พบตัวอย่างอาชีพเกษตรกรที่ทำได้ง่ายเพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ สุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

สุนทรเล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูก ทดแทนใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สละทั้ง 2 สายพันธุ์เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสละขายอย่างจริงจัง สละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไรตกไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี นอกจากขายผลสละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทรสั่งจองเกือบทุกวัน สละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล
ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพเสริมจากทำการเกษตรหลักเช่น ปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม จากที่เกษตรกรเองเลี้ยงเป็นเพียงอาหารพื้นบ้าน (Traditional Food) ต่อมาทั่วโลกต่างสนใจแมลงเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แมลงสามารถผลิตโปรตีนที่ย่อยสลายได้ในปริมาณมาก รวมถึงสารอาหารอื่นได้มากถึง 100 เท่า เปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัว

นอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุด เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป (ESFA) มาให้ความรู้ในกฎระเบียบโนเวลฟู้ดแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ จ.ขอนเเก่น สัปดาห์ที่ผ่านมา

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า มกอช.พาคณะผู้แทนสหภาพยุโรปลงพื้นที่เยี่ยมชมงานด้านการเลี้ยงจิ้งหรีด การจัดการมาตรฐานในฟาร์มและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ณ หมู่บ้านจิ้งหรีด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากจิ้งหรีดถือเป็นแมลงเศรษฐกิจของไทยที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ขยายอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท/ปี และยังเป็นอาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาถูก ต้นทุนต่ำ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่าง ๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ และจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ ได้อีกด้วย

การที่ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป หรือ ESFA มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบโนเวลฟู้ด แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยให้พร้อม รองรับการบังคับใช้ระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรปที่ปรับกฎระเบียบให้การยอมรับแมลงเป็นโนเวลฟู้ด (Novel Food) หรือกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 รวมถึงการยื่นคำร้องและข้อมูลวิชาการประกอบการพิจารณาอนุญาตเปิดตลาดอาหารใหม่ในสหภาพยุโรปด้วย ขณะเดียวกัน มกอช.ยังผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปตั้งแต่การเพาะเลี้ยงในฟาร์มจนถึงการวางจำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์แมลงของไทยในสหภาพยุโรปและตลาดโลกได้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ มกอช.ได้เตรียมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีดร่วมกับกรมปศุสัตว์ และ มกอช.ต้องดูในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ “การเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่เราอาจจะต้องใส่ใจมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ มกอช.เองก็กำลังยกร่างมาตรฐานและได้เตรียมการเก็บข้อมูลทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น”

อียูคุมเข้มความปลอดภัย

นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทย กล่าวว่ากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มช่องทางใหม่แก่ภาคธุรกิจนวัตกรรมใหม่ด้านอาหารออกสู่ตลาดโลกและยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภค

นายแวงซองท์ อองเดร ตัวแทน บ. AETS ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารเเนวใหม่ แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาเเละมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561 ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย

“ผมมองว่าน่าสนใจ ขณะที่รูปแบบการบริโภคนั้นคนยุโรปไม่ได้บริโภคเป็นตัว หากแต่เป็นการนำมาเเปรรูปเป็นแป้ง ผง ส่วนผสมอาหารนำไปทำเป็นพาสต้า คุกกี้ และจริง ๆแล้วแมลงก็มีรสชาติคล้ายคลึงกับกุ้ง ปู ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างคนฝรั่งเศสยังบริโภคหอยทากได้ (Novel Food) เพราะฉะนั้น อยู่ที่รสนิยมการบริโภค” แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักคือ 1.คนยังไม่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนัก เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ 2.เรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดนำเข้า แต่ปัจจุบันเราก็ได้ติดตามศึกษามาโดยตลอดและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย จึงต้องมีการปรับเพื่อให้สอดรับกับปัจจุบันเพื่อเปิดตลาดและลดกระบวนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น จากที่ไม่เคยมีสินค้าเหล่านี้มาก่อนในแถบสหภาพยุโรป

สร้างโอกาสส่งออกไปตลาดอียู

นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้เลี้ยง จ.ขอนเเก่น บอกว่า ทั้งหมู่บ้านผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ จ.ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 70 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท นับว่าสามารถสร้างรายได้ไม่น้อย และจากเลี้ยงเพื่ออาชีพเสริมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการ บ.อีโค่ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดแปรรูปเพื่อการส่งออก เผยว่า โรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ ได้ผลิตแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นหลักด้วยรูปแบบผง เป็นส่วนผสมอาหาร ขนม พาสต้า อนาคตหากเปิดตลาดมากขึ้น ได้ตั้งเป้าส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยังสหภาพยุโรปราคากิโลกรัมละถึง 1,000 บาท เลยทีเดียว

