ปูนาเป็น ปูน้ำจืดชนิดที่มีกระดองเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน กลมมีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาได้ มีปาก อยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง เหนือเบ้าตา มีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม กระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบ และขอบบนมีหนามงอกออกมา กระดองปูนามีสีน้ำตาลดำ หรือน้ำตาลม่วง มีขาเป็นคู่ รวม 5 คู่ คู่แรกเรียกว่าก้ามหนีบ ใช้ในการจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร








การเลี้ยงปูนา

การเตรียมบ่อเลี้ยง

การเลี้ยงปูนานั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ แต่พบว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้นจะมีข้อดีกว่าตรงที่สะดวกในการดูแลและ เก็บผลผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปูขุดรูหนี บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนั้น มี 2 ประเภท คือ บ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมหากผู้ที่สนใจต้องการทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าสามารถ เลี้ยงปูได้หรือไม่ ก็ควรจะเลี้ยงในบ่อกลมก่อน บ่อกลมที่ว่าก็คือการนำท่อซีเมนต์ (ท่อที่ใช้ทำถังส้วม) มาเทปูนทางด้านล่างใส่ท่อพีวีซีทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการ ถ่ายน้ำ ใส่ดินลงไปและปลูกพืชน้ำ นำปูตัวผู้และปูตัวเมียมาปล่อยลงในบ่อ เลี้ยง บ่อละประมาณ 10-15 ตัว อย่าใส่ปูในบ่อมากนักเพราะปูจะกัดกันเอง ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ



ปูนาจะขุดรูเป็นที่อยู่อาศัย และจะออกหากิน โดยจะกินเศษซากที่เน่าเปื่อย ต้นข้าว หรือลูกปลาขนาดเล็ก จากการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์พบว่าปูนาสามารถหัดให้กินอาหารเม็ดปลาดุกได้ หรือใช้เศษข้าวสวย ให้เป็นอาหารบริเวณที่อยู่อาศัยของปู ส่วนที่เป็นดินต้องหมั่นดูแลทำความสะอาด คือเศษอาหารที่ให้ปู ถ้าเหลือทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก ช่วงที่เก็บผลผลิตควรเป็นช่วงฤดูหนาว เพราะช่วงนี้ปูจะขุดรูอยู่ตามท้องนา หาได้ยาก และบางพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี หรือยาปราบศัตรูพืช เยอะ ๆ ปูก็จะตาย หรือไม่ก็มีการสะสมสารพิษใน ตัวปู การนำปูนามาแปรรูปเป็นอาหารก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัย ส่วนการเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์จะเป็นปูนา ที่ปลอดสารพิษ และสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ได้ ไม่ว่าจะเป็นปูดอง หรือทำเป็นอาหารเพื่อจำหน่าย เป็นรายได้เสริมอีกทาง ไม่ว่าจะทำเป็น ยำปูนา ลาบปูนา ทอดปูกรอบ และอุกะปู เป็นต้น.

การจำหน่ายปูนา


ช่วงที่เหมาะสมในการจำหน่ายปูนานั้นควรเป็นช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่ปูใน ธรรมชาตินั้นหายาก ราคาประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท ในช่วงฤดูฝน เดือนสิงหาคมถึงกันยายน ปูจะมีราคาประมาณ 15 บาทต่อกิโลกรัมและมีแม่ค้ามาซื้อปูถึงที่โดยผู้เลี้ยงไม่ต้องนำปูไปจำหน่าย เอง อย่างไรก็ตามยังมีความต้องการปูนาในท้องตลาดอีกมาก เหมาะแก่การพัฒนาเป็นอาชีพได้
กลุ่มคนเลี้ยงไก่สวยงาม ณ วันนี้ อาจจะได้เคยได้ยินชื่อไก่อียิปต์ เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการ แต่สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง หรือเป็นเพียงแค่ผู้ที่ชื่นชอบ แต่ยังไม่มีไก่สวยงามไว้ในครอบครอง อาจจะไม่คุ้นชื่อไก่สวยงามชนิดนี้นัก เพราะจัดได้ว่า เป็นไก่สวยงามที่พบได้ไม่บ่อยเลย

ไก่อียิปต์ ที่จะเอ่ยถึงในครั้งนี้ พบที่บ้านของ คุณพิทยา คุ้มเมฆ บริเวณตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณพิทยาเป็นเพียงผู้เลี้ยงไก่สวยงามมือใหม่ เพิ่งเริ่มหัดเลี้ยงและจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยคุณพิทยาเองก็เป็นนักเพาะเลี้ยงไก่สวยงามที่เรียกตัวเองว่า เป็นมือใหม่หัดเลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถเพาะขยายพันธุ์และจำหน่ายผ่านเว็บไซต์มาแล้วหลายต่อหลายครา








ไก่อียิปต์ ที่อยู่ในความดูแลของคุณพิทยา มีเพียง 1 คู่ (ผู้-เมีย) ที่ได้แบ่งปันจากเพื่อนมา และยังไม่ได้ผสมสักครั้ง เพราะอายุปัจจุบันของไก่ คือ 7 เดือน คุณพิทยา ต้องการให้ไก่อียิปต์ทั้งคู่มีความสมบูรณ์มากกว่านี้ จึงให้ผสม เพื่อให้ลูกไก่ที่แข็งแรงสมบูรณ์มากพอ

