ปลูกมะกรูดระยะชิด เทคนิคผลิตตัดใบเชิงการค้า ตัดใบทุก 2 เดือน ครั้งและ 2,000 กิโลกรัม รายได้ 50,000 บาท/ครั้ง

มะกรูดเป็นพืชผักสวนครัวที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ทั้งผล และใบ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะใบมีการปลูกตัดใบขายสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครปฐม

คุณกมล  เซี่ยงฉิน บ้านอยู่ที่ ตำบลหนองงูเหลือม จังหวัดนครปฐม มีสวนมะกรูดตัดใบ โดยเริ่มต้นปลูกบนเนื้อที่ 2 ไร่

คุณกมล   เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อน ปลูกพวกไม้ล้มลุก  ทำให้ต้องเสียทั้งเงินและเวลามารื้อระบบน้ำและแปลงใหม่ จึงเริ่มหันมาศึกษาการปลูกมะกรูด เพราะปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ 6-8 ปี และตลาดมีความต้องการมาก

คุณกมลปลูกมะกรูดแบบระยะประชิด ซึ่งจะให้ใบคุณภาพสูง เก็บเกี่ยวได้ง่าย และผลผลิตมาก โดยสายพันธุ์จะเป็นพันธุ์ไร้หนาม เลือกกิ่งลักษณะกลมมีสีเขียว ตอนกิ่งไว้จนรากเต็ม จึงใช้เป็นต้นพันธุ์ในแปลงปลูก

วิธีการปลูกมะกรูดระยะประชิดก็ไม่ยาก เริ่มที่การเตรียมดิน    โดยหว่านปอเทืองเพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสด จากนั้นทำแปลงลูกฟูก สูงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร  กว้าง 1.2 เมตร  มีระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา โดย 1 ไร่จะปลูกได้ถึง 4,000 ต้น

ส่วนการดูแลนั้น   คุณกมล  ได้ใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งสะดวกในการให้ปุ๋ยและยา โดยให้ปุ๋ยทุก 15 วัน ตั้งแต่เดือนแรกเลย อีกระบบคือสปริงเกลอร์ เพราะมะกรูดไม่ต้องการดูแลเรื่องน้ำเยอะ เฉลี่ยแล้ว 1 ต้นใช้น้ำ 2 ลิตร ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย และยังมีการตัดตั้งลำเพื่อเป็นการจัดแต่งทรงพุ่มใหม่ ตอนอายุประมาณ 4-6 เดือน

สำหรับการเก็บเกี่ยวจะตัดใบทุก 2 เดือน ในพื้นที่ 2 ไร่จะเก็บได้เกือบ 2,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท รวมแล้ว คุณกมลจะมีรายได้ถึง 50,000 บาท

ใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่คุณกมล เซี่ยงฉิน เกษตรกร บ้านเลขที่ 10 หมู่ 7 ตำบล หนองงูเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000  เบอร์โทร 08-2346-9369
พื้นที่ในกรุงเทพมหานครด้านชานเมือง ยังมีพื้นที่อีกมากมายในการทำการเกษตรกรรม การทำเกษตรชานเมืองกรุงเทพฯ ได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อ การนำผลผลิตจากแปลงมาสู่ผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องง่ายและใช้ระยะเวลาสั้น ผลผลิตที่ได้จึงสดใหม่ แต่เมื่อเทียบกับประชากรและนำสู่ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ 2-3 แหล่ง ในกรุงเทพมหานครกลับมีปริมาณน้อยมาก




กรุงเทพมหานคร เป็นองค์กรท้องถิ่นภาครัฐที่มีขนาดใหญ่และจัดตั้งมานาน บวกกับงบประมาณอีกมหาศาล เพียงพอที่จะดูแลทุกๆ ด้าน แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเกษตรกลับเป็นแค่ส่วนหนึ่งของฝ่ายพัฒนาสังคมฯ ซึ่งเน้นทางด้านสังคมมากกว่า อาจจะเป็นเพราะงานด้านเกษตรเมื่อเทียบกับงานส่วนอื่นแล้วด้อยกว่า งบประมาณ ปี 2559 มีงบฯ เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมแค่ 9 ล้านกว่าๆ เท่านั้น
การเลี้ยงสัตว์ร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันมีการทำกันมานานแล้ว ในบางประเทศก็มีการเลี้ยงสัตว์บกกับสัตว์น้ำคู่กันไปอย่างนี้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการเกษตรที่ให้ผลผลิตสูง เนื่องจากมีการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

คุณอรสา งามนิยม หรือ คุณเล็ก กับสามี คุณไพบูลย์ หาคลัง โทรศัพท์ (096) 813-6717 เป็นเกษตรกรชาวแบนชะโดคู้ซ้าย แขวงทรายกองดิน ในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ นี่เอง ครอบครัวมีอาชีพทำนาข้าวเป็นหลัก แต่ก็ได้เลี้ยงปลาเบญจพรรณในบ่อขนาด 7 ไร่ หลายบ่อ รวมกันบนพื้นที่ 67 ไร่ ในเขตคลองสามวา นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงไก่ไข่บนบ่อปลา และเลี้ยงกบเสริมอีกด้วย นอกจากการเลี้ยงสัตว์แล้ว บริเวณขอบบ่อได้ปลูกผักสารพัดชนิด คุณเล็ก บอกว่า “การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และเลี้ยงกบ เป็นการใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ น้ำในบ่อที่เก็บกักไว้นอกจากใช้เลี้ยงปลาแล้วยังนำมารดพืชผักที่ปลูกข้างขอบบ่อได้อีก มูลของไก่กลายเป็นอาหารปลา มูลของปลาที่อยู่ก้นบ่อ เมื่อลอกขึ้นมาก็เป็นปุ๋ยสำหรับปลูกผัก เศษผักหลังจากการตัดแต่งก็สามารถนำมาเป็นอาหารปลาได้อีก โดยทุกอย่างจะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

เลี้ยงปลาเบญจพรรณ

บ่อปลาของคุณเล็ก แบ่งเป็น 8 บ่อ โดยมีบ่อขนาด 9 ไร่ จำนวน 4 บ่อ ขนาด 2 ไร่ จำนวน 4 บ่อ และบ่อเก็บน้ำอีก 2 บ่อ รวมกัน 20 ไร่ เมื่อปีที่ผ่านมาต้นเดือนมีนาคมได้ลงลูกปลาไป 2 บ่อ คือบ่อขนาด 9 ไร่ 2 บ่อ รวมกันเป็น 18 ไร่ ปลาที่ลงเป็นปลาเบญจพรรณเฉพาะปลากินพืช โดยมี ปลานิล 100,000 ตัว ปลาตะเพียน 20,000 ปลายี่สก 10,000 ปลาจีน 10,000 และปลานวลจันทร์อีกเล็กน้อย ลูกปลาดังกล่าวซื้อมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในราคาตัวละ 30 สตางค์ มาอนุบาลในกระชัง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆ ในช่วงแรกจะให้อาหารเป็นรำละเอียดเพียงอย่างเดียว ในราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท ซึ่งซื้อมาจากโรงสีชุมชนในกลุ่มคลองเก้า และโรงสีชุมชนกลุ่มวัดสุขใจในราคาสมาชิก

ก่อนจะนำลูกปลามาปล่อยในบ่อ ก็จะตากดินในบ่อให้แห้ง โดยหว่านปูนมาร์ลกับปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคและปรับความเป็นกรดเป็นด่าง แต่จะไม่ได้วัดค่า พีเอช คุณเล็กจะอาศัยประสบการณ์จากการดูน้ำให้เริ่มเป็นสีเขียวอ่อนๆ ก็จะปล่อยลูกปลา ซึ่งลูกปลาที่ปล่อยจะมีขนาด 30 ตัวกิโล หรือตัวยาวประมาณ 3 นิ้ว อาหารที่ให้ในช่วงนี้จะเป็นรำกับปลายข้าวจากโรงสีชุมชนฯ และหญ้าขนที่ปลูกไว้ข้างบ่อมาหั่นและต้มรวมกันนำมาใส่ยอขนาดเล็กหย่อนไว้ในบ่อ บ่อละ 3 จุด ให้วันละ 2 เวลา เช้าและเย็น เพราะถ้าให้ครั้งเดียวปลาบางตัวจะกินมากจนท้องอืดตาย ถ้าในช่วงไหนอาหารยังไม่หมดก็จะลดปริมาณลง ส่วนเศษผักก็จะได้จากตลาดสดอภัยมิตรใกล้บ้าน และเศษผักที่ปลูกเองด้วย โดยหว่านสดๆ ลงไปเลย เมื่อปล่อยปลาลงบ่อใหญ่ก็จะนำก้อนฟางไปปักกับไม้ไผ่ไว้ในน้ำ จุดละ 3 ก้อน ทั้งหมด 3 จุด วิธีนี้จะเกิดไรจำนวนมากเป็นอาหารปลา ช่วยประหยัดค่าอาหารไปได้ส่วนหนึ่ง ก้อนฟางนี้จะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน ก็จะผุจนหมด จึงจะทำก้อนฟางขึ้นมาใหม่อีก

ปลาที่ปล่อยในปี 58 ที่ผ่านมา คุณเล็กได้จับเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง ปลานิลของบ่อมีขนาดกลาง ได้ราคากิโลกรัมละ 23 บาท ปลายี่สกขนาดตัวละครึ่งกิโลกรัม ราคา 22 บาท ปลาจีนขนาด 8 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ปลาตะเพียนขนาด 5 ตัวกิโล ราคากิโลกรัมละ 34 บาท รวมน้ำหนักได้ประมาณ 16 ตัน ได้เงินเกือบ 2 แสนบาท หักค่าต้นทุนไม่กี่หมื่นบาท

