีม่วงแดงและค่อย ๆ จางไปถึงปลายยอด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ในประเทศไทยพบพรรณไม้ชนิดนี้ได้มากทางภาคเหนือ บริเวณป่าเปิดและที่ชุ่มชื้นทั่วไป ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปไข่ หรือเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือมน แต่บางครั้งเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นหยักซี่ฟันห่าง ๆ และบางครั้งก็ดูคล้ายเป็นพูตื้น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียว ท้องใบมีขน มีเส้นแขนงใบประมาณ 5-7 คู่ ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

                 
ส่วนดอก ออกดอกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบ ก้านดอกมีความยาวได้ประมาณ 1 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงดอกยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร แฉกลึกประมาณกึ่งหนึ่ง มีขนกระจาย มีเส้นกลีบเป็นสีเข้ม ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเป็นรูประฆัง บานคล้ายรูปกงล้อ เป็นสีเหลืองอ่อน เหลืองอ่อนแกมเขียว หรือเป็นสีขาว ผล มีกลีบเลี้ยงที่ขยายหุ้มจนมิดผล มีลักษณะบาง มีสัน 10 สัน ตรงสันมีเส้นสีม่วงตามยาว ผิวเป็นเส้นแบบร่างแห ลักษณะของผลภายในเป็นรูปรีเกือบกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผลอ่อนกลมใสเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก ส่วนเมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.3 มิลลิเมตร เมล็ดมีเมือกหุ้มคล้ายกับมะเขือเทศจำนวนมาก โดยจะติดผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม


ด้านประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามิน C ที่สูงช่วยป้องกันอาการไข้หวัดและภูมิแพ้ มีวิตามิน A ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยให้ผมดกดำ และผิวพรรณ อีกทั้งยังมีโปรตีนสูง มีวิตามิน บี1 และบี2 มีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังพบสารแคโรทีนอยด์ที่เป็นสารช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและและโรคหัวใจ มีสรรพคุณทางยาสามารถใช้เป็นยาภายใน แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอมีเสมหะ หอบหืด แก้อาการโรคในช่องปาก ลิ้นอักเสบ น้ำปัสสาวะเป็นสีเหลือง ใช้เป็นยาขับพยาธิ และแก้โรคต่อมทอมซิลอักเสบได้ดีอีกด้วย


เคพกูสเบอร์รี่รักษาโรคหอบหืด
ใช้ทั้งต้นแห้ง 1/2 กิโลกรัม นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลกรวดลงไปเพิ่มความหวานเล็กน้อย โดยให้รับประทานหลังอาหารครั้งละ 1/4 ถ้วยแก้ว วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 10 วัน และให้หยุด 3 วัน หลังจากนั้นให้รับประทานต่อไปอีก 10 วัน แล้วก็พักอีก 3 วัน แล้วค่อยรับประทานต่อไปอีก 10 วัน อาการของหอบหืดจะดีขึ้น


เคพกูสเบอร์รี่แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
นำต้นแห้ง 500 กรัม ผสมน้ำเชื่อม 500 ซี.ซี. รับประทานครั้งละ 50 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร 10 วัน ( 1 รอบของการรักษา) รับประทานติดต่อกัน 3 รอบ โดยแต่ละรอบให้พัก 3 วันแล้วค่อยรับประทานรอบต่อไป
ที่มา:เกษตรกรก้าวหน้า