เพิ่มเติม ที่นี้
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง



ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียว ปลูกใกล้ๆ กับต้นน้อยหน่า เถาของผักเชียงดาจะพันต้นน้อยหน่าเป็นเถาใหญ่มาก มักจะเด็ดยอดผักเชียงดาใส่แกงแคและลวกจิ้มน้ำพริก แต่ไม่พอจะเอามาแกงใส่ปลาแห้งสักที จึงคิดจะปลูกเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน จึงได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าที่มาซื้อมะนาวในสวน ซึ่งมาเป็นประจำ ได้เห็นกิ่งชำผักเชียงดากำลังผลิใบแตกยอดสวย แม่ค้าบอกว่าให้ปลูกเยอะๆ จะได้รับไปขายให้ เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย น่าจะปลูกมากๆ ได้ขายแน่นอน วางตลาดในหมู่บ้าน ตลาดแม่ทองคำ รวมถึงตลาดในเมืองพะเยาก็ได้ คุณโสภาไปสำรวจตลาดในตัวเมืองพะเยา โดยแม่ค้ารับซื้อผักมาจากชาวบ้านที่ปลูก เลยลองซื้อมา 3 กำ กำๆ ละ 10 บาท เอามาเช็กดู 1 กำ น้ำหนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม แม่ค้าบอกว่าซื้อมากิโลกรัมละ 70 บาท เสร็จแล้วนำมาแบ่งเป็นกำ ขายกำละ 10 บาท จะขายได้ทั้งหมด 100 บาท

สำหรับข้อมูลทางวิชาการของผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ และเป็นพืชผักสวนครัว ที่เราจะนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร โดยผักเชียงดามีทั้งที่ขึ้นอยู่ในป่าและที่นำมาปลูกเพื่อการบริโภค ชนิดที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน และมีลักษณะของใบที่ใหญ่กว่าด้วย แต่สีของใบจะเข้มน้อยกว่า ส่วนลักษณะของผักเชียงดาที่ปลูกนั้นมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณโสภา สุขแสนโชติ 215 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000 เบอร์โทรศัพท์ (081) 783-4428

รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี้
คุณชาติตระการ กมุทชาติ หรือ เสี่ยตั๋ม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 7 บ้านนาโป่งโพน ตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้ที่อยู่วงการไก่ชนมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนถึงปัจจุบัน รายได้นั้นไม่มากไม่น้อย ค่อยๆ ขายไก่ชนก็ตกเดือนละ 50,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ตนได้สมรสกับ คุณสุธารัตน์ สร้อยสุข มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายกนก และ เด็กหญิงกัลป์สุดา กมุทชาติ ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเกษตรกรรม-ค้าขาย อยู่ที่ภูมิลำเนาดังกล่าวข้างต้น มีความสนใจและชื่นชอบในเรื่องของกีฬาชนไก่ หรือการตีไก่ มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพราะแถวๆ บ้านมีคนเล่นไก่ชนกันมาก อีกทั้งคุณพ่อก็คอยสนับสนุนและคอยอบรมสั่งสอนว่า อย่าเล่นพนันไก่ชนจนหมดเนื้อหมดตัว ขอให้ใช้ไก่ชนมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ หากไก่เก่งก็ขายไป จนกระทั่งตนเข้าสู่วัยหนุ่ม อายุ 16-17 ปี ตนก็สามารถมีไก่ชนตัวเก่งอยู่ในครอบครอง และมีความรู้ดูแล ไก่ได้เอง ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงดูไก่ตั้งแต่แรกเกิด การพาไก่ออกกำลังกาย การฟิตซ้อมไก่ให้แข็งแรงพร้อมออกสู่สังเวียนการชน การดูแลก่อนชนและหลังชน แม้กระทั่งการรักษาเวลาไก่เจ็บป่วย เรียกได้ว่า ครบสูตรกันเลย ส่วนชื่อของฟาร์มไก่ ตนไม่ได้ตั้งเป็นทางการและไม่ได้ขึ้นป้าย แต่บรรดาเซียนไก่ ต่างเรียกกันติดปากว่า ฟาร์มไก่เสี่ยตั๋ม หรือ ซุ้มไก่เสี่ยตั๋ม ศรีเมืองใหม่ ซึ่งชื่อหลังนี้จะเป็นที่รู้จักกันเป็นที่กว้างขวางมาก