เลี้ยงไก่ บนบ่อปลา

การเลี้ยงไก่บนบ่อปลานี้ นอกจากมูลที่ไก่ถ่ายลงไปจะเป็นการเพิ่มอาหารให้ปลาแล้ว เรายังได้ไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายได้ทุกๆ วันอีกด้วย ลูกไก่อายุ 1 วัน คุณเล็กได้ลูกไก่ไข่จากการสนับสนุนของกรมปศุสัตว์ จำนวน 1,500 ตัว มอบให้แก่สมาชิก จำนวน 12 คน แต่ไม่ได้แบ่งเท่าๆ กัน เนื่องจากติดขัดเรื่องปัญหาสถานที่ จึงต้องแบ่งไปตามความประสงค์ของสมาชิก สมาชิกแบ่งไป จำนวน 700 ตัว คุณเล็กเหลือไว้ 600 ตัว เลี้ยงเอาไว้จนกระทั่ง อายุ 4 เดือนกว่า ไก่ก็เริ่มไข่ แต่จากจำนวน 600 ตัว เหลือเพียง 400 กว่าตัว ซึ่งถือว่าเก่งมากสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยเลี้ยงไก่เลย ต่อมาสมาชิกได้มาขอแบ่งไก่ใหญ่ไปอีก จนปัจจุบันเหลือเพียง 100 กว่าตัว ในช่วงที่ไปสัมภาษณ์คุณเล็ก พอดี รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ อดีตอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ที่สอนเกี่ยวกับเกษตรยั่งยืนไปด้วย จึงแนะนำให้คุณเล็กใช้อาหารไก่สูตรหยวกกล้วย เพื่อลดต้นทุน คือนำต้นกล้วยมาหั่นละเอียดขนาดเม็ดถั่วลิสง ซึ่งไก่สามารถจิกกินได้หมักกับกากน้ำตาลพอหมาดๆ ประมาณ 7 วัน แล้วนำมาคลุกกับรำอีกทีเพื่อเป็นการเสริม สรุปการให้อาหารของคุณเล็กคือ ตอนเช้า ให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับไก่ไข่ ประมาณครึ่งถังดำที่ใช้หิ้ว ตอนเที่ยงเสริมหยวกกล้วยจำนวนครึ่งถังเช่นกัน ตอนเย็นใช้หญ้าขน ใบกระถิน และเศษผักที่เหลือขายมาหั่นขนาดเล็กผสมกับอาหารไก่ไข่ ส่วนน้ำให้เช้า-เย็น โดยจะใช้ฟ้าทลายโจรและขมิ้นชันสลับกัน และทุกครั้งที่ให้น้ำจะเทน้ำทิ้งและทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง การดูแลอย่างใกล้ชิดและให้อาหารแบบธรรมชาตินี้ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงกว่า 42 องศา ไก่ไข่ของสมาชิกเสียหายกันไปจำนวนคนละ 30-40 ตัว แต่ไก่ไข่ของคุณเล็กไม่เสียหายเลย แต่ปริมาณไข่ลดลง ประมาณ 10% ปัจจุบัน อายุไก่ไข่เกือบ 2 ปีแล้ว แต่การกินอาหารแบบธรรมชาติจะสามารถยืดอายุไข่ได้ถึง 3 ปี ซึ่งนานกว่าเลี้ยงด้วย
อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียว

เลี้ยงกบ ในกระชัง
ในอดีตจากที่เคยไล่จับกบนานำมาเลี้ยง ก็พอมีประสบการณ์บ้าง หลังจากไปดูงานจากเขาหินซ้อนก็เลยคิดอยากเลี้ยงกบ จึงสั่งซื้อมาจากแปดริ้ว ในช่วงแรกให้อาหารปลาดุกเล็กตอนเช้าและเย็น ต่อมาพอกบเริ่มโต ก็จะแบ่งกระชังเป็น 3 กระชัง โดยจะแยกกบเล็กสุดไว้ต่างหาก และกบที่โตกว่าก็จะแยกอีกกระชังหนึ่ง ทำให้กบไม่กินกันเปอร์เซ็นต์รอดมีมากกว่า ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจับกบขายได้แล้ว ในช่วงกบโตตอนเช้าจะให้อาหารปลาดุกใหญ่ ส่วนช่วงบ่ายจะให้อาหารเสริมที่ทำขึ้นเอง โดยมีปลาป่น 1 ถ้วย ปลาป่นที่ว่าคือปลาเล็กปลาน้อยในบ่อของตัวเองตากให้แห้ง น้ำมันพืช 1 ถ้วย รำละเอียด 2 กิโลกรัม กล้วยครึ่งหวี หรือมะละกอสุก 1 ลูก หั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาบดรวมกัน อัดออกมาเป็นเส้น นำมาตากให้แห้งก็จะเป็นท่อนเล็กๆ เหมือนอาหารสัตว์ ใส่ขมิ้นชันหรือฟ้าทลายโจรลงไปเล็กน้อย ทำคราวละไม่มาก จะกินได้ประมาณ 2 วัน แล้วค่อยทำใหม่ เพื่อให้อาหารใหม่อยู่เสมอ กบจะสุขภาพแข็งแรง

ปลูกผัก ตามขอบบ่อ
ผักที่ปลูกตามขอบบ่อที่มีคือ คะน้า กวางตุ้ง มะเขือ พริก แค ผักหวานบ้าน สลิด ชะอม มะม่วงหิมพานต์ มะตูมแขก มันปู ชะมวง สามารถเก็บขายได้ที่บ้านทุกวันเป็นรายได้เสริม ส่วนวันจันทร์กับวันศุกร์ก็จะนำผลิตผลทั้งหมดไปขาย ที่สำนักงานเขตคลองสามวา รายได้ต่อครั้ง ประมาณ 3,000-4,000 บาท ไม่รวมกับจำหน่ายที่บ้าน

การทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยก่อนจะกลายมาเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวในปัจจุบัน สมัยที่การคมนาคมไม่สะดวกยากแก่การซื้อหาของอุปโภคบริโภคจึงทำให้แต่ละครัวเรือนจะต้องปลูกพืชผักทุกอย่างที่กินโดยไม่ต้องรอซื้อหา เราจึงสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างเต็มที่ บนพื้นดินปลูกไม้ใหญ่สำหรับใช้สอยและกินผล รวมถึงการปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ เศษพืชผักใช้เลี้ยงสัตว์ ประโยชน์จากมูลสัตว์นำมาเป็นอาหารสัตว์น้ำและเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว นอกจากนำมาบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ที่เหลือก็ยังสามารถจำหน่ายได้อีกด้วย

การผลิตวิธีนี้จะช่วยลดอัตราเสี่ยงในการทำการเกษตรได้ดี เพราะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน ด้วยการพึ่งพาระหว่างกัน ไม่เหมือนกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งต้องซื้อปัจจัยการผลิตทั้งหมด
แปลงเตยหอมสีเขียวสดๆ  ที่เห็นอยู่นี้อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพื้นที่นี้เคยใช้ปลูกข้าว แต่ด้วยปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และพื้นที่ขาดแคลนน้ำไม่สามารถทำนาปรังได้ ทำให้เกษตรกรอย่าง คุณโพธิ์ ภูฆัง ได้ปรับพื้นที่นามาปลูกเตยหอมแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย และตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

คุณโพธิ์ บอกว่า เตยหอมเป็นพืชที่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ เป็นได้ทั้งอาหารและสมุนไพรแปรรูปส่งออกไปยังต่างประเทศอีกทั้งเป็นพืชที่ปลูก และดูแลง่ายกว่าพืชชนิดอื่นๆ

ถึงแม้การปลูกเตยหอมจะลงทุนสูงกว่าพืชอื่น เนื่องจากต้องมีตาข่ายพรางแสงในลักษณะโรงเรือน แต่ปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 10 ปี เรียกว่าเก็บกินกันยาวๆ

สำหรับการปลูกเตยหอม คุณโพธิ์ บอกว่าต้องให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมแปลงปลูกให้ดูแลและเข้าจัดการง่าย โดยแปลงจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีท่อระบายน้ำต่อออกมายังบ่อพักน้ำที่หัวแปลงแต่และแปลง ไล่ระดับสูงมาต่ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก เนื่องจากเตยหอมชอบน้ำหมุนเวียน อีกทั้งในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำปริมาณมาก ต้องผันน้ำออกจากแปลง ไม่ให้ท้วมขังภายในแปลง

นอกจากนี้ ระหว่างแปลงจะทำทางเดินรอบๆแปลงทุกแปลง เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าดูแล การใส่ปุ๋ยในแต่ละเดือน รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่จะทำกันทุกๆ 3 เดือน
ส่วนหน่อเตยที่นำมาปลูก จะเลือกหน่อที่ไม่สมบูรณ์มากนัก เมื่อปลูกลงดินและได้รับสารอาหารจะทำให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่า

และด้วยธรรมชาติของเตยเป็นพืชที่ไม่ชอบแดดจัด จะใช้ตาข่ายพรางแสง ความโปร่งแสง 60 เปอร์เซนต์ โดยทำเป็นโรงเรือน แต่อย่าให้ร่มเกินไป เนื่องจากจะทำให้ไม้โตช้า จากนั้นจะเปิดน้ำเข้าแปลง สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือประมาณ 10- 15 เซนติเมตร ส่วนบริเวณรอบๆพื้นที่ก็จะสร้างธรรมชาติให้ร่มรื่น

ส่วนการปลูก จะใช้ต้นพันธุ์ที่มีราก ปักลงไปในแปลง เช่นเดียวกับการดำนา โดยระยะห่างระหว่างต้นและแถว โดย 1แปลงจะปลูกประมาณ 5 แถว ดูแลใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง ประมาณ 5-6 เดือน ก็จะเริ่ม ตัดใบจำหน่ายทุกๆ เดือน ตัดหน่อทุก 3 วัน และตัดต้น ทุก 5 เดือน สร้างรายได้ดีกว่าทำนา แน่นอน เนื่องจากพิสูจน์มากว่า 10 ปี

สำหรับการลงทุนปลูกเตยหอมต่อไร่ อยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท 1 ไร่ จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 4-5 ตัน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท 3 เดือนคุณโพธิ์จะมีรายได้เข้ามาในครอบครัว 24,000-25,000 บาท เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ

สำหรับใครที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลได้ตามที่สวนเตยหอม โทรศัพท์ 08-7167-2740

จาก http://www.sentangsedtee.com/news_detail.php?rich_id=3820&section=1&column_id=1
ราชบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางด้านตะวันตก ภูมิประเทศมีความหลากหลาย จากพื้นที่ราบต่ำลุ่มแม่น้ำแม่กลองอันอุดมสมบูรณ์ สู่พื้นที่สูงทิวเทือกเขาตะนาวศรี ทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า

นอกจากนี้ ยังถือเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด เรียกได้ว่ามีการทำการเกษตรที่หลากหลาย ส่วนด้านการประมงที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดราชบุรีคือ การเลี้ยงกุ้งทะเล กุ้งก้ามกราม และปลาสวยงาม สร้างรายได้หลักพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
คุณวสันต์ อินคล้าย อยู่บ้านเลขที่ 179 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี ที่เลี้ยงปลาแบบแหวกแนว โดยเลี้ยงในรูปแบบที่ไม่เน้นปลาชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เลี้ยงในรูปแบบผสมผสานหรือเรียกง่ายๆ ว่า เลี้ยงปลารวมแบบประหยัดต้นทุน ซึ่งใน 1 บ่อ มีปลามากกว่า 2 ชนิด จากการเลี้ยงวิธีนี้ทำให้เขาประสบผลสำเร็จ เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เขาได้เป็นอย่างดี



ทดลองทำหลากหลายอาชีพ

สุดท้าย จบที่การเลี้ยงปลา

คุณวสันต์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพเย็บผ้าอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อแต่งงานกับภรรยาจึงมีแนวคิดที่จะย้ายมาอยู่ที่จังหวัดราชบุรี เพราะมองว่าเมื่ออายุมากขึ้นสายตาที่จะทำอาชีพเย็บผ้าต่อไปคงจะไม่ไหว จึงมาเริ่มทำการค้าขายทั่วไปอยู่ที่จังหวัดราชบุรี

