ฮือฮา!! สมุนไพรพื้นบ้าน “ต้นมะก่องข้าว” สรรพคุณครอบจักรวาล


จากเพจ”เจ้าพ่อ คลิปเด็ด ข่าวดัง”ในโซเชียล รักษาโรคสะเก็ดเงิน-ทั้งแก้คันและโรคอื่นๆหายได้!!ด้วยพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม โดยสมาชิกเฟซบูุ๊ค “จารุนันทฺ หมอนันท์ โพธิ์เงิน”บอกยาดี รักษาโรคสะเก็ดเงิน ด้วยชื่อชนิดหนึ่งชื่อว่า ต้นครอบจักรวาล โดยนำไปต้มดื่ม ลุงบอกว่ารับรองว่าหายจากโรคสะเก็ดงินแน่นอน ยาดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทดลองกันดูนะเพิ่มข้อมูลการนำไปต้มดื่ม คือการนำต้นสดๆนำมาสับเป็นท่อนๆแล้วนำมาต้มดื่มกินต่างน้ำยา ปริมาณการต้มจริงๆไม่ได้จำกัดปริมาณนะคะ เพราะเคยต้มดื่มยาตัวนี้มา ไม่ได้มีพิษภัยอันตรายอะไร แต่หากหาตัวยายากไปที่ร้านขายยาไทย เรียกว่ามะก่องข้าว หรือต้นครอบจักรวาล หรือต้นตลับ นำมาตากแห้งมาต้มดื่มแทนได้ปริมาณการใช้ที่ประมาณต้มครั้งละ2-3 อุ้งมือก็ได้ค่ะ (มีคลิปของลุงคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินกินแล้วหาย) ด้วย

“หลังจากมีการเผยแพร่สรรพคุณของต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าว ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินในโซเชียลไปแล้ว ปรากฎว่ามีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก หลายๆคนคอมเม้นท์มาว่าได้ทดลองนำต้นมะก่องข้าวมาต้มกิน ไม่เฉพาะโรคสะเก็ดเงินเท่านั้น ยังสามารถรักษาโรคเบาหวาน และโรคอื่นๆได้อีกด้วย และมีอีกหลายๆคนที่สนใจในสรรพคุณของต้นมะก่องข้าว ซึ่งตนเองและญาติ ก็ป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน รักษาตามโรงพยาบาลมานานแต่อาการก็ไม่หายขาด จึงอยากทดลองใช้ต้นมะก่องข้าวมาต้มดื่มกิน เผื่อจะหายจากโรคนี้ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าต้นครอบจักรวาล หรือต้นมะก่องข้าวมีลักษณะเป็นอย่างไร หาได้จากที่ไหน”

สำหรับต้นครอบจักรวาล หรือ ต้นมะก่องข้าวนี้ เป็นตำรับยาพื้นบ้าน แต่ละภาคแต่ละจังหวัดเรียกชื่อไม่เหมือนกัน เช่น มะอุบข้าว, ตอบแตบ, ปอบแปบ, โผงผาง, พันสีครอบ, ครอบจักรวาล, ครอบตะลับ, ครอบพันสี, หญ้าขัดหลวง, หญ้าขัดใบป้อม และขัดหมอหลวง แตกต่างกันไป ลักษณะมีความสูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นที่ใหญ่ที่สุดไม่เกิน 1.5 ซ.ม. แตกก้านออกลักษณะทรงพุ่มห่างๆ มีดอกสีเหลือง มีลูกออกมาทรงกลมตัดเป็นแฉกๆ ชอบขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ริมลำห้วย ตามที่รกร้างว่างเปล่า หรือริมทางเดินทั่วไป มีอายุไม่เกิน 3 ปี สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเอาเมล็ดที่แก่แล้วมาปลูก


ต้นมะก่องข้าวสามารถนำมาใช้ทำยาได้ตั้งแต่รากจนถึงใบ และลูกดิบอ่อนก็สามารถกินได้ โดยนำต้นมะก่องข้าวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งสนิท ถ้าไม่แห้งสนิทก็จะต้องอบให้แห้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราเมื่อเราจะเก็บไว้นานๆ หรือจะทานแบบสดๆ ด้วยการเด็ดใบมาต้มทานก็ได้ มะก่องข้าวนอกจากรักษาโรคเบาหวานแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคอื่นได้อีกดังนี้”ต้น” ช่วยบำรุงโลหิต ขับลม ช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร “ราก” แก้โรคเกี่ยวกับระบบหลอดลม น้ำดี บำรุงธาตุเจริญอาหาร ปัสสาวะขุ่น เสียวมดลูก ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว แก้ไอ ผอมเหลือง บำรุงกำลัง
“ใบหรือทั้งต้น” ต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ ล้างแผล ตำรายาพื้นบ้านใช้ใบตำพอกบ่มหนองให้สุกและแตกเร็วขึ้น นอกจากนั้น “ใบ”ยังใช้ขยี้อุดฟัน แก้ปวดฟัน แก้เหงือกอักเสบ “ดอก” ฟอกล้างลำไส้ให้สะอาด



“ว่านงาช้าง” ควรมีไว้ทุกบ้าน เพื่ออะไรอ่านเลย!



 เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นเจ้าต้นไม้รูปร่างแปลก ๆ อย่างในภาพนี้มาบ้างแล้ว รูปร่างหน้าตาของมัน คล้าย ๆ กับฝักมะรุม หรืองาช้างที่มีสีเขียว มันจึงได้ชื่อว่า “ว่านงาช้าง” ซึ่งจัดเป็นว่านมหานิยม ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และดอก ทั้งในกระถางตั้งหน้าบ้าน หน้าร้านค้า รวมถึงแปลงจัดสวน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และช่วยให้ทำมาค้าขายร่ำรวย ทั้งนี้ ด้วยลักษณะเด่นทีมีใบหรือลำต้นเทียมตั้งตรง ปลายลำแหลมทำให้มีรูปร่างคล้ายงาช้าง จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ว่านงาช้าง

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria cylindrica Bojer

• ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae

• ชื่อท้องถิ่น : ว่านงาช้าง, ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ, ว่านงาช้างลาย, หอกสุรโกฬ


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ลำต้นว่านงาช้างมีลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าที่แตกแยกออกเป็นแง่ง คล้ายเหง้าข่า แต่เปลือกหุ้มด้านนอกจะมีสีส้ม เนื้อหัวด้านในมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ใบ
ใบว่านงาช้าง โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นว่านไม่มีใบ แต่ในทางวิชาการแล้ว ลำต้นเทียมที่เป็นลำทรงกลมสีเขียวก็คือใบนั่นเอง ใบหรือลำต้นเทียมเหนือดินจะแทงออกจากตาของหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมมีลักษณะเป็นทรงกลม สีเขียวทั้งใบหรือมีสีเขียวที่ประคาดเป็นลายขาวเขียว ลำใบตั้งตรง ไม่แตกแขนง สูงประมาณ 40-60 ซม. โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีร่องลึกเป็นพูตามแนวยาวจากโคนถึงส่วนปลาย โดยลำต้นเทียมนี้จะมีอายุนานหลายปี

ดอก
ดอกว่านงาช้างจะแทงออกจากเหง้า มีลักษณะออกเป็นช่อที่ประกอบด้วยดอกสีขาวเป็นชั้นๆตามความสูงของช่อดอก ดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะเด่นของว่านหางช้างอีกอย่างคือ หอมได้ทนนาน ดอกก็อยู่ทนนาน จึงเหมาะที่จะปลูกบริเวณบ้าน

ผล
ผลว่านงาช้างจะติดผลน้อย ถึงแม้จะมีดอกจำนวนมาก ผลมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 ซม. ผลมีส้ม เมื่อสุกจัดจะมีสีแดง

ประโยชน์ว่านงาช้าง

1. เนื่องจากลำต้นเทียมหรือใบมีลักษณะโดดเด่นต่างกับพืชอื่น รวมถึงดอกที่ออกเป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน ทั้งนี้ อาจปลูกประดับแบบลำต้นตั้งตรงตามธรรมชาติ หรือ ดัดบิดเป็นเกลียวพันหลายต้นเข้าด้วยกัน
2. ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยเชื่อว่าเป็นว่านที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว ช่วยให้ผู้คนเข้าร้านมากขึ้น ทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวย


สรรพคุณทางยา

เหง้าหรือหัว และใบหรือลำต้นเทียมนำมาต้มน้ำดื่ม มีรสขมเล็กน้อย
– เป็นยาบำรุงโลหิต
– ใช้ขับพยาธิ
– รักษาโรคริดสีดวง
– ช่วยการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ใบหรือลำต้นเทียมนำมาตำใช้ทาภายนอก
– ใช้ทาหน้ารักษาสิว
– ใช้ทาหน้าลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าเต่งตึง
– ใช้ทารักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว
– ใช้ทารักษาอาการผดผื่นตามผิวหนัง


สูตรวิธีการใช้ตามภูมิปัญญา

– บำรุงโลหิตได้ดี โดยเอาใบว่านงาช้างเขียวประมาณ 1 กำมือ ดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรง 1 ขวด ดองไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วเอามาดื่มเพียงครั้งละค่อนถ้วยตะไล เวลาเย็นวันละ 1 ครั้ง หรือจะดื่มเช้าและเย็นก็ได้ ก่อนอาหาร หากว่าไม่ชอบดื่มเป็นเหล้า ให้เอามาต้มเป็นยาต้มก็ได้ ให้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นวันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะทำให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

