น้ำถือได้ว่า เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากสำหรับปลูกพืช และใช้สำหรับดำรงชีพของมนุษย์ แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์เสมอไป ดังเช่นที่ อ.สันติสุข จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่สูงชัน แต่คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีความย่อท้อ และ พยายามหาวิธีในการส่งน้ำขึ้นที่สูง เพื่อใช้ในการทำการเกษตร และในที่สุดก็สามารถพัฒนา เครื่องปั้มน้ำที่ไม่ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันในการส่งน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ทำให้เกษตรกรในที่สูง ที่เมืองโพง อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีน้ำใช้




จาก http://www.rakkaset.com/2016/08/thai-pbs.html
“ปลาหลด” เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านที่หาได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป ชอบออกหากินในตอนกลางคืน และมักซ่อนตัวตัวในทรายในช่วงเวลากลางวัน อาหารที่ชอบจะเป็นจำพวกนอน แมลงตัวเล็ก ไส้เดือน หรือแม้กระทั่งเนื้อเน่าเปื่อยชิ้นเล็กๆ มีมากในช่วงหน้าฝน ปัจจุบันนี้ปลาลดมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติเจือปนไปด้วยสารพิษทำให้มีผลต่อการวางไข่ และด้วยความที่เป็นปลาหายากจึงทำให้ปัจจุบันมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 120-200 บาท
ลักษณะทั่วไปของปลาหลด


รูปร่างคล้ายปลาไหล อยู่ในวงศ์ตระกูลปลากระทิงแต่มีขนาดที่เล็กกว่า สามารถอาศัยอยู่ในโคลนตมได้ มีปากเล็ก ยาวแหลม และสามารถยืดหดได้ มีลำตัวยาวประมาณ 15-20 ซม. หัวมน ตาเล็ก ลำตัวกลมมน มีจุดดำที่ครีบหลังประมาณ 3-5 จุด
เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้ถูกทำลายไปทำให้ปัจจุบันนี้การจะเพาะเลี้ยงปลาหลดค่อนข้างทำได้ยาก เพราะต้องใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้ ดังนั้นคณะวิชาประมงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีกสาน วิทยาเขตสุรินทร์ จึงได้มีการศึกษาและได้ทดลองการเพาะพันธุ์อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมในภาคธุรกิจเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นได้
ที่อยู่อาศัยของปลาหลด
ปลาหลด สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ห้วย หนอง คลอง หรือบึงก็สามารถพบได้ อาศัยอยู่ในทราย และโคลนตม
การเพาะพันธุ์ปลาหลด
คัดเลือกปลาหมดเพศเมีย เพศผู้ที่สมบูรณ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ จากนั้นทำการฉีดฮอร์โมนเข้าไป โดยเพศเมียฉีด 2 เข็มให้มีระยะเวลาห่างจากเข็มแรก 6 ชม. ส่วนเพศผู้จะทำการฉีดฮอร์โมนเพศผู้เพียงครั้งเดียวพร้อมกับเข็มที่ 2 ของตัวเมีย จากนั้นปล่อยลงถังเดียวกันรอให้ผสมพันธุ์กัน
ปลาหลด 1 ตัวสามารถให้ไข่ได้ถึง 3000-5000 ฟอง ฝักตัวได้ดีที่อุณหภูมิ 25-28 องศา และใช้เวลาการฝัก 60 ชม.หลังจากนั้นในบ่ออนุบาลควรให้ไรแดงเป็นอาหารเพราะให้อัตราการรอดได้มากที่สุด เมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 1 เดือนก็สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยงได้