จุดเด่นของไก่อียิปต์ คุณพิทยา ให้ข้อมูลเท่าที่ทราบว่า ไก่อียิปต์ เป็นไก่ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอียิปต์ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในอียิปต์ เมื่อหลายพันปีก่อน และยังเป็นไก่สายพันธุ์หนึ่งที่หายากในประเทศไทย มีเพาะเลี้ยงน้อย ทั้งที่เป็นสายพันธุ์ที่ให้ไข่ดี

จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก ฟาร์มเพชรบูรณ์ไข่เชื้อ จำหน่ายไข่เชื้อและลูกไก่เลือด 100% ทุกสายพันธุ์ ทำให้ทราบว่า ไก่อียิปต์ มีชื่อเรียกอย่างถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดที่ประเทศอียิปต์ เป็นสายพันธุ์ไก่ที่เก่าแก่มากในภูมิภาคนี้ ชื่อนี้มาจากเขตการปกครองฟายยูม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไคโรและตะวันตกของไนล์ เป็นตัวแทน



ลักษณะของไก่บ้านในระหว่างยุคอาณาจักรใหม่ กษัตริย์ตุตันคาเมนได้ซื้อไก่ป่าศรีลังกามาเลี้ยงตามเส้นทางการค้าอบเชยในสมัยโบราณ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในป่าหนามและหนองบึงในอียิปต์ ราวๆ 3,000 ปี ที่แล้ว ถูกนำไปประเทศตะวันตกอย่างน้อยตั้งแต่ทศวรรษ 1940 โดยคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต เป็นสายพันธุ์ที่สมาคมสัตว์ปีกแห่งอเมริกาไม่ยอมรับ และไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของสายพันธุ์

ด้วยหางที่ตั้งขึ้นอกและคอยื่นล้ำออกมาบางครั้งก็ทำให้ดูเหมือนโร้ดรันเนอร์ เป็นไก่สายพันธุ์เบา ไก่เพศผู้หนักประมาณ 2 กิโลกรัม ไก่เพศเมียหนักประมาณ 1.6 กิโลกรัม มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์เท่านั้น ขนในเพศผู้จะเป็นสีขาวเงินบนหัว คอ หลังและสร้อยหลัง ส่วนขนที่เหลือจะเป็นลายแถบสีขาวดำสลับกัน หงอนเดี่ยว หูแดงมีจุดสีขาวและเหนียงสีแดงมีขนาดใหญ่ปานกลาง จะงอยปากและแข้งสีเข้มผิวสีดำน้ำเงิน

ลักษณะภายนอกดูเหมือนสายพันธุ์แคมพีนเงินของเบลเยียมและแคมไพน์ อาจจะสืบเชื้อสายมาจากไก่ที่มีลักษณะคล้ายไก่ฟายูมิ ที่นำมาจากทางตอนเหนือของยุโรปโดยชาวโรมันก็เป็นได้ ไก่ฟายูมิเป็นไก่ที่ทนต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่มีอากาศร้อน เป็นสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมตามหลักฐานบันทึกว่า มีความต้านทานไวรัสและแบคทีเรีย เป็นไก่ที่หากินเก่งและถ้าเลี้ยงแบบปล่อยจะไม่เชื่อง ไก่เพศเมียให้ไข่ขนาดเล็กแต่ให้ไข่ดี เปลือกไข่สีขาวครีม ไก่สาวจะไม่ฟักไข่แต่จะเริ่มฟักเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี


ด้วยชื่อของไก่อียิปต์ที่ถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ไก่ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดจากญี่ปุ่น ทั้งยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ไก่อียิปต์ฟายูมิ และไก่อาหรับแข้งดำ เป็นต้น

ด้วยความเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงสำหรับไก่อียิปต์ คุณพิทยา จึงให้ข้อมูลได้เพียงเบื้องต้นว่า เป็นไก่สวยงามที่พบว่ายังมีจำนวนผู้เลี้ยงไม่มากนักในประเทศไทย ความสวยงามของไก่อียิปต์ อยู่ที่ส่วนคอและปีก ที่มีลายแถบสีขาวดำสลับกันสวยงาม และเชื่อว่าจะเป็นไก่สวยงามที่เป็นตลาดไก่สวยงามใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน



“การดูแลไก่อียิปต์ ก็เหมือนไก่สวยงามทั่วไป สำหรับผม ปล่อยให้กินอาหารเม็ด ให้ใบกระถินเพื่อช่วยเรื่องระบบย่อยในกระเพาะอาหาร ปล่อยลงดินให้คุ้ยเขี่ยตามธรรมชาติของไก่ ให้วัคซีนตามตาราง เสริมวิตามินทางน้ำ และที่สำคัญ กรงที่อยู่อาศัยต้องสะอาด เพื่อป้องกันโรคที่อาจแฝงตัวมาเมื่อเกิดความสกปรกขึ้นได้ โดยกรงที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไก่อียิปต์ คือ ขนาดความสูง 1 เมตร กว้าง 1 เมตร และยาว 2 เมตร ให้ไก่อียิปต์ได้มีพื้นที่กว้างสำหรับเดินผ่อนคลาย”

