อำเภอเนินมะปราง ขึ้นชื่อในเรื่องพื้นที่การปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกอันดับต้นของประเทศ มีเกษตรกรที่เก่งและมีความสามารถ

การส่งเสริมเยาวชนในพื้นที่ให้มีความรู้และรักเกษตรก็ไม่น้อยหน้า ดังเช่น โรงเรียนวัดบ้านมุง ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก แห่งนี้ มีนักเรียน จำนวน 262 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 และที่ไม่เหมือนใคร คือ มีสระว่ายน้ำ สอนว่ายน้ำให้กับเด็กนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการช่วยเหลือตนเองหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน และเป็นความโชคดีที่มีหน่วยงานเห็นความสำคัญ

ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ลาไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนว่า โรงเรียนมีพื้นที่ทั้งสิ้น 22 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตรแบ่งไว้ ราว 5 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 3 ไร่ ของพื้นที่เกษตรปรับเป็นสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับอนุรักษ์ไม้ไทยต่างๆ เช่น ประดู่ มะค่า ตะเคียน เป็นต้น แต่ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กมีใจรักป่า ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก ทั้งยังเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาพื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้อีกด้วย
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต จึงกำหนดให้มีวิชาชีวิตขึ้น ได้แก่ ดนตรี ศิลปะ และยังให้ความสำคัญกับวิชาชีพ เพื่อการดำรงชีพของนักเรียน จึงก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อให้เป็นวิชาชีพที่สำคัญ สามารถนำไปใช้ได้ เพราะที่ผ่านมาเด็กในพื้นที่ต่างจังหวัด เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการทำงานต่างถิ่น จะกลับมาบ้าน และเกษตรจะเป็นวิชาชีพที่ติดตัวนักเรียนไปตลอด

ในการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์ จะมีวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เด็กทุกคนในโรงเรียนจะได้สัมผัสกับแปลงเกษตรในชั่วโมงเรียนการงานพื้นฐานอาชีพ แต่ไม่ลงลึก แตกต่างกับเด็กที่สมัครเข้าร่วมชุมนุมที่เปิดเป็นวิชาเรียนเสริมในตอนท้ายของการเรียนวันศุกร์ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กนักเรียนสมัครเข้าร่วมชุมนุม ประมาณ 25 คน และนักเรียนที่จะได้ลงลึกในภาคเกษตรมากที่สุด คือ กลุ่มยุวเกษตรกรที่เปิดให้นักเรียนสมัครเข้าร่วมกลุ่มยุวเกษตรกรได้ตลอดทุกชั้นปี มีพี่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเป็นแกนนำในการดำเนินการกลุ่ม และนำน้องๆ ที่ระดับชั้นต่ำกว่าลงแปลงเกษตร

อาจารย์ชัยวุฒิ สุวรรณลา ครูชำนาญการ ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร กล่าวว่า กลุ่มยุวเกษตรกรก่อตั้งมาประมาณ 7 ปีแล้ว นักเรียนที่นี่ให้ความสำคัญกับการเกษตรเป็นอย่างดี กลุ่มมีการดำเนินงานตามระเบียบของกลุ่มยุวเกษตรกร คือ มีการประชุมกลุ่ม การอบรมและเผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน และดำเนินกิจกรรมเกษตรภายในโรงเรียนโดยไม่บกพร่อง ได้แก่ แปลงผัก สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลา การเลี้ยงกบ การเลี้ยงไก่ แปลงพืชสมุนไพร และการปลูกต้นมะปราง เพื่อให้เด็กนักเรียนระลึกว่า ในอดีตพื้นที่อำเภอเนินมะปรางมีไม้ผล คือ มะปราง จำนวนมาก แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก จึงปลูกไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา ทั้งยังปลูกควบคู่กับมะยงชิด ไม้ผลที่มีความคล้ายคลึงและพัฒนาสายพันธุ์มาจากมะปราง

สำหรับโรงเพาะเห็ด โรงเรียนได้ดัดแปลงจากท่อปูนซีเมนต์เก็บน้ำมาใช้เป็นโรงเรือนเห็ด เพราะเก็บความชื้นได้ดี ปัจจุบัน เพาะเห็ดนางฟ้า