“ช่วงที่มาอยู่ก็ค้าขายทั่วไป จำหน่ายค้าขายของได้ดีมากช่วงนั้น ก็เริ่มมีเงินสร้างบ้าน พอมีเงินเก็บได้ก้อนหนึ่งก็เริ่มเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้ง สรุปเลี้ยงกุ้งก็ไม่ได้กำไร เป็นหนี้ พอปี 38 เปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิลก็ขาดทุนเหมือนกัน พอมันใกล้จะจับจำหน่ายได้ปลานิลมาตายยกบ่ออีก ช่วงนั้นก็เลี้ยงปลาดุกอยู่ด้วย ก็เลยเอาปลานิลที่ตายทั้งหมดมาบดให้ปลาดุกกิน ทำไปทำมาปลาดุกนี่ทน เลี้ยงแล้วไม่ตายเหมือนปลาอื่นๆ ประสบผลสำเร็จดีกว่าที่คิด” คุณวสันต์ เล่าถึงความเป็นมาของชีวิต

แนวคิดที่มาเลี้ยงปลาหลายชนิดในบ่อเดียวกัน คุณวสันต์ เล่าว่า เกิดจากการที่เขาชอบไปร่วมการประชุมที่ทางประมงจังหวัดจัดขึ้น จึงทำให้เขาได้รับความรู้ในเรื่องต่างๆ นำมาใช้เกี่ยวกับประกอบสัมมาอาชีพที่ทำ

“ผมเป็นคนที่ชอบการประชุมอบรม พอดีประมงเขาชวนไป ก็เลยไปกับเขาด้วย ผมก็จะได้ความรู้เรื่องลักษณะนิสัยของปลาแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร เราก็เลยนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาเป็นการเลี้ยงปลาแบบรวม เอาทั้งปลาสวาย ปลานิล และปลาจะละเม็ดน้ำจืด มาเลี้ยงรวมกัน ส่วนปลาดุกก็เลี้ยงแยกออกไปต่างหาก เพื่อใช้สำหรับจับจำหน่ายเอาเงินมาหมุนเวียนในการเลี้ยงปลาอื่น” คุณวสันต์ กล่าว

เลี้ยงปลาแบบบ่อรวม
มีวิธีการจัดการ ดังนี้

คุณวสันต์ บอกว่า บ่อที่ใช้สำหรับเลี้ยงมีขนาดประมาณ 6 ไร่ หรือถ้าใครมีพื้นที่เท่าไหร่ก็เลี้ยงเท่านั้น ตามความสะดวก ขุดบ่อให้มีความลึกที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 1.50 เมตร จนถึง 2 เมตร ตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นนำปูนขาวมาโรยให้ทั่วบ่อ เติมน้ำใส่ลงไปภายในบ่อให้เต็ม โดยใช้น้ำเขียวจากบ่อที่เลี้ยงปลาดุกมาผสมด้วย เพื่อสร้างน้ำให้เขียว

“พอเราเตรียมบ่อเสร็จเรียบร้อย ช่วงแรกผมก็จะเอาปลาสวายมาปล่อย 12,000 ตัว ปลานิล 2,000 ตัว แล้วก็ปลาจะละเม็ด ประมาณ 5,000 ตัว การปล่อยนี่จะปล่อยปลาสวายกับปลานิลก่อน พอเลี้ยง 2 ชนิดนี้ได้สัก 1-2 เดือน ก็จะปล่อยปลาจะละเม็ดตามทีหลัง ก็เลี้ยงรวมกันแบบนี้ไปได้เลย” คุณวสันต์ อธิบายขั้นตอนการปล่อยปลา

การที่นำปลาจะละเม็ดมาปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ นั้น คุณวสันต์ ให้เหตุผลว่า ปลาจะละเม็ดมีลักษณะนิสัยที่ชอบกินอาหารตามพื้นดินที่ก้นบ่อ จะช่วยทำให้ก้นบ่อมีความสะอาด น้ำไม่เน่าเสียง่าย
อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม คุณวสันต์ บอกว่า ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ เพราะการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปลาแบบชนิดเดียว ซึ่งสามารถหาเศษเนื้อหมู เศษผัก ที่ติดต่อตามตลาดมาให้กินได้เลย

การให้อาหารไม่กำหนดตายตัวว่าต้องให้กี่มื้อต่อวัน แต่จะดูตามปริมาณของอาหารที่หามาได้ การใช้เศษอาหารให้ปลา คุณวสันต์ บอกว่า เป็นการประหยัดต้นทุนที่คุ้มค่า เพราะมีราคาต่ำกว่าอาหารเม็ดสำเร็จรูปทั่วไป

“เรื่องอาหารที่เลี้ยงนี่เราไม่ต้องไปเครียดกับมัน คือถ้าหามาได้มาก เราก็ให้กินมาก ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องให้กิน ถ้าเป็นพวกเศษไส้หมูให้กินได้เลย แต่ถ้าเป็นพวกเศษที่มีหนังติดกับกระดูก ก็เอามาต้มเสียก่อน มันไม่เหมือนกับการเลี้ยงปลาแบบเดี่ยวๆ อย่างสมมุติปลานิลแบบล้วนนี่ ถ้าไม่ได้กินอาหารเต็มที่ ปลามันก็จะผอม มันก็จะเกิดลูก ผอมหัวโต ราคาจำหน่ายก็จะได้ไม่ดี ราคาตกลงมาอีกประมาณนี้” คุณวสันต์ กล่าว

ด้านการดูแล คุณวสันต์ บอกว่า จะมีการเติมน้ำลงบ่อตามความเหมาะสม เมื่อเห็นว่าน้ำภายในบ่อเริ่มมีจำนวนลดลง ส่วนเรื่องการเกิดโรคนั้นยังไม่ค่อยพบมากเท่าที่ควร ซึ่งในขณะที่เลี้ยงก็อาจมีการตายของปลาเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ

“การดูปลาว่าปลาปกติดีไหม คือเราจะสังเกตได้จากตอนเช้า ถ้าเรามาให้อาหารแล้วปลาลอยหัวขึ้นมาที่ผิวน้ำ แบบนี้ถือว่าปกติดี แต่ทางกลับกันถ้ามาแล้วในบ่อนี่เงียบกริบ ไม่มีการลอยหัวขึ้นมาเลย เตรียมได้เลยว่าจะต้องเกิดปัญหาขึ้น อาจจะต้องเปลี่ยนน้ำ เพราะเราสังเกตได้แล้วว่าปลามันเริ่มผิดปกติ” คุณวสันต์ กล่าวถึงการสังเกตอาการของปลาเบื้องต้น
คุณวสันต์ บอกว่า ปลาทั้ง 3 ชนิด ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 10 เดือนขึ้นไป จึงจะจับจำหน่าย ไม่ต้องคำนึงเรื่องเวลาเรื่องการโต คือถึงแม้ว่าปลานิลจะใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าปลาสวาย ก็จะจับปลานิลจำหน่ายพร้อมกัน

ปลาที่เลี้ยง
จำหน่ายได้ทั้งหมด
ไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด

คุณวสันต์ บอกว่า ปลาทั้งหมดภายในบ่อส่งจำหน่ายที่แพปลาที่ไปติดต่อไว้ โดยเช็กราคาเสียก่อน ถ้าราคาในช่วงนั้นยังไม่เป็นที่พอใจ ก็อาจจะเลี้ยงให้เกินเวลาต่อไปอีกสักระยะ

“พอปลาเราใกล้จับได้ เราก็เริ่มโทร.เช็กราคาเป็นระยะ ถ้าเป็นช่วงที่ราคาดีเราก็จับได้เลย อันนี้การทำตลาดของผมนะ เพราะว่าปลายิ่งใหญ่ก็ยิ่งได้ราคา อีกอย่างผมมีบ่อปลาดุกที่เลี้ยงไว้ต่างหาก เอาเงินจากตรงนั้นมาใช้หมุนเวียนได้ พอเราจำหน่ายปลา 3 ชนิดนี้ เราก็ได้เงินก้อนเป็นเงินเก็บได้ กำไรมันคือตรงนี้แหละ ได้เต็มที่” คุณวสันต์ กล่าว

ปลานิลที่เลี้ยงแบบบ่อรวม อายุประมาณ 10 เดือน จะมีน้ำหนักต่อตัว ประมาณ 500-600 กรัม จำหน่ายอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท ส่วนปลาสวายและปลาจะละเม็ดจะมีน้ำหนัก ประมาณ 1-1.2 กิโลกรัม จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 25-28 บาท

คุณวสันต์ บอกว่า เรื่องการตลาดที่ส่งจำหน่ายไม่มีทางตันอย่างแน่นอน เพราะปลาที่เลี้ยงบางส่วนก็จะส่งไปแปรรูปเป็นลูกชิ้นปลา ทำให้ยังเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะในบ่อของเขามีให้เลือกถึง 3 ชนิด
“ตลาดช่วงแรกๆ ผมก็เข้าไปสอบถามที่แพปลาใกล้บ้าน ว่าผมเลี้ยงปลาชนิดนี้จะรับซื้อไหม เขาก็อธิบายว่าซื้อ แถมให้ความรู้เราด้วยว่าปลาที่จำหน่ายไป จะไปแปรรูปแบบไหนบ้าง ซึ่งราคาอาจถูกกว่าปลานิล ผมก็ทำใจได้ เพราะว่าคิดดูสวายกับจะละเม็ดนี่ตัวใหญ่กว่าปลานิล เวลาที่เราเลี้ยงอยากจะให้ได้น้ำหนักมากๆ ก็นานหน่อย แต่ไม่ต้องใช้ลูกพันธุ์เยอะ สมมุติอย่างปลานิลจะให้มีน้ำหนักเยอะ ปลาก็ต้องมีมาก เท่ากับว่าเราก็ต้องซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเยอะ แถมต้นทุนเราก็สูงขึ้นไปอีก มันทำให้จำหน่ายขาดทุนได้นะ ซึ่งผมเองลองทำมาบ้างแล้ว ถ้าเทียบกันจริงๆ ผมขอเลี้ยงแบบนี้ดีกว่าครับ” คุณวสันต์ กล่าวถึงข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบรวม

การเป็นผู้ใฝ่รู้
นำมาสู่ความสำเร็จ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลาเป็นงานที่สร้างรายได้ เพื่อเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักนั้น คุณวสันต์ ให้คำแนะนำว่า

