ช่วงนี้หน้าฝน ฝนฟ้าตกหนักแทบทุกวัน ขอนำเสนอเรื่องราวของอาหารที่มาพร้อมกับหน้าฝน นั้นก็คือเห็ดป่านั้นเอง และที่จะไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้ นั้นก็คือ ราชาแห่งเห็ดป่า ที่ใครๆได้ลองกินแล้วจะต้องติดใจ นั้นก็คือ เห็ดระโงก หรือ เห็ดไข่ห่าน ที่นับวันยิ่งราคาแพงสูงลิบ เพราะหากินได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้นครับ....
ห็ดระโงก เรียกอีกชื่อว่า เห็ดไข่ห่าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Amanita vaginata มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ออกในฤดูฝน เห็ดระโงกมีทั้งสีขาว สีแดงและสีเหลือง ดอกตูมกลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา สปอร์และครีบสีขาว แล้วแต่สายพันธุ์ ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นเมือก ขอบหมวกมีร่องเล็กๆตรงกันกับครีบ เมื่อดอกบานขอบหมวกจะขาดตามรอยนี้ ด้านล่างหมวกมีครีบสีขาว ก้านดอกยาวเป็นทรงกระบอก ผิวเรียบสีขาวหรือเหลืองนวล เนื้อเยื่อภายในก้านดอกสีขาว และสานต่อกันอย่างหลวมๆ ตรงกลางก้านดอกมีรูกลวงเล็กน้อย เกิดเองตามธรรมชาติมักขึ้นเป็นกลุ่มเล็กๆ พบได้ ตามป่าโปร่งหรือป่าละเมาะทั่วไป ของภาคอีสานและภาคเหนือ เห็ดระโงกสามารถประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน เห็ดระโงกนึ่งจิ้มแจ่ว เห็ดระโงกเผาไฟตำน้ำพริก หรือจะนำไปผัดน้ำมันหอยก็ได้เช่นกัน ปัจจุบันมีเกษตรกรสามารถเพาะเห็ดชนิดนี้ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว

วิธีการเพาะเห็ดระโงกง่ายมาก ๆ มาฝากครับ วิธีปลูกเห็ดระโงก

ขั้นตอนแรก
ต้องเก็บดอกเห็ดระโงกแก่ ที่ดอกกำลังจะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว แก่มากๆเชื้อเห็ดมันหลุดหมดแล้ว ให้นำมาขยี้ผสมกับน้ำเปล่า เห็ด 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร นำไปมารดบริเวณโคลนต้นไม้ เช่น ต้นยางนา ต้นพะยอม ต้นมะม่วง ต้นแคร์บ้าน ต้นลำใย เพราะต้นไม้พวกนี้เห็ดระโงกจะชอบเกิด

วิธีการคือขุดบริเวณรอบๆ โคลนต้นไม้แล้วเอาน้ำเชื้อเห็ดเทลงราดให้ทั่วบริเวณโคลนไม้ ตามด้วยปุ๋ยคอก และดินกลบบางๆ ปุ๋ยคอกจะช่วยให้เห็ดระโงกเกิดได้ดี รอฝนตกเห็ดระโหกก็จะเกิด แต่ถ้าเราสามารถควบคุมอุณภูมิได้ก็สามารถทำให้เห็ดระโงกเกิดนอกฤดูกาลได้ครับ

อีกวิธีคือการปลูกพร้อมกับกล้าไม้ เช่น ต้นยางนา ต้นพะยอม ต้นมะม่วง ต้นแคร์บ้าน ต้นลำใย นำน้ำสปอร์(เชื้อเห็ด)ที่ได้ไปหยอดลงถุงกล้าไม้ ต้นละ 30 ซีซี เมื่อเราแกะถุงดำกล้าไม้ออกนำไปปลูกลงฟื้นดิน เชื้อเห็ดระโงกที่ผสมอยู่ในน้ำก็จะถูกปลูกไปด้วยครับ เท่านี้เราก็รอเก็บเห็ดระโงกแสนอร่อยได้ตามฤดูกาล โดยที่เราไม่ต้องออกไปหาเก็บเห็ดระโงกในป่าอีกแล้ว เพียงแค่รอเก็บเห็ดระโงกในสวนที่เราปลูกต้นไม้เอาใว้ครับ