การเลี้ยงไก่ เลี้ยงยืนในกรงตับ มีไก่ จำนวน 90 ตัว ให้ไข่วันละประมาณ 70-90 ใบ
การเลี้ยงปลา เลี้ยงทั้งบ่อขุดขนาดใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งปลาที่ปล่อยลงบ่อขุดจะไม่จับขึ้นมาขาย แต่สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ ขนาด 2x6 เมตร เป็นปลาดุก จำนวนทั้งหมด 6 บ่อ
การเลี้ยงกบ เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 2x6 เมตร จำนวนทั้งหมด 2 บ่อ
แปลงปลูกผัก เน้นการปลูกผักสวนครัว เพื่อนำไปใช้ในโครงการอาหารกลางวัน

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง บอกว่า ทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งอนาคต โรงเรียนอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกผักกางมุ้ง และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองภายในโรงเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างครบวงจร

“ผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรของนักเรียนทุกอย่าง มีวัตถุประสงค์หลักในการนำเข้าโครงการอาหารกลางวัน เมื่อเหลือจากการจำหน่ายให้กับโครงการอาหารกลางวันโดยผ่านสหกรณ์ของโรงเรียนแล้ว จึงจำหน่ายให้กับครู ผู้ปกครอง ชาวบ้านใกล้เคียง และตลาดนัดชุมชน ทั้งนี้ การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนให้กับสหกรณ์ของโรงเรียนเอง จะจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติ เพราะเห็นว่า รายได้และผลกำไรที่ได้จะวนไปยังกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มยุวเกษตรกรเอง ยกเว้นการจำหน่ายให้กับครู ผู้ปกครอง ชาวบ้านใกล้เคียง และตลาดนัดชุมชน จะจำหน่ายในราคาปกติ”

เด็กชายพีรพงษ์ เรืองแสง หรือ น้องแลค นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สนใจการเลี้ยงไก่ เล่าว่า ไก่ภายในโรงเรือนมี จำนวน 90 ตัว ในทุกวันต้องให้อาหารและน้ำเวลาเช้าและเวลาเย็น ในบางวันอาหารอาจให้ได้มากกว่า 2 มื้อ แต่จะดูจากการกินอาหารของไก่ หากไก่กินไม่อิ่มจึงให้เพิ่ม ไม่ควรให้โดยไม่สังเกตไก่ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองอาหารและเพิ่มต้นทุนการผลิต สำหรับมูลไก่ในทุกสัปดาห์จะต้องเก็บมูลไก่ออกมา เพื่อนำไปผสมกับดิน เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ นำไปใส่ให้กับไม้ผลและแปลงผัก สำหรับตนมองว่า การเลี้ยงไก่ทำได้ไม่ยาก จำนวนไก่ที่มีขณะนี้สามารถเก็บไข่ได้มากถึงวันละ 70-90 ใบ ซึ่งมากพอจะนำไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนในโครงการอาหารกลางวันได้

ด้าน เด็กชายสุรเกียรติ แสงแก้ว หรือ น้องฮาร์ท บอกว่า สนใจการประมง ได้แก่ การเลี้ยงปลาและการเลี้ยงกบมากกว่าสิ่งอื่น แม้ว่าที่บ้านจะประกอบอาชีพทำไร่อ้อย ไม่มีพื้นฐานเรื่องการทำการประมงเลย แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ สำหรับการเลี้ยงปลาของโรงเรียน ควรเรียนรู้เรื่องการกินอาหารของปลา เมื่อปลากินอิ่มก็ไม่ควรให้อาหารอีก เพราะจะทำให้อาหารเหลือ ส่งผลให้น้ำเสียตามมา ให้สังเกตจากการขึ้นมากินอาหารของปลา ถ้าปลานิ่ง ปล่อยอาหารลอย ไม่ขึ้นมากิน แสดงว่าอิ่ม ก็ไม่ควรให้อาหารอีก ส่วนการเลี้ยงกบ ซึ่งเป็นกบบูลฟร็อก การดูแลไม่ยากอย่างที่คิด ปล่อยกบรวมกันในช่วงแรก ประมาณ 50-100 ตัว ต่อบ่อ (บ่อขนาด 2x6 เมตร) เมื่อกบเริ่มโตต้องแยกบ่อให้จำนวนกบต่อบ่อน้อยลง เพื่อให้กบเจริญเติบโตเท่าๆ กัน และจับขายเมื่อได้มีน้ำหนักต่อตัว ประมาณ 200 กรัม