“การเลี้ยงปลาจะประสบผลสำเร็จต้องหาความรู้ คือเราต้องเรียนรู้สอบถามกับประมงแต่ละพื้นที่ ว่าเราต้องการเลี้ยงปลาอะไร เขาก็จะแนะนำมาตามหลักวิชาการ ส่วนประสบการณ์เราก็ไปสอบถามกับคนที่เขาเลี้ยงอยู่แล้ว เอาประสบการณ์ของเขามาต่อยอดการเลี้ยงของเราเอง คำว่า ความสำเร็จนี่อยู่ไม่ไกลแน่นอน ส่วนพอมีปลาพร้อมจำหน่ายแล้ว กลัวอีกว่าจะจำหน่ายที่ไหนอะไรยังไง จะบอกว่าไม่ต้องกลัว ถึงเวลามันจะมีทางไปเอง เพราะว่าปลานี่ใครๆ ก็กินกันได้ทั่วไป คนเข้าถึงได้ยังไงคนก็กิน ตลาดจึงไม่มีทางตัน”

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวสันต์ อินคล้าย หมายเลขโทรศัพท์ (087) 156-1137
จากกระแสความนิยมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ชอบกินต้นอ่อนผักชนิดต่างๆ รวมทั้งกระแสรักสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้คนหันมากินและเลือกซื้อหาผักออร์แกนิก ผลไม้ไร้สารพิษกันมากขึ้น

คุณรติรัตน์ นุชนารถ หรือ คุณน้อง วัย 55 ปี ก็เช่นกัน ชอบรับประทานผักบุ้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งซื้อต้นอ่อนผักบุ้งมาฝากเพราะเห็นว่าชอบ เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่เพาะเพื่อกินเอง และคิดว่าเพาะเองก็คงไม่ยาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็เพาะต้นอ่อนทานตะวันอยู่ก่อนแล้ว จึงได้ตัดสินใจเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง



เริ่มแรกๆ ที่เพาะ ก็ไม่ได้ผลดีมากนัก กว่าจะเรียนรู้เทคนิคและวิธีการปลูกที่ได้ผลดี ลองผิดลองถูกมาใช้เวลาพอสมควร โดยอาศัยการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ จากอินเตอร์เน็ตเป็นตัวช่วย

ปัจจุบัน คุณรติรัตน์ มีอาชีพเป็นข้าราชการ แต่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งเธอจะนำต้นอ่อนผักบุ้งไปขายช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และทำส่งให้กับแม่ค้าคนกลางรายหนึ่ง ตามแต่ออเดอร์ที่สั่งมา คนกลางจะรับไปขายอีกต่อหนึ่งตามงานแสดงสินค้าเกษตรบ้าง ออกบูธตามห้างสรรพสินค้าบ้าง เนื่องจากคนที่มารับไปเป็นสมาชิกเกษตร ซึ่งเขามีแหล่งขายอยู่แล้ว

ส่วนตัวคุณรติรัตน์นั้น เธอเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง แพคลงกล่อง แล้วจำหน่ายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เท่านั้น โดยไปวางจำหน่ายที่ตลาดน้ำไทรน้อย โซน 2 (ตลาดชุมชนเก่าเจ้าพ่อจุ้ย) อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี รายได้วันละประมาณ 500-1,000 บาท ซึ่งเธอถือว่าเป็นรายได้เสริมที่ดี เพราะถึงขายไม่ได้หรือไม่หมดอย่างไร เธอก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ เพราะชอบผักบุ้งอยู่แล้ว

ต้นอ่อนผักบุ้ง มีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าผักบุ้งปกติ 3-5 เท่า คุณรติรัตน์ว่าเช่นนั้น ก่อนจะบอกว่ารสชาติของต้นอ่อนผักบุ้ง ไม่แตกต่างจากผักบุ้งใหญ่มากมายนัก แต่ต้นอ่อนผักบุ้งอร่อยกว่าผักบุ้งต้นใหญ่ ด้วยเพราะมีความอ่อนนุ่ม และกรอบมากกว่า

ต้นอ่อนผักบุ้ง สามารถประกอบอาหารได้หลายเมนู อาทิ ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย, ผัดผักบุ้งไฟแดง, ทำสลัดผัก หรือจะทำเมนูต้มจืด แล้วใส่ต้นอ่อนผักบุ้งด้วยก็ได้

สำหรับวิธีการเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง คุณรติรัตน์ อธิบายไว้ดังนี้

เริ่มจาก ล้างเมล็ดผักบุ้งในน้ำสะอาดก่อนการนำเมล็ดผักบุ้งแช่ในน้ำ ประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย
หลังจากนั้น เอาเมล็ดมาห่อผ้า เพื่อรักษาความชื้น คลุมผ้าไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เมล็ดจะเริ่มงอก
หลังจากนั้น เตรียมดินในตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้วเพื่อง่ายต่อการขนย้าย วางความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว และผสมมูลไส้เดือนลงไปด้วย เพื่อเป็นอาหารของพืช ส่วนดินที่ใช้เป็นดินขุยมะพร้าว ซึ่งจะมีส่วนผสมของดินน้อย
เมื่อเมล็ดผักบุ้งที่คลุมไว้ เริ่มมีรากงอกเล็กน้อย ให้นำเอาโปรยลงไปในตะกร้าที่เตรียมดินเอาไว้ เกลี่ยให้เต็มพื้นที่ โรยลงไปแค่พอเหมาะ
หลังจากนั้น ให้โรยขุยมะพร้าวกลบทับบางๆ อีกชั้น เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น รดน้ำทุกวัน
ตะกร้าที่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งต้องวางอยู่ในร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดดจะทำให้อัตรางอกน้อยลง
หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณวันที่ 2-3 เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว
วันที่ 4-5 ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้นความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่เยอะตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น และต้องดึงเปลือกออก
วันที่ 7 ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น ต้นสามารถตัดได้ แต่สำหรับคุณรติรัตน์ เธอบอกว่า จะตัดในวันที่ 8 ไม่เกินวันที่ 10 ซึ่งสำหรับเธอ วันที่ 8 เป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน
นอกจากต้นอ่อนผักบุ้งแล้ว คุณรติรัตน์ (น้อง) ยังเพาะต้นอ่อนทานตะวันเพื่อจำหน่วยด้วย สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อเพื่อรับต้นอ่อนไปจำหน่าย หรือสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก สามารถติดต่อได้ที่ 09-5361-9989

สาธิตวิธีเพิ่มรายได้กับการเลี้ยงปลาดุกในวงบ่อ
ด้วยเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ ช่วยลดภาระในการจัดการดูแลด้านอาหารได้เป็นอย่างดี และมีข้อแนะนำที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้อีกด้วย


เรื่องราวเกษตรวันนี้มากันที่จังหวัดสมุทรปราการ เราจะพามาดูการปลูกข่า โดยใช้พื้นที่รอบๆ บ่อปลา สามารถสร้างรายได้ถึง 400,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรที่นี่จะมีเคล็ดลับดีๆอะไรไปหาคำตอบพร้อมกัน



ข่าเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ประกอบด้วย ใบ ดอก ผล และเมล็ด จัดอยู่ในพืชตระกูลขิง นิยมนำมาประกอบอาหาร นอกจากนี้ดอกและลำต้นอ่อนยังสามารถรับประทานเป็นผักสดได้

1 ปี จะปลูกข่าได้ 2 รอบ โดยจะเลือกเหง้าอ่อนที่พร้อมเจริญเติบโต มาปลูกลงในหลุมขนาดความกว้าง 1 ศอก ลึก 20 เซนติเมตร


และสำหรับการเก็บผลผลิต จะเก็บในช่วงเช้า หรือเย็น เนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนมาก โดยจะใช้เสียมขุดยกขึ้นมาทั้งกอ และใช้มีดตัดใบ ตัดรากออกแบบนี้

หลังจากล้างและตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว จะบรรจุใส่ถุงพลาสติกเจาะ ส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อ ในราคากิโลกรัมละ 28 บาท



เป็นอีกพืชสวนครัวที่น่าสนใจครับ

ติดตามข่าวสารอื่นๆได้ที่ https://www.facebook.com/Khaosodfarm/
จาก http://www.matichon.co.th/news/171479
ทุกวันนี้ คนไทยรุ่นใหม่สนใจทำอาชีพการเกษตรกันน้อยลง เพราะมองว่า อาชีพการเกษตรเป็นงานที่หนัก ทำงานเหนื่อยยาก สายตัวแทบขาด แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ความจริง ภาคการเกษตรยังมีอีกหลายอาชีพที่น่าสนใจ เช่น อาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง เรียกว่าฟันผลกำไรงามมาก ถึงร้อยละ 90 กันเลยทีเดียว

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ “คุณปรีชา เวฬุมาศ” หรือที่ผู้คนในชุมชนเรียกติดปากว่า “กำนันปรีชา” เกษตรกรคนเก่งรายนี้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย จนสร้างฐานะครอบครัวได้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน กำนันปรีชาและครอบครัวพักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ที่ 10 ตำบลย่านยาว อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทร. (087) 349-9322

กำนันปรีชา มีจุดเริ่มต้นจากชีวิตชาวนา มีที่ดินทำกิน จำนวน 70 ไร่ แต่เส้นทางอาชีพชาวนาของเขากลับไม่ราบรื่น แม้ทำงานหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ เนื่องจากทำนาปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง และขายข้าวได้ราคาถูก เขาเป็นเกษตรกรที่ทำงานสู้ชีวิต เมื่อเว้นว่างจากการทำนา ก็หารายได้เสริม มารับจ้างสอยใบตองให้กับสวนกล้วยของเพื่อนบ้าน ทำให้รู้ว่า อาชีพการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก






เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ หันมาปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างสวนกล้วยตานีเป็นของตัวเอง นับว่า อาชีพนี้ถูกโฉลกกับดวงชะตาเขามากที่สุด เพราะช่วยสร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ในครั้งแรก กำนันปรีชาทดลองปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบ เพียงแค่ 5-6 ไร่ ปรากฏว่า สามารถสร้างรายได้รายวัน เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท ทำให้เขาเกิดกำลังใจ ที่จะมุมานะทำงานมากขึ้น เริ่มจากขยายพื้นที่การปลูกกล้วย พร้อมกับพัฒนาช่องทางการตลาดควบคู่กันไป ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันบาทต่อวัน

เมื่อกำนันปรีชามั่นใจว่า เขาเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว ก็ไม่รีรอที่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้เขามีพื้นที่ทำสวนกล้วยตานีกว่า 240 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวของกำนันปรีชา จำนวน 70 ไร่ นอกนั้นเป็นที่ดินเช่าเพื่อนำมาปลูกกล้วย โดยจ่ายค่าเช่าในอัตรา 1,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะการทำสวนกล้วย สามารถขายใบตอง เครือกล้วย ปลีกล้วย ทุกส่วนของต้นกล้วยขายได้ทั้งหมด แล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ตลอดปี หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีเงินเก็บฝากธนาคารได้ทุกปีแล้ว ยังมีเงินเหลือใช้สำหรับเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ได้ทุกๆ 1-2 ปีอีกด้วย