ขอบคุณที่มาจาก : บันทึกเกษตร Relate
วิธีเลี้ยงแมลงดานา
เริ่มต้นเลี้ยงแมลงดาทำอย่างไร
1 .เลือกสถานที่สงบเงียบขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยมขนาดพอประมาณ แล้วแต่จะเลี้ยงมากหรือน้อย ขังน้ำได้ประมาณ30 เซนติเมตร หรือเลี้ยงในถังพลาสติกขนาด1000 ลิตรก็ได้ คลุมบ่อด้วยผ้าตาข่ายป้องกันแมลงดานาหนี
2 ปลูกไม้น้ำให้แมลงดานาอาศัย
3.ปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมลงดานาลงไป 1 ตารางเมตรชะประมาณ 5 คู่ ให้อาหารพวกลูกกบ


การเลี้ยงแมลงดานาในถังพลาสติก
โดยขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยากเริ่มจากการเตรียมพ่อแม่พันธุ์ และใช้ถังไฟเบอร์ขนาดความจุ 1 ตัน ทำตะแกรงสีเขียวปิดป้องกันการหลบหนี ติดตั้งท่อน้ำระบบพ่นฝอยที่ด้านบนของถัง มีประตูระบายน้ำและจัดสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติเพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์วางไข่


การกินอาหารของแมลงดา
วิธีจับเหยื่อกินของแมลงดานาจะเกาะตามกอหญ้าสงบนิ่ง ปล่อยให้เหยื่อไม่ว่าจะเป็นลูกอ๊อด ลูกกุ้ง หรือลูกปลา ว่ายน้ำเล่นจนเพลิน เมื่อเหยื่อเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จะจับเหยื่อไว้แน่นแล้วแทงด้วยปากที่แหลมคม พร้อมกับปล่อยสารบางชนิดเข้าในตัวเหยื่อจนหมดแรงและตายลงในที่สุด และดูดน้ำเลี้ยงหรือของเหลวในร่างกายเหยื่อจนหมด ทำซ้ำหลายครั้งจนอิ่มและปล่อยเหยื่อทิ้งไป


การเริ่มเพาะแมลงดานาในบ่อดิน
แมลงดานาจะเริ่มวางไข่ รุ่นที่ 1 ในเดือนมิถุนายน รุ่นที่ 2, 3 และ 4 จะวางไข่ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน-ตุลาคม แมลงดานาจะกินอาหารที่ยังมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้และไม่ยอมกินอาหารที่ตาย แล้วหลังเตรียมบ่อ นำกอหญ้าหรือกกปลูกในบ่อเป็นแถวคล้ายกับการดำนา


ให้พอเพียงกับแมลงดานาใช้เกาะอาศัย ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์แล้วประมาณ 1 เดือน ในช่วงผสมพันธุ์ แมลงดานาเพศผู้จะผลิตสารที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดึงดูดเพศเมียให้มาเป็นคู่ผสม พันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์ไม่นานแมลงดาจะวางไข่บนกิ่งไว้เหนือระดับผิวน้ำ ประมาณ 15-20 เซนติเมตร คราวละ 100-200 ฟอง
โดยมีเมือกเหนียวยึดไว้กับต้นกกหรือต้นหญ้า แมลงดานาจะวางไข่เป็นแถว ลักษณะกลมรีมีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นยาว 0.2 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม ส่วนปลายจะมีรอยขีดและจุดสีน้ำตาลอ่อนตรงส่วนปลายสุด ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 7-8 วัน พร้อมทิ้งตัวลงน้ำในบ่อหากินอาหาร ขนาดตัวอ่อนยาว 0.8 เซนติเมตร จากนั้นจะลอกคราบ 5 ครั้ง โดยจะลอกคราบทุก ๆ 5-7 วัน และเป็นตัวเต็มวัยเมื่ออายุ 32-43 วัน

ข้อเสียของการเลี้ยงในบ่อดิน คือ เราสังเกตุลูกแมลงดาวัยอ่อนยากมากมองไม่เห็นเพราะลูกแมลงดาจะปรับสีตามสภาพแวดล้อม