ส่วนแปลงผักสวนครัว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นตัวแทนมาแบ่งปันแนวคิดการดูแลแปลงผักสวนครัวและเห็ด โดย เด็กหญิงเจียระไน เทียนไพร หรือ น้องกิ๊ป บอกว่า เริ่มลงแปลงเกษตรอย่างจริงจังเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ชอบดูแลแปลงผัก เพราะผักให้ผลผลิตเร็ว นำไปประกอบอาหารได้ ซึ่งงานหนักที่สุดในการดูแลแปลงผัก คือ การเตรียมแปลง เพราะต้องขุดดิน ปรับหน้าดิน เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีเมื่อลงปลูก ที่สำคัญควรหมั่นดูแลดินให้มีแร่ธาตุที่สมบูรณ์ ก่อนลงปลูกควรเตรียมดินใหม่ทุกครั้ง ระหว่างการเจริญเติบโตต้องหมั่นรดน้ำเป็นประจำทุกวัน เช้าและเย็น

เด็กหญิงแอลรี่ สกิ๊ปเปอร์ หรือ น้องแอลรี่ เสริมว่า ทุกวันที่มาโรงเรียนจะมีเวรดูแลแปลงผัก ซึ่งแบ่งไว้เรียบร้อยแล้ว ไปรดน้ำ ถอนวัชพืช ให้ปุ๋ย และตัดผลผลิตที่ได้ไปขายให้กับสหกรณ์ของโรงเรียน ดังนั้น การดูแลแปลงผักจึงไม่เกิดปัญหา เพราะไม่มีการเกี่ยงงานกัน นักเรียนทุกคนรู้จักหน้าที่และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี

ในช่วงท้ายของการสนทนา ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ กล้าไม้ ผู้อำนวยการโรงรียนวัดบ้านมุง กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำหรับไมตรีของหน่วยงานต่างๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการนำกล้าไม้หรือการนำก้อนเห็ดมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่โรงเรียนไม่ต้องลงทุนสูง แต่ทั้งนี้ ต้องขอความกรุณาสำหรับหน่วยงานที่ต้องการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการทำการเกษตรของนักเรียน ในการคัดเลือกกิ่งพันธุ์และจำนวนที่นำมามอบให้ เพราะโรงเรียนมีขีดความสามารถที่จำกัด หากจำนวนมากไปอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง และการคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ดี เพราะจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วด้วย

สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่การเกษตรและการส่งเสริมการเกษตรให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน หากเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี โรงเรียนวัดบ้านมุง ยินดีให้ข้อมูลและเผยแพร่การดำเนินงาน ติดต่อได้ที่ ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ลาไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก
วันที่ 27 พ.ค. ผู้สื่อข่าว จ.นครพนม รายงานว่า ช่วงต้นฤดูฝนชาวอีสานจะแห่กันทำนา หากปีไหนฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็จะพากันหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะที่ อ.ธาตุพนม ในหมู่บ้านเล็กๆ บ.ดอนแดง หมู่ 8 ต.ธาตุพนม มีอาชีพหนึ่ง ทำในนารู้แล้วอาจจะทึ่งกับรายได้ หลังมีชาวบ้านกว่า 20 หลังคาเรือน ผสมพันธุ์กบขายส่งลูกอ๊อด หรือ คนอีสานเรียกว่า “ฮวก” แหล่งใหญ่ในภาคอีสาน  กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันนานกว่า 20 ปี โกยเงินเข้ากระเป๋าต่อราย ใน 1 เดือนมากถึง 50,000-70,000 บาท ขณะที่ผู้บริโภคนิยมนำไปทำเมนูเด็ดไว้เปิบได้หลายชนิด