ผ.ศ. หทัยรัตน์  ยังกล่าวอีกว่าเราสามารถเลี้ยงปลาหลดได้ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์ โดยที่บ่อซีเมนต์ไม่ต้องมีความสูงมากก็ได้ เนื่องจากว่าปลาหลดเป็นปลาที่ไม่กระโดด อาจจะใช้บ่อซีเมนต์ที่มีความสูงเพียง 50 ซม. ก็เลี้ยงได้แล้ว ข้อดีของการเลี้ยงด้วยบ่อซีเมนต์นั้นจะทำให้เราสามารถควบคุมการหนีออกจากบ่อของปลาได้ เนื่องจากว่าปลาหลดจะไม่สามารถมุดหนีได้เหมือนกับบ่อดินทั่วไป
ในการเพาะเลี้ยงปลาหลดนั้น จะต้องมีการจัดการดูแลน้ำที่ดีด้วย หมั่นตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพราะเนื่องจากว่าเป็นปลากินเนื้ออาจจะทำให้เน่าเสียได้ ทางที่ดีควรมีการทำให้น้ำมีระบบหมุนเวียน อาจมีการเติมน้ำลงไปก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง ในบ่อเพาะเลี้ยงควรวางไม้ไผ่ด้วย เพื่อให้ปลาหลดมีที่หลบซ่อนตัว
อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงนั้น สามารถหาได้ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น หอยเชอร์รี่ โดยจะนำมาสับแยกเนื้อกับเปลือกออกจากกัน สับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปวางกองไว้ในบ่อเป็นจุด ระวังอย่าให้น้ำสะเทือน เพราะจะทำให้ปลาหลดตกใจและไม่มากินเหยื่อ ควรสังเกตการกินของปลาหลดด้วยเพื่อจะได้ให้อาหารอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นแล้ว ถึงแม้ว่าปลาหลดจะมีราคาที่แพงกว่าปลาทั่วไป แต่มีต้นทุนอาหารค่อนข้างน้อยมาก เหมาะที่จะเป็นอาชีพเสริมที่ดี
ปลดหลดเป็นปลาที่โตไวมาก สามารถจับขายได้เมื่อปลามีอายุประมาณ 6-7 เดือน ในส่วนของการนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เลี้ยงไว้ประมาณ 1 ปี


เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
ด้วยความที่ว่าปลาหลดกินอาหารได้หลายอย่าง จึงมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารของปลาหลด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของปลาหลดมาก จะสังเกตได้ว่าปลาหลดที่จับได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อผ่าท้องออกมาจะเต็มไปด้วยไส้เดือน นอกจากนี้ไส้เดือนยังเป็นอาหารที่มีโปรตีนที่สูงมาก ทำให้ปลาโตเร็ว และมีสุขภาพ แข็งแรง เหมาะที่จะใช้ในการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ก็แสนง่ายใช้วัสดุธรรมชาติในการเพาะ ใส่ในถัง กะละมัง วางไว้ที่ร่มก็ทำให้ไส้เดือนขยายพันธุ์ได้
ข้อดีในการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน
1.                ไส้เดือนมีการลงทุนต่ำ เพาะพันธุ์ได้ง่าย
2.                เมื่อน้ำไส้เดือนลงบ่อสามารถอยู่ได้ 1 วัน ไม่ตายง่าย
3.                ปลาหลดชอบกิน

ในปัจจุบัน ปลาหลดที่เห็นขายในตลาดทั่วไปจะเป็นปลาที่จับมาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะมีมากในช่วงหน้าฝนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70-80 บาท หากพ้นช่วงนี้ไปแล้วปลาหลดจะหาซื้อได้ยากพอสมควร แหล่งซื้อขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาซื้อขายค่อนข้างสูงประมาณ 120-200 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเหตุผลเบื้องต้นนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยพันธุ์ปลาหลดขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้โดยไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

ข้อมูลจาก: http://www.oknation.net/blog/surapinyo
http://www.matichon.co.th
ภาพประกอบ:www.rakbankerd.com
บนพื้นที่ 116 ไร่ บ้านลำเหนือ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ของศักดิ์ดา เฮ้งสมบูรณ์ เกษตรกรผู้ไม่เคยหยุดคิด มีจุดน่าสนใจที่ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวแบบยกร่อง ล้อมรอบไปด้วยน้ำ ปลูกต้นสนรอบพื้นที่เป็นรั้ว ถือเป็นชัยภูมิที่ดีกันลมกันแดดให้กับมะละกอ แถมปลูกหมากไว้ริมบ่อเป็นร่มเงาอีกชั้น เมื่อหมากโตก็ขายผลได้อีกทอด

