แชร์ไว้ดู!!น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์






น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์


ในหลายประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อว่า กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และในชาวแคริบเบียน จะเรียกกันเช่นนี้


พืชยอดเยี่ยมนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร เพราะกระเจี๊ยบสดหนึ่งแก้วมีโปรตีน 2 กรัม มีวิตามิน C 21 มิลลิกรัม มีกรดโฟลิก 30 แคลอรี่ มีโฟเลต 80 ไมโครกรัม มีแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม มีไขมัน 0.1 กรัม

และมีคาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม พืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในรูปแบบต่างๆ เช่น ทอด ต้ม ตุ๋น หรือดอง

สมุนไพรกระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น

และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

2. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลโดยผ่านการบริโภคโดยตรง

4. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

5. ป้องกันการเกิดโรคไต

**วันนี้เราจะนำเสนอสูตรน้ำกระเจี๊ยบ ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสม

1. กระเจี๊ยบเขียวสด 4 ฝัก

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วย

สูตรน้ำกระเจี๊ยบ

1. ใช้มีดตัดด้านข้างของฝักกระเจี๊ยบออก

2. ใส่ฝักกระเจี๊ยบลงในขวดขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปให้ท่วม

3. แช่ฝักกระเจี๊ยบทิ้งไว้ตลอดคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. ในตอนเช้าให้บีบน้ำในฝักกระเจี๊ยบออกให้หมดและเก็บน้ำไว้

5. โยนฝักของมันทิ้งไปและดื่มน้ำทันที

วิธีดื่ม

คุณควรดื่มเครื่องดื่มนี้ในขณะท้องว่าง ก่อนมื้อเช้า 30 นาที มันจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจนทำให้คุณประหลาดใจ

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

1. ฝักอ่อนหรือผลอ่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทาน โดยนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อน หรือนำมาใช้ทำแกงต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ใช้ใส่ในยำต่าง ๆ ใช้ชุบแป้งทอด ทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้

2. เมนูกระเจี๊ยบเขียว เช่น แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบผัดขิงอ่อน ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด ยำกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด สลัดกระเจี๊ยบเขียว ชากระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

3. สำหรับชาวอียิปต์มักใช้ผลกระเจี๊ยบรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ หรือนำมาใช้ในการปรุงสตูว์เนื้อน้ำข้น สตูว์ผัก หรือนำไปดอง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้จะใช้ผลอ่อนนำมาต้มเป็นสตูว์กับมะเขือเทศที่เรียกว่า “กัมโบ้” หรือทางตอนใต้ของอินเดียจะนำผลกระเจี๊ยบมาผัดหรือใส่ในซอสข้น ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะใช้กินเป็นผักสดและนำมาย่างกิน และชาวญี่ปุ่นจะนำมาชุบแป้งทอดกินกับซีอิ้ว

4. ดอกอ่อนและตาดอกสามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

5. รากกระเจี๊ยบสามารถนำมารับประทานได้ แต่จะค่อนข้างเหนียวและไม่เป็นที่นิยม

6. แป้งจากเมล็ดแก่เมื่อนำมาบดสามารถนำมาใช้ทำเป็นขนมปังหรือทำเป็นเต้าหู้ได้

7. ใบตากแห้งนำมาป่นเป็นผงใช้โรยอาหารและช่วยชูรสชาติอาหารได้

8. ฝักที่นำมาตากแห้งแล้ว สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้

9. เมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้ หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟ

10. ใบกระเจี๊ยบนำมาใช้เป็นอาหารวัวหรือใช้เลี้ยงวัวได้

11. กากเมล็ดมีโปรตีนมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

12. ในประเทศอินเดียมีการใช้เมล็ดกระเจี๊ยบเพื่อไล่ผีเสื้อเจาะผ้า

13. ในประเทศอินเดีย โรงงานผลิตน้ำตาลบางแห่งมีการใช้เมือกจากต้นนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำอ้อยสะอาด

14. เปลือกต้นกระเจี๊ยบ แม้จะไม่เหนียวนักแต่ก็สามารถนำมาใช้ทอกระสอบ ทำเชือก เชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ ใช้ถักทอเป็นผ้าได้ หรือทำเป็นกระดาษ ลังกระดาษก็ได้

15. เมือกจากผลกระเจี๊ยบสามารถนำมาใช้เคลือบกระดาษให้มันได้

16. กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากต่างประเทศมีการสั่งซื้อกระเจี๊ยบของไทยปีละหลายล้านบาท โดยมีบริษัทที่ทำโครงการปลูกกระเจี๊ยบเขียวอย่างครบวงจรมาร่วมมือกับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งออก

17. สำหรับในต่างประเทศมีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปผลิตแปรรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทำเป็นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูป เช่น กระเจี๊ยบเขียวอบแห้ง หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องหอม อุตสาหกรรมยา เช่น ทำเป็นยาผงและแคปซูล
 สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น





สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น

สะตอ ผักกลิ่นแรง แต่รสชาติก็ยังเป็นที่ถูกใจของใครหลายคน นำมาทำอาหารรับประทานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำมาผัด กินกับน้ำพริก กินคู่ส้มตำ ก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่อย่าพูดถึงกลิ่นไม่พึ่งประสงค์นะคะ เรียกว่ายืนห่างกันเป็นเมตร กลิ่นยังโชยมาได้ตลอด

แต่ถึงสะตอจะกลิ่นแรงเพียงใด มันก็ประโยชน์อย่างมากมายนะคะ เช่น


1.ประโยชน์สะตอมีส่วนช่วยบำรุงสายตา

2.ช่วยทำให้เจริญอาหาร

3.ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

4.ประโยชน์ของสะตอ ช่วยลดความดันโลหิต

5.ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดีขึ้น

6.มีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์

7.สะตอประโยชน์ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

8.เชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้

9.สรรพคุณของสะตอ ช่วยขับลมในลำไส้

10.ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้

11.สะตอ สรรพคุณช่วยในการขับปัสสาวะ

12.สรรพคุณสะตอ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย

13.แก้ปัสสาวะพิการ

14.ช่วยแก้ไตพิการ

15.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

16.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา

17.สะตอทําอะไรได้บ้าง เช่น สะตอผัดกุ้ง แกงป่าใส่สะตอ สะตอผัดกะปิกุ้งสด เป็นต้น

18.และยังใช้แปรรูปเป็นสะตอดองได้อีกด้วย ส่วนยอดสะตอนำมารับประทานเป็นผักเหนาะ

19.ใบของสะตอใช้ทำเป็นปุ๋ยบำรุงดิน

20.ลำต้นของสะตอใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน


วิธีดับกลิ่นสะตอ เมื่อทานสะตอเข้าไปแล้วหลังทานเข้าไปจะมีกลิ่นปาก ซึ่งเราสามารถกำจัด กลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามไปประมาณ 2-3 ลูก ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็นเขียวของสะตอได้ดีในระดับหนึ่ง

ข้อมูลจาก http://www.deedaily.com/beauty-fashion/1814



ข้าวโพดฝักอ่อน (Baby corn) เป็นผลผลิตทางการเกษตรของข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวฝักในระยะฝักอ่อน เพื่อนำมาบริโภค เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนจะมีความหวาน กรอบ มีเมล็ดเป็นไข่ขนาดเล็ก และรับประทานง่ายทั้งในรูปฝักสดหรือใช้ประกอบอาหาร พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ดี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่