– รักษาอาการใบหน้าเป็นฝ้าหน้าตกกระ โดยเอาใบของว่านงาช้างมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตัดเป็นท่อนสั้นๆ โขลกหรือทุบให้แตกออกมากๆ เอาไปต้มกับน้ำสะอาด เอาน้ำยาที่ได้มาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าเย็นอย่างละครั้ง

– ใช้ขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษหลังคลอด โดยให้เอาใบของว่านงาช้างเขียวมาล้างให้สะอาด ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้ละเอียดเสียก่อน เอามาต้มสัก 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมขึ้นมาพอสมควร ต้มไปสัก 15 นาที ยกเอาลงมาให้เย็นลงตามปกติ พออุ่นๆก็รินเอาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าและเย็น ก่อนอาหาร ทุกวัน

– แก้ริดสีดวงทวาร และเป็นยาถ่ายพยาธิ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม นำมาล้างให้สะอาดโขลกให้ละเอียดอาจจะผสมเหล้าโรงเล็กน้อยก็ได้ คั้นเอาแต่น้ำจิบ

– แก้อาการปวดในหู เอามาเผา แล้วคั้นเอาน้ำออกมา เอาไปหยอดรูหู แก้อาการปวดในหู หูอักเสบ เจ็บปวด หูน้ำหนวกก็ใช้ได้

– รักษารากผม น้ำคั้นจากว่านมาชโลมเส้นผม รักษารากผมให้สมบูรณ์แข็งแรง เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ไม่ร่วงหล่น


การปลูกว่านงาช้าง

ว่านงาช้างมักไม่ติดผล ถึงแม้จะมีดอกมาก็ตาม ดังนั้น ตามธรรมชาติของว่านงาช้างจึงขยายพันธุ์ด้วยการแตกเหง้าใหม่เป็นหลัก ดังนั้น การปลูกว่านงาช้างจะใช้วิธีแยกเหง้าปลูกเป็นหลัก ด้วยการขุดแยกเหง้าอ่อนออกมาแยกปลูกเป็นต้นใหม่

การปลูกในกระถางนั้น จำเป็นต้องใช้วัสดุปลูกที่ผสมระหว่างดินกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ ปุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราส่วนผสมประมาณ 1:3-5 เพื่อให้มีอินทรียวัตถุมาก เพราะว่านงาช้างเป็นพืชที่เติบโตได้ดี มีลำต้นสวยงามหากดินมีความร่วนซุย และดินมีอินทรียวัตถุสูง รวมถึงดินมีความชื้นตลอดเวลา

ส่วนการปลูกในแปลง สามารถปลูกลงในแปลงได้เลยหรือให้คลุกผสมดินกับปุ๋ยคอกเสียก่อน แต่หลังการปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกคลุมหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ.

ข้อควรทราบ

ว่านงาช้างมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

ว่านงาช้างเขียว (หอกสุรกาฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวล้วนตลอดใบ และมีร่องตามแนวความยาวใบ

ว่านงาช้างลาย (หอกสุรโกฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวและมีลายสีเขียวอมดำเป็นปล้อง ๆ ตลอดความยาวใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก.nanagarden.com, samunpri.com, prayod.com, puechkaset.com

การปลูกมะระจีน (Gourd) แบบละเอียด สร้างรายได้ดีสำหรับผู้ปลูก




การปลูกมะระจีน (Gourd) แบบละเอียด เพื่อสร้างรายได้สำหรับผู้ปลูก การปลูกมะระจีนได้เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นมะระที่มีการนำเข้ามาจากประเทศจีนเป็นหลัก ด้วยผลที่มีขนาดใหญ่ และมีผลที่สวยงาม ทำให้มะระจีนได้เป็นอีกพืชผักที่มีประโยชน์และสรรพคุณมากมายทางยา

มะระจีนได้ปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะเหมาะสมต่อการปลูกในประเทศไทยเพราะมะระจีนได้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น แถมการบริโภคยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปลูกและการขยายพันธุ์ต้องดีและมีคุณภาพ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกต้องใส่ใจเกี่ยวกับการปลูกเพื่อผลิตภาพที่ดี มะระจีนจึงได้รับความนิยมในการนำมารับประทานมากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากมีผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสชาติไม่ขมมากเหมือนมะระไทย แต่มะระไทยก็มีรสชาติที่พอรับประทานได้ แต่ไม่อร่อยเหมือนมะระจีน

มะระจีน เป็นพืชล้มลุกเพียงปีเดียวโดยมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน มีลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อยยาวตามพื้นดินหรือตามต้นไม้ที่ขึ้นรอบข้าง ลำต้นของมะระจีนเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดพอดี ใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ขอบใบเป็นร่องห่าง มีขนสากตามลำต้น และใบ ดอกมีสีเหลืองออกตามช่อใบ ผลดิบมีลักษณะสีเขียวอ่อน ผิวขรุขระเป็นร่องกว้างตามแนวยาวของผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 ซม. ยาว 15-25 ซม. เนื้อหนาประมาณ 0.5-1 ซม.

มะระจีน ถือเป็นผักที่นิยมรับประทานมากสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เนื่องจากมีสารประกอบหลายชนิดที่ได้จากมะระจีน เช่น แคแรนทิน (charantin), โพลีเปปไทด์ พี (p-insulin) และวิซิน (vicine) ซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ทำให้มะระจีนได้เป็นผักที่มีประโยชน์ และสรรพคุณทางยามากมาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรหันมารับประทานมะระจีน เพื่อป้องกันและลดการเกิดอาการของโรคเบาหวาน




การปลูกมะระจีน (Gourd) สร้างรายได้
มะระจีนสามารถปลูกได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือหรือในช่วงปลายฝนจนถึงฤดูหนาว สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีหน้าดินลึก โดยใช้วิธีการหยอดเมล็ดหรือปลูกจากต้นกล้าเท่านั้น หากผู้ปลูกปลูกด้วยวิธีอื่นก็อาจจะทำให้มะระจีนเจริญเติบโตได้ไม่ดีพอ

การปลูกในแปลง
การปลูกมะระในแปลงสามารถปลูกด้วยวิธีการยกร่องแปลงสำหรับพื้นที่ลุ่มเป็นดินเหนียว และมีน้ำขังเล้กน้อย ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำท่วมหรือน้ำขังอาจไม่จำเป็นต้องยกร่องก็ได้ เพราะจะไม่เป็นปัญหามากนัก



การเตรียมดิน

  • ขั้นตอนแรกให้เราทำการไถพรวนดิน พร้อมกำจัดวัชพืช และตากแดดประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่เราจะใช้ปลูก เพื่อการปลูกที่ดีและมีคุณภาพ
  • ให้เราทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือกหรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร
  • ทำการไถตามจุดของแนวปลูกตามแนวยาวของแปลงให้เป็นร่องลึกประมาณ 30 ซม. เกษตรกรบางรายอาจไม่ไถเป็นร่อง และหว่านปุ๋ยทั่วตลอดแปลงซึ่งจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองปุ๋ยเสียเปล่า แต่การหว่านปุ๋ยทั้งแปลงจะเหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องปลูก แล้วจึงไถกลบ
  • หว่านโรยปุ๋ยหมักหรือมูลโค ปริมาณ 1000 กก./ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 30 กก./ไร่
  • ทำการไถกลบหรือกลบแนวร่อง ตากดิน 2-3 วัน

การเตรียมกล้า

  • ทำการเพาะกล้าในกระบะเพาะกล้า โดยใส่ดินผสมมูลสัตว์หรือวัสดุอื่นๆ เช่น ขี้เถ้า กากมะพร้าว เป็นต้น
  • รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • กล้าที่เริ่มแตกใบ 4-6 ใบ หรือ 15-20 วัน สามารถนำมาปลูกได้

วิธีการปลูก

  • การปลูกด้วยกล้ามะระ ให้ปลูกในระยะห่างของหลุมขนาด 1.5-2 เมตร
  • การปลูกด้วยการหยอดเมล็ด ให้หยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด/หลุม ในระยะห่างของหลุมเช่นเดียวกัน
  • หลังการปลูกหรือหลักการหยอดเมล็ดเสร็จ ต้องรดน้ำหลุมปลูกให้ชุ่ม


การให้น้ำ

จะเริ่มให้น้ำตั่งแต่ปลูกเสร็จทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง จนถึงก่อนระยะการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้าย 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจให้น้ำด้วยระบบสเปรย์ ระบบน้ำหยด และการให้น้ำแบบแรงงานคน

การใส่ปุ๋ย และการกำจัดวัชพืช

จะให้ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง นับตั้งแต่หลังการปลูกจนถึงประมาณ 1 เดือน ก่อนหมดผลเก็บเกี่ยว ปุ๋ยที่ให้ควรเป็นปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยเคมีใน 2 ช่วง คือ
  • ช่วงหลังปลูก-ก่อนออกดอก ใช้สูตร 16-16-8
  • ช่วงเริ่มออกดอก-เก็บผล ใช้สูตร 12-12-24


ดังนั้น เราควรกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นทุกครั้งก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ให้เหมือนกับมะระจีนที่ประเทศไทยเราได้นำเข้า เพื่อความอร่อยของมะระจีนที่เราปลูก ดังนั้นเราควรจะใส่ใจและได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการ

การทำค้าง

ทำการทำค้างหลังการปลูกด้วยการขุดหลุมฝังเสาในระยะ 1.5-2 เมตร ของระหว่างหลุมตลอดตามแนวยาว ซึ่งอาจฝังตรงพร้อมกับทำค้างพาดตรงไปยังอีกแถวหรือโน้มเสาพาดทับกับอีกแถว โดยให้มีความสูงประมาณ 1.5-2 เมตร