“เดิมเคยปลูกส้มมาหลายปี จนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว แมลงเริ่มดื้อยา ผลผลิตเริ่มน้อยลง ขาดทุนไปกว่า 10 ล้านบาท จึงหันมาปลูกมะนาวแป้นรำไพ ก็เริ่มฟื้นตัวกลับมา ครอปนี้จึงเริ่มคิดปลูกมะละกอเป็นพี่เลี้ยงมะนาว โดยเมื่อมะละกอโต นอกจากจะเป็นร่มเงาให้มะนาวแล้ว ยังพบโดยบังเอิญว่า มะนาวจะแข่งกันโตกับมะละกอ เมื่อมะละกอให้ผลผลิต ก็โค่นทิ้ง แล้วมะนาวก็จะเป็นพุ่มสูงใหญ่พอดี พร้อมที่จะให้ลูกไม่นานนัก”

ศักดิ์ดา เล่าถึงที่มาที่ไปของการปลูกมะละกอคั่นมะนาว ในพื้นที่ปลูกมะละกอ 14,000 ต้น มะนาว 4,600 ต้น รอบคันบ่อปลูกหมาก 4,600ต้นเริ่มปลูกพร้อมกันทั้งมะละกอและมะนาว โดยมะละกอปลูกห่างกัน 2.5 เมตร ระหว่างกลางแต่ละแถวปลูกมะนาว 1 ต้น


ปลูกแล้ว 10 วัน จึงเริ่มให้ปุ๋ยมะละกอสูตร 20-8-16 ให้ 2 ครั้ง ทุก 10 วัน จากนั้นทิ้งไว้ 15 วัน เปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ 15 วันครั้ง…หลังจากให้ปุ๋ยสูตรนี้แล้วให้สังเกต หากเติบโตไม่ค่อยดีให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 25–7–7 ต่อไปยันโต แต่ถ้าจะเร่งให้มะละกอออกดอกและให้ต้นเตี้ยเพื่อผลผลิตเพิ่มและเก็บเกี่ยวสะดวกขึ้นให้ใช้ปุ๋ยสูตร 8–24–24 (ไม่แนะนำให้ใช้กับมะนาว เพราะจะเร่งดอกเร็วเกินไป ผลผลิตจะได้ไม่เต็มที่เมื่อเก็บเกี่ยว)

ส่วนมะนาวถือเป็นพืชที่รับปุ๋ยได้เกือบทุกสูตร เพราะฉะนั้นในช่วงยังไม่ตัดมะละกอทิ้ง ก็ให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 แบบมะละกอได้เลย แต่ให้แค่เดือนละครั้ง

มาถึงตรงนี้ศักดิ์ดาแนะถึงการดูแลมะนาวช่วงแล้ง ต้องให้น้ำแต่เช้าตรู่ไม่เกิน 07.00 น. เพราะไม่ร้อน ดินชุ่มชื้นกว่าช่วงสาย ควรมีฟางมาคลุมโคน รักษาความชื้น ไม่ให้รากร้อน ต่อเมื่อ ฝนตกก็ให้ปุ๋ยสูตรเดิม สลับกับสูตร 21–7–14 สลับกัน 2–3 ครั้ง จนให้ผลผลิต


เมื่อมะละกออายุได้ 8 เดือน จะเริ่มเก็บลูกครบ 2 ปี ตัดมะละกอทิ้ง มะนาวก็พร้อมออกลูก ข้อควรระวังคือ ถ้ามะนาวออกดอก ออกลูกก่อน หน้านี้ ให้เด็ดทิ้งทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ และเมื่อมะนาวให้ผลผลิตน้อยลง (ราว 10 ปี) ก็ยกแปลงใหม่ ไถกลบ ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวครอปต่อไป

พื้นที่ 116 ไร่ มะละกอ 14,000 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน หรือ 1 ล้านกิโลกรัม สำหรับมะนาว 4,600 ต้น เก็บครั้งแรกปีที่ 2 ได้ แค่ต้นละ 1,000 ลูก รวมแล้ว 4 ล้านกว่าลูก แต่ปีที่ 3-10 จะได้ต้นละ 3,000 ลูกต่อปี…รวมแล้วเป็นเงินเท่าไร เชิญคิดคำนวณกันไปเล่นๆก็แล้วกัน


เกษตรกรสนใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์จริงจากเจ้าของสวน 14 พ.ค.นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดทริปทัวร์พาไปดูให้เห็นกับตา สอบถามได้ที่ 08-5074-5055.

