ปลูกขึ้นฉ่ายประมาณ 3 ไร่ วันละประมาณ 900 - 1,000 กิโลกรัม โลระ 100 บาทอย่างต่ำ

, , No Comments
คุณบัญชา  หนูเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 9/5 หมู่ 7 ต.บางแพ  อ.บางแพ จ.ราชบุรี โทร.08-9220-8438 ถือเป็นเกษตรกรมืออาชีพท่านหนึ่ง ใน อ.บางแพ ที่สะสประสบการณ์ในการปลูกผักมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ประกอบ คุณบัญชาได้นำเอาวิชาการ และเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรของตนเองส่งผลให้ การปลูกผักประสบผลสำเร็จและเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ทั้งยังมีผลกำไรสูงสุด
“ขึ้นฉ่าย” ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่คุณบัญชากล่าวว่าเป็นการทำการเกษตรแบบแจ๊กพอต ที่ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างรายได้ถึง 1 ล้านบาท แต่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3-5 ปี เป็นเพราะอะไร คุณบัญชามีคำตอบและข้อแนะนำเคล็ดลับดีๆ ในการปลูก



ตลาดมีความต้องการ “ขึ้นฉ่าย”ทุกวัน เช่นเดียวกับผักชี, ต้นหอม คื่นช่ายมีราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ค่อนข้างดี และมีปริมาณการใช้ผักคื่นช่ายมากในช่วงเทศกาลสำคัญเช่น ปีใหม่, ตรุษจีน, สงกรานต์ ฯลฯ คล้ายกับผักชนิดอื่นๆ ซึ่งในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท โดยเกษตรกรที่ปลูกผักขึ้นฉ่ายก็ต้องมีการคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกมองหาช่องทางว่าจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงใดจึงจะมีผลกำไรมากที่สุด
คุณบัญชาอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าช่วงเวลาใดที่ผักมีในตลาดน้อยหรือตลาดมีความต้องการมากซึ่งได้คำตอบจากคุณบัญชาว่า ถ้าจะผลิต “ผักขึ้นฉ่าย” จำหน่ายให้ได้ราคาสูง และตลาดมีความต้องการนั้น คุณบัญชาจะผลิตออกมาสู่ตลาดให้ตรงกับวัน “ออกพรรษา” โดยคุณบัญชาให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มมาขึ้น แต่เป็นเรื่องของช่วงจังหวะเวลาที่ในช่วงวันออกพรรษา ที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะต้องหยุดงานแล้วไปทำบุญ นั่นก็รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกผักและแรงงานที่เก็บผักด้วยที่หยุดไปทำบุญด้วย ทำให้ผักป้อนเข้าสู่ตลาดน้อยมากในทุกปี
ทั้งที่ปริมาณการใช้ผักยังคงเท่าเดิม หรือมีมากขึ้น แต่สินค้าไม่มี ทำให้ราคาผักหรือผักคื่นช่ายที่เตรียมปลูกส่งตลาดมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่คุณบัญชายอมเปิดเผยว่าเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นอย่างนี้มานานนับสิบปีแล้วจึงทำให้รู้ว่าสินค้าพืชผักจะแพงในช่วงใด

ทำไมจึงเรียก “เกษตรแจ๊กพอต”
คุณบัญชา อธิบายว่า ส่วนหนึ่งคือการคาดการณ์ในเรื่องของผลผลิตที่จะให้ออกสู่ตลาดช่วงใดให้ได้ราคาสูงสุด ซึ่งเกษตรกรต้องเลือกปลูกผักชนิดที่คิดว่าจะได้ราคาดีที่สุด ซึ่งปีที่ผ่านมาคุณบัญชาเลือกปลูกขึ้นฉ่าย เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างดี ราคาเฉลี่ย 100 บาทขึ้นไปในช่วงเทศกาล แต่ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3 - 5 ปี ไม่สามารถปลูกซ้ำพื้นที่เดิมได้เนื่องจากจะประสบปัญหาเรื่องของโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราเป็นอย่างมาก
หากปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมมักจะเกิดปัญหาโรคระบาดผลผลิตเสียหาย ทำให้การปลูกผักขึ้นฉ่ายของคุณบัญชานั้นเป็นเพียงการปลูกผักแบบเฉพาะกิจ เมื่อครบรอบเวลาที่คิดว่าจะปลูกขึ้นฉ่ายได้อีกครั้ง และตลาดมีแนวโน้มราคาน่าจะดีที่สุดก็จะกลับมาปลูกผักขึ้นฉ่ายอีกครั้งหนึ่งก็จะได้ราคาดีเหมือนถูก “แจ๊กพอต” นั่นเอง