การปลูกในกระถาง

  • การปลูกในกระถางอาจใช้วัสดุที่เป็นกระถางพลาสติก กระถางดินเผาหรือกระถางประยุกต์จากวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ต่างๆ ซึ่งจะต้องเจาะรูระบายน้ำด้านล่าง
  • วัสดุดินปลูกควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีในสูตรข้างต้นเพียงเล็กน้อย
  • จำนวนหลุมหรือต้นที่ปลูกจะขึ้นอยู่กับขนาดกระถาง แต่โดยปกติจะปลูกกระถางละหลุมหรือกระถางต่อต้นเท่านั้น
  • การปลูกอาจใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้าหรือเมล็ด แต่การปลูกวิธีนี้มีเพียงปริมาณน้อยจึงนิยมใช้วิธีการหยอดเมล็ดเท่านั้น โดยใช้เพียง 1-2 เมล็ด/กระถาง
  • หลังปลูกจะต้องให้น้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • การทำค้างควรใช้วิธีการปักไม้ในกระถางหรือทำค้ำยันนอกกระถาง

การเก็บเกี่ยวมะระจีน

การเก็บเกี่ยวมะระจีนเราสามารถเก็บเกี่ยวผลได้ใน 40-50 วัน หลังจากเมล็ดงอก และสามารถเก็บผลได้ต่อเนื่องจนถึงระยะ 90 วัน โดยจะเก็บผลที่มีลักษณะสีเขียวอ่อน ซึ่งอยู่ในระยะพอดี เหมาะสำหรับการขายและส่งออก หากผลมีสีออกขาวถือเป็นระยะแก่ เนื้อจะหยาบ และอาจจะทำให้ผลมะระจีนของเราไม่อร่อย และคนไม่นิยมรับประทาน

เลี้ยงปูนาอาชีพเสริม มีเท่าไรไม่พอขาย

ปูนาเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับเราคนไทยมาช้านานน่ะค่ะ เพราะว่าปูนาหาง่ายในสมัยก่อน และในปัจจุบันเมนูของปูนาก็มีมากมายที่หลายๆท่านนำมาทำเป็นอาหาร ทั้งต้ม,ปี้ง,ย่าง หรือเมนูที่ผู้เขียนโปรดปรานก็จะเป็นยำปูนาใส่มะม่วงรสแซ่บๆเผ็ดๆพูดมาแล้วน้ำลายไหลเลยค่ะ ปูนาทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แต่ในนาเหมือนชื่อแล้วล่ะค่ะ ทุกวันนี้มีการเพาะเลี้ยงปูนาไว้เป็นอาหารและก็ทำเป็นอาชีพกันมากมาย ผู้เขียนก็เลยมีเคล็ดลับและวิธีการเลี้ยงปูนาแบบง่ายๆ วิธีการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน หรือเลี้ยงปูนาในบ่อดิน เลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยๆมาฝากกันค่ะ ติดตามเคล็ดลับและวิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่นี่ Baannoi.com


ในอดีตตั้งแต่สมัยยังเด็กๆของผู้เขียนหรือผู้อ่านหลายท่านที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด จะคุ้นเคยกับปูนาตัวเล็กๆที่พ่อแม่เก็บมาจากไร่จากสวนจากทุ่งนามาฝาก เอามาปี้งย่างหรือเอามาดองเก็บไว้ใส่ส้มตำก็แซ่บน้ำตาไหลเลยล่ะค่ะ คิดถึงแล้วก็นึกถึงวันวาน

ในปัจจุบันปูนาที่อยู่ในท้องนาจริงๆก็ยังมีให้เห็นน่ะค่ะ แต่ว่าจะน้อยกว่าแต่ก่อนนิดหน่อยเพราะว่าเจอสารเคมีจากปุ๋ยหรือเจอยาปราบศัตรูพืชบ่อยๆก็ลดน้อยถอยลงไปบ้าง ปัจจุบันก็มีชาวบ้านหรือเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้ปรับพื้นที่ทำการเพาะพันธ์ุเลี้ยงปูนาเพื่อจำหน่าย และราคาะปูนาก็น่าสนค่ะ เพราะปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องจึงไม่เป็นที่น่าห่วงสำหรับผุ้เพาะเลี้ยงว่าจะไม่มีตลาดรองรับ ทั้งขายแบบปูนาเป็นๆ หรือจะดองเป็นปูดองไปขายก็ได้ราคาเพิ่มขึ้่นอีก

สำหรับท่านที่มีพื้นที่น้อย หรืออยากลงทุนเลี้ยงปูนาแบบไม่ใช้ต้นทุนสูงมากนักและทำให้การดูแลรักษาง่ายอีกด้วยค่ะ การเลี้ยงปูนามีวิธีการเลี้ยงได้หลายวิธีด้วยกันค่ะ
การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์เลี้ยงได้ทั้งในบ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า 

  • ข้อดีของการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก็คือ ดูแลง่ายปูนาไม่ไต่หนีใช้พื้นที่ไม่มากมีแค่พื้นที่เล็กๆ ก็สามารถเพาะเลี้ยงได้แล้ว


การเลี้ยงปูนาในบ่อดิน
สำหรับการเลี้ยงปูนาในบ่อดิน ค่าใช้จ่ายจะมากกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์และก็ต้องมีพื้นที่เพื่อที่จะขุดบ่อเพราะพื้นที่ในการเลี้ยงปูนาแบบบ่อดินนั้น ต้องมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูนาไต่หนี แต่ข้อสำคัญของบ่อเลี้ยงปูนาแบบในบ่อดินคือ ประมาณ 3ใน4 ของพื้นที่ของบ่อดินควรเป็นดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้ปูนาได้ขุดรูอยู่ด้วยค่ะ ส่วนที่เป็นพื้นที่ดินนี้จะลาดเข้าหาอีกส่วนหนึ่งที่เป็นน้ำ


มาดูเคล็ดลับการเลี้ยงกันเลยน่ะค่ะ การเตรียมบ่อเลี้ยงปูนา แบบเลี้ยงในบ่อปูนกลมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

  • สำหรับท่านที่เลี้ยงในบ่อปูนกลมหรือสี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 2เมตรยาว 3 เมตร สูง 1 เมตร ให้หาท่อพีวีซี จำนวน 2 ท่อ มาใส่ไว้ในบ่อเพื่อทำเป็นที่ระบายน้ำออกจากบ่อด้วยน่ะค่ะ
  • ในกรณีที่ทำบ่อใหม่ให้ใส่น้ำลงไปเพื่อลดความเค็มจากปูนซีเมนต์ในบ่อแช่น้ำไว้ประมาณ 1-2 วันแล้วถ่ายน้ำออก ใส่ต้นกล้วยลงไปแช่น้ำในบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ใส่เกลือสินเทาลงไปในบ่อด้วยก็ได้ค่ะ หรือน้ำส้มสายชูประมาณ 2-3 ถ้วย แล้วถ่ายน้ำทิ้ง 
  • หลังจากนั้นให้นำดินมาใส่ลงไปในบ่อปูนให้มีความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือใส่ได้ตามปริมาณของบ่อหรือสภาพพื้นที่ค่ะ 
  • ควรตั้งบ่อไว้ในที่ร่มเพราะปูนาไม่ชอบอากาศที่ร้อน ถ้าอากาศร้อนมากๆจะทำให้ปูตายได้แต่ถ้าไม่มีที่ร่มก็ให้ทำตาข่ายพรางแสงหรือหลังคาใส่ตรงบ่อ 
  • ใส่ท่อหรือแผ่นกระเบื้อง,อิฐบล๊อคเพื่อให้ปูจะได้มีแหล่งที่ซ่อนตัวและหลบภัยเพราะว่าปูนานั้นมีนิสัยชอบทำร้ายกันเอง 
  • ทำตาข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้ปูปีนหนี



สำหรับบ่อใหม่ให้แช่ต้นกล้วยและเกลือ20-30 วันจะเป็นการลดความเค็มของปูน(เทคนิคคล้ายๆกับการเลี้ยงกุ้งฝอย)


ใส่ดินโคลนและวางท่อหรืออิฐไว้ให้ปูได้หลบซ่อนตัว

สำหรับการเตรียมบ่อเลี้ยงปูนาในบ่อดิน

  • หากท่านใดมีบ่อเก่าที่เคยใช้งานมาก่อนแล้วเช่นเคยขุดบ่อเลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาก่อนหน้านั้นก็สามารถนำมาเลี้ยงปูนาได้โดยไม่ต้องขุดบ่อใหม่ จัดการบ่อให้มีสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด เช่นปลูกข้าว,ผักบุ้ง,หญ้า,จอกแหน,สาหร่าย ปูนาจะได้มีแหล่งอาหารทางธรรมชาติและก็จะได้เป็นที่หลบซ่อนของปูได้อีกด้วย
  • ใส่น้ำที่ใส่ดินโคลนลงไปแล้วประมาณ 30 เซนติเมตร

บ่อนี้เป็นบ่อเดิมที่เคยใช้งานก็ทำความสะอาดแล้วก็ใส่ดินแล้วก็ปลูกพืชน้ำใส่เลียนแบบธรรมชาติก็สามารถเลี้ยงปูนาได้แล้ว