1.พันธุ์ผสมเปิดต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณ 1, สุวรรณ 2, สุวรรณ 3, รังสิต 1 และเชียงใหม่ 90 โดยพันธุ์สุวรรณ 1, 2 และ 3 เป็นข้าวโพดไร่ที่มีข้อดี คือ มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคอื่นๆได้ดี สามารถเจริญเติบโต และปรับตัวได้ดี เมล็ดพันธุ์มีราคาถูก
2.พันธุ์ลูกผสมของทางราชการ และบริษัทเอกชน ได้แก่ พันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์, พันธุ์แปซิฟิค 116, พันธุ์แปซิฟิค 283 , พันธุ์จี 5414, พันธุ์ เอสจี 18, พันธุ์ยูนิซิดส์ บี 65 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้มีข้อดี คือ มีความสม่ำเสมอของลักษณะต้น อายุเก็บเกี่ยว และจำนวนฝักอ่อน ซึ่งได้มาตรฐานสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด
ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ เป็นพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ สามารถให้จำนวนฝักเกรดเอ เฉลี่ยสูงถึง 71 เปอร์เซ็นต์ และให้คุณภาพฝักสูง มีความทนทานไม่หัก หรือดำช้ำง่าย สีฝักสวย เหมาะกับตลาดแพ็คสด และโรงงานแปรรูป


ลักษณะประจำพันธุ์ SG 17 ซุปเปอร์ คือ ความสูงต้นเฉลี่ย 155 เซนติเมตร ความสูงฝักแรกที่ 95 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยวครั้งแรกเฉลี่ย 55 วัน เก็บเกี่ยวนาน 5-6 วัน ความยาวไหมที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวที่ 5-10 เซนติเมตร มีลักษระฝักสีเหลือง ทรงกรวยปลายแหลม เมล็ดคล้ายไข่ปลาละเอียด มีน้ำหนักฝักสดรวมเปลือกประมาณ 2,100-2,400 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดเมื่อปอกเปลือก 300-430 กิโลกรัม/ไร่
การเตรียมดิน  ให้ขุดดินหรือพรวนดินให้ร่วนด้วยการไถพรวนดิน ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วยกร่องสูง 25 เซนติเมตร ก่อนไถพรวนดิน ควรหว่านโรยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย
การปรับปรุงดิน  ใส่หินฟอสเฟตเพื่อแก้ความเป็นกรด และให้ธาตุฟอสฟอรัสแก่พืช นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยคอกก่อนการไถพรวนดินเพื่อปรับคุณสมบัติร่วมด้วย



ระยะการปลูก  ใช้เมล็ด อัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 50-50 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม (19,000 ต้น/ไร่) หรือ 50-40 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม ขึ้นไป หรือเพิ่มอัตราปลูกที่ 26,000 ต้น/ไร่ แต่ไม่ควรเพิ่มมากกว่านี้ หรืออาจเพิ่มจำนวนต้นต่อหลุม หากเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่มากเกินไป อาจทำให้ฝักเล็กลง
การใส่ปุ๋ย  ธาตุอาหารที่จำเป็นมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ส่วนโพแทสเซียม จะต้องการน้อยกว่า และไม่ต้องใส่มาก  การปลูกด้วยการยกร่อง ให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมตอนปลูก และโรยข้างแถว เมื่อข้าวโพดอายุ 25-30 วัน ในปริมาณที่เท่ากัน



การให้น้ำ  การให้น้ำกับข้าวโพดฝักอ่อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ใกล้ชิด เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะเติบโตได้ดี มีฝักสมบูรณ์เมื่อมีความชื้นตลอดทั้งช่วงการปลูก แต่ควรระมัดระวังอย่าให้ดินแฉะ และหากขาดน้ำหรือดินแห้งในช่วงใดช่วงหนึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก
การให้น้ำข้าวโพดฝักอ่อนให้พิจารณาความชื้นดินที่ระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร ตลอดฤดูปลูก ด้วยการปฏิบัติ คือ ข้าวโพดยังเล็กในระยะแรกให้น้ำทุก 2-3 วัน เมื่อต้นสูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร หรือสูงประมาณหัวเข่า จะให้น้ำทุกๆ 5-7 วัน ต่อจากนั้น การให้น้ำจะพิจารณาเมื่อดินเริ่มแห้งเป็นระยะๆ



การกำจัดวัชพืช  การกำจัดวัชพืชอาจใช้วิธีการกำจัดด้วยจอบหรือการถอนมือทุกๆ 2-3 อาทิตย์ หรืออาจใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อลาคลอร์ตรา 600-700 ซีซี/ไร่ ฉีดพ่นหลังปลูกขณะที่ข้าวโพด และวัชพืชยังไม่งอก แต่การใช้สารเคมีอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพดิน รวมถึงสารเคมีที่ตกค้างในดิน
การถอดยอด  เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนมีอายุประมาณ 38 วัน หรือมีใบจริง 7 คู่ โดยจะมีช่อดอกตัวผู้โผล่จากธง (ใบยอด) ซึ่งต้องดึงส่วนนี้ทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผสมเกสร เพราะหากมีการผสมเกสรจะทำให้ข้าวโพดฝักอ่อนมีคุณภาพด้อยลง เมล็ดโป่งพอง และไม่ได้มาตรฐานตามตลาด นอกจากนี้ ถารถอดยอดถือเป็นเทคนิคสำคัญที่เกษตรกรไม่ควรละเลย หากต้องการให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ



การเก็บเกี่ยว  ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชอายุสั้น ประมาณ 55-60 วัน และจะเก็บเกี่ยวหลังดึงช่อดอกตัวผู้แล้ว ประมาณ 3-5 วัน แต่มีข้อควรระวัง คือ ฝักอ่อนจะโตเร็ว ซึ่งควรเก็บเกี่ยวฝักอ่อนในระยะที่เหมาะสม หากปล่อยนานจะทำให้ฝักอ่อน มีขนาดโตเกินมาตรฐานที่โรงงาน หรือตลาดต้องการ การเก็บเกี่ยวมีข้อพึงปฏิบัติ ดังนี้

1.  สังเกตไหมที่เริ่มโผล่ปลายฝัก จะมีความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวที่สุด
2.  ให้เก็บฝักบนสุดเป็นฝักแรก และฝักที่ถัดต่ำลงมาตามลำดับ และควรหักลำต้นไปด้วย เพื่อจะทำให้มองเห็นต้นที่เก็บเกี่ยวแล้ว
3.  ให้เก็บฝักทุกวัน เพื่อป้องกันมิให้ฝักแก่เกินไป
4.  หากใช้พันธุ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่ปลูก ควรสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวโพดที่มีไหมยาวแตกต่างกัน และกรีดดูลักษณะฝัก ขนาดของฝัก พร้อมเก็บข้อมูล และพิจารณาระยะที่เหมาะสม สำหรับนำไปใช้กำหนดระยะการเก็บของทั้งแปลง
5.  การเก็บฝักสดเพื่อส่งออก ควรเก็บ 2 ฝัก/ต้น โดยไม่ควรเก็บฝักที่ 3 เนื่องจากฝักมักจะไม่สมบูรณ์ไม่ได้คุณภาพ


การรักษาคุณภาพข้าวโพดฝักอ่อนหลังการเก็บเกี่ยว

1.  เมื่อเก็บฝักเสร็จ ควรรีบนำฝักเข้าร่มหรือโรงเรือนที่ระบายอากาศดี พยายามจัดวางเรียงกันเป็นแถว ไม่ควรวางเป็นกองสูง และไม่ควรทิ้งไว้หลายวัน และควรปลอกเปลือกทันทีหลังการเก็บเกี่ยว
2.  การขนส่งควรทำโดยเร็วที่สุด และการจัดเรียงใส่รถบรรทุกควรใส่ในภาชนะก่อน โดยเฉพาะข้าวโพดที่ปอกเปลือกแล้ว ควรใส่ในกล่องกระดาษหรือตะกร้าพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ
3.  การปอกเปลือกข้าวโพด ต้องกรีดเปลือกโดยไม่ให้เกิดบาดแผล


1. การทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณเชื้อรา ตั้งแต่มีดกรีด หีบห่อบรรจุ และเครื่องมือที่ใช้ รวมถึงโรงเรือน ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้สารเคมีในรูปของแก๊สหรือสารละลายที่ฆ่าเชื้อโรค เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ อัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ ผสมน้ำฉีดพ่น เป็นต้น
2. การส่งออก ควรลดอุณหภูมิข้าวโพดฝักอ่อนโดยเร็วที่สุด ด้วยวิธีการอัดลมเย็น (forced – air cooling) เพื่อลดการเน่า ลดการสูญเสียน้ำ และความหวาน ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น อุณหภูมิที่ใช้ในระหว่างการขนส่ง คือ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 เปอร์เซ็นต์
ที่มา: http://www.doae.go.th
สูตรน้ำต้มเม็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น



สูตรน้ำต้มเม็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น

ในปัจจุบันนี้ คนเราหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นทุกวัน เมื่อเวลาเจ็บป่วยก็จะหันมาใช้สมุนไพรทางธรรมชาติกันมากขึ้นเช่นกัน

ในวันนี้เราจึงขอหยิบยกสูตร “น้ำต้มเม็ดมะรุม” มาฝากเพื่อนๆในวันนี้ สรรพคุณนั้นดีมากๆ ช่วยในเรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ใครที่ปวดหลังปวดเอว จัดได้ว่าเป็นสูตรน้ำสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

สรรพคุณ น้ำต้มเมล็ดมะรุม ดื่มแก้ปวดเมื่อยร่างกาย ปวดหลัง ปวดเอว กระดูกทับเส้น


วิธีทำสูตรน้ำต้มเมล็ดมะรุม
1. แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดกระดูก กระดูกทับเส้น ไตอักเสบ นำเเมล็ดมะรุมตากแห้ง 1 กำมือ

2. ต้มในน้ำเดือด1ลิตร ประมาณ 5 นาที รับประทาน ครั้งละ 1 แก้ว หลังอาหาร เช้า-ก่อนนอน



คอยสังเกตุธาตุตัวเราเองด้วยในการขับถ่าย หากมากไปก็ลดปริมาณลง เพราะแต่ละคนธาตุจะไม่เหมือนกัน(หากหาไม่ได้ก็ซื้อได้ตามร้านขายยาจีน)



ประโยชน์ของสูตรนี้
1. มะรุมมีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อแบคทีเรียตามผิวหนังได้

2. ประโยชน์ของมะรุมเป็นยารักษาโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี

3. มะรุมช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ยิ่งแข็งแรง

4. มะรุมมีสรรพคุณต้านการเกิดโรคมะเร็งได้

5. ประโยชน์ของมะรุมรักษาอาการหวัด เป็นไข้ แก้ไอ หรือมีอาการไอเรื้อรัง

6. สรรพคุณของมะรุมช่วยบรรเทาอาการของโรคไขข้อ ไขข้ออักเสบ ปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ และกระดูกอักเสบ

7. ประโยชน์ของมะรุมรักษาโรคขาดสารอาหารอย่างได้ผลดี โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 10 ขวบ ทำให้ร่างกายกลับมามีเนื้อมีหนัง ร่างกายมีความสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น

8. มะรุมมีฤทธิ์ในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์ ไม่หยาบกร้าน มีผิวที่นุ่มนวลขึ้น

9. มะรุมมีสรรพคุณใช้แก้อาการคันศีรษะ หรือมีอาการคันมาจากเชื้อรา และช่วยแก้ปัญหาเส้นผมหลุดร่วงให้น้อยลง

10. มะรุมช่วยรักษาอาการต่างๆ เกี่ยวกับโรคของดวงตาได้หมด อาทิ ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา โรคตามืดมัว หรือโรคต้อในตา

11. มะรุมมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยแก้โรคลำไส้อักเสบและโรคพยาธิในลำไส้ได้เป็นอย่างดี

12. มะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ดูแลสุขภาพช่องปาก

13. สรรพคุณมะรุมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดี บำรุงเลือด รักษาและป้องกันโรคโลหิตจางได้

14. มะรุมมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลของฮอร์โมนให้เป็นปกติ

ถ้าจะให้ได้ผลดีท่านต้องงดอาหารหมักดอง เครื่องในสัตว์ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ มิเช่นนั้นแล้วจะเห็นผลน้อย เพื่อสุภาพก็ต้องงดนะครับ

ขอบคุณที่มา Postsod
เลี้ยง”ปลาหมู”ในบ่อดิน 1 ไร่ 8 เดือน ได้เป็นล้าน



    “ผมเลี้ยงในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อครบ 8 เดือนจับมาได้ราว 8 ตัน ราคาส่งอยู่ที่กก. 100-120 บาท ขายปลีก กก. 200 บาท โดยตลาดหลักจะมีแม่ค้ามารับซื้อ ส่วนหนึ่งส่งร้านอาหาร พบว่าพื้นที่ 1 ไรจะมีรายได้เรือนล้านบาท”

          หลังจากที่คลุกคลีอยู่กับวงการเลี้ยงน้ำจืด ที่เน้นปลาแม่น้ำมานาน 13 ปี ล่าสุดเมื่อ 2 ปีก่อน “เทพประสิทธิ์ ทำนม”ที่รู้จักในนาม “พฤษภา  ธรรมพนม” หรือ “อ.ต่อ” หันมาทดลองเลี้ยง “ปลาหมู” ด้วยการสผมพันธุ์เทียมในบ่อซิเมนต์ ก่อนปล่อยลงในบ่อดิน พบว่า พื้นที่ 1 ไร่ ปล่อยปลาหมูได้ 1 แสนตัว เลี้ยง 8 เดือนจับได้ 8 ตันขายส่ง กก.ละ 100-120 บาท ขายปลีก กก.200 บาท เลี้ยงรุ่นเดียวรายได้เรือนล้านบาท



          พฤษภา บอกว่า ปกติเป็นเพาะเลี้ยงปลาแม่น้ำอยู่แล้ว ตั้งแต่ปลากด ปลากดคัง ปลาหลด ปลากระทิง และอีกหลายชนิดที่ฟาร์ม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ตอนหลังพบว่า ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มีพ่อค้าจากเวียดนาม มากว้านซื้อ”ปลาหมู” ในราคา กก.ละ 600-700 บาท ในฐานะที่เป็นคนชอบเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลาแม่น้ำ และปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำธรรมชาติ มองว่าปลาหมู น่าจะเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะเนื้อมีรสชาติที่อร่อย นุม มัน  และที่สำคัญมีต่างชาติมากว้านซื้อกันแล้ว พอไปสำรวจดูพบว่าปัจจุบันปลาหมูลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จึงศึกษาทดลองเลี้ยงดูเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่า วิธีการผสมเทียม จะสามารถสร้างประชากรของปลาหมูได้ดี

         เขา บอกว่า กว่าจะได้เพาะพันธุ์และเลี้ยงหมูได้ ต้องทดลองหลายวิธีบ คือจับพ่อพันธุ์แม่จากธรรมชาติมา ปล่อยในบ่อดิน เลี้ยงในกระชังที่น้ำไหล และสร้างบ่อปูน หรือบ่อซิเมนต์ให้ผสมพันธุ์ แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ พบว่าอัตราการขยายตัวน้อยมาก จึงนำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปล่อยลงในบ่บ่อซิเมนต์ ขนาด 2×2 เมตร ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 4 คู่ สังเกตุดูช่วงอาการที่แสดงออกถึงอาการติดสัตว์ จากนั้นจับตัวผู้มารีดเชื้อ เพื่อฉีดในช่องผสมพันธุ์ของตัวเมีย พบว่าแม่พันธุ์ 4 ให้ไข่มานับหมื่นฟอง ในจำนวนนี้มีอัตรารอดครึ่งหนึ่งหรือ ราว 4,000-5,000 ตัวปล่อย พออนุบาลได้ระหนึ่งปล่อยลงในบ่อดิน  หรือสระน้ำขนาด 1 ไร่ จะปล่อยลูกปลาหมูลง 1 แสนตัว