ในปีที่ผ่านมา คุณบัญชาเลือกที่จะเพาะกล้าขึ้นฉ่ายช่วงเดือนสิงหาคมแล้วเก็บเกี่ยวคื่นช่ายขายราวเดือนตุลาคม ซึ่งในปีที่แล้ววันออกพรรษาตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ขึ้นฉ่าย ของคุณบัญชาเก็บเกี่ยวได้พอดี โดยคุณบัญชาปลูกคื่นช่ายไว้ประมาณ 6 ร่องแปลงปลูก โดย 1 ร่องแปลงมีขนาดพื้นที่ประมาณ 180 ตารางวาหรือเกือบ 2 งานใน 1 ร่องแปลงปลูก หากคิดรวมกันประมาณ 3 ไร่เท่านั้น การเก็บขึ้นฉ่าย ขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาทเป็นขั้นต่ำ ซึ่งเก็บขึ้นฉ่าย ขายต่อเนื่องราว 10 วันวันละประมาณ 900 - 1,000 กิโลกรัม  พื้นที่แค่ 3 ไร่ ได้เงินเกือบล้านบาท นี้ไงคือการทำ “เกษตรแจ๊กพอต”


การปลูก “ขึ้นฉ่าย” แบบคุณบัญชา

เริ่มต้นจากการเตรียมดินที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร มีความต้องการปัจจัยในการเจริญเติมโตแบบไหน อย่างขึ้นฉ่ายนั้นเป็นพืชรากตื้น การเตรียมดินจึงไม่จำเป็นต้องขุดลึกมากนัก ใช้เพียงรถไถติดผานตีดินตีให้ละเอียด ลึกเพียง 2 - 3นิ้วก็ใช้ได้

เคล็ดลับอยู่ที่แปลงปลูกจะใส่ขี้ไก่ แกลบ ประมาณ 60 กระสอบ (อาหารสัตว์) ต่อร่องแปลงปลูก ตีกับดินให้ละเอียดจนดินฟู ขี้ไก่แกลบนอกจากจะเป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยให้ขึ้นฉ่าย งาม ใบเขียวแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ดินอุ้มน้ำเก็บความชื่นได้อย่างเหมาะสม เพราะขึ้นฉ่าย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องการดินที่ค่อนข้างฉ่ำน้ำสัดนิด เปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ใส่ขี้ไก่หรือใส่น้อยก็ปลูกได้ไม่ดีเท่าไรนัก และวิธีดังกล่าวทำให้คุณบัญชา ไม่ต้องกลางซาแรนบังแดดให้แปลงขึ้นฉ่าย เหมือนเกษตรกรท่านอื่น ซึ่งถ้าต้องกางซาแรนบังแดดยาวตลอดทั้งแปลง นั่นหมายถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

เมล็ดพันธุ์ขึ้นฉ่าย คุณบัญชาเลือกใช้ขึ้นฉ่าย พันธุ์ “ซุปเปอร์ โพธิ์ทอง” ของบริษัท เจียไต๋ ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ ต้นใหญ่ ต้นขาว ใบใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด และมีการเจริญเติมโตที่เร็ว ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวหลังหารหว่านราว 90 วัน แต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์นั้นก็ต้องเลือกดูสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ควรรดน้ำให้กับแปลงปลูกพอหมาดก่อนล่วงหน้าสัก 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นหว่านเมล็ดขึ้นฉ่ายให้ทั่วๆ แปลงนั้นก็ต้องอาศัยความชำนาญในการหว่านเมล็ดให้มีความสม่ำเสมอ จากนั้นคลุมด้วยฟาง รดน้ำตามให้ชุ่ม ดินก็จะละลายมากลบทับเมล็ดพอดี ให้น้ำแปลงปลูกทุกวันในช่วงเช้าหรือเย็น

ไม่ควรรดน้ำแปลงปลูกในช่วงอากาศร้อนจัด เช่นเวลาเที่ยง สวนผักของคุณบัญชาจะใช้เรือในการรดน้ำ ซึ่งสามารถให้น้ำได้ทั่วถึง  หรือเกษตรกรท่านอื่นก็ใช้ระบบน้ำแบบสปิงเกอร์ก็ได้เช่นกัน หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ไปได้ราว 10 - 14 วัน เมล็ดขึ้นฉ่าย จะเริ่มงอกโดยจะแทงรากออกมาก่อนแล้วจึงจะเห็นเป็นใบ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาขึ้นฉ่าย อย่าให้แปลงปลูกขาดน้ำเป็นอันขาด แปลงต้องมีความชุ่มชื่น เพื่อสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ (เพราะแปลงปลูกไม่ได้กางซาแรนพลางแสงให้) ถ้าดินแห้งจะทำให้รากหรือใบของต้นขึ้นฉ่าย แห้งตายได้ง่าย และยังมีแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “จิ้งหรีด” ที่ชอบมากินใบ,กัดต้นอ่อน การป้องกันจำกัดจะต้องฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแปลงกลุ่ม “โอเมทโทเอท” โดยอัตราที่แนะนำ คือ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ในช่วงแรก