ปลูกพืชน้ำใส่เพื่อเป็นอาหารของปูและเป้นที่หลบซ่อนให้ปูนาไปในตัว

 เคล็ดลับการดูแลและวิธีการเลี้ยงปูนา

  • สำหรับท่านที่ต้องการคัดพ่อพันธ์ุแม่พันธ์ุปูนา ให้นำปูนาที่ได้มาจากแหล่งแม่น้ำธรรมชาติโดยเลือกขนาดความยาวของปูนาที่มีลำตัวประมาณ 4 เซนติเมตร คัดเอาแต่ตัวที่แข็งแรงและมีขาที่ครบสมบูรณ์มาปล่อยลงในบ่อที่เตรียมไว้ ให้ใช้ปูนาตัวผู้ 25 ตัวและปูนาตัวเมีย 25 ตัวต่อบ่อ
  • การให้อาหารปูนา ให้อาหารสัปดาห์ละ 3 ครั้งอาหารที่ใช้เลี้ยงปูนาได้แก่ ข้าวสุกจะเป็นข้าวสวยหรือข้าวเหนียวก็ได้ ปลาให้สับเป็นชิ้นเล็กๆกุ้งฝอย,ผักสดเช่นผักบุ้งหรือผักกาด
  • ไม่ควรให้อาหารปูมากเกินไปและต้องคอยหมั่นสังเกตุดูว่าให้อาหารแค่ไหนปูถึงจะกินหมดเพราะถ้ามีอาหารเหลือก็จะทำให้อาหารเน่าเสียได้ หากอาหารเหลือให้เก็บออกอย่าทิ้งไว้ให้เน่าคาบ่อเพราะจะทำให้ปูไม่แข็งแรงทำให้เป็นโรคได้
  • การระบายน้ำนั้นต้องระบายน้ำออกจากบ่อและเปลี่ยนน้ำใหม่ประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือน

วิธีการเลี้ยงและดูแลปูนาที่อยู่วัยเจริญพันธ์ุและลูกปู

  • ปูนาจะผสมพันธ์ุกันในช่วงฤดูฝน แม่ปู 1 ตัวจะมีไข่ประมาณ 500-700 ฟอง ดังนั้นปูนา 1 ตัวจะออกลูกได้ประมาณ 500-700 ตัว
  • การเจริญพันธ์ุปูนาจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนจึงจะโตเต็มที่
  • กรณีที่ลูกปูเริ่มตั้งแต่นำเลี้ยงใส่ในบ่อ ให้อาหารโดยลูกปูที่มีช่วง 15 วันแรกควรให้ไรแดง,หนอนแดง,เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร
  • หลัง 15 วันให้ปลาสับหรือกุ้งฝอย,อาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุก 
  • เมื่อลูกปูมีอายุได้ 30 วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อปูนเพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัย
  • ถ้ามีเนื้อที่ ที่ทำเป็นบ่อดินหรือบ่อปูนที่มีขนาดใหญ่สามารถปล่อยลงเลี้ยงได้ทีละปริมาณ 10,000 ตัวต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร
  • ปูนามีการลอกคราบเหมือนสัตว์น้ำชนิดเดียวกันเหมือนกับกับสัตว์จำพวกกุ้งหรือปูชนิดอื่น หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะทำการลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้ง ก็จะโตเป็นปูนาเต็มวัย สามารถได้ขนาดตามที่ท้องตลาดต้องการระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณ 6-8 เดือนขึ้นไป
แม่ปูกำลังมีไข่เต็มท้อง แม่ปูตัวหนึ่งสามารถมีลูกปูได้มากถึง 500-700 ตัว


ปูนาตามแหล่งธรรมชาติตัวเล็กตัวใหญ่สามารถคัดมาเลี้ยงตอนเป็นลูกปู ตัวใหญ่ก็คัดแยกมาเป็นแม่พันธ์ุได้

วิธีการสังเกตการลอกคราบของปูนา

  • ปูนาที่จะมีการลอกคราบให้เราสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก
  • ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายของปูนาจะออกมาก่อนส่วนอื่นๆ ขาคู่ถัดมาจะค่อยๆโผล่ออกมาตามลำดับส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ปูนาจะใช้ระยะเวลาในการลอกคราบโดยประมาณ 1 ชั่วโมง
การเลี้ยงปูนาก็จะมีเคล็ดลับหรือว่าวิธีการเลี้ยงคล้ายๆกันกับการเลี้ยงกุ้งฝอยหรือกุ้งก้ามแดงน่ะค่ะ การดูแลการให้อาหารคล้ายๆกันถ้าท่านไหนมีพื้นที่ หรือว่าสนใจจะทำเป็นกิจกรรมวันว่างหรืองานอดิเรกก็ลองศึกษาและก็หาพ่อพันธ์ุแม่พันธ์ุหรือว่าลูกปูนามาเลี้ยงดูน่ะค่ะ ราคาของปูนาก็เป็นที่น่าสนใจพอใช้ได้น่ะค่ะ ต้นทุนในการเลี้ยงก็ไม่สูงการดูแลก็ไม่ยุ่งยากหากแต่ว่าต้องให้ความใส่ใจเค้าหน่อยเท่านั้นเอง ไม่แน่น่ะค่ะเผื่อลองเลี้ยงเป็นงานอดิเรกแล้วอาจติดใจในการสร้างรายได้เสริมกับการเลี้ยงปูนาหันมาทำเป็นอาชีพหลักก็เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวน่ะค่ะ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยน่ะค่ะ ติดตามเคล็บลับและวิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่นี่ Baannoi.com 
การทำดอนโด ไข่มดแดง



การทำดอนโด ไข่มดแดง เก็บไข่ขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน คอนโดไข่มดแดง สามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และไข่มดแดงราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 300-500 บาทกันเลยที่เดียว และใช้เวลาเก็บผลผลิต ราวๆ 15-20 วันเท่านั้น การทำคอนโดไข่มดแดงสามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมทำกันคือการนำขวดพลาสติกมาเจาะรูด้านข้างหรือตัดขวดตามแนวขวางประมาณ 1/4 บริเวณส่วนหัวขวา




แล้วจึงนำส่วนที่ตัดแล้วสอดกลับเข้าไปในตัวขวด โดยให้ปากขวดหงายขึ้น (ดังภาพ) บริเวณก้นขวดให้เจาะรูเพื่อทำเป็นที่แขวนผูกติดกับต้นไม จากนั้นก็ล่อให้มดแดงเข้ามาอยู่ในคอนโดนั้น โดยใช้เหยื่อจำพวกแมลงอบแห้ง (อบด้วยแสงแดด) เช่น จิ้งหรีด แมงเม่า แมงจินูน เป็นต้น ใส่ลงไปในรังเทียม หากเป็นแมลงตัวใหญ่ใช้ประมาณ 5-6 ตัว แต่หากเป็นแมลงตัวเล็กจะต้องใส่จำนวนมากหน่อยประมาณ 15-20 ตัว




การทำคอนโดไข่มดแดงให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำควบคู่กับการเลี้ยงมดแดง ซึ่งจะต้องให้อาหารจำพวกแมลงอบแห้ง และน้ำผสมน้ำหวาน โดยข้อดีของการทำคอนโดมดแดงคือ การลดการทำลายรังและประชากรของมดแดง อีกทั้งหากเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะช่วยให้ผู้เลี้ยงเก็บไข่มดแดงได้สะดวกสบายขึ้น เราสามารถเลือกเก็บไข่มดแดงได้ และทำให้ทราบถึงปริมาณไข่มดแดงที่จะเก็บขายได้



ปลากัด พร้อมวิธีการเพาะเลี้ยงแบบถูกวิธี สร้างรายได้ดีสำหรับผู้ที่สนใจ

ปลากัด เป็นปลาที่มีการจัดการแข่งขัน และมีการเพาะสายพันธุ์ปลากัดออกมาขาย ซึ่งปลากัดนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาอย่างโดดเด่น ซึ่งทำให้หลายคนนั้นหลงรักเหล่าปลากัดสีสันสวยงามเหล่านี้ จนสามารถนำออกไปแข่งขันกันได้รางวัลมามากมาย หากคุณนั้นชอบการเล่นปลากัดแบบนี้ สามารถทำการเพาะพันธุ์ปลากันทำการส่งออกขายได้ไม่ยากเลย แถมยังมีรายได้ดี สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้เลย

ทำความรู้จักกับ ปลากัด
ปลากัด มีชื่อเรียกสามัญว่า Siamese Fighting Fish ซึ่งปลากัดนั้นได้ชื่อว่าเป็นปลายอดนักสู้ เนื่องจากเป็นปลาที่กัดเก่ง และอดทนในการต่อสู้มากๆ และมีสถานสำหรับเดิมพันซึ่งเป็นสถานที่ ที่เอาไว้ให้ปลากัดนั้นมากัดกัน เพื่อเดิมพัน ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่า บ่อนปลากัด หรือ บ่อนกัดปลา นั่นเอง ซึ่งก็มีมาแต่สมัยโบราณมาแล้ว

ปลากัดนั้นมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเรานั้นมาทำความรู้จักกับสายพันธุ์ของปลากัดกันเลยดีกว่า

1. ปลากัดจีน
เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดที่มีลักษณะครีบยาว ซึ่งอาจจะมาจากการที่ครีบที่ยาวแผ่กระจายออกไปมีสีสันสวยงามฉูดฉาด เหมือนกับชุดจีนย้อนยุค ซึ่งปลากัดจีนนั้นจะมีการพัฒนามาจากสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อนั่นเอง โดยที่จะทำการผสม และทำการคัดพันธุ์ให้ได้ครีบหางที่ยาวขึ้น และความยาวของครีบหายส่วนใหญ่จะมีความยาวเท่ากัน หรือจะยาวมากกว่าลำตัวกับหัวรวมกัน และมีการพัฒนาแล้วได้สีใหม่ออกมาอีกด้วย