การเลี้ยงแมลงดานาในถังพลาสติก
1. หาถังพลาสติกขนาดความจุ ไม่น้อยกว่า 1000 ลิตรมีรูระบายน้ำล้นกรณีที่เราพ่นน้ำทำฝนเทียม เพราะระดับน้ำไม่นิ่งแมลงดานาจะไม่วางไข่ ปิดตาข่ายด้านบน (ภาพ1)
2.ปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานา ลงไป ประมาณ 5 คู่ใช้ไม้ไผ่พันด้วยตาข่ายเพื่อให้แมลงดานาวางไข่(ภาพ2)
3. ให้อาหารพ่อแม่พันธุ์ เมื่อแมลงดานา สมบูรณ์ เร่งให้แมลงดานาวางไรโดยการฉีดพ่นน้ำในตอนกลางคืน แมลงดานาก็จะวางไข่บริเวณไม้ที่เราเตรียมไว้(ภาพ3ลูกแมลงดากำลังออกจากไข่)
4. นำไข่แมลงดาไปเพาะในบ่อเพาะฟักต่อไป บ่อเพาะฟักเราจะนำไข่แมลงดา มาแขวนไว้เหนือบ่อน้ำในบ่อเพาะฟัก ประมาณ 7-8 วัน แมลงดานาก็จะฟักเป็นตัวหล่นในบ่อน้ำเป็นแมลงดานาตัวอ่อน

ข้อสังเกตุในการเพาะแมลงดา
1.ทำให้แมลงดาไข่และออกลูกง่ายมาก
2.การเร่งให้แมลงดาไข่ ให้ใส่ลูกกบลูกเขียดเป็นลงไปให้มากให้แมลงดาที่จับจากธรรมชาติกินอย่างเต็มที่ เปิดสปิงเกอร์ทุกวันวันละ2-3ชั่วโมงตอนกลางคืน ไม่เกิน7วันแมลงดาจะพร้อมที่จะวางไข่ เคยให้พวกปลาต่างๆปรากฎว่าเร่งไข่ได้ไม่ดี
3.ลูกอ่อนของแมลงดานาต้องให้ลูกออดกินถึงจะลอกคราบได้ดีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงแมงดานา ที่เพาะเลี้ยงนั้น ยังมีปัญหาหลายประการ
4.แมลงดานาตายที่พบคือแมลงดานาตายโดยไม่ทราบสาเหตุอาจเป็นเพราะหมดอายุ เพราะที่นำมาเพาะส่วนใหญ่จะนำพ่อแม่พันธุ์มาจากธรรมชาติทำให้ไม่ทราบอายุที่แน่นอนซึ่งวงชีวิตแมลงดานาประมาณ1 ปีอาหาร เคยลองให้อาหารต่างๆแก่แมลงดานาทุกช่วงอายุปรากฏว่าลูกอ๊อดลูกกบดีที่สุด
ดังนั้นถ้าจะเลี้ยงแมลงดานาให้สำเร็จต้องหัดเพาะกบให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาเลี้ยงแมลงดานา เพราะใน1 วันลูกแมลงดานา กินลูกอ๊อดวันละ 1 ตัวแมลงดานาฟักออกจากไข 1 แม่ประมาณ 80-150 ตัวถ้าออกไข่พร้อมกัน 5 แม่จะต้องใช้ลูกอ๊อดเป็นอาหารวันละ 400 ตัว กบ 1 ตัวเมือเพาะจะลูกกบประมาณ 1000-1500 ตัว นี่คือปัญหาในการเลี้ยงแมลงดานา


การเลี้ยง และดูแล
การปล่อยพ่อแม่พันธุ์ และเริ่มเลี้ยงจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน ที่มีอากาศ ความชื้น และปริมาณฝนตกที่สามารถกระตุ้นให้แมงดานาเริ่มการผสมพันธุ์

อาหารที่ให้จะเป็นลูกปลาขนาดเล็ก กุ้ง ลูกอ๊อด ลูกน้ำ ม้าน้ำจืด หรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก โดยการปล่อยเลี้ยงในบ่อเพื่อแมงดานาจับกินอาหารเองตามธรรมชาติ

ขอบคุณข้อมูลจากครูชาตรี ต่วนศรีแก้ว Cha Tisol
ชะอม ผักพื้นบ้านที่คุ้นเคยกันดี เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทำให้กลายเป็นพืชยอดนิยมที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกไม่น้อยไปกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ

ชะอมเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศและมีชื่อเรียกต่างกันไป โดยใบอ่อนหรือส่วนยอดของใบสามารถนำมารับประทานได้แตกยอดทั้งปี  นิยมปลูกเป็นรั้วบ้านเนื่องจากมีหนามแหลมคม แต่ปัจจุบันมีเกษตรหันมาปลูกชะอมจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอย่างแปลงที่เห็นนี้เป็นของ คุณเพ็ญ รุจิรัตน์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี



คุณเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า หลังจากตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ก็หันกลับมาสู่อาชีพเกษตรกรรม เพราะเป็นอาชีพที่คุ้นเคยดี อีกทั้งทางบ้านมีที่นาเป็นของตัวเอง แต่การทำนาข้าวพื้นที่ไม่มากพอ ผลได้ไม่คุ้มต้นทุน จึงหันมาปลูกพืชที่ใช้พื้นที่และลงทุนน้อยแต่ได้ผลผลิตดีอย่างชะอม  โดยเนรมิตพื้นที่นาจำนวน 4 ไร่ กลายเป็นสวนชะอมที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว มานานกว่า 5 ปี

สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณเพ็ญบอกว่า จะไถพรวนและยกเป็นร่อง โดยรอบแปลงจะมีร่องระบายน้ำรอบๆป้องกันน้ำในช่วงฤดูฝน จากนั้นโรยปุ๋ยคอกและไถกลบอีกรอบ รดน้ำให้ชุ่มก่อนนำกิ่งตอนขนาดสูง 40 เซนติเมตร ลงหลุมปลูกโดยวางกิ่งให้เอียง 45 องศา ระยะห่างระหว่างต้นและแถว  60 เซนติเมตร กลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีทุก 7 วัน ฉีดฮอร์โมนเร่งยอด ทุก 15 วัน  และโรยมูลวัว ปรับสภาพดินทุก 1 เดือน ประมาณ 70-80 วัน ก็เก็บยอดขายได้แล้ว

หลังจากเก็บยอดจำหน่ายไปแล้ว  คุณเพ็ญ บอกว่า เมื่อต้นชะอมเริ่มโทรม หรืออายุมาก จะทำสาว โดยจะตัดแต่งใบแก่และตอนกิ่งที่จะตัดทิ้งทำเป็นต้นพันธุ์และจำหน่ายแทน  ซึ่งในช่วงนี้จะให้น้ำ วันเว้นวัน และฉีดฮอร์โมนทางใบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 27-0-0  เสริมเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะโรยรอบๆโคนต้นเท่านี้ใบก็งอกงามขึ้นมาพร้อมกับยอดอ่อนทันตาเห็นแล้ว


สำหรับการเก็บชะอมจำหน่าย คุณเพ็ญบอกว่า เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ต้องใช้กาบของต้นกล้วย ห่อก้าน และมัดด้วยเส้นตอก โดยในแต่ละวัน จะเก็บจำหน่ายได้ราว 150-200  กำต่อวัน ราคาเฉลี่ยทั้งปีกำละ 10-20 บาท  ทำรายได้ 1,500-2,000 บาทต่อวันเลยทีเดียว
นายสังเวียน กลั่นแก้ว อายุ 58 ปี สามี และนางวนิดา พิพัฒน์ผล ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 293/2 ถ.มาลาเบี่ยง ถนนเลียบทางรถไฟ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปกติอาชีพหลักเปิดร้านขายของชำ ชื่อ ร้านกอไผ่ ปากซอยถนนศรีสุริโยทัย



นอกจากนั้น ได้ทำเกษตรปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริม จากการขอใช้ที่ดินข้างทางรถไฟ ตรงข้ามร้านความกว้างประมาณ 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงข้ามร้านค้าของตนเอง ปรับพื้นที่จากรกร้างปกคุลมด้วยวัชพืช เป็นพื้นที่ปลูกพืชทำรายได้หลากหลายชนิดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โดยมีกะเพรา และ โหระพา เป็นพืชหลัก ที่สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างน้อย เดือนละ 10,000-30,000 บาท