                                                                          หางแดง

           “ชุดแรกที่ผมเลี้ยงในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อครบ 8 เดือนจับมาได้ราว 8 ตัน ราคาส่งอยู่ที่กก. 100-120 บาท หากขายปลีก กก. 200 บาท โดยตลาดหลักจะมีแม่ค้ามารับซื้อ ส่วนหนึ่งส่งร้านอาหาร พบว่าพื้นที่ 1 ไรจะมีรายได้เรือนล้านบาท หักต้นทุนแล้วยังมีกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ผมย้ายฟาร์มไปอยู่ที่ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น หันมาขยายพันธุ์อย่างจริงจัง แต่เน้นเลี้ยงเองอยู่ครับ มีขายบ้างเล็กน้อย ในราคาตัวละ 3 บาท” พฤษภา  กล่าว


            ส่วนอาหารของปลาหมูนั้น เขาบอกว่า ส่วนหนึ่งจะให้อาหารปลาดุก มาละลายน้ำปั้นเป็นก้อนโยนลง อีกส่วนหนึ่งในหอยเชอร์รี่ หอยขม รวมถึงหอยโข่ง ทุบให้แตกโยนลงในบ่อเลี้ยง เพราะปลาหมูเป็นที่หากินในหน้าดิน โดยเฉลียแล้วพื้นที่ 1 ไร่ เลี้ยงปลาหมู 1 แสนตัว ให้อาหารวันละราว 5 กก. หรือเดือนละราว  5-7 กระสอบ คิดเป็นเงิน 2,000 บาท เลี้ยง 8 เดือนเท่ากับค่าอาหาร 16,000 บาทหักค่าแรงวันละ -350 บาท 8 เดือนเท่ากับ 8.4 หมื่นบาท จิปาทะอีกรวมแล้วไม่ถึง 2 แสนบาท ต้นทุนจะสูงเฉพาะครั้งแรกที่ต้องจัดการเรื่องขุดบ่อนั่นเอง

         “ที่จริงปลาหมูในบ้านเราจะอยู่ตามแม่น้ำ ที่พบมากในแม่น้ำโขง แม่น้ขาสาย่อย แม่เจ้าพระยา น้ำมูล แม่น้ำน่าน ชอบน้ำไหล แต่พอเลี้ยงในบ่อก็เลี้ยงได้ครับ ตัวโตด้วย ตก 8 -12 ตัวต่อ 1 กก.มีเท่าไรขายได้หมด” เขา กล่าว

        สำหรับปลาหมู เป็นปลาหนังขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายปลานวลจันทร์ แต่ไม่มีเกล็ด ขนาดยาวเฉลี่ยวราว 8-10 ซม.แต่เคยพบในแหล่งน้ำธรรมชาติยาวกว่า 12 ซม.จะพบกระจายพันธุ์ในแหล่งน้ำจืดของแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีลวดลายที่เป็นลายโค้ง รูปร่างที่เพรียวเป็นทรงกระสวยและมีส่วนของจมูกและปลายปากที่แหลมยาวกว่า

ลายจุด  

       สำหรับประเทศไทยจะพบปลาหมูขาว, ปลาหมูหางแดง, ปลาหมูหางเหลือง ปลาหมูลายจุด ปลาหมูน่าน เป็นกลุ่มปลาหมูที่พบในประเทศจีน นอกจากในประเทศไทยแล้ว ประเทศที่อยู่ในเขต ลุ่มน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากจีนตอนใต้ อย่างลาวและเวียดนาม ก็มีปลาหมูในสกุลนี้อาศัยอยู่เช่นกัน เลี้ยงง่ายไม่ก้าวร้าวด้วย

          การเลี้ยงปลาหมูก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากมีคนเลี้ยงน้อย ตลาดยังมีความต้องการ ปลาปชนิดนี้ทำอาหารได้หลายอย่างและรสชาติอร่อย หากินยากด้วย

Cr. https://kasettumkin.com



วิธีการดูแลพืชในหน้าหนาว ให้ปลูกง่าย โตไว ไม่เป็นโรค


เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สวนของใครที่เต็มไปด้วยไม้ดอก ก็คงมีความสุข เพราะ ไม้ดอกส่วนใหญ่มักจะเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้อัตราการแตกดอกสูงขึ้น แต่เนื่องจากฤดูหนาว อากาศจะแห้ง ความชื้นในอากาศจะลดต่ำลง สวนที่เป็นไม้เขตร้อน มักจะเข้าสู่ระยะพักตัว มีการผลัดใบ เพื่อลดการคลายน้ำ ให้น้อยลง ดังนั้นหากสวนของใครเต็มไปด้วยไม้เมืองร้อน ฤดูหนาวคงเป็นช่วงเวลาที่สวนของใครหลายๆ คนไม่น่าดูเท่าไหร่นัก วันนี้ฉันจึงนำวิธีการดูแลรักษาต้นไม้ในหน้าหนาวมาฝากกัน


หัวใจสำคัญของการดูแลต้นไม้หน้าหนาวก็คือ การรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ หาวัสดุอย่างเช่น ฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว มาคลุมหรือโรยบริเวณโคนต้นไม้ หรือแปลงปลูก เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ทำการรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่อย่าใช้วิธีปล่อยน้ำแช่ตลอดเวลา เพราะดินจะแฉะจนเกินไป ควรปล่อยให้พื้นดินแห้งบ้าง เพื่ออากาศสามารถลงแทรกไปในดินได้บ้าง เพื่อให้รากสามารถได้รับอากาศด้วย นอกจากนี้ การรอน้ำต้นไม้ด้วยสปริงเกิล ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่ง นอกเหนือจากจะเป็นการรดน้ำตามปกติ ยังเป็นการเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย
การตัดแต่งกิ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้ต้นไม้ลดการคลายน้ำลงได้ และช่วยลดภาระให้ต้นไม้ไม่ต้องลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากนัก โดยเลือกตัดแต่งกิ่งที่ไม่ได้รูปทรงเพื่อให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการ กิ่งที่ผุ หรือแห้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากกิ่งไม้หล่น เนื่องจากลมที่พัดแรงในหน้าหนาว


สำหรับในเรื่องของการให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ในช่วงฤดูหนาว จะต้องให้ปุ๋ยด้วยความระมัดระวัง การให้ปุ๋ยจะแตกต่างจากการให้ปุ๋ยในช่วงฤดูฝนซึ่งสามารถให้ปุ๋ยได้บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้ปุ๋ยแตกตัวได้น้อยลง จึงทำให้ปุ๋ยมีโอกาสตกค้างในดินเป็นปริมาณมาก มีโอกาสที่จะทำให้ดินเค็ม ดังนั้นเมื่อทำการให้ปุ๋ยควรจะทำการรดน้ำด้วยปริมาณที่มากกว่าเดิม หรือลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงและหันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน
ในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น ๆ บวกกับความแห้งในอากาศ ทำให้หลายคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นกับสนามหญ้า และต้นไม้ในสวนของตัวเองบ้าง ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีทั้งการเปลี่ยนแปลงในด้านดี สำหรับต้นไม้ที่ไม่มีปัญหากับความเย็นและอากาศแห้ง ๆ กับการเปลี่ยนแปลงในทางลบ ที่เกิดขึ้นกับต้นไม้และหญ้าบางชนิด แต่ก่อนจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา จนสนามหญ้าและสวนของเราหมดสวย ลองมาดูวิธีเตรียมรับมือกับสภาพอากาศเย็น ๆ ให้สนามหญ้าและสวนกันไว้ก่อนดีกว่า