2. ปลากัดป่า หรือปลากัดลูกทุ่ง
ปลากัดป่านั้นจะเป็นปลากัดป่าที่พบได้ในแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ตามท้องทุ่งท้องนา ตามบึง ปลากัดป่านั้นจะเป็นปลาขนาดเล็ก ที่จะไม่มีลักษณะเด่นมากนัก แต่ส่วนมากแล้วครีบนั้นจะมีหางที่มีสีแดงตลอด มีประสีดำบ้าง บางทีก็จะมีแต้มสีเขียวอ่อนๆ ที่ครีบเรียงต่อกันไป หากมีการถอดสี ทั้งตัวของปลากัดป่านั้นจะมีสีน้ำตาลด้านๆ คล้ายๆ กับใบหญ้าแห้ง แต่ในปัจจุบันแล้วคำว่า ปลากัดป่า นั้นจะมีความหมายไปในทางว่า ปลากัดพื้นเมืองในภาคอีสาน ปลากัดพื้นเมืองในภาคใต้ และปลากัดมหาชัยนั่นเอง



3. ปลาสังกะสี และปลากัดลูกหม้อ
ปลาสังกะสีนั้นเป็นปลากัดที่เหล่านักกัดปลานั้นนำสายพันธุ์ปลามาทำการคัดสายพันธุ์ โดยที่จะคัดสรรค์หาสายพันธุ์ที่กัดเก่ง ปลาสังกะสีนั้นจะมีผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ขาดง่าย จะมีขนาดตัวที่ใหญ่ มีสีสันที่แตกต่างจากปลาป่า แต่ในส่วนเรื่องของชั้นเชิงการต่อสู้ และความอดทนในการต่อสู้นั้นจะสู้ปลาลูกหม้อไม่ได้

4. ปลากัดหางสามเหลี่ยม หรือปลากัดเดลตา
ปลากัดหางสามเหลี่ยมนั้นเป็นปลาที่ได้รับการพัฒนามาจากสายพันธุ์ของปลากัดครีบยาว หรือปลากัดจีนนั่นเอง พัฒนาเพื่อให้หางของปลากัดนั้นสั้นเข้าไป แล้วมีการแผ่ขยายออกเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบของครีบหางนั้นจะกางทำมุม 45 – 60 องศา กับโคนของหาง และต่อมาก็ได้ทำการพัฒนาให้ครีบของปลากัดนั้นแผ่ออกมาให้กว้างกว่าเดิม ทำให้มีชื่อเรียกว่า “ซูเปอร์เดลตา” ซึ่งนั่นจะมีหางที่แผ่กางใหญ่ออกกว่าปกติ จนขอบของครีบหางทางด้านบน และด้านล่างนั้นเกือบจะเป็นเส้นตรงเลย

5. ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก หรือฮาล์ฟมูน
ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกนั้นจะเป็นปลากัดที่มีหางหลังนั้นแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม เหมือนดังชื่อของปลา โดยขอบครีบหางนั้นจะทำการแผ่ออกมาเป็นแนวของเส้นตรงในมุม 180 องศา ครีบที่ด้านนอกนั้นจะเป็นขอบเส้นโค้งครึ่งวงกลม ก้านครีบตรงหางนั้นจะแตกแขนงออก 2 ครั้ง เป็น 4 แขนง หรือจะมีการแตกแขนงที่มากกว่า

6. ปลากัดหางมงกุฎ หรือปลากัดคราวน์เทล
ปลากัดหางมงกุฎเป็นปลากัดที่ทำการเพาะเลี้ยงจากชาวอินโดนีเซีย เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะของหางจัก เป็นหนามเหมือนมงกุฏ และเป็นสายพันธุที่ได้รับความนิยม นำมาเลี้ยงในปัจจุบันด้วย ก้านของครีบปลากัดสายพันธุ์นี้จะโผล่ยาวออกไปจากปลายของหาง ลักษณะจะเหมือนหนาม ซึ่งจะมีความยาว และลักษณะของหนามที่แตกต่างกันออกไป



การจำแนกเพศของปลากัด

ปลากัดเพศผู้ และปลากัดเพศเมียนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีวิธีสังเกตดังต่อไปนี้
– สีของลำตัว ปลากัดเพศผู้นั้นมีสีของลำตัว และครีบนั้น จะมีสีที่สดเข้มกว่าปลาเพศเมีย เมื่อปลากัดมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป จะมีขนาดลำตัวตั้งแต่ 3 เซนติเมตรขึ้นไป
– ขนาดของตัว หากเราเลี้ยงปลากัดในครอกเดียวกัน ปลากัดตัวผู้นั้นจะมีขนาดตัวที่โตกว่าตัวเมียนั่นเอง
– ความยาวครีบ ปลากัดเพศผู้นั้นจะมีครีบหาง ครีบหลัง และครีบก้นยาวกว่าปลากัดเพศเมีย ยกเว้นปลากัดหม้อนั้นจะมีความยาวที่แตกต่างกันไม่มากนัก
– เม็ดไข่นำ ปลากัดเพศเมียนั้นจะมีเม็ดหรือจุดสีขาวๆ นั้นอยู่ 1 จุด อยู่ที่บริเวณช่องเพศ ลักษณะจุดสีขาวนั้นจะคล้ายๆ กับไข่ปลานั่นเอง ซึ่งในเพศผู้นั้นจะไม่มีจุดดังกล่าวนั่นเอง



การเพาะพันธุ์ปลากัด


การเตรียมพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์
พันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดที่สมบูรณ์นั้นจะต้องมีอายุอยู่ที่ 4-6 เดือน สามารถนำไปเป็นพันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดได้ การเลือกพ่อพันธุ์ปลากัดนั้นจะต้องเลือกตัวที่คึกคะนอง คือ เมื่อนำตัวผู้ไปใกล้กับตัวผู้อื่นๆ จะแสดงอาการก้าวร้าวออกมาในทันที โดยการที่ปลากัดตัวนั้นจะทำการกางครีบ กางกระพุ้งแก้ม แล้วรี่เข้าหาปลาตัวอื่นๆ ทันที หรือจะสังเกตที่หวอด เนื่องจากปลากัดเพศผู้ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทำการผสมพันธุ์แล้ว ก็จะทำการสร้างหวอดภายในภาชนะที่เลี้ยงเสมอ

สำหรับแม่พันธุ์นั้นจะต้องเลือกปลากัดเพศเมียที่ท้องแก่ คือมีไข่แก่เต็มที่ โดยจะทำการสังเกตจากส่วนของท้องของปลากัด ซึ่งจะมีวการขยายตัวพองออกมาอย่างชัดเจน และเมื่อลองนำไปอดอาหาร 1 วัน ท้องนั้นจะไม่มีการยุบลงไป นั่นแสดงว่าตัวนี้พร้อมที่จะเป็นแม่พันธุ์นั่นเอง ส่วนสีสันของปลานั้นก็เลือกได้ตามความต้องการ และความชอบของผู้เลี้ยง


การเทียบพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์

เมื่อทำการเลือกปลากัดพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ได้แล้ว ซึ่งเมื่อได้ลักษณะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ตามที่ต้องการทั้งเรื่องลักษณะการต่อสู้ และสีสันมาได้แล้ว ให้นำปลากัดนั้นมาใส่ขวดใส แต่อย่าเพิ่งทำการใส่ลงไปรวมกัน ให้ทำการแยกขวดเอาไว้เสียก่อน จากนั้นให้นำมาตั้งเทียบกันเอาไว้ เราจะวางขวดไว้ชิดกัน แต่จะไม่มีกระดาษขั้น จากนั้นปล่อยให้ปลา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ได้มองหน้ากัน นั่นคือการเทียบนั่นเอง เราจะทำการเทียบปลากัดเอาไว้ 4-7 วัน เพื่อให้เกิดความเคยชินซึ่งกันและกัน

การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์

บ่อ หรือภาชนะที่เราจะนำมาทำบ่อสำหรับเพาะพันธุ์ปลากัดนั้นจะต้องมีขนาดที่เล็ก ซึ่งส่วนมากนั้นจะนิยมใช้ภาชนะต่างๆ ในการทำบ่อเพาะ ไม่มีบ่อแบบถาวร ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่นำมาใช้นั้นก็หาไม่ยาก เช่น ถัง กะละมัง อ่างดินเผา หรือตุ่มน้ำขนาดเล็กๆ นั่นเอง เมื่อได้ภาชนะในการเพาะแล้ว ก็ทำการใส่น้ำสะอาดลงไปในภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ ให้มีระดับน้ำสูง 10 – 15 เซนติเมตร จากนั้นให้ใส่พันธุ์ไม้น้ำลงไปในบ่อเพาะ เช่น ผักบุ้ง จอก ผักตบชวา ผักกระเฉด ลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ปลาสร้างหวอดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง



การปล่อยปลาลงบ่อเพาะ

เมื่อทำการเทียบปลากัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถนำปลากัดที่เราทำการเทียบไว้ ใส่ลงไปในบ่อเพาะที่เราได้ทำการเตรียมเอาไว้ จะต้องระมัดระวังอย่าให้ปลาตื่น จากนั้นก็ให้หาอะไรมาปิดฝาเอาไว้ เช่น แผ่นกระเบื้อง หรือกระดาษแข็ง ปิดไว้ 2 ใน 3 ของพื้นที่ปากภาชนะ เนื่องจากปลากัดนั้นชอบวางไข่ในที่มืด ทำให้ลมไม่พัดเข้าไปกวนหวอดปลากัด จนทำให้หวอดแตก และจะต้องเงียบสงบ ไม่รบกวนปลากัดด้วย