การดูแลเช่นที่คุณพิทยาบอก ช่วยให้ไก่อียิปต์ที่เลี้ยงไว้ปราศจากโรค และยังไม่พบปัญหาระหว่างการเลี้ยงที่ผ่านมาเลย อีกทั้งไก่อียิปต์ยังมีสุขภาพแข็งแรง ขนสวยงาม รอวันผสมและฟักไข่จนได้ลูกไก่อียิปต์เท่านั้น

ไก่อียิปต์ เป็นเพียงไฮไลต์เล็กๆ ของสัตว์ปีกกลุ่มสวยงามที่คุณพิทยาเลี้ยงไว้ สัตว์ปีกที่เป็นรองจากไก่อียิปต์ และถือว่าเป็นความสวยงามทางจิตใจที่ทำรายได้เสริมให้กับคุณพิทยาอีกชนิด คือ นกพิราบแฟนซี

“ผมมีไก่สวยงามหลายชนิด เช่น ไก่เบตง ไก่ญี่ปุ่น ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่โปแลนด์ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสัตว์ปีก คือ นก ได้แก่ นกค็อกกะเทล นกหงส์หยก และนกพิราบแฟนซี ที่มีคนสนใจมากและจำหน่ายได้ตลอดปี คือ นกพิราบแฟนซี”



นกพิราบแฟนซี ภายในพื้นที่เลี้ยงของคุณพิทยา มีหลายชนิด แต่มีจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ประมาณ 6 คู่ การดูแลนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยานั้น เป็นการดูแลอย่างง่าย โดยปล่อยให้นกเจริญเติบโตใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ยกเว้นการให้อาหาร ซึ่งคุณพิทยาให้อาหารเม็ดสำหรับนกและวิตามินผสมน้ำให้นกพิราบแฟนซีกิน เช่นเดียวกับไก่สวยงาม เพราะถือเป็นสัตว์ปีกสวยงามในกลุ่มใกล้เคียงกัน โดยระยะเริ่มเลี้ยงจะปล่อยรวมกัน เมื่อนกเริ่มจับคู่ จะสังเกตเห็นว่านกพิราบแฟนซีคลอเคลียกัน ซึ่งหมายถึงการจับคู่เริ่มขึ้นแล้ว ให้แยกนก 2 ตัว ที่จับคู่กันออกไว้ในกรงอื่นด้วยกัน ปล่อยให้นกอยู่ด้วยกัน นำลูกมะพร้าวครึ่งลูกใส่ไว้เป็นรังนอน เมื่อนกพิราบแฟนซีมีอายุได้ประมาณ 5 เดือน จะเริ่มผสมและออกไข่ การออกไข่ของนกพิราบแฟนซี จะให้ไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง โดยเปอร์เซ็นต์การฟักของนกพิราบแฟนซีอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์

การฟักไข่ของนกพิราบแฟนซีจะทำได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสลับกันเลี้ยงลูกนกหลังฟักออกจากไข่เป็นตัว รวมถึงการป้อนอาหารให้กับลูกนก คุณพิทยาจะเลี้ยงแบบปล่อยให้พ่อแม่นกเลี้ยงลูกนกเอง จนกว่าลูกนกจะออกจากรังได้ (อายุประมาณ 1 เดือน) ซึ่งขณะนั้นลูกนกจะกินอาหารเม็ดได้เองแล้ว จึงแยกลูกนกออกจากรังไปไว้รวมกับนกในวัยเดียวกันในกรงอื่น



ราคาจำหน่ายในนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยา ไม่สูงนัก ราคาลูกนกคู่ละ 500 บาท ส่วนนกที่จับคู่แล้ว ราคาคู่ละ 800 บาท และด้วยราคาซื้อขายที่ไม่แพงนัก ทำให้คุณพิทยามีลูกค้าติดตามขอซื้อนกพิราบแฟนซีอยู่ตลอด จนพ่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 6 คู่ เริ่มให้ลูกไม่พอจำหน่าย

การจำหน่ายมีเพียงหน้าเฟซบุ๊กและทางโทรศัพท์ ซึ่งสถานที่เลี้ยงของคุณพิทยาอยู่ในตัวเมืองกำแพงเพชร จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ทำให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่จังหวัดโดยรอบและใกล้เคียงกับจังหวัดกำแพงเพชร เช่น จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดตาก เพราะเป็นจังหวัดที่เมื่อติดต่อซื้อขายนกและไก่สวยงามแล้ว จะนัดรับหรือส่งสัตว์เลี้ยงได้ง่าย อีกทั้งใช้ระยะเวลาเดินทางย้ายบ้านให้กับสัตว์เลี้ยงไม่นาน ลดความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงตายระหว่างการขนส่ง

คุณพิทยา ยอมรับว่า เป็นมือใหม่สำหรับวงการไก่สวยงามและนกพิราบแฟนซี แต่ด้วยความรักและสนใจอย่างจริงจัง ประสบการณ์ที่มีมากว่า 4 ปี ก็สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจและต้องการความรู้จากคุณพิทยาได้โดยไม่ปิดบัง หรือจะแวะไปเยี่ยมชมถึงแหล่งเลี้ยงก็นัดแนะมาล่วงหน้าก่อนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (088) 272-8150 สถานที่ตั้งอยู่ที่ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