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าต่อว่า ในการทำฟาร์มไก่ชนของตนนั้น ตอนแรกก็ทำอยู่คนเดียวมาหลายปี แต่ในปัจจุบันนี้ตนได้ทำฟาร์มไก่ชนหรือซุ้มไก่ชนโดยเข้าหุ้นกับ นักมวยชื่อดังระดับประเทศ และเป็นแชมป์เปี้ยนเวทีมวยช่อง 7 สี นั่นคือ ต่วนเป๋ (เกียรติคมสิงห์) เดอะเบสท์มวยไทยยิมส์ ซึ่งขณะนี้ไก่ที่ฟาร์มของตน มีอยู่ประมาณ 600 ตัว เป็นไก่พม่า ส่วนมาก ป่าก๋อย ประมาณ 20 ตัว ส่วนไก่หนุ่มพร้อมชนตอนนี้มีประมาณ 20 ตัว และลูกไก่แม่ไก่อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วก็ตก 500-600 ตัว และมีไก่ตัวเด่นๆ เก่งๆ ที่มีอนาคตชนแพงอยู่ 6 ตัว สำหรับไก่เก่งประจำซุ้มของตน ในช่วงที่ผ่านมาที่มีชื่อเสียงและคนรู้จักมาก เพราะชนชนะมาโดยตลอดและชนแบบมีเงินเดิมพันสูงถึง 2 ล้าน 2 แสนบาท นั่นคือ เจ้าแจ้ ซึ่งเป็นไก่พม่า เคยมีคนมาขอซื้อเจ้าแจ้โดยเสนอราคาให้ถึง 200,000 บาท แต่ไม่ขาย


ที่สำคัญตนได้เพาะพันธุ์ เจ้าแจ้เอาไว้แล้ว ไม่นาน ลูกของเจ้าแจ้ต้องโด่งดังขึ้นมาแทนอย่างแน่นอน ด้านการเลี้ยงดูไก่นั้น ได้จ้างคนที่ไว้ใจได้มาช่วยเลี้ยงอยู่หลายคน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเวลาไก่ออกชน ด้วย และในปัจจุบัน เจ้าแจ้ได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่ก็มีไก่เก่งตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ นั่นคือ เจ้าแสน ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์พม่า ชนแค่ 6 ไฟต์ ค่าตัวก็พุ่งถึง 150,000 บาท เพราะมีลีลาการจิกตีเป็นที่ถูกใจเซียนไก่ชนมาก และใน 6 ไฟต์นั้น คู่ต่อสู้จะแพ้น็อก ไม่เกินอัน 3 หรือ ยกที่ 3 สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมและต่วนเป๋ เป็นอย่างยิ่ง และนอกจากจะมีเจ้าแสนแล้ว ยังมีไก่ดาวรุ่งอีก 1 ตัว คือ เจ้าแปดแสน ซึ่งราคาเจ้าแปดแสน ตอนนี้อยู่ที่ 60,000 บาทครับ


เสี่ยตั๋ม ยังได้บอกอีกว่า การเลี้ยงไก่ชนของตนทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว เริ่มแรกเดิมที เลี้ยงไว้ชนอย่างเดียว โดยเคยนำไก่ไปชนมาแล้วทั่วทุกภูมิภาค เกือบทั่วประเทศก็ว่าได้ เพิ่งจะมาเลี้ยงเพาะพันธุ์ขายเป็นอาชีพหลัก เมื่อ 4-5 ปี นี่เองครับ ส่วนสาเหตุที่หันมาเพาะพันธุ์ไก่ชนขายก็คือว่าเนื่องจากไก่ไปชนชนะมาในแต่ละที่ แต่อำเภอหรือแต่ละจังหวัด บรรดาเซียนไก่ที่ชื่นชอบลีลาการจิกตี บินตี หรือทีเด็ดที่น็อกคู่ต่อสู้ ของไก่ผม ได้มาติดต่อขอซื้อไก่ผมถึงบ้าน บางรายให้ราคาสูงมาก จนตนเองกับต่วนเป๋ ผู้เป็นหุ้นส่วน พากันมานั่งคิดนอนคิดว่าน่าจะเลี้ยงไก่ชนขาย หรือเพาะพันธุ์ขาย จากนั้นจึงตัดสินใจปรับที่ดินที่มีอยู่เกือบ 100 ไร่ โดยปรับเพียงส่วนหนึ่ง คือประมาณ 4 ไร่ เพื่อทำฟาร์มไก่ชน ซึ่งเลี้ยงขายมาได้ 4-5 ปีแล้ว บางทีก็ขายไก่ตัวเก่งหลังชนชนะมา ราคาตัวละ 100,000 บาท ก็เคยได้ขาย สำหรับราคาไก่ชนของผม เริ่มที่ลูกไก่อายุไม่เกิน 2 เดือน ราคาตัวละ 1,000  บาท ลูกไก่ อายุ 2-4 เดือน ราคา 1,500 บาท อายุ 4-6 เดือน ราคา 2, 500 บาท ส่วนไก่ที่ผ่านการคัดฝีมือแล้ว ราคาจะเริ่มต้นที่ 4,000 บาท และไก่พร้อมชน ราคาเริ่มต้นที่ 6,000 บาทครับ บางครั้งบางเดือนขายไก่หนุ่มที่ผ่านการคัดหรือฟิตซ้อมแล้ว ได้เงินเดือนละ 200,000-300,000 บาท ก็เคยมี แต่ที่แน่ๆ รายได้จากการขายไก่ชนอย่างเดียว ตอนนี้จะอยู่ที่เดือนละ 70,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_5908