การปลูกดูแลสวนกล้วยตานี




ที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดหาเครื่องสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ในระบบชลประทานของพื้นที่ตำบลย่านยาว ทำให้สวนกล้วยตานีเพื่อตัดใบตองในท้องถิ่นแห่งนี้ จึงมีน้ำสำหรับใช้ดูแลสวนกล้วยตลอดทั้งปี ทำให้ต้นกล้วยไม่ขาดน้ำและเจริญเติบโตสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่ดี ตรงตามความต้องการของตลาด

การทำสวนกล้วยตานีของกำนันปรีชา เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยใช้รถไถพรวนด้วยผาล 3 ระเบิดดินก่อนสัก 1 ครั้ง ก่อนปรับพื้นที่สวนให้เรียบ เพื่อไม่ให้น้ำขัง และไถพรวนด้วยผาล 7 ย่อยดินก่อนปลูก กำนันปรีชาจะเริ่มลงมือปลูกกล้วยในช่วงหน้าฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หน่อกล้วย 250 หน่อ ขุดหลุมกว้างลึก 30 เซนติเมตร ปลูกให้เหง้าอยู่ใต้ดิน 6-8 นิ้ว กลบดินบริเวณโคนให้แน่น ปลูกในระยะห่างประมาณ 5 ศอก ในท้องถิ่นแห่งนี้ มักเจอปัญหาพายุลมร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้ใบตองแตกได้ กำนันปรีชาจึงวางแผนป้องกันโดยปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เช่น ต้นมะม่วง มะปราง ฯลฯ รอบแปลง เพื่อเป็นแนวกันลมรักษาคุณภาพใบตองไม่ให้แตกฉีกขาด

เมื่อต้นกล้วยตานี แตกใบออกมาที่ส่วนยอด กำนันปรีชาจะเริ่มดูแลใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 จำนวน 2 กระสอบ เพื่อบำรุงต้นกล้วยตานีในพื้นที่ปลูกทุกๆ 5 ไร่ ที่นี่จะนิยมใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง และคอยสังเกตจากสภาพความสมบูรณ์ของต้นกล้วยตานี หากพบว่าใบกล้วยมีสีเขียวเข้ม แสดงว่า สภาพต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ขาดธาตุอาหาร หากใบตองแก่มีสีจาง แสดงว่า ธาตุอาหารในดินเริ่มหมด ก็จะเติมปุ๋ยเคมีบริเวณโคนต้นกล้วยอีกครั้ง

สวนกล้วยตานีปลูกดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช แต่หน้าฝน อาจเจอ ด้วงงวงเจาะลำต้น หรือปัญหาใบตองเป็นรอยพรุนบ้างประปราย ก็แก้ไขปัญหาแบบง่ายๆ โดยให้ธาตุเหล็ก คือ มีดอีโต้ ตัดฟันต้นกล้วยหรือใบตองเจ้าปัญหาทิ้งซะ เมื่อใบตองรุ่นใหม่แตกยอดออกมาก็มีใบสวยพริ้ง ไร้ริ้วรอยพรุนให้เห็นกวนใจอีก ส่วนปัญหาวัชพืชที่ขึ้นในแปลงกล้วย ที่นี่จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าประเภทยาดูดซึมฉีดพ่นทำลายวัชพืช เพราะเสี่ยงทำให้ต้นกล้วยโทรมได้ ต้องอาศัยแรงงานคนทำหน้าที่กำจัดวัชพืชในแปลงกล้วยแทน

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกดูแลต้นกล้วยตานีไปได้ ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวใบตองออกขายได้บางส่วน โดยทั่วไปต้นกล้วยตานีจะให้ผลผลิตเต็มที่ เมื่ออายุครบ 1 ปี การทำสวนกล้วยตานีแห่งนี้ จะทยอยตัดใบตองแบบหมุนเวียนกันไป โดยตัดใบกล้วย ออกขายทุกๆ 15 วัน กล้วยตานี 1 ต้น จะตัดใบตองได้ 2 ยอด พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ใบตอง จำนวน 500 ยอด ภายหลังการเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ปีละครั้ง ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม โดยพื้นที่ปลูก 5 ไร่ จะใส่ปุ๋ย จำนวน 2 กระสอบ





อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า การทำสวนกล้วยตานีให้ผลตอบแทนที่สูงมาก นอกจากขายใบตองเป็นสินค้าหลักสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000-50,000 บาทแล้ว กำนันปรีชายังมีรายได้เสริมจากการขายหัวปลี หัวละ 4 บาท เครือกล้วยอ่อน ขายหวีละ 4 บาท สำหรับผลกล้วยอ่อน ชาวอีสานนิยมนำมาสับเพื่อปรุงรสเป็นส้มตำ หรือ “ตำกล้วย” นั่นเอง ขณะที่ชาวปักษ์ใต้นิยมนำกล้วยอ่อนไปยำหรือผัด

แม้กระทั่งต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วก็ยังมีประโยชน์ทางการค้า กำนันจะตัดต้นกล้วยไปตากให้แห้ง ขายในลักษณะปอแห้ง ในราคากิโลกรัมละ 6 บาท เรียกว่า ต้นกล้วย 1 ต้น สามารถสร้างรายได้ทุกส่วนกันเลยทีเดียว จึงไม่น่าประหลาดใจกับคำกล่าวของกำนันปรีชาที่ว่า สวนกล้วยที่ปลูกใหม่ แค่ตัดใบตองออกขายเพียงเดือนเดียว ก็มีรายได้คุ้มกับค่าเช่าที่ดินตลอดทั้งปีแล้ว

การทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ ถือเป็นอาชีพที่สบาย แถมให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ เพราะลงทุนปลูกแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2-3 ต้นกล้วยตานีจะขยายหน่อปลูกได้เอง เมื่อต้นแม่ตาย ก็จะแตกหน่อสร้างทายาทรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่สม่ำเสมอ ทำให้มีจำนวนต้นกล้วยต่อไร่มากขึ้นแล้ว ยังตัดใบตองออกมาได้มากขึ้นอีกด้วย  


การจัดการหลังเก็บเกี่ยว

ท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดใบตอง วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและเย็น โดยคนงานจะใช้ตะขอสอยที่ก้านใบลงมา และขนกลับไปที่บ้านกำนัน โดยนำใบตองกองบนพื้น รดน้ำและใช้ผ้าใบคลุมไว้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ใบตองเหี่ยว หลังจากนั้น ภรรยากำนัน ลูกสาว และคนงานจะนั่งล้อมวงช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อดูแลตัดแต่งใบตองก่อนพับใบตองและมัดซ้อนกันอย่างสวยงาม จนได้น้ำหนักเฉลี่ย มัดละ 5 กิโลกรัม ก่อนส่งขายแม่ค้าขาประจำ ช่วงแล้งเกษตรกรสามารถขายใบตองได้ในราคาสูง ประมาณ มัดละ 40 บาท แต่ช่วงหน้าฝน ใบตองมีราคาถูก ขายได้เพียง มัดละ 20 บาท เท่านั้น
ด้านตลาด

กำนันปรีชา บอกว่า ตลาดใบตองเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ ลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ ร้านค้าหมูยอในภาคอีสาน นิยมซื้อใบตองตานีจากสวนแห่งนี้ไปใช้ เพราะใบตองของกำนันปรีชามีคุณภาพดี เมื่อนำไปนึ่งผ่านความร้อน ใบตองไม่ดำ เนื้อใบตองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนสะดุดตาลูกค้า



นอกจากนี้ ใบตองตานีของไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป อเมริกา และเอเชีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และนิยมสั่งซื้อใบตองตานีจากไทยไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและห่อขนมไทย ราคาใบตองตานีของไทยขายได้ราคาแพง เฉลี่ยยอดละ 100 บาท เพราะใบตองตานีของไทย มีคุณภาพดี ในเรื่องความสด ใบสวย เหนียวและหนา เมื่อนำไปห่อขนมไทยจะไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกับใบตองชนิดอื่น

หากใครต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ สามารถติดต่อ กำนันปรีชา เวฬุมาศ ได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่เบอร์โทร. (087) 349-9322 กำนันปรีชายินดีแบ่งปันข้อมูลกับผู้สนใจทุกท่าน

ทำโรงเรือนเพาะเห็ดราคาไม่แพง ทำได้ไม่ยากลองมาดูกัน

การเพาะเห็ดนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในตลาดผู้รักสุขภาพ นิยมบริโภค เห็ดเป็นอย่างมากเพราะเห็ดเป็นอาหารไร้ไขมัน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเชื้อรา เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน

จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ในปัจจุบันยังพบว่า เห็ด ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว




คุณคมสันต์ แสนทวีสุข หนุ่มโสด ชาวไร่ วัย 30 ปีเศษๆ แห่งเมืองอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาเพาะเห็ดขาย จนมีรายได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งเมื่อก่อนคุณคมสันต์ได้ผ่านการประกอบอาชีพต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นช่าง ทั้งทำนา ทำไร่มัน ค้าขาย ทำค่ายมวย แต่ก็ไม่รวยสักที จนกระทั่ง ต้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา จึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอน เพื่อเพาะเห็ดขาย รายได้จึงทะลักเข้ามาอย่างน่าพอใจ จากที่เคยตระเวนขายไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขายอยู่ที่ฟาร์ม หรือบางทีมีลูกค้าสั่งเป็นจำนวนมากๆ ก็นำส่งถึงที่ มาถึงตอนนี้ใครๆ ต่างก็เรียก เสี่ยเหน่ง