 นายสมประสงค์ อรัญ วัย 49 ปี หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยง กล่าวว่า ตนเริ่มบุกเบิกเลี้ยงกบในนาข้าวเพื่อขายลูกอ๊อดมาตั้งแต่ปี 2537 สมัยนั้นไม่มีคนกินสัตว์ที่เลี้ยงไว้ เช่น กบ ปลาดุก จึงเลิกเลี้ยงนาน 2 ปี เพราะในนาข้าวมีปูปลาอุดมสมบูรณ์ ต่างกับยุคนี้ ในนาข้าวมีแต่สารเคมี แทบไม่มีกบและปลาให้พบเห็น ปี 2539 จึงกระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงจริงจัง โดยซื้อกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหลืองหัวเขียวจากไร่พรเทพ บ.ดอนสวรรค์ มาขุนเลี้ยงในนาข้าว ปัจจุบันผ่านมา 20 ปี มีบ่อดินเลี้ยง 25 บ่อ ขนาดบ่อกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตรตามคันนา ใช้ตาข่ายสูง 1 เมตรกั้นกันกบกระโดดหนี

 หนุ่มใหญ่เพาะกบ เล่าต่อว่า ลงทุนเลี้ยงครั้งแรกใช้เงินแค่ 20,000 บาท เช่าที่นาเพื่อนบ้าน 5 ไร่ เลี้ยงกบแค่ 1 ไร่ ทำนาขายข้าวไปเป็นค่าเช่านา 10,000 บาท เลี้ยงกับภรรยา มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 10,000 ตัว แต่ป่วยด้วยโรคมะเร็งน้ำเหลือง ปัจจุบันลดการเลี้ยง เหลือแค่ 2,800 ตัว ปลูกผักบุ้งบ้านให้กบอาศัย ช่วยดูดซับของเสียดีกว่าผักตบรก กบจะตาย นำแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เข้าบ่อ ตามด้วยพ่อพันธุ์ผสมกันแค่ข้ามคืน รุ่งเช้าแดดออก ก็จะพบไข่ จึงเอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ออกจากกัน ใน 10 วัน ผสมได้ 1 ครั้ง ใน 1 เดือนจะได้ปริมาณมากถึง 1 ตัน ขายส่งกิโลกรัมละ 80-90 บาท ใน 1 เดือนมีรายได้ 100,000 บาท หักค่าใช้จ่ายมีกำไรเหลือ 70,000 บาทต่อเดือน ทั้งยังเป็นพ่อค้าคนกลางขับรถนำลูกอ๊อดบุกเบิกใน จ.กาฬสินธุ์ เลย อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม จนติดตลาด

 ขณะที่นายอุดร พานิช เกษตรกรอีกราย ระบุว่า การเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ เพื่อผลิตตัวอ่อนยุ่งยาก ใจไม่สู้ไปไม่รอด เลี้ยง 30 บ่อใช้คันดินนาข้าวกั้นเป็นบ่อ คัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แข็งแรงชนิดละ 200-300 ตัว ช่วงเย็นถ้าฝนไม่ตกใช้สปริงเกอร์ให้น้ำแทนฝนจะผสมพันธุ์กันได้ดี ตกเย็นจะเห็นคราบไข่ในบ่อ จึงให้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาดุก ปรับสภาพน้ำบ่ออนุบาลให้ขุ่นเขียว ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมกากน้ำตาลให้ลูกอ๊อดอำพรางตัวไม่ให้พบเห็นกัน เพราะตัวใหญ่จะกินตัวเล็ก เลี้ยงแต่ละรุ่น 21 วัน ตัวเป็นอัดออกซิเจนใส่ถุงพลาสติกใส ถุงละ 1 กิโลกรัม ตัวตายจ้างควักขี้ไส้อัดใส่ถังน้ำแข็งใหญ่ ตัวตายราคาสูงกิโลกรัมละ 100 บาท ตัวเป็นกิโลกรัมละ 80 บาท หน้าแล้งราคาพุ่ง ตกกิโลกรัมละ 120 บาท ใน 1 เดือน มีรายได้เฉลี่ย 50,000-70,000 บาท