เปิดทางความชื้นและแสงแดดด้วยคราด
ช่วงหน้าหนาวน้ำค้างจะค่อนข้างแรงก็จริง แต่อากาศกลับแห้งกว่าฤดูอื่น ๆ ทำให้ดินมีโอกาสแห้งแล้งได้ ดังนั้นเราควรเปิดทางให้ความชื้น และแสงแดด ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของพืช ผ่านเข้ามาบำรุงถึงรากต้นไม้ได้อย่างสะดวก โดยคุณควรใช้คราดกำจัดใบไม้ รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ที่ปกคลุมหน้าดินอยู่ให้โล่งที่สุด ป้องกันปัญหารากตาย และใบเป็นจุดสีน้ำตาล
อย่ารีบร้อนตัดแต่งกิ่งไม้
เหตุผลอันดับแรกของการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ก็เพื่อเร่งให้ต้นไม้ผลัดใบ และเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น แต่ในฤดูหนาวที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ปลูกต้นไม้อย่างนี้ เราก็ควรเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งไม้ไว้ก่อน หรือหากคุณจำเป็นจะต้องตัดเล็มกิ่งไม้จริง ๆ น่าจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้และสวนสักนิดก่อน
รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่ปลูกมานาน
ต้นไม้ใหญ่ และต้นไม้ที่ปลูกไว้นานแล้ว มักจะมีส่วนที่ตายและห่อเหี่ยวไปเอง ซึ่งส่วนเหล่านี้ของต้นไม้ เป็นคล้าย ๆ ไส้ติ่งของมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสำคัญ แถมยังเป็นส่วนที่เกะกะอีกต่างหาก ฉะนั้นในฤดูหนาวที่ต้องการรักษาความชื้นให้ต้นไม้มากที่สุด ก็ควรจัดการกับไส้ติ่งเหล่านี้ให้สิ้นซาก อ้อ ! ในกรณีแบบนี้คุณสามารถตัดเล็มกิ่งไม้ได้ตามสบายเลย



จับไม้ล้มลุกมาทำปุ๋ย
อาจจะดูเหมือนใจร้าย แต่ถึงแม้เราจะพยายามดูแลบรรดาไม้ล้มลุกอย่างดีแค่ไหน เจ้าพืชอายุไม่ยืนเหล่านี้ก็รอดเงื้อมมือหน้าหนาวลำบากอยู่ดี ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะนำไม้ล้มลุกมาทำเป็นปุ๋ยหมักซะเลย ก่อนจะต้องปวดใจกับสภาพเหี่ยวเฉาของเขาให้รำคาญตา
พืชปกคลุมช่วยได้
ถ้าอยากรักษาความชื้นให้ดินได้มาก ๆ แนะนำให้ปกคลุมดินเอาไว้เลย เลือกใช้พืชคลุมดินที่มีขายตามร้านต้นไม้ หรือจะนำซากพืชและปุ๋ยมาผสมกันแล้วปกคลุมดินก็ได้หมด แต่เคล็ดลับอยู่ที่คุณต้องเกลี่ยพืชคลุมดินให้รอบต้นไม้ในลักษณะรูปวงกลมโดนัท อย่าโรยพืชคลุมดินเป็นเนินเหมือนภูเขาไฟ เพราะส่วนลำต้นเราไม่ต้องปกคลุมเขาให้เปลืองพืชคลุมดินก็ได้
อนุบาลต้นไม้เล็กด้วยกระสอบ
นอกจากต้องคลุมหน้าดินรักษาความชื้นให้ดินแล้ว เหล่าต้นไม้เด็ก ที่เพิ่งปลูกเมื่อไม่นานมานี้ ก็ควรดูแลเขาให้ดีด้วย อย่างแรกให้หากระสอบ หรือพลาสติกเจาะรูมาคลุมต้นไม้เบบี๋ไว้ก่อน รอจนเขาเติบโตพอจะต่อสู้สภาพอากาศแห้งชื้นด้านนอกได้ค่อยปล่อยเป็นอิสระ


ได้เวลาปลูกพืชชนิดหัว
ไม้หัวหลายชนิดชื่นชอบอากาศเย็น ๆ และสามารถทนกับความแห้งแล้งในอากาศได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ว่านสี่ทิศ บัวดิน ฯลฯ ซึ่งหากอยากปลูกต้นไม้เพิ่มความสวยงามให้สวน ก็สามารถเลือกปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้ได้เลย
พลิกหน้าดินเติมธาตุอาหาร
สำหรับสนามหญ้า คุณอาจจะลองพลิกหน้าดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ความชื้นและแสงแดดส่องเข้าไปบำรุงรากต้นไม้โดยตรงบ้างก็ได้ นอกจากนี้หากลงทุนพลิกหน้าดินแล้ว ก็ควรถือโอกาสใส่ปุ๋ยและธาตุอาหารที่จำเป็นกับต้นหญ้าไปด้วยเลยยิ่งดีจ้า
ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้อย่างถูกสูตร
ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่น่าจะปลอดภัยกับพืชและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติด้วยกัน แต่ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอกให้พืช คุณก็ควรตรวจสอบก่อนว่าพืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ยคอกในอัตราเท่าไร และปุ๋ยคอกสูตรไหนจะเหมาะกับดินของคุณ เพื่อให้ดินและต้นไม้เติบโตได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม


ใส่ใจต้นไม้ทุกต้นอย่างดีที่สุด
เตรียมพร้อมต้นไม้กันไปแล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องใส่ใจดูแลต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นอย่างเต็มที่ด้วย หมั่นรดน้ำอย่างถูกวิธี กำจัดวัชพืช บำรุงดินและพืชด้วยปุ๋ย และพยายามเล็มกิ่งไม้ ใบไม้ที่แห้งตายแล้วออกไป เพื่อลดการคายน้ำของพืช และเพื่อรักษาความชื้นไว้ใช้ในส่วนจำเป็นให้ได้มากที่สุด
ที่มา: https://sites.google.com
https://home.kapook.com
https://medium.com
การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เทคนิคการดูแลรักษา ปลูกครั้งเดียวให้เก็บเกี่ยวหลายปี


พืชทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของเกษตรกร และกำลังกลายเป็นผักเศรษฐกิจของไทย เพราะปัจจุบันมีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว จึงทำให้คนไทยหันมาสนใจสุขภาพ และให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้น หน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง เป็นที่สนใจของผู้คนอย่างมาก ชาวไทยจำนวนมากหันมาบริโภคผักชนิดนี้ และในตอนนี้มีแนวโน้มในการส่งออกที่สูงด้วย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี หากเกษตรกรจะหันมาให้ความสนใจ การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง


เช่นเดียวกับ คุณสมหมาย สอนฮั้ว เจ้าของสวนหน่อไม้ฝรั่งที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว คุณสมหมายเล่าว่า ก่อนหน้านี้ที่จะหันมาทำหน่อไม้ฝรั่งได้ปลูกข้าวและมันเทศมาก่อน สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพราะว่าอายุมากแล้ว และคงทำมันเทศต่อไม่ไหว แต่หน่อไม้ฝรั่งลงทุนน้อย การดูแลรักษา รวมไปถึงการเก็บผลผลิตก็ง่าย ทั้งยาและอาหารเสริม ก็ใช้เพียงอย่างละ 1 ลิตร ไม่เปลือง และไม่เหนื่อย เหมือนการทำมันเทศ
รายได้จากผลผลิตหน่อไม้ฝรั่ง
“และตอนนี้ที่ทำอยู่ทั้งหมด 4 ไร่ ใช้เวลา 3 เดือน ก็สร้างรายได้ให้ผมแสนกว่าบาท ทำให้ผมหมดหนี้ได้ เพราะ การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง นี่แหละ และสำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากจะหันมาทำหน่อไม้ฝรั่ง หรือมีปัญหาเรื่องเชื้อราและไวรัส ก็สามารถขอคำปรึกษาได้” คุณสมหมายกล่าวอย่างภูมิใจ