คุณคมสันต์ หรือ เสี่ยเหน่ง เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือ ทำไร่มัน ในปัจจุบันนี้หันมาเพาะเห็ดขายด้วย โดยฟาร์มเห็ดของตน มีชื่อว่า ฟาร์ม ส. เทพพิทักษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านของตนเอง คือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 6 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่งทำมาได้ 1 ปีเศษๆ โดยมีญาติพี่น้องคอยช่วยดูแลอยู่ 2-3 คน เห็ดที่คุณคมสันต์เพาะขายก็มี เห็ดขอนขาว และเห็ดนางฟ้าภูฏาน นอกจากจะขายดอกเห็ดสดๆ แล้ว คุณคมสันต์ยังจำหน่ายหรือขายก้อนเห็ดอีกด้วย สำหรับเรื่องตลาดรองรับนั้นสบายมาก เพราะในปัจจุบันมีลูกค้ามาซื้อถึงฟาร์ม และยังมีขาประจำจากตลาดเจริญศรีมาสั่งซื้อคราวละมากๆ คุณคมสันต์ก็ขายส่ง และนำส่งให้ถึงที่ในราคาขายส่ง แต่บางครั้งก็ให้ญาตินำไปขายปลีกตามตลาดนัดในเขตอำเภอวารินชำราบและอำเภอสว่างวีระวงศ์ ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์จะมีโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงเรือน และเพาะเห็ดขายตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท เป็นอย่างต่ำ สำหรับในช่วงฤดูหนาวอากาศจะเหมาะสำหรับการเพาะเห็ดนางฟ้า และช่วงฤดูร้อนอากาศจะเหมาะกับการเพาะเห็ดขอน ตอนนี้คุณคมสันต์กำลังขยายกิจการ โดยเพิ่มโรงเรือนขึ้นมาอีก 2 โรงเรือน รวมเป็น 5 โรงเรือน จึงได้จ้างแรงงานจากเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง และจากการขยายกิจการนี้ คาดว่ารายรับหรือกำไรคงได้เพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนราคาจำหน่ายนั้น เห็ดขอนขาว จะขายกิโลกรัมละ 80 บาท เห็ดนางฟ้า ขายกิโลกรัมละ 70 บาท และก้อนเห็ด จะขายก้อนละ 7 บาท เสี่ยเหน่งกล่าว
คุณคมสันต์ บอกว่า การเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอนขาวนั้น ถ้าเราสนใจและตั้งใจทำจริงๆ มันก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิด อย่างคุณคมสันต์นี่ก็จะศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ พร้อมกับออกไปศึกษาจากฟาร์มเห็ดจริงๆ ด้วย จึงอยากจะบอกว่า ถ้าใครคิดจะหันมาเพาะเห็ดขายเป็นรายได้เสริม หรือเพาะเป็นอาชีพ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้ก่อนนะ

เริ่มต้นที่ การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าจะต้องถูกวิธีและถูกสุขลักษณะ และควรมีขนาดมาตรฐาน เป็นแบบที่สร้างง่าย ลงทุนน้อย ใช้วัสดุในท้องถิ่นเราเอง ฟาง หญ้าแฝก ไม้ไผ่ เป็นต้น และสร้างในที่เย็นชื้น การมุงหลังคาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย และให้ดูสภาพอากาศด้วยว่า เห็ดอะไรชอบอากาศแบบไหน สำหรับประตูโรงเรือนให้ปิดประตูด้วยกระสอบป่าน ปูพื้นด้วยทราย เพื่อเก็บความชื้น และทิศทางลมก็สำคัญมาก เพราะมีผลต่อก้อนเห็ด และการออกดอกของเห็ด และการทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้า ก็ต้องมีความรู้ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ขี้เลื่อยยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน แต่ขี้เลื่อยยางพาราจะให้ผลดีมากกว่า จากนั้นก็หาส่วนผสมอื่นๆ มาผสม ทั้ง ขี้เลื่อยยางพาราแห้งสนิท 100 กิโลกรัม รำละเอียด 6-8 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม ปูนยิปซัม 1 กิโลกรัม หินปูนหรือผงชอล์ก 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม น้ำ 80 กิโลกรัม และ EM 1 ลิตร เป็นต้น

จากนั้น เมื่อหาส่วนผสมได้ครบ ก็ลงมือทำก้อนเชื้อเห็ด ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องผสมให้ดีหรือให้ถูกสูตร ก่อนผสมต้องตากกองขี้เลื่อยกี่วัน เวลาผสมต้องเติมน้ำกี่ลิตร เมื่อผสมเสร็จก็กรอกใส่ถุงเพาะเห็ด ใส่ให้ได้น้ำหนักเท่าไร เราต้องทำให้ถูก เมื่อทำก้อนเชื้อเสร็จ ก็จะเป็นการหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า และนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อโรค นึ่งกี่ครั้ง ใช้อุณหภูมิเท่าไร นึ่งนานกี่ชั่วโมง เราต้องรู้และทำให้ถูก เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ก็จะหยอดเชื้อเห็ดลงก้อนเชื้อ หยอดกี่เม็ดนั้นควรทำตามสูตร เมื่อหยอดเชื้อลงก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ให้ปิดปากถุงก้อนเชื้อให้เรียบร้อย หลังจากหยอดเชื้อลงในก้อนเชื้อเสร็จ เราก็จะบ่มเชื้อเห็ดในอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยการบ่มเชื้อเห็ดนั้นต้องนำก้อนไปบ่ม ประมาณ 20-25 วัน อย่างนี้เป็นต้น เราต้องทำให้ถูก ผลผลิตจึงจะออกมาดี ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เราควรมีเทคนิคที่ทำให้ออกดอกสม่ำเสมอและดอกใหญ่ ซึ่งทำได้ดังนี้ คือ เมื่อเก็บดอกเสร็จต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อโดยเขี่ยเศษเห็ดออกให้หมด งดให้น้ำสัก 3 วัน เพื่อให้เชื้อฟักตัวแล้วก็กลับมาให้น้ำอีกตามปกติ เห็ดก็จะเกิดเยอะเหมือนเดิม หรือเมื่อเก็บดอกเห็ดเสร็จก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเหมือนเดิม แล้วรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ให้น้ำปกติ หลังจากนั้น เปิดปากถุงก็จะเกิดดอกที่สม่ำเสมอ และเมื่อเห็ดออกดอกและบานจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ให้เก็บดอกโดยจับที่โคนดอกทั้งช่อ โยกซ้ายขวา-บนล่าง แล้วดึงออกจากถุงเห็ด ระวังอย่าให้ปากถุงเห็ดบาน ถ้าดอกเห็ดโคนขาดติดอยู่ให้แคะออกทิ้งให้สะอาด เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และป้องกันแมลงมาวางไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน หากพบดอกแก่เกินไปก็ควรเก็บทิ้งด้วย

นอกจากนี้ คุณคมสันต์ ยังได้พูดถึงปัญหาในการเพาะเห็ดนางฟ้าว่า เราต้องศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ให้ดี เช่น เชื้อในถุงไม่เดิน จะมีสาเหตุมาจากขณะหยอดเชื้อ ถุงก้อนเชื้อร้อนเกิน เชื้ออ่อนแอเกินไป และลืมหยอดเชื้อ นอกจากนี้ต้องรู้เรื่องศัตรูจำพวกหนอน แมลงหวี่ และปัญหาอื่นๆ รวมทั้งการเลือกวัสดุก็สำคัญไม่น้อย เช่น การใช้ขี้เลื่อย ถ้าเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา เห็ดจะออกดอกดีที่สุด เอาเป็นว่าถ้าท่านใดสนใจอยากดูตัวอย่าง หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ไปพบคุณคมสันต์เพื่อขอคำแนะนำ หรือศึกษาดูงานของจริงได้ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์ ตามที่อยู่ข้างต้น คุณคมสันต์ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ


ผู้สนใจดูงานเพาะเห็ด และ โรงเรือนเพาะเห็ดหรือซื้อผลผลิต สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (061) 110-3094, (081) 957-7837

ต้นอ่อน และไมโครกรีน เป็นผักรูปแบบใหม่นับว่าเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ มีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผักเหล่านี้เป็นแหล่งของสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ต้นอ่อนและไมโครกรีนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นเพราะขณะกำลังจะงอกเมล็ดพืชที่ประกอบไปด้วยแป้ง จะต้องถูกเอนไซม์ภายในตัวของมันเองสลายแป้งเป็นพลังงานให้ต้นอ่อนใช้ในการงอก จึงทำให้ในต้นอ่อนและไมโครกรีนมีเอนไซม์สูงกว่าในผักทั่วไป

นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ บี ซี อี เกลือแร่ รวมถึงแร่ธาตุสำคัญซึ่งจะมีมากกว่าเมล็ด มีกรดอะมิโน โปรตีน ไฟโตเคมีคัล ใยอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงจะช่วยชะลอความชรา ป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่น โรคหัวใจ อัมพาต โรคข้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น ต้อกระจก ป้องกันโรคมะเร็ง และบางพันธุ์สามารถขจัดสารพิษในร่างกายได้ รวมทั้งสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ได้ด้วย

ต้นอ่อน เป็นการผลิตผักในรูปต้นกล้าขนาดเล็กซึ่งได้จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก สมุนไพร หรือเมล็ดพืชอื่นๆ มีขนาดความสูงของลำต้น ประมาณ 1 นิ้ว ประกอบด้วยลำต้นและใบเลี้ยง ดังนั้น ต้ออ่อนที่ได้จึงคล้ายกับถั่วงอก (bean sprout) ซึ่งเป็นเมล็ดที่ส่วนรากเพิ่งงอกออกมา (germinated seed) นิยมบริโภคทั้งต้น


ไมโครกรีน เป็นต้นกล้าที่มีการเจริญเติบโตต่อมาอีกระยะหนึ่งหลังจากที่รากเพิ่งงอกออกมา โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 1-2 สัปดาห์ มีลำต้นอวบและมีใบจริง 2-3 ใบ หลังจากที่ใบขยายเต็มที่ก็พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว โดยการตัดลำต้นเหนือผิวดิน

ไมโครกรีนจึงมีลักษณะคล้ายกับต้นอ่อน  แต่มีความแตกต่างกันที่สำคัญหลายประการ เช่น วิธีการผลิต ไมโครกรีนจะเจริญเติบโตในดินหรือวัสดุปลูก เช่น พีทมอส หรือวัสดุเส้นใยอื่นๆ


การเพาะต้นอ่อน
มีอุปกรณ์ คือ โหลแก้วปากกว้าง และปิดภาชนะด้วยตะแกรงซี่ถี่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกดี สะอาด ปราศจากโรค ชนิดที่ต้องการจะเพาะ จากนั้นแช่เมล็ดในน้ำสะอาดเป็นระยะเวลา 8-12 ชั่วโมง และถ่ายน้ำออก เสร็จแล้วจึงวางโหลแก้วในลักษณะเอียง ถ่ายน้ำเข้าออกวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ทำอย่างนี้ซ้ำๆ เป็นเวลาประมาณ 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก จะได้ต้นอ่อนที่พร้อมบริโภค

การเพาะไมโครกรีน
จะต้องมีวัสดุเพาะที่มีลักษณะอุ้มน้ำได้ดี และร่วนซุย มีความอยู่ตัว แน่นพอที่จะไม่ให้ต้นกล้าล้ม การเตรียมเมล็ดพันธุ์ก็เหมือนกับการเพาะต้นอ่อน จากนั้นจึงเพาะเมล็ดลงในถาดพลาสติกหรือตะกร้าพลาสติก ถ้าหากเพาะในกล่องพลาสติกควรเปิดฝาไว้เพื่อการระบายอากาศที่ดี รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลา 10-14 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก




สำหรับ เมล็ดพันธุ์ผัก ที่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนหรือไมโครกรีนได้ เช่น บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ผักบุ้งจีน โหระพา กะเพรา เรดิช กวางตุ้ง คะน้า เขียวน้อย ขี้หูด โสน กระถิน แค ผักปลังขาว ผักปลังแดง ผักโขม แมงลัก ทานตะวัน เป็น


 เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นิยมแพ็คใส่ถุงจำหน่าย ซึ่งอาจทำเป็นอาชีพเสริม ใช้เวลาว่างจากงานประจำ  นำไปจำหน่ายที่ออฟฟิศ เพื่อนร่วมงาน หรือวางขายตามตลาดนัดตามสำนักงาน  เปิดท้ายขายของ ตลาดสดทั่วไป หรือส่งซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น




ติดต่อ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์  ได้ที่
50 ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ (02) 579-0308
โทรสาร (02) 5791951 ต่อ 112
http://www.hort.agr.ku.ac.th
เมล็ดแมงลัก หรือชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Hairy Basil Seed
เป็นผลิตผลที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ถือเป็นทั้งพืชผักและพืชสมุนไพร เป็นพืชที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันจำเป็นสูง ได้แก่ โอเมก้า-3 ถึงร้อยละ 54 โอเมก้า-6 ถึงร้อยละ 22 อีกทั้งมีเยื่อหุ้มเมล็ด (Husk) ที่ให้ใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 45 เท่าของน้ำหนักแห้ง รับประทานแล้วจึงทำให้อิ่มเร็ว และช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยในด้านการระบาย โดยในแพทย์แผนไทยใช้เป็นยาระบาย

แต่ที่น่าสนใจ คือเป็นพืชที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย รวมถึงการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ต้องการน้ำน้อย เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร โดยหลังจากปลูกแล้ว จะให้น้ำเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าเมล็ดแมงลักจากประเทศปากีสถาน จำนวน 167 ตัน และมีปริมาณการส่งออก จำนวน 193 ตัน ไปยังประเทศปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยอรมนี เป็นต้น โดยแมงลักที่ส่งออก ต้องเป็นเมล็ดที่สะอาดและไม่มีสารอะฟลาท็อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อน

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชในช่วงวิกฤติภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย จึงได้ดำเนินการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพสู่เกษตรกรเพื่อทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

จากการเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น ถึงปีละ 280 ตัน สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีและคุ้มค่า มีต้นทุนที่น้อยลง และมีตลาดแน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกแมงลักเพื่อผลิตเมล็ดมากขึ้น เนื่องจากราคาที่จำหน่ายได้ค่อนข้างสูง กลายเป็นแรงจูงใจมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น อีกทั้งยังปลูกและดูแลรักษาง่าย มีโรคแมลงศัตรูรบกวนน้อย และได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงถึง 140 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่กิโลกรัมละ 70-200 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรถึงไร่ละ 10,000-20,000 บาท

ผลิตอย่างไรให้ได้คุณภาพ
สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ได้เข้าไปส่งเสริมและแนะนำเกษตรกร จะเน้นตั้งแต่ในเรื่องสายพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ การจัดการดูแลจนถึงการเก็บเกี่ยว
สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันหลังย้ายกล้า ให้ผลผลิตประมาณ 100-140 กิโลกรัม ต่อไร่

ฤดูปลูก จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

การเลือกพื้นที่ปลูก ควรเลือกพื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หากพื้นที่ไม่สม่ำเสมอควรปรับพื้นที่เสียก่อน หรือควรยกร่องปลูกเพื่อความสะดวกในการให้น้ำและการกำจัดวัชพืช

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แมงลักสามารถขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบที่ลุ่มที่น้ำท่วมขัง และชอบแสงแดดจัด กลางแจ้ง อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตประมาณ 25-37 องศาเซลเซียส

การปลูกและดูแลรักษา การปลูกแมงลักต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะย้ายลงในแปลงปลูก จึงต้องเตรียมดินทั้งแปลงเพาะกล้าและแปลงปลูก โดยควรดำเนินการดังนี้

การเตรียมดินและแปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เตรียมดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป รดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นกล้าอายุ 20-30 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก
การเตรียมดินแปลงปลูก ควรไถดิน 2 ครั้ง ไถเปิดหน้าดิน ตามด้วยไถพรวนและตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชโรคและแมลง เกษตรกรควรปรับพื้นที่แปลงปลูกให้มีความสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ

ช่วงการปลูก หากพบว่า ดินไม่มีความชื้นเลยให้นำน้ำเข้าแปลง โดยวิธีปล่อยน้ำท่วมแปลง แล้วทิ้งไว้จนดินหมาด จึงย้ายต้นกล้าลงปลูก ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น ต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อแมงลักอายุ 30 วัน และเริ่มออกช่อดอกให้พ่นธาตุอาหาร แคลเซียมและโบรอน เมื่อแมงลักอายุ 40-60 วัน ให้น้ำครั้งที่ 2 หลังจากย้ายกล้าปลูก ประมาณ 10-14 วัน พอหมาดอย่าให้น้ำขัง หลังจากนั้นไม่ต้องให้น้ำอีกเลย

แมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด ปกติแล้วแมงลักจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อย หากพบจะพบการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกันมากัดกินช่อดอกในช่วงตั้งแต่อายุ 2 เดือน หลังย้ายกล้า จนกระทั่งติดช่อดอก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการฉีดพ่นสารไตรอะโซฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการทำลาย และฉีดพ่นห่างกันทุกๆ 7 วัน

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ใช้วิธีเก็บเกี่ยวทั้งต้น เมื่อสังเกตว่าช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีดำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นวางตากให้ช่อดอกแห้งในแปลง ที่สำคัญไม่ควรให้ช่อดอกสัมผัสกับดิน เมื่อตากทิ้งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 วัน หรือพบว่าช่อดอกแห้งแล้ว นำมามัดรวมกันเป็นฟ่อนวางบนผ้าพลาสติกกลางแจ้ง โดยให้ช่อดอกตั้งขึ้นเป็นเวลา 2-5 วัน หรือจนกว่าช่อดอกจะแห้ง นอกจากนี้ ไม่ควรกองฟ่อนแมงลักสุมทับกันในแปลง เพราะทำให้อุณหภูมิในกองสูง ประกอบกับมีความชื้น ส่งผลทำให้เชื้อรา Aspergillus flavas เจริญเติบโตได้ดี

ในส่วนของการนวดเมล็ด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรเป็นหลัก โดยมี 2 รูปแบบ ได้แก่

หนึ่ง การนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำที่ช่อดอก และแบบไม่มีการพรมน้ำ ซึ่งการนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำก่อนการนวด เมื่อบ่มช่อดอกได้ 6-8 ชั่วโมง นำมานวดกับรถนวด โดยใช้ตะแกรงตาถี่มากกว่าและปรับความเร็วรอบให้สามารถนวดเมล็ดที่เล็กได้ เมื่อได้เมล็ดแมงลักแล้ว จะนำมาตากอย่างน้อย 1 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

สอง การนวดด้วยเครื่องนวดที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การใช้เครื่องนวดแบบนี้จะได้เมล็ดแมงลักที่สะอาด ไม่ต้องนำมาลดความชื้นอีก สามารถนำไปทำความสะอาดได้ทันที
การทำความสะอาดเมล็ด โดยนำเมล็ดที่ได้จากการนวดและตากแดดให้แห้งแล้วมาเข้าเครื่องสี เพื่อกำจัดเศษขยะ เช่น ผง ฝุ่น กระเปาะหุ้มดอก เศษไม้ และสิ่งเจือปนอื่นๆ จากนั้นทำความสะอาดขั้น

สุดท้ายโดยวิธีการฝัดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ได้สะอาด
การเก็บรักษาเมล็ด ไม่ควรจำหน่ายเมล็ดทันทีที่นวดเสร็จ โดยหลังจากทำความสะอาดแล้วควรนำเมล็ดที่ได้ไปตากแดดบนลานตาก โดยมีวัสดุรองพื้นปู เช่น ผ้าพลาสติก การตากแดดอย่างน้อยควรใช้เวลาประมาณ 1 วัน เพราะจะสามารถช่วยลดความชื้นของเมล็ดลงได้ เหลือเพียง 6-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปี

เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ดี

คุณอำพัน ใจทิม เกษตรกรผู้ปลูกแมงลักทดแทนนาปรัง เป็นผู้หนึ่งที่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพตามคำแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กล่าวว่า ได้ปลูกแมงลักทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 35,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละ 2,917 บาท โดยได้เริ่มปลูกแมงลักในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณไร่ละ 117 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 146 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว ทำให้มีกำไรเหลือรวม 160,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว คุณอำพัน บอกว่า การทำนาต้องลงทุนไร่ละประมาณ 6,667 บาท หักแล้วจะเหลือกำไรรวมจากพื้นที่ 12 ไร่ เพียง 30,000 บาท

“จากผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้คิดว่าจะปลูกแมงลักไปเรื่อยๆ หากยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำแบบที่เกิดขึ้นอีก เพราะนอกจากจะลงทุนน้อยแล้วแมงลักยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงศัตรูรบกวน ไม่ต้องให้น้ำมาก และหลังจากอายุ 1 เดือน สามารถให้ผลผลิตได้ ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี ทำให้ในวันนี้เกษตรกรใกล้เคียงต่างหันมาให้ความสนใจและต้องการปลูกแมงลักกันมากขึ้น สำหรับผู้สนใจการปลูกแมงลักนั้นแม้การปลูกการดูแลจะง่าย แต่ในขั้นตอนของการนวดเมล็ดต้องมีความรู้ความเข้าใจ จึงควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจก่อนจะดีที่สุด” คุณอำพัน กล่าวทิ้งท้าย
แมงลัก จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในช่วงภาวะภัยแล้งเช่นนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โทร. (055) 681-384 หรือที่ Facebook : ศวพ. สุโขทัย
ทหารกองบิน 46 ใช้เวลาว่างปลูกดอกดาวเรือง สามารถสร้างรายได้ดี ปลูกเพียง 2 เดือน สามารถทำเงินได้นับแสนบาท เผยเคล็ดลับการปลูกต้องเลือกพันธุ์ดอกดาวเรืองให้เหมาะกับฤดู ลักษณะของดอกจะมีขนาดใหญ่ คุณภาพดี และให้ดอกต้นละ 100-120 ดอก ทำให้มีกำไรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ด้านการตลาดก็ไม่ต้องกังวล มีพ่อค้าแม่ค้าจากปากคลองตลาดมารับซื้อดอกดาวเรืองถึงที่

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เรืออากาศเอกณัฐศิษย์ ทองบุญชู ผู้ดูแลสวนดอกดาวเรือง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอพียง กองบิน46 จ.พิษณุโลก เป็นผู้หนึ่งที่สนใจการทำอาชีพเสริมจากการเดินตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการสร้างสวนเกษตรในพื้นที่กองบิน 46 จังหวัดพิษณุโลก จึงเริ่มต้นมาประมาณ 7-8 ปี จากแนวคิด นาวาอากาศเอกฐากูร นาครทรรพ ในสมัยดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการกองบิน 46 ที่ต้องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับข้าราชการในสังกัด ลดการกู้หนี้ยืมสิน และสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับหน่วยงาน จึงปรับปรุงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า 250 ไร่ ทำให้เกิดประโยชน์ สูงสุด