จาก http://www.matichon.co.th/news/206683
ที่บ้านโคกช้างฮ้าย ต.นาวัง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ มีครูชำนาญการพิเศษ ชื่อนางรินลดา ทัพธานี ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนาเวียงจุลดิศวิทยา ใช้พื้นที่เพียงแค่ไม่กี่ตารางเมตร ทำบ่อเลี้ยงปลาหมอพันธุ์ชุมพร 1 หลายพันตัว เดิมที่หวังเพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารภายในครอบครัว แต่สามารถทำให้มีรายได้เสริม เพิ่มขึ้นเดือนละหลายพันบาท ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับชาวบ้านภายในชุมชน เป็นการสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับตนเอง ใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ


 นางรินลดา อายุ 40 ปี เล่าว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รายจ่ายสูงขึ้น ตนจึงคิดอยากที่จะหารายได้เสริม ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร และด้วยพื้นที่ที่มีจำกัดภายในบริเวณบ้านของตน ที่ไม่สามารถทำไร่ทำสวนได้ จึงคิดที่จะเลี้ยงปลา แต่ตอนนั้นยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลี้ยงปลาอะไร จึงเดินสำรวจที่ตลาดภายในชุมชน เห็นว่ามีชาวบ้านนำปลาหมอมาปิ้งขาย จึงเกิดความคิดที่จะเลี้ยงปลาหมอขาย จากนั้นก็ทำการศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ทำให้รู้ว่าปลาหมอ นั้นเป็นปลาสายพันธุ์ของคนไทย และคนส่วนใหญ่ก็นิยมรับประทานปลาหมอ เนื่องจากมีเนื้อแน่น อร่อย และที่สำคัญเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ดูแลง่าย ทนทานกว่าปลาชนิดอื่น    



 ตนจึงจัดทำบ่อเลี้ยงปลาขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตรขึ้นมา ภายในบริเวณบ้านของเดิม จากนั้นจึงซื้อปลาหมอพันธุ์ชุมพร มาในครั้งแรก 1,500 ตัว ซึ่งตนก็ใช้เวลาในช่วงก่อนไปทำงานและหลังอาหารในการดูแลปลา โดยให้อาหารปลา 2 ครั้ง ในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ก่อนที่ตนไปทำงานและกลับจากเลิกงาน ก็ให้อาหารปลาอีกครั้ง ในเวลา 17.00 น. ซึ่งในเวลาให้อาหารปลานั้น ตนก็มีเทคนิคให้ปลาอารมณ์ดีด้วยการร้องเพลงให้ปลาฟัง ทั้งยังเป็นการทำให้ตัวเองรู้สึกเบิกบาน อารมณ์ตามไปด้วย เป็นการสร้างความสุขในชีวิตให้กับตนเองอีกวิธี



 ปลาหมอนั้นจะตัวโตเต็มที่เมื่ออายุ 5 เดือน ซึ่งปลาหมอที่โตเต็มที่นั้น 2-3 ตัวจะสามารถชั่งได้หนัก 1 กิโลกรัม นำไปจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 90-100 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวถึง 8,000 บาทต่อเดือน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนครูด้วยกัน ที่นิยมรับประทานปลาหมอมาซื้อ บางทีก็มีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดนัดมารับซื้อถึงที่ บางครั้งก็มีชาวบ้าน ที่บ้านใกล้เรือนเคียงมาซื้อ จากเดิมที่คิดว่าจะเลี้ยงไว้กินเอง ไม่เน้นรายได้ ทำอย่างพออยู่พอกิน เลี้ยงไว้กินเอง แบ่งให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กัน นำไปแลกผัก แลกพริกแลกเกลือ สร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับตน

จาก http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1467626738
 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครราชสีมา มีหนุ่มนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ หันมาใช้ชีวิตแบบเกษตรพอเพียงด้วยการปลูกเมล่อนโรงเรือนปิด ขายส่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัว โดยใช้ชื่อว่า “วีระเมล่อนฟาร์ม” ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ในเขต ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีนายวีระวัฒน์ เถกิงผล หนุ่มนักศึกษาวัย 30 ปี ที่จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง จ.นครราชสีมา แล้วหันหลังให้กับพนักงานโรงงาน ก่อนเบนเข็มชีวิตมาเลือกทำการเกษตรแทน





 นายวีระวัฒน์ เถกิงผล เจ้าของวีระเมล่อนฟาร์ม เปิดเผยว่า โดยพื้นฐานแล้วตนเป็นลูกชาวนา หลังจากที่เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องจักรกลเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานแล้ว ก็ไม่ได้ไปสมัครงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหมือนเพื่อนๆ แต่กลับมาทำนากับครอบครัวที่บ้านอยู่ที่ จ.สุรินทร์ ประมาณ 5 ปี ซึ่งพบว่าการทำนานั้นมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังต้องประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติอีกมากมาย



 นายวีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า ต่อมาคบกับแฟนอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ บริเวณ ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา จึงเริ่มศึกษาการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้พื้นที่น้อยๆ แต่ได้ผลผลิตมากๆ และมาสนใจการปลูกเมล่อนแบบโรงเรือนปิด เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น สามารถควบคุมศัตรูพืชได้โดยไม่ใช้สารเคมี, ไม่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหรือภัยแล้ง และเมล่อนกำลังเป็นที่นิยมของตลาดอีกด้วย ลงทุนค่าอุปกรณ์สร้างโรงเรือนละประมาณ 70,000 บาท มีความกว้าง 6.5 เมตร ยาว 30 เมตร จำนวน 4 โรงเรือน รวมค่าลงทุนสร้างโรงเรือนครั้งแรก เป็นเงินประมาณ 280,000 บาท ใช้งานได้ประมาณ 10 ปี และไปรับเมล็ดพันธุ์มาจากเทพมงคลฟาร์ม จ.มหาสารคาม เป็นเมล็ดพันธุ์เมล่อนไทยเนื้อสีขาว ใช้เวลาตั้งแต่เตรียมแปลง เพาะปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว 3 เดือนต่อรุ่น 1 ปี ปลูกได้ 3 รุ่น ซึ่งปีแรกที่ปลูกก็ปรากฏว่าได้ผลผลิตดีมาก แต่ละลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 2 กิโลกรัม 1 โรงเรือนจะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 700 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 50-60 บาท โดยปีแรกจะขายให้เจ้าของเมล็ดพันธุ์ก่อน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ในปีเดียวเลย เพราะ 1 รุ่นขายได้ประมาณ 168,000 บาท 3 รุ่นก็ประมาณ 504,000 บาท


 หลังจากนั้นตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นมา ก็ขายส่งไปในตลาดสุรนคร และมีออร์เดอร์จากทั่วประเทศสั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ซึ่งเมล่อนจะขาดตลาด เนื่องจากแปลงที่ปลูกนอกโรงเรือนจะได้รับผลกระทบจากศัตรูพืช เชื้อราและลมฝน ทำให้มีผลผลิตน้อย จึงมีราคาสูงขึ้นไปอีกกิโลกรัมละ 10-15 บาท โดยปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่ตนปลูกเมล่อน สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นที่น่าพอใจมาก สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาการทำอาชีพเกษตรปลูกเมล่อนแบบโรงเรือนปิด หรือสั่งออร์เดอร์ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ วีระเมล่อนฟาร์ม ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โทร 080-165-6623

จาก ข่าวสด
ความพยายามในการปลูกมะนาวออกนอกฤดู ถือเป็นความท้าทายความรู้ความสามารถทางภาคการเกษตรแขนงหนึ่งที่จะออกมาสู้กับปัญหามะนาวแพง นักศึกษาปวช.ปี2 วิทยาลัยการอาชีพนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้มองเห็นช่องทางสร้างอาชีพโดยใช้วิธีขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีเสียบกิ่งบนต้นส้มโอ

นายวิทยา บุตรศรี ตัวแทนนักศึกษา ปวช.ของวิทยาลัยการอาชีพนางรอง เล่าว่า มะนาวเป็นผลิตผลทางการเกษตร ที่บริโภคกันทั้งประเทศ บางช่วงราคาจะแพงมาก และปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรประสบก็คือต้นตอมะนาวไม่แข็งแรง ทางกลุ่มจึงคิดหาวิธีขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นตอมะนาวที่แข็งแรงและทนต่อโรค ซึ่งพบว่าวิธีเสียบกิ่งมะนาวกับต้นส้มโอ จะช่วยเสริมรากให้ต้นมะนาวแข็งแรง มีความทนทานต่อโรค และมีผลขนาดใหญ่ จึงชักชวนเพื่อนในกลุ่ม 7 คน ไปเรียนรู้วิธีเสียบกิ่งมะนาวที่ศูนย์มีชัย บ้านหนองตาเข้ม อ.เฉลิมพระเกรียติ กลับมาลองผิดลองถูก จนสามารถขยายพันธุ์มะนาวได้สำเร็จ จากนั้นมาร่วมกันได้ก่อตั้งบริษัท ครบวงจร 2014 จำกัด ขึ้น รวมหุ้นคนละ 1,000 บาททำธุรกิจเพาะพันธุ์ต้นมะนาวบนต้นส้มโอขายอย่างจริงจัง

“วิธีเสียบกิ่งมะนาวบนส้มโอนั้น ขั้นตอนแรกต้องเริ่มเพาะต้นส้มโอจากเมล็ดก่อน จนต้นส้มโอโต มีอายุ 1 เดือนขึ้นไปสามารถนำมาใช้เสียบกิ่งมะนาวได้ โดยเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร ส่วนส้มโอใช้พันธุ์โชกุน หรือพันธุ์อิสราเอล กิ่งพันธุ์มะนาวที่ใช้ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ขั้นตอนสำคัญคือการเสียบกิ่งต้องตัดปาดกิ่งมะนาวแบบทะแยงมุมแล้วเสียบลงบนต้นส้มโอ ใช้สก๊อตเทปพันเพื่อกันเชื้อรา จากนั้น ใช้ถุงพลาสติกใสคลุม ทิ้งไว้ 34 วัน เพื่อให้ต้นไม้คายน้ำ และให้น้ำไหลกลับคืนเข้าต้นส้มโอ ซึ่งเพื่อนในกลุ่มทำได้เกือบทุกคน เพราะทางบ้านมีอาชีพทำสวนมะนาวอยู่แล้ว ซึ่งกิ่งมะนาวบนต้นส้มโอตั้งราคาขายไว้ที่ 150 บาท ทั้งนี้ เมื่อต้นพันธุ์เติบใหญ่จนให้ผลผลิตจะเป็นต้นพันธุ์มะนาว ไม่ได้เป็นต้นส้มโอแต่อย่างใด” นาย วิทยา เล่าเทคนิคการเสียบกิ่งมะนาว