กรวัฒน์ วีนิล
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/612558
สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นที่หรือพื้นที่น้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยงกบ ผลผลิตที่ได้ กบตัวโต แข็งแรง และสะอาด รายได้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอนสิ่งที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้




วัสดุและอุปกรณ์

1. ขวดพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.25 ลิตร

2. ตู้หรือชั้นวางของ

3. มีด หรือคัตเตอร์

4. น้ำสะอาด

5. อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงกบ

6. ลูกกบ อายุ 1 เดือน ขึ้นไป

อาหารผสมอัดเม็ด อาหารผสมแบบอัดเม็ดเป็นอาหารที่สะดวกในการใช้ การเก็บรักษา มีปริมาณและคุณค่าอาหารที่แน่นอน การเตรีอมอาหารผสมจะเตรียมจากวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ นำมาผสม กันตามสูตร อาหารผสมนี้ลูกกบจะไม่ค่อยคุ้นเคยต้องหัดให้กินโดยในระยะแรกอาจจะผสมปลาเป็ดให้ มากไว้ก่อนแล้วค่อยๆ ลดปลาเป็ดลงจนเหลือแต่อาหารผสมล้วน ๆ

ชนิดของอาหาร

1.1 อาหารธรรมชาติ ได้แก่ไรแดงและแพสงค์ตอน จะให้ลูกอ๊อดหลังจากถุง ไข่แดงยุบและให้กินอาหารเหล่านี้ประมาณ 1-2 อาทิตย์

1.2 อาหารส่าเร็จ ได้แก่ไข่แดง เนื้อปลาต้มสุก ผักกาดขาวลวกพอให้สุก ไข่ตุ๋น เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารเสริมอาหารธรรมชาติต้องอาศัยการฝึกให้ลูกกบรู้จักกินอาหารพวกนี้ เพราะระยะแรกลูกอ๊อดจะไม่กินอาหาร

1.3 อาหารเป็นหรืออาหารที่ยังมีชีวิตได้แก่หนอนและแมลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหาร ที่ลูกกบเล็กและกบโตชอบ

1.4 อาหารผสม ได้แก่การนำอาหารต่าง ๆ มาผสมให้เข้ากัน โดยใช้เครื่องผสมอาหาร หรือจะใช้อาหารผสมอัดเม็ดเหมือนกับอาหารปลาก็ได้ อาหารที่ใช้ควรมีโปรตีนประมาณ 30-40 เปอร์เชนต์ ชนิดและขนาดของอาหารผสมควรมีความสัมพันธ์กับขนาดของลูกกบด้วย



สูตรการทำอาหารกบ

ช่วงลูกอ๊อด

วัตถุดิบ

1.รำอ่อน

2.ไข่

วิธีการทำ

1.นำไข่ดิบมาตีในน้ำอุ่น

2.นำรำอ่อนมาผสมกับไข่ที่ตีให้แตกแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.นำไปเลี้ยงลูกอ๊อดของกบได้เลย

กบโต

วัตถุดิบ

1.ไส้เดือนสด

2.หอยเชอร์รี่

3.รำอ่อน

4.กล้วยสุก

วิธีการทำ

1.นำไส้เดือนมาสับ

2.นำหอยเชอร์รี่มาต้มแล้วแกะออก มาสับให้ละเอียด

3.นำส่วนผสมทุกอย่างมาปั่นให้ละเอียดแล้วปั่นเป็นก้อน แล้วโยนให้กบกินได้เลย

การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด

1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป

2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป

3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น

4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น

5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง
1 ไร่ ได้ 1 แสน หลายคนยังแคลงใจ เป็นได้หรือ...แต่ถ้าจะบอกว่า แสนเดียวมันน้อยไป จะเชื่อหรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ประทีป มายิ้ม เกษตรกรเจ้าของ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี







 

พื้นที่แค่ 1 ไร่ ปีหนึ่งๆ ทำเงินได้หลายแสนด้วยหลักการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เต็มที่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน...ส่วนแรก 4 ตารางวา ทำเป็นพื้นที่ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารกำจัดศัตรูพืช

“ส่วนที่ 2 ปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียง ยึด 10 เมนูยอดนิยมครัวไทยต้องใช้พืชอะไร ผมก็ปลูกพืชพวกนั้น ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา ปลูกหมด”

แค่มะละกอ 200 ต้น ประทีป บอกว่า เก็บผลขายได้ทุกวัน วันละ 20 กก. กก.ละ 15 บาท แล้วไหนวันเว้นวัน ยังจะได้จากพืชผักทั้งหลายอีกครั้งละพันบาท...แค่นี้ได้แล้วเดือนละ 24,000 บาท...ปีละสองแสนกว่าบาท

ส่วนที่ 3 ใช้เนื้อที่ 2.5 ตารางวา ทำคอกเลี้ยงสัตว์แบ่งครึ่งเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัว อีกครึ่งเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ได้ไข่ทุกวัน มีแม่ค้าข้าวแกงมารับซื้อทุก 3 วัน ได้อีกเดือนละ 1,000 บาท ปีละ 12,000 บาท


ส่วนที่ 4 บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 2 บ่อ...

บ่อแรก 2 ตารางวา ขุดไว้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก เพาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ได้อาหารให้ปลาดุกฟรีๆ เลี้ยงพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัว แม่พันธุ์ 100 ตัว จะได้ลูกพันธุ์ไปขายตัวละ 1 บาท เดือนละ 10,000 ตัว...ปีหนึ่งเกินแสน

บ่อที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 11 ตารางวา ก่ออิฐทำเป็นบ่อเลี้ยง 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย...

4 กุ้ง = กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว...

3 ปลา = ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ...

2 หอย = หอยขม-หอยโข่ง

พื้นบ่อเป็นดินเพื่อจะได้ผสมพันธุ์ออกลูกได้ เลี้ยงกันแบบธรรมชาติ อาหารเม็ดอย่าฝันว่าจะได้เงิน


ประทีป ใช้แหน สาหร่าย ผักกระเฉด ผักบุ้ง พร้อมกับปลูกข้าวไม่หวังเก็บเกี่ยวไปขาย ต้องการแค่ให้ใบร่วงไปเป็นอาหารสัตว์น้ำเท่านั้นเอง

1 ปี จะได้กุ้งก้ามแดงให้จับขายประมาณ 1.5 แสนบาท...กุ้งก้ามกราม ปีหนึ่งจับได้ 2 หน เป็นเงิน 14,000 บาท...กุ้งแม่น้ำได้ปีละหน 2,400 บาท...จับขายเฉพาะตัวใหญ่ ตัวเล็กเก็บไว้เลี้ยงต่อ โตขึ้นได้ขนาดเมื่อไรถึงขาย แถมยังได้มีโอกาสปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์ออกลูกหลานให้เราเลี้ยงไปขายได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ปลาตะเพียน 10 ตัว ไม่ได้หวังขาย เลี้ยงไว้เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ

เช้าขึ้นมาปลาตะเพียนลอยหัว ถึงคราวเปลี่ยนน้ำ...ปลานิลเลี้ยงไว้ 10 คู่ ออกลูกหลานมาให้จับขายปีละ 3 หน หนละ 20 กก. ปีหนึ่ง 2,400 บาท

ส่วนปลาคาร์พ ซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาท มาเลี้ยง 4-5 เดือน เอาไปขายร้านปลาสวยงามได้ตัวละ 80 บาท

หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท...ปีละ 26,000 บาท

รวมแล้วพื้นที่ 1 ไร่ ประทีปทำเงินได้...ปีละไม่ต่ำกว่า 6 แสนบาท.


................................

ที่มา : ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/536759