เราควรที่จะทำการปล่อยพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลากัดลงในบ่อเพาะในเวลาเย็น ในช่วงเวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. โดยปกติแล้วปลากัดตัวผู้นั้นจะทำการไล่ตัวเมีย ซึ่งตัวเมียนั้นจะต้องไปหลบในกองพันธุ์ไม้น้ำที่เราได้เตรียมไว้ ซึ่งปลาตัวผู้นั้นจะกลับมาก่อหวอด แล้วไปทำการไล่ตัวเมียใหม่ จะทำแบบนี้ไปจนกว่าจะค่ำ ถ้าเราปล่อยทั้งคู่ลงน้ำค่ำ ตัวเมียจะไม่บอบช้ำมาก เพราะตัวผู้ไล่ตัวเมียได้ไม่นาน ก็ต้องไปทำการสร้างหวอดนั่นเอง เมื่อเช้ามาก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์นั่นเอง




การตรวจสอบการวางไข่ของปลา

โดยปกติแล้วปลากัดนั้นจะมีการวางไข่ให้เสร็จก่อนเวลา 10.00 น. โดยประมาณ หลังจากที่เราปล่อยพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ลงในบ่อเพาะแล้ว เช้าวันต่อไปในเวลา 10.00 น. ให้ทำการตรวจสอบโดยการค่อยๆ ทำการแง้มฝาที่เราเอามาปิดไว้ดู หากพบว่ามีไข่เม็ดเล็กๆ สีขาวๆ อยู่ภายในหวอด และมีพ่อปลาคอยเฝ้าอยู่ แล้วตัวเมียไปหลบตรงข้ามกับหวอดนั้น แสดงว่าทำการวางไข่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะค่อยๆ ทำการช้อนตัวเมียออกไปเลี้ยงต่อ ส่วนตัวผู้นั้นก็ปล่อยให้เฝ้าไข่ต่อไปนั่นเอง

เลี้ยงกุ้งฝอย ด้วยเทคนิคง่ายๆ สร้างรายได้ดีสำหรับผู้เลี้ยง

เลี้ยงกุ้งฝอย ใครหลายคนนั้นอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า กุ้งฝอยที่หลายคนนิยมรับประทานนั้น สามารถนำมาเลี้ยงได้ ไม่จำเป็นต้องจับมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติอีกต่อไป เนื่้องจากในปัจจุบันนั้น ความต้องการของตลาดที่มีความต้องการต่อกุ้งฝอยนั้นมีมากมาย และแหล่งน้ำธรรมชาติที่กุ้งฝอยนั้นจะไปอาศัยอยู่นั้นก็มีน้อยลง อีกทั้งอาชีพจับกุ้งฝอยออกมาขายนั้นก็ไม่ได้มีการจับเป็นจำนวนมาก
เมื่อก่อนนั้นจะมีเฉพาะชาวบ้านจับมาขายตามตลาด ซึ่งก็ขายพอเลี้ยงตัวเองได้ไม่ได้มีการจับมาขายกันจนถึงขึ้นเป็นธุรกิจใหญ่โต ซึ่งนั่นทำให้มีผู้คิดค้น วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย เพื่อที่จะได้มีกุ้งฝอยออกส่งตลาดตามความต้องการของตลาดได้นั่นเอง กุ้งฝอยนั้นอร่อย แถมมีประโยชน์ ทำให้หลายคนนั้นนิยมนำมารับประทานนั่นเองค่ะ
กุ้งฝอยเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนนั้นควรจะหยิบเอามาเป็นอาชีพเสริม หรืออาจจะเป็นอาชีพหลักเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้เลย เนื่องจากกุ้งฝอยนั้นมีความต้องการของตลาดที่สูง และยิ่งในปัจจุบัน กุ้งฝอยนั้นมีคาราที่งามมาก ตกกิโลกรัมละ 200-400 กันเลยทีเดียว หากคุณไม่รีบทำ อาจจะมีคนรวยไปก่อน ทำไปก่อนก็ได้นะคะ เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งฝอยนั้น ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

เลี้ยงกุ้งฝอย อย่างไรให้ได้ผลดี
การที่คุณนั้นจะเริ่มทำการเลี้ยงกุ้งฝอยนั้น เราก็มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับกุ้งฝอยนำมาฝากกัน เผื่อเป็นสิ่งหนึ่งเพื่อควบคู่ไปกับการตัดสินใจในการเลือกอาชีพเลี้ยงกุ้งฝอยออกขาย หรือสำหรับใครที่อยากจะนำจุดเด่นของกุ้งฝอยเหล่านี้ไปเป็นจุดขาย หรือพัฒนาเป็นผลิตภันฑ์ต่างๆ เพื่อที่จะทำให้มีผลผลิต และรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นได้นั่นเอง
กุ้งฝอย นั้นเป็นชื่อสามัญของสัตว์น้ำที่มีขาเป็นปล้องๆ ซึ่งเป็นจำพวกครัสเตเชียนจำพวกหนึ่งนั่นเอง กุ้งฝอยนั้นเป็นกุ้งที่มีขนาดที่เล็กไม่มากนัก แต่โดยมากแล้วจะอยู่ในอันดับย่อยของ Caridea และ Dendrobranchiata กุ้งฝอยนั้นจะมีขนาดขาที่เรียว เล็ก พบได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และในทะเล ซึ่งกุ้งฝอยเหล่านี้จะมีอายุเฉลี่ย 7 ปีโดยประมาณ กุ้งฝอยหลายชนิดนั้นมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจพอสมควร รวมไปถึงกุ้งฝอยนั้นบางแห่งได้นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามอีกด้วย

กุ้งฝอยน้ำจืดนั้นชนิดที่พบมากภายในประเทศนั้น ก็คือชนิด Macrobrachium lanchesteri เป็นกุ้งฝอยชนิดที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากที่สุด ทั้งนำกุ้งฝอยนี้ไปเพื่อการบริโภค และเพื่อใช้กุ้งฝอยเพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาเศรษฐกิจ หรือปลาสวยงาม ก็ใช้กุ้งฝอยเหล่านี้เป็นอาหารได้เช่นกัน เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีการนำเอากุ้งฝอยมาเพาะพันธุ์ และทำฟาร์มเพื่อเลี้ยงกุ้งฝอยออกขายสู้ตลาดตามความต้องการในที่ต่างๆ นั่นเอง
สำหรับใครที่ต้องการเลี้ยงกุ้งฝอยนั้น สามารถเลี้ยงได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้งฝอยด้วยบ่อดิน การเลี้ยงกุ้งฝอยด้วยบ่อพลาสติก การเลี้ยงกุ้งฝอยด้วยบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกุ้งฝอยด้วยกระชัง หรือการเลี้ยงกุ้งฝอยในท่อซีเมนต์ ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น และหากใครที่สะดวกในการเลี้ยงแบบไหน ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความต้องการของคุณเลย
ซึ่งเราจะทำการแนะนำการเลี้ยงกุ้งฝอยในวิธีของการเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์ ซึ่งสำหรับใครชอบวิธีไหน หรือสะดวกวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยแบบใดก็สามารถเลี้ยงตามวิธีนั้นได้เลย

การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งฝอย
1. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก
สำหรับการเลี้ยงกุ้งฝอยภายในบ่อพลาสติกนั้น เหมาะสำหรับใครที่มีพื้นที่ตามร่องสวน หรือมีสวน หรือพื้นที่ที่พอที่จะขุดหลุมอยู่แล้ว หรือเคยเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา ที่มีการขุดบ่อดินเอาไว้แล้วนั้น สามารถนำบ่อนั้นมาเลี้ยงกุ้งฝอยได้ หรือจะทำการเปลี่ยนพลาสติกที่รองก้นบ่อใหม่ก่อนก็ได้ และหลังจากนั้นก็ทำการเตรียมบ่อได้เลย ส่วนใครที่ยังไม่ได้มีบ่อเอาไว้ก่อนแล้ว แต่มีพื้นที่และต้องการที่จะทำบ่อเลี้ยงแบบพลาสติก ก็มีวิธีการเตรียมบ่อดังต่อไปนี้
– เตรียมบ่อที่มีความลึก 70 เซนติเมตร ยาว 8 เมตร กว้าง 2 เมตร
– เมื่อบ่อได้ความลึกพอประมาณ จากนั้นให้ทำการปูก้นบ่อด้วยพลาสติกสีดำ จากนั้นให้นำดินมาถมให้ทั่วก้นบ่อ ที่ข้างบนของพลาสติกสีดำ ที่เราใช้ปูพื้น ให้มีความหนาประมาณ 7-8 เซนติเมตร
– จากนั้นให้เติมน้ำสะอาดที่จะใช้สำหรับเลี้ยงกุ้งฝอยในปริมาณที่เหมาะสม ตามความลึกของบ่อ จากนั้นให้ขังน้ำทิ้งไว้ 7-10 วัน
– จากนั้นให้นำสาหร่าย หญ้าขน ผักตบชะวา มาทิ้งลงในบ่อที่เราเตรียมไว้ ใส่ลงไปประมาณ 4-5 ฟ่อน เพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัย และที่หลบภัยแก่กุ้งฝอยที่จะปล่อยลงไปนั่นเอง
– จากนั้นให้ทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไปภายในบ่อเลี้ยง 5 ขีดโดยประมาณ ช่วงที่ทำการปล่อยกุ้งลงไปภายในบ่อนั้นจะยังไม่ต้องมีการให้อาหารแก่กุ้งฝอยแต่อย่างใด โดยจะงดให้อาหารไป 7 วัน ก่อน เพื่อให้กุ้งนั้นทำการปรับสภาพกับบ่อให้ได้ก่อนนั่นเอง

2. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง
สำหรับใครที่ต้องการเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชังนั้น เหมาะสำหรับใครที่มีบ่อน้ำ หรือบ่อปลา หรือสระปลาอยู่แล้ว ซึ่งบอกเลยว่าคุณนั้นสามารถเลี้ยงกุ้งฝอยแทรกได้เลย โดยการเลือก 1 บ่อ เพื่อเริ่มทำการเลี้ยงกุ้งฝอย หรือคุณสามารถทำการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ และสามารถนำกระชังไปสร้างแล้วเลี้ยงก็ได้ ซึ่งหากใครสะดวกในวิธีการเลี้ยงในกระชังก็สามารถทำการเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชังตามวิธีดังต่อไปนี้
– ทำการเย็บกระชังสำหรับเลี้ยงกุ้งฝอยด้วยตาข่ายสีเขียวที่มีตาถี่ ด้วยขนาดที่เหมาะสม ที่คุณต้องการจะเลี้ยง เป็นลักษณะ สี่เหลี่ยม
– ทำการปักหลักลงไปในน้ำ โดยปักทั้งหมด 4 หลัก โดยที่คุณนั้นจะต้องปักให้มีขนาดพอเหมาะกับตาข่ายที่คุณได้ทำการเย็บเอาไว้นั่นเอง
– จากนั้น นำสาหร่าย หญ้าขน ผักตบชะวา ใส่เข้าไปในกระชัง เหมือนกับวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกเลย เพื่อสร้างที่อยู่ ที่หลบภัยให้แก่กุ้งฝอยนั่นเอง
– จากนั้นทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไปภายในกระชัง การปล่อยกุ้งฝอยในกระชังนั้น ให้ปล่อยกุ้งฝอย 5 ขีด ต่อ 1 กระชังเลี้ยงนั่นเอง เพื่อไม่เป็นการหนาแน่นเกินไป

3. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์
การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์นั้น เป็นการเลี้ยงกุ้งฝอยแบบประหยัดเนื้อที่ เนื่องจากคุณมีพื่้นที่ว่างข้างๆ บ้าน ก็สามารถเลี้ยงกุ้งฝอยเหล่านี้เป็นอาชีพได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงในบ่อพลาสติก หากคุณมีพื้นที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากกุ้งฝอยนั้นก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในบ่อซีเมนต์ได้และสามารถทำให้คุณได้มีพื้นที่ในการเลี้ยงกุ้งฝอยได้มากขึ้น แถมประหยัดเนื้อที่ เลี้ยงกุ้งฝอยภายในครัวเรือนก็สามารถสร้างรายได้ ได้แล้ว สำหรับใครที่สนใจในการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์นั้น คุณก็สามารถทำตามวิธีการเตรียมบ่อดังต่อไปนี้
– ทำการเตรียมบ่อซีเมนต์กลมๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบสำเร็จมา หรือจะเป็นการทำขึ้นมาเองก็ได้ ตามที่คุณสะดวก จากนั้นให้ทำความสะอาดบ่อซีเมนต์ให้สะอาด หากเป็นบ่อซีเมนต์ที่เคยใช้งานมาแล้วนั้นสามารถทำความสะอาดแล้วนำมาใช้ได้เลย แต่สำหรับบ่อซีเมนต์ที่เป็นบ่อใหม่นั้น จะต้องทำการแช่น้ำทิ้งเอาไว้ก่อน เป็นเวลา 1 สัปดาห์โดยประมาณ เพื่อให้ความเค็มของปูนนั้นเจือจาง หรือลดความเค็มของปูนนั่นเอง
– จากนั้นเมื่อบ่อซีเมนต์พร้อมแล้วนั้น ก็สามารถเติมน้ำสะอาดเพื่อที่จะเลี้ยงกุ้งฝอยลงไปได้ แล้วทิ้งน้ำสะอาดนั้นไว้ 1 สัปดาห์โดยประมาณ
– จากนั้นให้นำหญ้าขน ผักตบชะวา สาหร่ายต่างๆ มาใส่ลงไปภายในบ่อซีเมนต์ เพื่อให้เป็นที่หลบภัยแก่กุ้งฝอยที่จะทำการปล่อยลงในบ่อซีเมนต์นั่นเอง
– จากนั้นให้นำกุ้งฝอยมาปล่อยลงไปภายในบ่อซีเมนต์ที่จะทำการเลี้ยง ซึ่งจะทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไปจำนวน 5 ขีด ต่อ 1 บ่อซีเมนต์นั่นเอง
– หลังจากทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไปภายในบ่อแล้ว ก็ให้งดการให้อาหารไปอีก 7 วัน เพื่อทำให้กุ้งนั้นทำการปรับสภาพกับบ่อซีเมนต์ให้ได้ก่อนนั่นเอง

อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งฝอย
สำหรับใครที่ไม่ทราบว่าการเลี้ยงกุ้งฝอยนั้น จะต้องให้อาหารประเภทใด หลายคนนั้นอาจจะคิดว่าการให้อาหารเม็ดปลาเล็กนั้นเป็นอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี แต่สำหรับใครที่ต้องการให้ผลที่ดีกว่า ควรให้อาหารดังต่อไปนี้
– นำไข่ไก่ 2 ฟอง ไปต้มให้สุก จากนั้นก็คัดเอาเฉพาะไข่แดง
– รำอ่อนจำนวน 3 ขีด นำมาผสมกับไข่แดงที่เตรียมเอาไว้ให้เข้ากัน เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นปั้นให้เป็นก้อน แล้วโยนลงในบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งจะให้อาหารกุ้งฝอย 3 ก้อน ต่อ 1 บ่อเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นบ่อเลี้ยงประเภทใดก็ตาม
– เมื่อให้อาหารด้วยไข่ต้มไปแล้วนั้น จะใช้เวลา 1 เดือนโดยประมาณ กุ้งฝอยจะทำการวางไข่
– วิธีการสังเกตว่ากุ้งฝอยมีการวางไข่หรือไม่ ให้ทำในเวลากลางคืน ใช้ไฟฉายส่องดูว่า กุ้งฝอยทำการวางไข่แล้วหรือยัง
ซึ่งอาหารที่ทำตามไข่แดงต้มสุกนั้น เป็นอาหารที่เอาไว้สำหรับการทำการเร่งเพื่อให้กุ้งฝอยนั้นมีการออกไข่ที่รวดเร็วขึ้นนั่นเอง ซึ่งสามารถนำเอาไปใช้กันได้เลย

เทคนิคการเร่งให้กุ้งทำการวางไข่
กุ้งนั้นเขาจะไม่วางไข่ในน้ำที่นิ่ง ซึ่งเราจะทำการจำลองเหตุการณ์ว่า ภายในบ่อนั้นน้ำจะไม่นิ่ง น้ำจะมีการไหลเวียนตลอดเวลา ทำให้เป็นการกระตุ้นการวางไข่ของกุ้งฝอยได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ซึ่งเราจะจำลองว่ามีน้ำไหลโดยการใช้สายยาง ปล่อยน้ำลงไปภายในบ่อเลี้ยง และให้ปล่อยน้ำออกไปพร้อมๆ กัน ทำให้เป็นระบบน้ำไหลเวียน แต่รักษาระดับน้ำให้คงที่ ซึ่งให้เปิดน้ำแรงๆ จำลองการไหลเวียนของน้ำนี้ไปเป็นเวลา 10-20 นาทีต่อวัน ให้ทำทุกๆ วันจนกว่ากุ้งนั้นจะมีการวางไข่ ซึ่งกุ้งนั้นจะชอบเล่นน้ำ เมื่อกุ้งฝอยมีไข่ทีท้อง แล้วไปเล่นน้ำที่ไหลนั้นจะมีการดีดตัว ทำให้ไข่นั้นหลุดออกมาจากท้องนั่นเอง
วิธีดับกลิ่นคาวภายในบ่อเลี้ยงกุ้งฝอย
สำหรับใครที่เลี้ยงๆ กุ้งฝอยไปแล้วเกิดประสบปัญหากับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก และอีกปัญหาที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งฝอยนั้นก็คือเกิดโรคเชื่้อราขึ้นภายในบ่อนั่นเอง เนื่องจากบ่อเลี้ยงนั้นเป็นน้ำ ไม่แปลกที่จะมีเชื่อรานั่นเอง เรามีวิธีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ดังต่อไปนี้
– EM ปริมาณ 2 ช้อนแกง
– กากน้ำตามปริมาณ 2 ช้อนแกง
– น้ำ ปริมาณ 1 ลิตร
นำส่วนผสมทั้งหมดที่กล่าวมานั้นนำมารวมกันจากนั้นก็ให้หมักเอาไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 1 สัปดาห์โดยประมาณ
อัตราส่วนในการใช้งาน EM 1 ลิตร : น้ำ 20 ลิตร
เมื่อผสมกันเรียบร้อยแล้ว ให้นำส่วนที่ผสมเสร็จแล้วใส่ในฝักบัวรดน้ำ นำไปรดให้ทั่วบ่อ ซึ่งวิธีนี้ จะเป็นวิธีการทำก่อนที่จะมีการปล่อยกุ้งฝอยลงไปภายในบ่อนั่นเอง ทั้งช่วยในเรื่องของการดับกลิ่น ช่วยในเรื่องของโรคเชื้อรา และทำให้กุ้งนั้นโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เรียบร้อยกันไปแล้วสำหรับวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยทั้งแบบในบ่อพลาสติก ทั้งแบบในกระชัง และแบบในบ่อซีเมนต์ สำหรับใครที่ไม่มีทั้งสถานที่เลี้ยงที่พอจะเลี้ยงแบบกระชังได้ หรือไม่มีพื้นที่สำหรับการขุดบ่อละก็ แนะนำให้เลี้ยงกุ้งฝอยโดยการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เนื่องจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดสถานที่อีกด้วย ดูแลได้ง่ายกว่าอีกด้วยนั่นเอง