การให้ปุ๋ยขึ้นฉ่าย

ในช่วงแรกต้นขึ้นฉ่าย ยังคงได้ปุ๋ยจากปุ๋ยคอกที่อยู่ในแปลง แต่เมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน จะมีใบจริง 2-5 ใบ เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยเคมีช่วย โดยจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 หว่านบางๆ ให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะหว่านให้ทุกๆ 10-15 วันตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากสภาพต้นและการเจริญเติบโตว่าดีมากน้อยเพียงใด ถ้าสังเกตว่าต้นขึ้นฉ่ายเจริญเติบโตไม่ดีหยุดชะงัก ก็อาจมีการกระตุ้นการเจริญเติบโต ด้วยการหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ช่วยให้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งการให้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งต้องให้น้ำตามจนกว่าปุ๋ยจะละลายจนหมดทุกครั้ง

นอกจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้ทางดินแล้วเกษตรกรสามารถเสริมด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ, ฮอร์โมน, สารป้องกันกำจัดโรคแมลง ตามความเหมาะสม โดยคุณบัญชาจะใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องโรค เช่น โรคใบด่างลาย, โรคก้านใบแตก, โรคใบไหม้, ใบจุด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุมาจากเชื้อรา คุณบัญชาอธิบายว่าพื้นฐานของเชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพดินที่เป็นกรด ดังนั้น ต้องแก้ไขดินให้เป็นด่าง เมื่อพบอาการของโรค คุณบัญชาจะเลือกใช้วิธีการใส่ “ปูนขาว” เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เป็นด่างทำให้สภาพดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ปูนขาวที่นำมาใช้นั้นคุณบัญชาแนะนำว่าต้องเป็นปูนขาวที่ได้จากเปลือกหอยเผาเท่านั้น นอกจากปรับสภาพดิน ลดความรุนแรงและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชแล้วยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม ช่วยทำให้ต้นผักหรือต้นคื่นช่ายมีความแข็งแรงขึ้น เมื่อต้นคื่นช่ายมีอายุได้ 90 วัน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะเรียกกันว่า “ถอน” โดยวิธีการเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่าย หรือการถอนนั้นคือการดึงต้นคื่นช่ายออกมาจากดิน เกษตรกรต้องแกะใบคื่นช่ายที่เหลืองออกและเขย่าเอาดินออก(ดินจะหลุดออกจากรากง่ายเพาะเป็นผลจากการเตรียมดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่แกลบนั้นเอง) จากนั้นจะทำการเข้ากำ โดยใช้หนังยางรัด เวลาชั่งจะมีเคล็ดลับในการบรรจุที่เป็นวิธีที่ทำให้การบรรจุผักขึ้นฉ่าย ลงถุงได้รวดเร็ว ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดวางบนกิโล จากนั้นวางขึ้นฉ่าย ที่เข้ากำแล้วประมาณ 5 กิโลกรัม นำถุงพลาสติกเหนียว ชนิดเจาะรูมาสวม จับปากถุงฟิวเจอร์บอร์ดให้ห่อเข้า เพื่อให้เข้าถุงพอดี หลังจากนั้นดึงแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดออกก็จะสามารถใส่ขึ้นฉ่ายลงลุงละ 5 กิโลกรัมอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีม้วนปากถุงพลาสติกและใส่ขึ้นฉ่ายลงในถุงทีละกำจนเต็มถุง แล้วเอาไปชั่งเครื่องชั่งกิโล ถ้าหนักเกิน 5 กิโลกรัม ก็ดึงขึ้นฉ่ายออก ตอนที่ดึงกำขึ้นฉ่ายออกมักจะทำให้ผักช้ำ ต้นหักและเกิดการเน่าได้ง่าย ผักขึ้นฉ่ายมักจะทำการถอนและเข้ากำบรรจุกันในแปลงปลูกซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน เกษตรกรจึงต้องมีร่มขนาดใหญ่ คอยบังแดดให้ เข่งหรือกองผักไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรง

คุณบัญชาฝากทิ้งท้ายว่า แม้ผักขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีราคาดี แต่ก็ยังไม่สามารถปลูกได้อย่างต่อเนื่องปลูกซ้ำที่ไม่ได้หรือได้ผลที่ไม่ดีเท่าไรนัก เคยให้นักวิชาการเกษตรเข้ามาศึกษาว่าพอจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้จนในบางพื้นที่ต้องมีการปลูกขึ้นฉ่ายในถุงดำเพื่อหนีปัญหาเรื่องโรค ซึ่งก็สามารถผลิตออกมาได้ดี เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังให้ผลผลิตได้ไม่สูงเท่าการปลูกลงดิน


ที่มา ข่าวสดออนไลน์

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น