ตลาดและ ราคาหน่อไม้ฝรั่ง
“เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว บริษัทกำแพงแสนได้มาตั้งขึ้นใกล้ๆ จึงทำให้มีจุดรับซื้อผลผลิตใกล้ชุมชน ผมก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ที่พอถึงเวลาเก็บผลผลิตไม่ต้องจ้างแรงงาน แค่ช่วยกันเอง โดยสมาชิกในครอบครัวก็พอแล้ว ผมเลยตัดสินใจมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
โดยได้รับการแนะนำจากผู้ช่วยเบิ้ม ทั้งในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ และการดูแลรักษา หลังจากเก็บผลผลิตเสร็จผมจะนำไปส่งที่หนองศรีเทพ โดยผู้ช่วยเบิ้มเป็นคนมารับซื้อจากชาวไร่ในละแวกนี้ เขาจะคัดแยกหน่อที่เราไปส่งอีกครั้ง จะแยกเป็น

แบบตูม สำหรับหน่อที่ยอดตูมทุกขนาด ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท
แบบบาน ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะต่างกันตามขนาดออกไปอีก
ส่วนหน่อที่บานจะแบ่ง ราคาหน่อไม้ฝรั่ง ตามขนาดออกไปอีก คือ
ขนาดเล็กและใหญ่ ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 10-15 บาท
ขนาดกลาง ราคาหน่อไม้ฝรั่ง จะขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท
รายได้ในช่วงเริ่มแรกของผมก็วันละ 500-600 บาท ทำมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็วันละเป็น 1,000 บาท แล้ว” คุณสมหมายกล่าว


ขั้นตอนการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง มีอยู่ 2 วิธี คือ
1. ใช้เมล็ดปลูก หมายถึง การทำหลุมห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดลงปลูกประมาณ 7 เมล็ด/หลุม จากนั้นคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ประมาณ 12 วัน จะเริ่มมีหน่องอกพ้นจากดิน ช่วงนี้จำเป็นต้องมีการฉีดเชื้อรา และฮอร์โมนเร่งราก เร่งต้น แล้วสวมกรวยพลาสติกเพื่อไม่ให้ยอดหน่อไม้ฝรั่งบาน จากนั้นอีก 10 วัน ใส่ปุ๋ย และก็ให้น้ำ ดูแลอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
2. ทำแปลงเพาะเมล็ด หมายถึง การเพาะกล้าก่อนนำไปปลูก ในการเพาะนำดินใส่ถุงขนาดประมาณ 3 นิ้ว หยอดเมล็ด เอาดินกลบบางๆ แล้วรดน้ำ จากนั้นประมาณ 10 กว่าวัน จะเริ่มมีหน่องอกขึ้นมา แต่ต้องเลี้ยงไว้ในถุงอย่างนี้ก่อนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ก่อนนำไปลงแปลง


คุณสมหมายแนะว่าควรใช้วิธีที่ 2 คือ เพาะกล้าก่อนปลูกลงแปลง โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ได้ผลผลิตเร็วกว่า และหน่อไม้ฝรั่งจะมีภูมิต้านทานต่อโรค และสภาพอากาศดีกว่าการที่นำเมล็ดไปปลูกลงแปลงโดยตรง
การเตรียมแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง
สำรับการเตรียมแปลง เริ่มจากการไถพรวนดิน ยกร่อง จากนั้นใส่ปุ๋ยขี้วัว ขี้เป็ด และแกลบ ประมาณ 10 ตัน(4 ไร่) ลงกลางร่อง แล้วใช้รถขุดไถกลบร่องประมาณ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการผสมปุ๋ยในตัว จากนั้นทำร่องความลึกประมาณ 10-11 นิ้ว คุณสมหมายย้ำอีกว่าขี้วัวที่นำมาใช้ควรนำมาพักไว้ก่อนอย่างน้อย 3 เดือน จึงจะนำไปใช้ได้
การวางระบบน้ำหยด
หลังเตรียมดินเสร็จให้ทำการวางระบบน้ำหยด ในส่วนนี้คุณสมหมายบอกว่าเกษตรกรต้องมีการลงทุนที่สูง ใน 4 ไร่ ของคุณสมหมายราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท และมีค่าติดตั้งประมาณ 1,500 บาท แต่เป็นการลงทุนครั้งเดียวได้ผลนาน และข้อดีของการวางระบบน้ำหยด คือ ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก และการแตกกอ


การดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่ง
การดูแลรักษาโดยทั่วไปก็คือ หลังปลูกลงแปลงต้องมีการสังเกตอาการของต้นเป็นระยะ เพราะอาจมีโรคและแมลงเกิดขึ้น และควรดูแลเรื่องน้ำไม่ให้มากเกินไป แค่พอชุ่ม เพราะถ้าแฉะก็อาจเป็นสาเหตุให้เมล็ดเน่า และเกิดโรคได้ และทุก 10 วัน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยเป็นประจำ
จากนั้น 6 เดือน จะมีหน่อไม้ฝรั่งเกิดมาเป็นรุ่นแรก สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกได้เป็นเวลา 2 เดือน หลังเก็บผลผลิตครั้งแรกแล้วต้องมีการพักต้น 1 เดือน ระหว่างพักต้นก็ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือ เก็บ 2-3 ครั้ง แล้วพัก 1 เดือน


การคัดเมล็ดพันธุ์มาขยายเอง
เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่นำพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศทำให้มีราคาแพง เกษตรกรจึงมักเก็บเมล็ดพันธุ์มาขยายเองหลายรุ่น ดังนั้นในการคัดเมล็ดพันธุ์ควรคัดต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี โดยเป็นต้นที่ให้หน่อดี มีขนาดหน่อใหญ่ ปล่อยผลที่มีเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งอยู่ภายใน ให้ผลแก่มีสีส้มอมแดง นำไปขยี้ให้เปลือกหุ้มผลแตกออก นำมาล้างในน้ำสะอาด เปลือกหุ้มเมล็ดจะลอยขึ้นเหนือน้ำ ส่วนเมล็ดจะจมลง นำเมล็ดผึ่งลมไว้ 1-2 วัน เพื่อให้เมล็ดแห้ง
จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปแช่ในน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกได้ไว และสม่ำเสมอ โดยแช่น้ำอุ่น (ผสมน้ำร้อนกับน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 55 องศาเซลเซียส) นาน 30 นาที แล้วแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อนำไปเพาะเมล็ดจะงอกได้ภายใน 10-14 วัน


การป้องกันกำจัดโรคและแมลง
โรคที่พบบ่อยจะมีเชื้อรากับไวรัส อาการของการติดเชื้อราจะสังเกตได้จากการที่ต้นเหลือง หรือเป็นจุด หากพบต้นเป็นจุดให้เอายาแก้เชื้อราฉีด แต่ถ้ารากินโคนให้เราเอายาแก้เชื้อราใส่ลงในระบบน้ำหยดเพื่อฆ่าเชื้อในดิน และหากติดไวรัสก็จำเป็นจะต้องถอนต้นออก
ไม่เช่นนั้นเชื้อจะลาม และไม่ต้องเป็นห่วงว่าต้นที่ถอนออกจะไม่งอกเพราะว่าด้านล่างจะเป็นเหมือนเหง้ากระชาย ฉะนั้นจะมีต้นใหม่งอกออกมาแน่ แมลงที่พบมากคือ “จิ้งหรีด” จะพบบ่อยในช่วงที่มีผลผลิตออกมา เพราะจิ้งหรีดจะมากัดกินยอดของหน่อไม้ฝรั่งที่เพิ่งโผล่พ้นดินขึ้นมา
ขอขอบคุณ คุณสมหมาย สอนฮั้ว 207 หมู่ 4 ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
ที่มา: https://www.palangkaset.com
โต๊ะจีนปุ๋ย เทคนิคการจัดการไม้ผล ครั้งเดียวเอาอยู่ เอาวัชพืชอยู่ลดต้นทุนได้กว่าครึ่ง