‘เห็ดมิลค์กี้’ ทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร เพาะง่ายรายได้ดี



“เห็ดมิลค์กี้” สรรพคุณมากมาย ยอดสั่งเพียบ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
นายณัฐพงษ์ ราชเดิม อายุ 39 ปี เกษตรกรเพาะเห็ดมิลค์กี้สำเร็จเป็นเจ้าแรก กล่าวว่าตนเองได้นำก้อนเชื้อเห็ดมิลค์กี้มาทดลองเพาะเห็ดกว่าจะสำเร็จต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งโดยใช้เวลาถึง 3 เดือนด้วยกัน ที่เรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดมิลค์กี้จนสำเร็จได้ในที่สุด ปัจจุบันนี้ได้เพาะเห็ดมิลค์กี้ขายมาเป็นเวลาเกือบปีกว่าแล้ว จนเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก จะส่งเห็ดมิลค์กี้ขายตามพื้นที่ต่างๆหลายจังหวัด

     จุดเด่นของเห็ดชนิดนี้เป็นเห็ดดอกใหญ่สีขาว เนื้อแน่น มีใยอาหารและเส้นใยสูง และสามารถเก็บได้นานกว่าเห็ดนางฟ้า แต่ความอร่อยไม่แพ้เห็ดออรินจิ มีรสชาติคล้ายเนื้อไก่ผสมเนื้อหมึก หนึบแน่น ไม่เหนียวติดฟันสามารถประกอบอาหารได้หลายชนิดเช่น ประเภทแกง ต้มยำ ผัด เฟรนฟรายเห็ดมิลค์กี้ ฯลฯ และยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

     การดูแลเห็ดชนิดนี้ไม่ยุ่งยาก รดน้ำให้เห็ดมิ้ลค์กี้วันละ 2 ครั้ง ส่วนสถานที่เพาะเห็ดจะต้องอยู่ในสภาพอากาศชื้นและอุณหภูมิค่อนข้างอบอ้าว แต่ไม่ร้อนจนเกินไป และในที่เพาะเห็ดมิ้ลค์กี้จะต้องสะอาด เน้นวิธีการเพาะเห็ดมิ้ลค์กี้แบบธรรมชาติ ปลอดสารเคมี 100 % ซึ่งบางดอกเมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักถึง 1.5 กิโลกรัม ขนาดของดอกเห็ดจะกว้างประมาณ 10-15 นิ้ว และเคยมีขนาดดอกใหญ่กว่านี้มาก แต่ไม่เหมาะต่อการจัดส่งให้แก่ลูกค้าเพราะจะทำให้ดอกเห็ดหักง่าย ทั้งนี้การเก็บเห็ดมิลค์กี้จะเก็บตั้งแต่อายุประมาณ 10-12 วัน สัปดาห์หนึ่งจะเก็บได้ถึง 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว
     ด้านสรรพคุณทางยา เห็ดมิ้ลค์กี้ช่วยลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด มีกลูต้าธีโอน วิตามิน E สูงกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง และช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดีขึ้น
     สำหรับเห็ดมิลค์กี้เป็นสายพันธุ์ที่มาจากประเทศอินเดีย อยู่ในตระกูลสายพันธุ์ตีนแรด จะแตกต่างกับสายพันธุ์ของประเทศไทย รสชาติจะอร่อยและแตกต่างกว่ามาก ซึ่งผลจากการวิจัยทำให้เห็ดชนิดดังกล่าวขึ้นได้ดีทางภาคใต้ของประเทศไทยเนื่องจากมีสภาพอากาศค่อนข้างชื้น จึงเหมาะแก่การเพาะเห็ดมิลค์กี้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้หากเกษตรกรท่านใดสนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดมิลค์ได้ฟรีเป็นประจำทุกวันเสาร์ของเดือน เนื่องจากเป็นพืชทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้ดีกว่าการกรีดยางพารา ที่ในช่วงนี้ยังคงเกิดวิกฤตราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และบางช่วงจะต้องหยุดกรีดยางเพราะสภาพอากาศไม่อำนวยนั้น แต่การเพาะเห็ดมิลค์กี้สามารถออกดอกเห็ดได้ตลอดช่วยสร้างรายได้หลักทำรายได้ดีตลอดทั้งปีแม้จะในช่วงฝนตกหนักก็ตาม
ส่วนลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งเห็ดมิลค์กี้ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 092-2974111 จะขายในราคากิโลกรัมละ 400 บาท หรือสามารถสั่งซื้อเป็นขีดในราคาขีดละ 40 บาท สั่งได้ตามที่ลูกค้าต้องการ แต่หากลูกค้าเดินทางมาซื้อด้วยตนเองที่ฟาร์มเห็ดอารมณ์ดีมิลค์กี้ตรัง จากราคากิโลกรัมละ 400 บาท จะเหลือเพียงกิโลกรัมละ 300 บาท
ฟาร์มเห็ดอารมณ์ดีมิลค์กี้ตรัง ตั้งอยู่เลขที่ 170 ม.6 ต.นาท่ามเหนือ อ.เมือง จ.ตรัง 
อาชีพเสี่ยงแต่รายได้สูง


อาชีพเสี่ยงแต่รายได้สูง เลี้ยงต่อหัวเสือตัดรังต่อหัวเสือนำตัวอ่อนขายรายได้ประมาณ 40,000-50,000 บาท


 สำหรับการเริ่มต้นเลี้ยงต่อจะเริ่มต้นในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยจะตามหารังต่อเล็กๆ ก่อนและนำมาแขวน โดยมีการจัดเตรียมพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากรังต่อที่มีขนาดเล็กจะค่อยๆ ขยายรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งการเตรียมที่จะต้องมุงหลังคาเพื่อป้องกันฝน ป้องกันแสงแดด เพราะการเลี้ยงตัวต่อหัวเสือ จะมีปัญหาเรื่องแสงแดดและฝนตกหนักจะทำให้รังแตกพังได้ง่าย ส่วนการให้อาหารตัวต่อ จะนิยมใช้น้ำหวานเป็นหลัก และนำเศษเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตั๊กแตน ตามวิธีภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมทำกันมา ซึ่งตัวต่อจะบินมากินอาหารที่จัดวางไว้ให้ตามจุดต่างใกล้รังตัวต่อ



สำหรับวิธีการเข้าไปเก็บรังต่อค่อนข้างเสี่ยงมากจะมีวิธีการเตรียมความพร้อมในการกันพื้นที่ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามา และเตรียมชุดที่ป้องกันเป็นอย่างดีมิดชิดและต่อระบบระบายอากาศโดยใช้พัดลมดูดอากาศเข้าออกเพื่อให้มีอากาศไหลเวียนในขณะปฏิบัติงาน เพราะชุดที่มิดชิดจะป้องกันไม่ให้ตัวต่อเข้าไปข้างในได้ และเตรียมจุดไฟให้มีควันเพื่อไล่ตัวต่อหลังจากตัดรังตัวอ่อนเสร็จ

ซึ่งการเก็บรังต่อในแต่ละครั้งจะได้ปริมาณ 2-3 กิโลกรัม ขึ้นอยู่ตามขนาดของรัง แต่หากรังมีขนาดใหญ่เต็มที่ จะได้ 4-5 กิโลกรัมเลยทีเดียว ระยะเวลาเก็บจะเก็บเฉพาะตัวอ่อน ที่มีอายุประมาณ 3-4 เดือน หรือดูตามขนาดของรัง และในตอนตัดรังจะเลือกเอาเฉพาะแค่ 2 -3 แถวล่างเท่านั้น เพื่อต้องการเว้นให้ตัวต่อขยายพันธุ์สร้างตัวอ่อนและรังให้สมบูรณ์ได้ต่อไปอีก

ส่วนในการเก็บตัวอ่อนนั้นจะเน้นเฉพาะตัวอ่อนตัวใหญ่ ส่วนตัวอ่อนที่มีขนาดเล็กจะนำกลับไปแขวนคืนเหมือนเดิมโดยการใช้ลวดเหล็กไปมัดติดกับรังเดิม เพื่อให้ตัวอ่อนขนาดเล็กสามารถเติบโตเป็นตัวอ่อนขนาดใหญ่ได้ ส่วนตัวแม่สามารถขยายพันธุ์เพิ่มตัวในช่องที่ว่างต่อไปได้อีกด้วย หลังจากนั้นเว้นช่วงเวลาไปประมาณ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ก็สามารถเข้าไปตัดรังต่อเพื่อเก็บตัวอ่อนใหม่ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้สามารถขายตัวอ่อนในราคากิโลกรัมละ 700 บาท และยังมีส่งขายไปยังต่างจังหวัด และกรุงเทพมหานครฯ สามารถนำไปทำได้สารพัดเมนูเด็ด เช่น ต่อคั่วเกลือ ผัดกะทิ ฯลฯ ส่วนรายได้ในการเก็บตัวอ่อนในแต่ละครั้งมีรายได้ประมาณ 40,000-50,000 บาทเลยทีเดียว