นายสังเวียน เปิดเผยว่า ตนและภรรยาเปิดร้านขายของชำ และพักอาศัยอยู่ริมถนนมาลาเบี่ยงเลียบทางรถไฟ ทั้งขายของชำและรับจ้างซักผ้าช่วง 10 ปี ก่อนตนไปขอเช่าที่ดินริมทางรถไฟจากนายสถานีรถไฟ เพื่อจะปลูกพืชผักสวนครัวเป็นรายได้เสริมของครอบครัว แต่สถานีรถไฟบอกว่าไม่ต้องเช่า ให้ทำและดูแลให้ดีอย่าให้รก จากนั้นตนก็ค่อยๆ ปรับพื้นที่ริมทางรถไฟ บริเวณตรงข้ามหน้าบ้านตน ปลูกพืชหลากหลายชนิด ได้แก่ กะเพรา โหระพา พริก มะเขือ มะม่วง กล้วย ตะไคร้ มะนาว มะกรูด มะปราง โดยใช้น้ำที่ระบายออกมาจากเขตเทศบาลนครพิษณุโลก สูบขึ้นมาต่อท่อติดสปริงเกอร์ เพื่อรดพืชผักบริเวณนี้

นายสังเวียน กล่าวต่อว่า พืชหลักที่ทำมานานและสร้างรายได้เป็นกรอบเป็นกำคือ กะเพรา และโหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้เมล็ดโรยริมทางรถไฟ ที่ข้างบนดินแม้จะเป็นหิน แต่ก็เจริญงอกงามดีมาก เพราะดินด้านล่างอุดมสมบูรณ์ และได้ปุ๋ยจากขี้ไก่ที่ตนเลี้ยงไก่ชนไว้มาเป็นปุ๋ยเสริม การดูแลเพียงรดน้ำเช้าและเย็น คอยดูแลถอนวัชพืชที่ขึ้นมาแซม โดยใช้เมล็ดแก่ของกะเพราและโหระพา โรยไปริมทางรถไฟประมาณ 1 เดือน ก็เริ่มโตพอที่เก็บได้ โดยจะเด็ดก้านกิ่งที่จะนำไปขาย ส่วนต้นจะแตกกิ่งก้านขึ้นมาใหม่ สามารถเก็บได้หลายรอบจนกว่าต้นจะแก่อายุ 3 เดือนก็จะโละทิ้ง จากนั้นลงมือปลูกใหม่ ทำแบบนี้ตลอดปี

สำหรับกะเพราและโหระพา ที่เก็บมาแล้ว ก็จะนำมาล้างทำความสะอาด มัดเป็นห่อไว้ มีลูกค้าขาประจำมารับที่บ้านขายกิโลกรัมละ 30 บาท ในช่วงที่ออกมากๆ เก็บขายได้วันละ 50 กิโลกรัม รวมถึงมัดเป็นกำเล็ก สำหรับให้แม่ค้าในตลาดสดมารับซื้อไปขายต่อ โดยขายกำเล็กกำละ 3 บาท แม่ค้ามารับไปขายในตลาดสดกำละ 5 บาท เฉพาะกะเพราและโหระพา ก็เป็นรายได้เสริมเข้าครอบครัวอย่างดีมีรายได้เดินละ 10,000-30,000 บาท ตนและภรรยาไม่ได้ใช้เงินมาก แต่เก็บเอาไว้ช่วยลูกๆ ที่กำลังตั้งตัว

“ยังมีพืชอีกหลากหลายชนิด ที่ผมปลูกผสมกันไปในพื้นที่นี้ ค่อยๆ ออกผลผลิตและขาย แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้าง ทั้งพริก มะเขือ มะเขือพวง บวบ กล้วย มะม่วง มะนาว ส่วนอนาคต หากการรถไฟขยายทางคู่ ก็ไม่เป็นไร ก็พร้อมที่จะย้ายออก” นายสังเวียน กล่าว

ส่วนนางวนิดา ภรรยานายสังเวียน กล่าวว่า ใช้เวลาช่วงเช้าและเย็นไปรดน้ำ เก็บใบกะเพรา ใบโหระพา มามัดเป็นกำรอให้ลูกค้ามารับ ช่วงกลางวันก็ช่วยลูกๆ ดูแลร้านขายของชำ ถ้าเราขยันทำมาหากิน อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย มีลูกค้ามาซื้อของหลายรายมาเห็นครอบครัวตนปลูก ก็นำกลับไปเป็นแบบอย่าง สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้ด้วย ช่วงที่ออกมากๆ มีเงินเข้าครอบครัวถึงเดือนละ 30,000 บาท