บริษัทครบวงจรยังคิดต่อยอดไปอีกว่า การปลูกพืชต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จึงไปศึกษาหาความรู้วิธีเลี้ยงไส้เดือน เพื่อเอามูลมาทำปุ๋ย และนำมาขยายเป็นธุรกิจต่อ โดยจำหน่ายในราคากก.ละ 30 บาท นอกจากนี้ ยังได้ผลิตเครื่องคัดมะนาว โดยนำความรู้วิชาช่างเชื่อมของเพื่อนในวิทยาลัยมาต่อยอด ผลิตออกมาจำหน่ายราคาเครื่องละ 19,000 บาท มีความสามารถในการคัดมะนาวได้ 100 ลูกต่อ1 นาที ขณะนี้จำหน่ายไปได้แล้ว 6 เครื่อง

น้องๆ จากบริษัท ครบวงจร 2014 จำกัดเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2557 ล่าสุดได้แบ่งปันผลกำไรให้สมาชิกไปแล้วคนละ 6,920 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายและชำระเงินกู้ และยังนำเงินรายได้ไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ (38,061 บาท ) จัดสรรทุนอบรมการขยายพันธุ์พืชให้แก่ นักเรียนโรงเรียนโสตศึกษา จ.สุรินทร์ และผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำนางรอง และจัดซื้อคอมพิวเตอร์มอบให้แก่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทรัพย์ทรายทอง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์

ผลจากการประกอบธุรกิจไม่เพียงแต่สร้างรายได้ระหว่างเรียน แต่ยังก่อให้เกิดความรู้ขึ้นในชุมชน จนส่งผลให้ บริษัทครบวงจร 2014 จำกัด ได้รับรางวัล ชนะเลิศจากการประกวดโครงการกรุงไทย ยุววาณิช ที่ธนาคารกรุงไทยจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ร่วมกับ ทีมจากโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา จ.เลย โดยได้รับทุนการศึกษา 390,000 บาท โล่รางวัล และประกาศนียบัตร พร้อมทั้งศึกษาดูงานต่างประเทศ

ทั้งนี้ โครงการกรุงไทย ยุววาณิช จัดขึ้น เพื่อจุดประกายและสร้างเยาวชนที่มีคุณธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวคิดทุนทางปัญญาไม่มีวันหมด โดยเน้นให้เยาวชนในระดับมัธยมศึกษาและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้มีเวทีในการฝึกปฏิบัติการดำเนินธุรกิจ มีความสนใจและตื่นตัวที่จะใช้ความคิด ความรู้ที่มีอยู่ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วนำมาปฏิบัติจริงให้เป็นรูปธรรม

นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มการตลาดและสื่อสารองค์กร สายงานการตลาดและสื่อสารองค์กร ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการกรุงไทย ยุววาณิช ต้องการสนับสนุนให้เยาวชนได้ประกอบธุรกิจจริง และภายในโครงการทุกโรงเรียนจะต้องแบ่งงบประมาณหรือผลกำไรไปทำกิจกรรมทางสังคมด้วย อีกทั้งยังสามารถต่อยอดได้จริง โดยธนาคารจะช่วยบ่มเพาะหลักการทำธุรกิจให้เยาวชน เด็กๆจะรู้ทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ รวมทั้งการทำงานเป็นทีม ที่จะต้องมีการแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งเยาวชนสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในอนาคตเมื่อจบการศึกษามา อยากทำธุรกิจก็สามารถทำได้เลย

“สิ่งที่สร้างความประทับใจ คือนักเรียนสามารถนำความคิดทันสมัยของพวกเขามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งสินค้าที่เด็กๆ นักเรียนได้ทำสะท้อนให้เห็นถึงความหวงแหน และเห็นคุณค่าภูมิปัญญาของไทยมากขึ้น โดยรู้จักนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า มีราคา นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความห่วงใยสิ่งแวดล้อมรอบชุมชน รู้จักเอาของเหลือใช้มาแปรรูปเป็นสินค้า ตลอด 13 ปี ที่ธนาคารกรุงไทยได้จัดกิจกรรมนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่าเด็กและเยาวชนเหล่านั้นต่างมีศักยภาพ” นางศิริพร กล่าว
ตลอดเวลาที่ผ่านนักวิทยาศาตร์ ค้นพบ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งมิได้ หมายความว่า สิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นสิ่งใหม่ เกิดใหม่ แต่หมายถึง เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเคยใครนำมาจัดอันดับอยู่ในอนุกรมวิธาน ยังไม่มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการนั่นเอง

และคราวนี้ ไปกันที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ค้นพบ สิ่งมีชีวิตใหม่ ของโลก รวมทั้ง สัตว์ที่พัฒนาสายพันธุ์-ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ ความมหัศจรรย์ของสัตว์เล็กจิ๋ว ตลอดจนคุณสมบัติทางยาขั้นเทพ ทั้งปลาค้อชนิดใหม่ของโลก ปลาน้ำจืดตัวเล็กดัชนีชี้ความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและผืนป่า // ปลาบึกสยาม ปลาหนังลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ // ตั๊กแตนแม่โจ้แพร่ ตั๊กแตนพันธุ์ใหม่ของโลก //ชันโรงผึ้งจิ๋วมหัศจรรย์ ผึ้งจิ๋วขยัน สื่อผสมเกสรสร้างเงินล้านให้เกษตรกร และสุดท้าย ไก่กระดูกดำ..อาหารยาอายุวัฒนะ.

ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำมาจัดแสดง ในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 “คนไทยใจเกษตร”NAF@MJU ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ค้นพบปลาค้อ กล่าวว่า “ร่วม 20 ปี ที่ผมและทีมงานได้ออกปฏิบัติการสำรวจชนิดของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะปลาในลุ่มน้ำภาคเหนือเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นมรดกแก่ประเทศชาติ โดยเก็บรวบรวมตัวอย่างไว้ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทางน้ำแม่โจ้ โดยเฉพาะจำพวกปลาค้อ ปลาชนิดนี้กินแมลงน้ำและตะไคร่น้ำเป็นอาหาร ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ต้องอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาด เช่นบริเวณแหล่งที่เป็นต้นน้ำ หรือลำธารบนภูเขาสูง ปลาค้อจึงเป็นมาตรวัดค่าคุณภาพของสภาพแวดล้อมชนิดหนึ่งและไม่มีการแพร่กระจายพันธุ์ในพื้นที่อื่น นอกจากลุ่มน้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ลุ่มน้ำน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของประเทศไทย

และเมื่อปี 2555 เราได้พบปลาค้อชนิดใหม่มีลักษณะลายคล้ายเสือ ในลุ่มน้ำแม่แจ่ม ยังไม่เคยพบที่ไหนมาก่อนเลยได้ให้ชื่อเป็นเกียรติมหาวิทยาลัยในโอกาสที่มีอายุครบ 77 ปี ว่า “ปลาค้อลายเสือแม่โจ้” จากนั้นในปี 2556 ได้สำรวจพบปลาค้อชนิดใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่น และได้รับพระราชทาน พระอนุญาตจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราช-กุมารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ ทรงมีพระกรุณาธิคุณยิ่งแก่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ใช้พระนามเป็นชื่อพันธุ์ปลาค้อพันธุ์ใหม่ ว่า “ปลาค้อเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” และล่าสุดเมื่อปี 2558 ได้ค้นพบปลาค้อชนิดใหม่อีกชนิดจากลุ่มน้ำน่าน มีลักษณะเด่นมีเกล็ดปกคลุมตลอดทั้งลำตัว และเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงขอพระราชทานนามชื่อพันธุ์ปลาค้อที่ค้นพบใหม่นี้ว่า “ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” ซึ่งพระองค์ท่านทรงพระราชทานพระราชานุญาต และให้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ทั้งการขยายพันธุ์และการอนุรักษ์ เพื่อจัดทำรายงานกราบบังคมทูลประกอบพระราชดำริต่อไป ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้อย่างหาที่สุดมิได้”

ในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ท่านที่มาร่วมงานจะได้ชม ศึกษา เรียนรู้วงจรชีวิต ร่วมอนุรักษ์ปลาตัวเล็กที่มีคุณค่าต่อแหล่งน้ำและผืนป่า ซึ่งปลาค้อที่นำมาจัดแสดงเป็นปลาค้อพันธุ์ใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบทั้ง 3 ชนิดนี้ มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร ทำไมเราต้องอนุรักษ์ มาหาคำตอบกันได้ในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน อาจารย์/นักวิจัย คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า “ปลาบึก เป็นปลาที่ได้รับความนิยมบริโภค มีราคาสูง แต่ปลาบึกในธรรมชาติมีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ ปลาบึกสยามแม่โจ้ จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของผู้บริโภคและเกษตรกร ปลาบึกสยามเป็นปลาลูกผสมรุ่นที่ 2 ที่พัฒนามาจากพ่อปลาลูกผสมที่เกิดจากพ่อปลาบึกจากบ่อเลี้ยงรุ่นที่ 2 กับปลาสวาย ปลาบึกสยามเป็นปลาที่รวมลักษณะที่ดีของปลาบึกและปลาสวายเข้าด้วยกัน คือเป็นปลาที่เจริญเติบโตในการเลี้ยงหนาแน่นได้เช่นในกระชังหรือบ่อดิน มีปริมาณเนื้อแน่นและมาก เนื้อมีสีขาวอมชมพู มีความดกไข่และเจริญพันธุ์ได้เร็วและดี และมีพันธุกรรมเป็นปลาเลี้ยงและมีลักษณะเฉพาะต่างกับปลาบึกและสวาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากทั้งในประเทศและต่างประเทศในรูปปลาแล่เนื้อแช่แข็ง มีคุณค่าอาหารสูง มี โอเมก้า 3,6และ9 และแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ส่งผลดีต่อผู้มีอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด เศรษฐ์กิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนช่วยรักษาทรัพยากรปลาที่สำคัญในเชิงอนุรักษ์เช่นปลาบึกได้ต่อไป”

