ชาวบ้านโคราชแนะเกษตรกรเพาะไข่น้ำขาย รายได้ดี-โปรตีนสูง อนาคตตลาดสดใส

, , No Comments
 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง และพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตรรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้มีปราชญ์ชาวบ้านรายหนึ่งใน อ.เมืองนครราชสีมา คิดริเริ่มการเพาะไข่น้ำ หรือไข่ผำ พืชพื้นเมืองขึ้นมา เพื่อพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต




 ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน บ้านโพนสูง หมู่ 4 ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบกับนายอรุณ ขันโคกสูง ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำเนินชีวิต ด้วยการปรับที่ดินที่เคยแห้งแล้งในหมู่บ้าน เพื่อปลูกพืชนานาชนิด เช่น มะนาว พริกไทย มะม่วง มะเดื่อฝรั่ง โรงเพาะเห็ด และไข่น้ำ หรือไขผำ ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง ที่เพิ่งทำการเพาะในเชิงเศรษฐกิจสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศ



 นายอรุณ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีนั้นไข่น้ำ หรือไข่ผำ เป็นพืชตระกูลแหนที่ขึ้นอยู่ตามลำน้ำธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำภาชนะไปตักมาทำเป็นอาหารพื้นเมืองได้หลายชนิด ซึ่งนอกจากจะมีความอร่อยแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ แหล่งน้ำธรรมชาติไม่ค่อยสะอาดเหมือนในอดีต ประกอบกับมีการใช้สารเคมีในไร่ ในนา อย่างกว้างขวาง ทำให้ไข่น้ำที่เก็บมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีสารพิษตกค้าง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้



 ดังนั้น ทางศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจผสมผสานของตน จึงพยายามคิดวิธีการเพาะไข่น้ำขึ้นมาในโรงเพาะแทน เพื่อให้ได้ไข่น้ำที่สะอาด ปลอดภัย ไร่สารพิษ โดยมีนักวิชาการเกษตร จากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และนักวิจัยจากกรมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้คำปรึกษา จนกระทั่งสามารถทำโรงเพาะไข่น้ำได้สำเร็จจำนวน 30 บ่อ ซึ่งสามารถเก็บไข่น้ำไปขายได้ทุกสัปดาห์ สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่มาร่วมทำงานในศูนย์ฯ เป็นอย่างมาก



 สำหรับวิธีการเพาะไข่น้ำนั้น จะใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ปิดก้นด้วยกระเบื้อง และเจาะรูเพื่อระบายน้ำ ส่วนโรงเพาะก็จะใช้แสลนกันแดด 50% เนื่องจากไข่น้ำเป็นพืชสีเขียว ต้องมีแดดเพื่อสังเคราะห์สีตามธรรมชาติ ก่อนจะเริ่มเพาะต้องแช่น้ำบ่อซีเมนต์ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ความเค็มของซีเมนต์ลดน้อยลง หลังจากนั้นก็จะเริ่มล้างทำความสะอาดบ่อ และใส่น้ำประปาลงไปประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยน้ำลงไป และใส่พันธุ์ไข่น้ำลงไปในบ่อประมาณ 1 ขีด ก่อนที่จะนำตาข่ายถี่มาปิดวงบ่อไว้ ไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงในบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วันก็สามารถตักมาขายได้แล้ว โดยเฉลี่ยแต่ละบ่อสามารถเก็บได้ประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ขีด เมื่อนำไปขายส่งตกกิโลกรัมละ 50-80 บาท ในอนาคตหากทำเป็นแพคเก็จดีๆ ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 100-120 บาทได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปผลิตเป็นยาได้อีกด้วย

 สำหรับไข่น้ำ หรือไข่ผำนั้น นักวิจัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค้นพบว่า เป็นแหล่งโปรตีน เมื่อนำมาทำการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารพบว่ามีปริมาณโปรตีน 20% ซึ่งร่างกายของคนเราต้องได้รับโปรตีน อย่างเพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต และซ่อมแซมเนื้อเยื่อซึ่งเสื่อมสลายไปให้อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งโปรตีน เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนเอนไซม์ เป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อบางชนิด ช่วยรักษาสมดุลกรดด่างและสมดุลของน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ ไข่น้ำยังมี คลอโรฟิลล์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รักษาอาการท้องผูก ฤทธิ์ต้านการติดเชื้อ ช่วยปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่างในคนที่มีสภาวะเครียด หรือร่างกายมีความเป็นกรดจากอาหาร และช่วยรักษาภาวะซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น