ปรากฏว่า พืชผักผลไม้หลากหลายชนิดที่ปลูก สามารถส่งขายตลาดในจังหวัดพิษณุโลก จนป้อนผลผลิตแทบไม่ทัน ขณะที่ไม้ดอกที่ปลูกสร้างความสวยงามในพื้นที่ทั้งดาวเรือง ทานตะวัน บานชื่น และดอกไม้หลายชนิด มีเพียงดอกดาวเรืองที่สามารถทำรายได้เป็นอย่างดี ปลูก 2,000 ต้นมีรายได้ 12,000 บาท

เรืออากาศเอกณัฐศิษย์ กล่าวว่า หลังจากเล็งเห็นว่า ดอกดาวเรืองสามารถสร้างรายได้ ตนจึงมีความสนใจทำแปลงดาวเรืองอย่างจริงจัง จึงเริ่มปลูกดาวเรืองครั้งแรก 1 พันต้น ประสบความสำเร็จเกินคาด ขายได้ดอกละ 1.50 บาท ตัดครั้งแรกได้เงิน 6 หมื่นบาท ทุกคนต่างดีใจ นับจากนั้น กองบิน 46 เป็นศูนย์เรียนรู้การทำการเกษตร และเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกดอกดาวเรืองให้กับประชาชนที่สนใจ นอกเหนือจากการเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับข้าราชการทหารอากาศที่ต้องการทำอาชีพเสริมรายได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดอกดาวเรืองจึงกลายเป็นอาชีพเด่น ที่สามารถเสริมรายได้ให้กับข้าราชการทหารกองบิน 46 เพราะปลูกง่าย ใช้เวลาสั้นเพียง 2 เดือนก็มีรายได้ และเป็นที่ต้องการของท้องตลาด

ที่มา : มติชนออนไลน์

เลี้ยงเป็ดไข่พลิกชีวิต จากงานประจำ มีรายได้หลักแสน

ผมสามารถเก็บไข่เป็ดขายได้ทุกวันในการเลี้ยงเป็ดไข่ ขายแผงละ 120 บาท หักต้นทุนค่าอาหารวันละ 300 บาท จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าบาท ลูกค้าเป็นชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งไข่จำนวนนี้ไม่พอขายด้วยซ้ำ”

           ชีวิตโปรแกรมเมอร์ หรือนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่ละวันต้องคลุกคลีอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อรับค่าจ้างในอัตราที่สูง แต่มีบางคนเลือกจะปฏิเสธงานในห้องแอร์เย็นๆ รับเงินเดือนเกือบแสน เพื่อไปตากแดด ตากลม ตากฝน ทำอาชีพที่รัก นั่นคือ การเป็นเกษตรกร  เลี้ยงเป็ดไข่ เลี้ยงไก่ เก็บไข่ขายได้เงินวันละ 1, 000 บาท ใช้ชีวิตหรูๆ อยู่ต่างจังหวัดได้สบาย
         


           คุณจักรกรินทร์ ต้นตระกูลโฆษณา หรือคุณเอ็ม ชายหนุ่มวัย 35 ปี เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายไอที บริษัทประกันภัยรถยนต์แห่งหนึ่ง เงินเดือน 60,000 บาท นอกจากนั้นยังสวมบทบาทเจ้าของฟาร์มเป็ดไข่ และไก่ไข่ อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ
           คุณเอ็ม เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวทำไร่อ้อย ทำนา เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลาย จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ยังทำงานอยู่ในเมืองหลวง  ช่วยเหลือครอบครัวด้วยการส่งเงินกลับไปจุนเจือ
         

จุดเริ่มต้นในการหันมาเลี้ยงเป็ดไข่

กระทั่งเมื่อปี 55 ชายหนุ่ม ซื้อไก่ไข่พันธุ์โรดไอแลนด์ 200 ตัว ราคาตัวละ 185 บาท ให้แม่ช่วยเลี้ยงที่จังหวัดชัยภูมิ เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ ให้กินข้าวโพด ข้าวเปลือก รำข้าว ไก่เจริญเติบโตดี ออกไข่ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 70-80 ฟอง ขายมีรายได้ทุกวัน
           หลังจากเลี้ยงไก่ไข่ได้ราว 3 ปี ปลายปี 58 คุณเอ็มเกิดความสงสารไปซื้อเป็ดไข่ปลดระวาง มา 40 ตัว ราคาตัวละ 80 บาท เป็ดปลดระวาง คือ เป็ดที่มีอายุเฉลี่ย 5 ปี เป็ดพวกนี้เตรียมจะส่งขายตลาดเพื่อนำไปเชือด ในช่วงแรกชายหนุ่มตั้งใจเลี้ยงเอาบุญ แต่เป็ดดันออกไข่ เขาเลยเลี้ยงเป็นเรื่องเป็นราว
       
           “ผมสงสารเป็ดปลดระวาง ซื้อมาเลี้ยง เลี้ยงตามธรรมชาติ ให้กินข้าวเปลือก รำข้าว ขุนจนอ้วน จนสามารถออกไข่ให้ด้วย คราวนี้เลยไปซื้อ เป็ดไข่สาวพันธุ์กากีแคมเบลมาเพิ่มซื้อมา 500 ตัว ลงทุนเกือบ 1 แสนบาทเป็นเงินโบนัสจากการทำงานทั้งหมด”
           สาเหตุที่คุณเอ็มไม่ซื้อเป็ดเด็ก เขา บอกว่า ต้องมาเลี้ยงเกือบ 18 สัปดาห์กว่าจะออกไข่ ต้นทุนน่าจะสูงกว่าจะได้ไข่ จึงเลือกเลี้ยงเป็ดสาว ใช้เวลา 2 สัปดาห์ก็ออกไข่แล้ว
            สำหรับเหตุผลที่คุณเอ็มเลือกเลี้ยงเป็ดไข่ เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า สภาพพื้นที่บ้านอยู่กลางไร่อ้อย ค่อนข้างเงียบ เป็ดชอบ และจากที่เลี้ยงไก่ไข่มาก่อนพอจะมองเห็นว่าตลาดไข่เป็ดน่าจะมีโอกาสขายได้
            อาหารที่คุณเอ็มใช้เลี้ยงเป็ดไข่ เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ใช้รำข้าว ปลายข้าว ข้าวโพด รวมทั้งข้าวเปลือก มาผสมกับอาหารสำเร็จรูปนิดหน่อย วิธีนี้สามารถลดต้นทุนได้เยอะ เฉลี่ยค่าอาหารวันละ 300 บาทเท่านั้น
         
         
             คุณเอ็มใช้เวลาเลี้ยงเป็ดไข่ ราว 2 สัปดาห์ เป็ดก็ทยอยออกไข่ จากเป็ดจำนวน 500 ตัว เลี้ยงมาเกือบ 5 เดือน ออกไข่แล้วเกือบ 350 ตัว มีไข่ให้เก็บขายวันละ 350 ฟอง ล้วนเป็นไข่ขนาดเบอร์ 0 ทั้งสิ้น
            “ผมสามารถเก็บไข่เป็ดขายได้ทุกวัน ขายแผงละ 120 บาท หักต้นทุนค่าอาหารวันละ 300 บาท จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าบาท ลูกค้าเป็นชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งไข่จำนวนนี้ไม่พอขายด้วยซ้ำ”
           เป็ดจำนวน 500 ตัวที่ชายหนุ่มซื้อมา เขาบอกว่า เป็ดจะออกไข่จนอายุ 5-6 ปี ซึ่งถึงเวลานั้น ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินลงทุนแล้ว
           เนื่องจากคุณเอ็ม ยังทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขาจะมอบหมายให้น้องชาย น้องสะใภ้ และแม่ช่วยกันเลี้ยงเป็ด ส่วนตัวเขาจะกลับบ้านไปดูแลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
           “กิจวัตรประจำวันของผมตอนกลับมาบ้าน  เมื่อตื่นมาจะเก็บไข่เป็ด  ให้อาหารเป็ด จากนั้นประมาณ 12.00 น. จะปล่อยเป็ดลงเล่นน้ำที่บ่อน้ำ ราว 16.00 น.จะเรียกเป็ดมากินอาหารมื้อเย็น”
            นอกจากเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ คุณเอ็มยังเลี้ยงหมูอีก 60 ตัว วัวเนื้ออีก 10 ตัว ใช้พื้นที่เลี้ยง ประมาณ 2 ไร่ พร้อมกับได้ปลูกมะนาวจำนวนหนึ่ง และในอนาคตยังวางแผนที่จะปลูกกล้วยน้ำว้าอีกด้วย
            “ผมเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร รู้สึกรักและผูกพันอาชีพนี้ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ยังไม่สามารถมาเป็นเกษตรกรได้เหมือนพ่อแม่  ตั้งใจไว้ว่าสิ้นปี 59 จะลาออกมาทำเต็มตัว จะมาปลูกกล้วยน้ำว้า มาพัฒนาที่ดินเพิ่มเติม”
         
 จาก เส้นทางเศรษฐี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางหนูเรียม กองสุข อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 257 หมู่ที่ 5 บ้านทุ่งขุนน้อย ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เกษตรกรที่ยึดอาชีพเลี้ยงปลาเขียวมรกตเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้น้ำหนักสูง เนื้ออร่อย


นางหนูเรียม เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา กล่าวว่า ตนเองได้เลี้ยงปลาเขียวมรกตเป็นอาชีพเสริม สลับกับการทำนา เพื่อเป็นรายได้ และปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีรายได้จากการเลี้ยงปลาเป็นกอบเป็นกำ โดยเลี้ยงปลาเขียวมรกต ทั้งหมด 3 บ่อ และใน 1 ปี จับได้ประมาณ 1-2 ครั้งต่อบ่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ขนาดของตัวปลา โดยตัวที่สามารถจับได้ จะมีน้ำหนัก 3-4 กิโลกรัมต่อตัว จากนั้นตนจะนำไปส่งขายตามตลาดนัดเป็นหลัก ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งรายได้จากการจับปลาในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท

สำหรับปลาเขียวมรกต ถือเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะเป็นปลาที่มีเนื้ออร่อย ลักษณะของปลาเขียวมรกต มีลักษณะคล้ายกับปลาสวาย แต่หัวจะโตคล้ายปลาบึก มีรูปร่างใหญ่ ลำตัวด้านบนสีเขียวปนน้ำเงินคล้ายสีเขียวมรกต การเคลื่อนไหวรวดเร็วคล้ายปลาฉลาม ซึ่งหากเลี้ยงไปเรื่อยๆ น้ำหนักอาจสูงสุดได้ที่ 50 กก. ส่วนรสชาติของเนื้อปลาพันธุ์นี้ มีรสหวาน ไม่คาว