บึกสยามแม่โจ้ เป็นงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จจนมีรางวัลระดับนานาชาติ ได้รางวัลเหรียญเงิน และ รางวัล Special Award งาน 8th International Warsaw Invention Show (IWIS2014) ณ เมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งท่านจะได้พบกับปลากบึกตัวเป็นๆ ชมนิทรรศการวิวัฒนาการกว่าจะเป็น ปลาบึกสยามแม่โจ้ พร้อมชิมเมนูปลาบึก อาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายเมนู ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559

อาจารย์ ดร. แหลมไทย อาษานอก ผู้นำทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ฯ กล่าวว่า “การค้นพบ “ตั๊กแตนแม่โจ้แพร่ (Anasedulia maejophrae)” ในครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการศึกษาทางอนุกรมวิธานของตั๊กแตนในประเทศไทยอย่างจริงจัง นอกจากนั้นตั๊กแตนสกุลใหม่ของโลกนี้ ณ ปัจจุบันยังพบได้เพียงแค่ในพื้นที่ป่าเต็งรังภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ เท่านั้น และยังพบว่าเป็นสกุลเฉพาะถิ่น (endemic) ของประเทศไทยอีกด้วย จึงควรส่งเสริมให้มีการศึกษาในเชิงลึกต่อไป การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าการอนุรักษ์ป่าให้คงอยู่ย่อมสามารถอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ แม้มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จะมีผืนป่าอนุรักษ์เพียงเล็กน้อยยังสามารถค้นพบตั๊กแตนสกุลใหม่ของโลกได้ ดังนั้นหากช่วยกันรักษาผืนป่าขนาดใหญ่ของชาติให้คงอยู่ ย่อมสามารถรักษาความหลากหลายของสรรพชีวิตได้อย่างมากมายและยั่งยืนต่อไป”

“ตั๊กแตนแม่โจ้แพร่ ตั๊กแตนสายพันธุ์ใหม่ของโลก” จะจัดแสดงนิทรรศการให้ชมในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฏฐ์พัชร เถียรวรกานต์ คณะผลิตกรรมการเกษตร เจ้าของผลงานวิจัย ให้ข้อมูลว่า “ ชันโรง เป็นผึ้งจิ๋วที่ไม่มีเหล็กใน ใช้เป็นสื่อผสมเกสรที่มีคุณภาพ ขยันออกหากินตอมดอกตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนค่ำ ประสิทธิภาพในการเก็บเกสร 80% มากกว่าผึ้งและแมลงทั่วไป มีหลายขนาด หลายสายพันธุ์ สามารถเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับขนาดของดอกที่ต้องการให้ผึ้งชันโรงผสมเกสรได้ โดยสามารถผสมเกสรได้ทั้งพืชไร่ พืชผัก พืชสวน ทำให้ได้รับผลผลิตมากขึ้น สร้างรายได้ต่อไร่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผลิตผลโดยตรงของชันโรง เช่น ชันผึ้ง และน้ำผึ้ง ก็มีฤทธิ์ชีวภาพทางยา มีราคาสูงมาก สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอีกมากมาย ด้วยคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ จึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงผึ้งชันโรง สามารถจำหน่ายในเชิงการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเกษตร และชุมชน”

ท่านใดที่สนใจ อยากเห็น อยากเลี้ยงผึ้งจิ๋วมหัศจรรย์ อยากใช้ผลิตภัณฑ์ดีๆ จากผึ้งจิ๋ว สามารถมาชมได้ในงานเกษตรแห่งชาติ 2559

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย หัวหน้าโครงการผลิตไก่ พื้นเมืองประดู่หางดำและไก่กระดูกดำเพื่อส่งเสริมเป็นอาชีพ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “ไก่กระดูกดำ เป็นไก่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีสารเมลานิน และสารคาโนซีน ช่วยบำรุง ร่างกาย ป้องกันอัลไซเมอร์ ชะลอความชรา ซึ่งในสูตรตำรับยาจีนโบราณ ใช้ไก่กระดูกดำเป็นอาหารยา บำรุงร่างกาย ถือเป็นยาอายุวัฒนะ เราจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรได้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้เพื่ออยากให้เกษตรกรได้บริโภคไก่ดี แล้วก็ สามารถเลี้ยงเป็นอาชีพได้ เพราะไก่กระดูกดำมีราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันมีราคาตัวละ 1,500 บาท สามารถสร้างรายได้ที่มั่งคงให้กับครอบครัวและชุมชน”

ในช่วงงานวันเกษตรแห่งชาติ’59 จะมีการจัดเสวนาแนวทางการทำธุรกิจไก่กระดูกดำอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับตลาดภายในประเทศและ AEC ในวันที่ 3 มีนาคม 2559 ท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับฟังการเสวนาได้ หรือท่านที่อยากได้ไก่กระดูกดำไปเลี้ยง อยากซื้อไก่กระดูกดำแบบชำแหละ ขอเชิญมาในงานเกษตรแห่งชาติ 2559

นิทรรศการ มหัศจรรย์สิ่งมีชีวิต ในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 จึงได้รวบรวมทั้ง สิ่งมีชีวิตเพิ่งค้นพบสายพันธุ์ใหม่ของโลก สิ่งมีชีวิตนามพระราชทานหนึ่งเดียวในโลก สิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วน่าทึ่ง สิ่งมีชีวิตมีคุณสมบัติพิเศษเป็นยาอายุวัฒนะ และอีกหลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ได้จัดแสดงในงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559