ปุ๋ย คือ อาหารบำรุงพืช ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบำรุงการเจริญเติบโตของพืชอย่างยิ่ง หากเราให้ปุ๋ยเพียงพอ ครบถ้วนด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ก็ยิ่งจะช่วยในการบำรุงการเจริญเติบโตของพืชให้ มีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดี และส่งผลให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของทั้งผู้ผลิต และ ผู้บริโภค



อ.กิจติกร กีรติเรขา เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2554 จ.นครราชสีมา เจ้าของสวนมะม่วงงามเมืองย่า อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ได้ให้คำแนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ Farmer info จ.นครราชสีมา ถึง เทคนิคการจัดการไม้ผล ด้วยการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน ที่จัดครั้งเดียว เอาวัชพืชอยู่-ลดต้นทุนได้กว่าครึ่ง ไว้ดังนี้


 วิธีการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน

หลังปลูกไม้ผลหรือหลังการตัดแต่งไม้ผลไปแล้ว 1 เดือน สามารถเริ่มการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีนได้ทันที
โดยเริ่มจากการหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยขี้วัว ให้เต็มพื้นที่ปลูก แต่ให้ห่างจากโคนต้น 30 เซนติเมตร หว่านแบบปูพรมให้มีความหนาประมาณ 3 นิ้ว จากพื้นดิน
โรยแกลบทับชั้นมูลสัตว์ให้ได้ความหนาประมาณ 5 นิ้ว โดยโรยให้เต็มพื้นที่ปลูกเช่นกัน
นำฟางมาคลุมทับเต็มพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเป็นการเก็บกักความชื้น แล้วรดน้ำตามให้ชุ่มทันที



ข้อดีและประโยชน์ของการให้ปุ๋ยแบบโต๊ะจีน

หญ้าวัชพืชไม่ขึ้นในพื้นที่ปลูก เพราะปุ๋ย แกลบและหญ้า ได้ไปกดทับไว้ เมื่อหญ้าเกิดขึ้นมาก็จะกลายเป็นปุ๋ยโดยอัตโนมัติ ด้วยเทคนิคนี้จึงทำให้เกษตรกรไม่ต้องไปเสียต้นทุนในเรื่องของเวลา เงินซื้อสารเคมี และ แรงงานในการกำจัดหญ้าวัชพืชในแปลงปลูก
วิธีการนี้ จะเป็นการสร้างไส้เดือนให้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เมื่อมีไส้เดือนดินมาอยู่อาศัย ไส้เดือนก็จะช่วยพรวนดิน เพิ่มปุ๋ยในดินด้วยมูลที่ขับถ่าย และ ปรับโครงสร้างดินให้มีความร่วนซุยมากขึ้น
ช่วยควบคุมความชุ่มชื้นในแปลงปลูกไม้ผลให้คงที่ **จึงทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้ต่อเนื่อง และ เป็นการควบคุมธาตุอาหารไว้ในดิน ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียธาตุอาหารไปกับการชะล้างของฝนหรือน้ำที่ไหลบ่า ซึ่งจะชะล้างธาตุอาหารต่างๆ ให้ไหลซึมลงสู่ชั้นดินที่พืชไม่สามารถดึงขึ้นมาใช้ได้ การให้ปุ๋ยด้วยวิธีนี้จึงทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดีกว่าการให้ปุ๋ยในแบบปกติทั่วไป
ที่มา : https://www.rakbankerd.com
ฮือฮา!! สมุนไพรพื้นบ้าน “ต้นมะก่องข้าว” สรรพคุณครอบจักรวาล


จากเพจ”เจ้าพ่อ คลิปเด็ด ข่าวดัง”ในโซเชียล รักษาโรคสะเก็ดเงิน-ทั้งแก้คันและโรคอื่นๆหายได้!!ด้วยพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม โดยสมาชิกเฟซบูุ๊ค “จารุนันทฺ หมอนันท์ โพธิ์เงิน”บอกยาดี รักษาโรคสะเก็ดเงิน ด้วยชื่อชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม ลุงบอกว่ารับรองว่าหายจากโรคสะเก็ดงินแน่นอน ยาดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทดลองกันดูนะเพิ่มข้อมูลการนำไปต้มดื่ม คือการนำต้นสดๆนำมาสับเป็นท่อนๆแล้วนำมาต้มดื่มกินต่างน้ำยา ปริมาณการต้มจริงๆไม่ได้จำกัดปริมาณนะคะ เพราะเคยต้มดื่มยาตัวนี้มา ไม่ได้มีพิษภัยอันตรายอะไร แต่หากหาตัวยายากไปที่ร้านขายยาไทย เรียกว่ามะก่องข้าว หรือต้นครอบจักรวาล หรือต้นตลับ นำมาตากแห้งมาต้มดื่มแทนได้ปริมาณการใช้ที่ประมาณต้มครั้งละ2-3 อุ้งมือก็ได้ค่ะ (มีคลิปของลุงคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินกินแล้วหาย) ด้วย

“หลังจากมีการเผยแพร่สรรพคุณของต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าว ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินในโซเชียลไปแล้ว ปรากฎว่ามีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก หลายๆคนคอมเม้นท์มาว่าได้ทดลองนำต้นมะก่องข้าวมาต้มกิน ไม่เฉพาะโรคสะเก็ดเงินเท่านั้น ยังสามารถรักษาโรคเบาหวาน และโรคอื่นๆได้อีกด้วย และมีอีกหลายๆคนที่สนใจในสรรพคุณของต้นมะก่องข้าว ซึ่งตนเองและญาติ ก็ป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน รักษาตามโรงพยาบาลมานานแต่อาการก็ไม่หายขาด จึงอยากทดลองใช้ต้นมะก่องข้าวมาต้มดื่มกิน เผื่อจะหายจากโรคนี้ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าต้นครอบจักรวาล หรือต้นมะก่องข้าวมีลักษณะเป็นอย่างไร หาได้จากที่ไหน”

สำหรับต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าวนี้ เป็นตำรับยาพื้นบ้าน แต่ละภาคแต่ละจังหวัดเรียกชื่อไม่เหมือนกัน เช่น มะอุบข้าว, ตอบแตบ, ปอบแปบ, โผงผาง, พันสีครอบ, ครอบจักรวาล, ครอบตะลับ, ครอบพันสี, หญ้าขัดหลวง, หญ้าขัดใบป้อม และขัดหมอหลวง แตกต่างกันไป ลักษณะมีความสูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นที่ใหญ่ที่สุดไม่เกิน 1.5 ซ.ม. แตกก้านออกลักษณะทรงพุ่มห่างๆ มีดอกสีเหลือง มีลูกออกมาทรงกลมตัดเป็นแฉกๆ ชอบขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ริมลำห้วย ตามที่รกร้างว่างเปล่า หรือริมทางเดินทั่วไป มีอายุไม่เกิน 3 ปี สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเอาเมล็ดที่แก่แล้วมาปลูก


ต้นมะก่องข้าวสามารถนำมาใช้ทำยาได้ตั้งแต่รากจนถึงใบ และลูกดิบอ่อนก็สามารถกินได้ โดยนำต้นมะก่องข้าวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งสนิท ถ้าไม่แห้งสนิทก็จะต้องอบให้แห้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราเมื่อเราจะเก็บไว้นานๆ หรือจะทานแบบสดๆ ด้วยการเด็ดใบมาต้มทานก็ได้ มะก่องข้าวนอกจากรักษาโรคเบาหวานแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคอื่นได้อีกดังนี้”ต้น” ช่วยบำรุงโลหิต ขับลม ช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร “ราก” แก้โรคเกี่ยวกับระบบหลอดลม น้ำดี บำรุงธาตุเจริญอาหาร ปัสสาวะขุ่น เสียวมดลูก ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว แก้ไอ ผอมเหลือง บำรุงกำลัง
“ใบหรือทั้งต้น” ต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ ล้างแผล ตำรายาพื้นบ้านใช้ใบตำพอกบ่มหนองให้สุกและแตกเร็วขึ้น นอกจากนั้น “ใบ”ยังใช้ขยี้อุดฟัน แก้ปวดฟัน แก้เหงือกอักเสบ “ดอก” ฟอกล้างลำไส้ให้สะอาด



“ว่านงาช้าง” ควรมีไว้ทุกบ้าน เพื่ออะไรอ่านเลย!



 เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นเจ้าต้นไม้รูปร่างแปลก ๆ อย่างในภาพนี้มาบ้างแล้ว รูปร่างหน้าตาของมัน คล้าย ๆ กับฝักมะรุม หรืองาช้างที่มีสีเขียว มันจึงได้ชื่อว่า “ว่านงาช้าง” ซึ่งจัดเป็นว่านมหานิยม ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และดอก ทั้งในกระถางตั้งหน้าบ้าน หน้าร้านค้า รวมถึงแปลงจัดสวน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และช่วยให้ทำมาค้าขายร่ำรวย ทั้งนี้ ด้วยลักษณะเด่นทีมีใบหรือลำต้นเทียมตั้งตรง ปลายลำแหลมทำให้มีรูปร่างคล้ายงาช้าง จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ว่านงาช้าง

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria cylindrica Bojer

• ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae

• ชื่อท้องถิ่น : ว่านงาช้าง, ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ, ว่านงาช้างลาย, หอกสุรโกฬ


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ลำต้นว่านงาช้างมีลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าที่แตกแยกออกเป็นแง่ง คล้ายเหง้าข่า แต่เปลือกหุ้มด้านนอกจะมีสีส้ม เนื้อหัวด้านในมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ใบ
ใบว่านงาช้าง โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นว่านไม่มีใบ แต่ในทางวิชาการแล้ว ลำต้นเทียมที่เป็นลำทรงกลมสีเขียวก็คือใบนั่นเอง ใบหรือลำต้นเทียมเหนือดินจะแทงออกจากตาของหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมมีลักษณะเป็นทรงกลม สีเขียวทั้งใบหรือมีสีเขียวที่ประคาดเป็นลายขาวเขียว ลำใบตั้งตรง ไม่แตกแขนง สูงประมาณ 40-60 ซม. โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีร่องลึกเป็นพูตามแนวยาวจากโคนถึงส่วนปลาย โดยลำต้นเทียมนี้จะมีอายุนานหลายปี

ดอก
ดอกว่านงาช้างจะแทงออกจากเหง้า มีลักษณะออกเป็นช่อที่ประกอบด้วยดอกสีขาวเป็นชั้นๆตามความสูงของช่อดอก ดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะเด่นของว่านหางช้างอีกอย่างคือ หอมได้ทนนาน ดอกก็อยู่ทนนาน จึงเหมาะที่จะปลูกบริเวณบ้าน

ผล
ผลว่านงาช้างจะติดผลน้อย ถึงแม้จะมีดอกจำนวนมาก ผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 ซม. ผลมีส้ม เมื่อสุกจัดจะมีสีแดง

ประโยชน์ว่านงาช้าง

1. เนื่องจากลำต้นเทียมหรือใบมีลักษณะโดดเด่นต่างกับพืชอื่น รวมถึงดอกที่ออกเป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน ทั้งนี้ อาจปลูกประดับแบบลำต้นตั้งตรงตามธรรมชาติ หรือ ดัดบิดเป็นเกลียวพันหลายต้นเข้าด้วยกัน
2. ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยเชื่อว่าเป็นว่านที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว ช่วยให้ผู้คนเข้าร้านมากขึ้น ทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวย


สรรพคุณทางยา

เหง้าหรือหัว และใบหรือลำต้นเทียมนำมาต้มน้ำดื่ม มีรสขมเล็กน้อย
– เป็นยาบำรุงโลหิต
– ใช้ขับพยาธิ
– รักษาโรคริดสีดวง
– ช่วยการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ใบหรือลำต้นเทียมนำมาตำใช้ทาภายนอก
– ใช้ทาหน้ารักษาสิว
– ใช้ทาหน้าลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าเต่งตึง
– ใช้ทารักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
– ใช้ทารักษาอาการผดผื่นตามผิวหนัง


สูตรวิธีการใช้ตามภูมิปัญญา

– บำรุงโลหิตได้ดี โดยเอาใบว่านงาช้างเขียวประมาณ 1 กำมือ ดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรง 1 ขวด ดองไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วเอามาดื่มเพียงครั้งละค่อนถ้วยตะไล เวลาเย็นวันละ 1 ครั้ง หรือจะดื่มเช้าและเย็นก็ได้ ก่อนอาหาร หากว่าไม่ชอบดื่มเป็นเหล้า ให้เอามาต้มเป็นยาต้มก็ได้ ให้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นวันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะทำให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

– รักษาอาการใบหน้าเป็นฝ้าหน้าตกกระ โดยเอาใบของว่านงาช้างมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตัดเป็นท่อนสั้นๆ โขลกหรือทุบให้แตกออกมากๆ เอาไปต้มกับน้ำสะอาด เอาน้ำยาที่ได้มาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าเย็นอย่างละครั้ง

– ใช้ขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษหลังคลอด โดยให้เอาใบของว่านงาช้างเขียวมาล้างให้สะอาด ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้ละเอียดเสียก่อน เอามาต้มสัก 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมขึ้นมาพอสมควร ต้มไปสัก 15 นาที ยกเอาลงมาให้เย็นลงตามปกติ พออุ่นๆก็รินเอาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าและเย็น ก่อนอาหาร ทุกวัน

– แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาถ่ายพยาธิ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม นำมาล้างให้สะอาดโขลกให้ละเอียดอาจจะผสมเหล้าโรงเล็กน้อยก็ได้ คั้นเอาแต่น้ำจิบ

– แก้อาการปวดในหู เอามาเผา แล้วคั้นเอาน้ำออกมา เอาไปหยอดรูหู แก้อาการปวดในหู หูอักเสบ เจ็บปวด หูน้ำหนวกก็ใช้ได้

– รักษารากผม น้ำคั้นจากว่านมาชโลมเส้นผม รักษารากผมให้สมบูรณ์แข็งแรง เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ไม่ร่วงหล่น


การปลูกว่านงาช้าง

ว่านงาช้างมักไม่ติดผล ถึงแม้จะมีดอกมาก็ตาม ดังนั้น ตามธรรมชาติของว่านงาช้างจึงขยายพันธุ์ด้วยการแตกเหง้าใหม่เป็นหลัก ดังนั้น การปลูกว่านงาช้างจะใช้วิธีแยกเหง้าปลูกเป็นหลัก ด้วยการขุดแยกเหง้าอ่อนออกมาแยกปลูกเป็นต้นใหม่

การปลูกในกระถางนั้น จำเป็นต้องใช้วัสดุปลูกที่ผสมระหว่างดินกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ ปุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราส่วนผสมประมาณ 1:3-5 เพื่อให้มีอินทรียวัตถุมาก เพราะว่านงาช้างเป็นพืชที่เติบโตได้ดี มีลำต้นสวยงามหากดินมีความร่วนซุย และดินมีอินทรียวัตถุสูง รวมถึงดินมีความชื้นตลอดเวลา

ส่วนการปลูกในแปลง สามารถปลูกลงในแปลงได้เลยหรือให้คลุกผสมดินกับปุ๋ยคอกเสียก่อน แต่หลังการปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกคลุมหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ.

ข้อควรทราบ

ว่านงาช้างมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

ว่านงาช้างเขียว (หอกสุรกาฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวล้วนตลอดใบ และมีร่องตามแนวความยาวใบ

ว่านงาช้างลาย (หอกสุรโกฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวและมีลายสีเขียวอมดำเป็นปล้อง ๆ ตลอดความยาวใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก.nanagarden.com, samunpri.com, prayod.com, puechkaset.com