 ด้านนายชูชาติ มะหุวรรณ วัย 53 ปี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงกบบ้านดอนแดง กล่าวว่า เริ่มแรกเกษตรกรหน้าใหม่ในหมู่บ้านนี้แห่เลี้ยงกบขายลูกอ๊อดกว่า 50 ราย บางรายถูกฝนเทียมที่มีสารเคมี ฝนตกอากาศเปลี่ยนไม่ยอมไล่น้ำออกและไม่ปรับสภาพน้ำ กบซึ่งเป็นสัตว์ใจเสาะซึมเศร้าอยู่แล้ว เมื่อเครียดมันก็จะล้มตาย วิธีหายเครียดให้นำแกงเหลือสาดในบ่อๆ ละ 1 กิโลกรัมเพื่อกระตุ้น หากกบไม่กินอาหารให้นำใบกระถินมาบดขยี้ หรือโขลกใส่ครกหว่านให้กินแก้ท้องอืดได้ นำวิตามินคลุกผสมกับหัวอาหารปลาดุกให้กินน้ำมันตับปลาจะเจริญเติบโตเร็ว ตัวอ่อนกบที่เรียก ลูกอ๊อด คนภาคอีสานนิยมนำไปประกอบอาหารเมนูเด็ด อาทิ แกงอ่อม แกงหน่อไม้ แกงหน่อไม้ส้ม ผัดกะเพรา โดยเฉพาะ “หมกฮวก” จิ้มข้าวเหนียวอร่อยลิ้นทุกคำ



ผักชีฝรั่ง เป็นผักและสมุนไพรไทยที่นิยมนำมาปรุงอาหารในหลากหลายเมนู โดยเฉพาะอาหารอีสาน  เนื่องจากใบมีรสชาติจืด แต่มีกลิ่นหอมแรง สามารถปรับปรุงกลิ่นอาหารให้ชวนรับประทานมากขึ้น

ผักชีฝรั่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 6 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว โดยเกษตรกรจะปลูกในโรงเรือนความสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร ด้านบนจะมุงด้วยตาข่ายพรางแสง  ให้แสงส่องผ่านได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยการปลูกผักชีฝรั่งจะใช้เมล็ด ปลูกระบบร่องน้ำจึงได้ผลผลิตดี โดยหน้าร่องควรกว้าง 6 เมตร หรือ 3 วา ร่องน้ำกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร ส่วนความยาวแล้วแต่พื้นที่



และหลังจากหว่านเมล็ดลงไปแล้ว 10- 15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า  ซึ่งในช่วงนี้จะต้องดูแลกำจัดวัชพืช รดน้ำอย่าให้ขาด เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน และพอต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน ก็จะเริ่มบำรุงปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์


ส่วนตลาดจะเป็นตลาดในประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 45 บาท  ซึ่งแต่ละรอบจะเก็บผลผลิตได้ 3-4 ตัน ทำรายได้เฉลี่ย 3-4 แสนบาท
 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง และพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตรรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้มีปราชญ์ชาวบ้านรายหนึ่งใน อ.เมืองนครราชสีมา คิดริเริ่มการเพาะไข่น้ำ หรือไข่ผำ พืชพื้นเมืองขึ้นมา เพื่อพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต




 ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน บ้านโพนสูง หมู่ 4 ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบกับนายอรุณ ขันโคกสูง ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำเนินชีวิต ด้วยการปรับที่ดินที่เคยแห้งแล้งในหมู่บ้าน เพื่อปลูกพืชนานาชนิด เช่น มะนาว พริกไทย มะม่วง มะเดื่อฝรั่ง โรงเพาะเห็ด และไข่น้ำ หรือไขผำ ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง ที่เพิ่งทำการเพาะในเชิงเศรษฐกิจสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศ



 นายอรุณ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีนั้นไข่น้ำ หรือไข่ผำ เป็นพืชตระกูลแหนที่ขึ้นอยู่ตามลำน้ำธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำภาชนะไปตักมาทำเป็นอาหารพื้นเมืองได้หลายชนิด ซึ่งนอกจากจะมีความอร่อยแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ แหล่งน้ำธรรมชาติไม่ค่อยสะอาดเหมือนในอดีต ประกอบกับมีการใช้สารเคมีในไร่ ในนา อย่างกว้างขวาง ทำให้ไข่น้ำที่เก็บมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีสารพิษตกค้าง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้



 ดังนั้น ทางศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจผสมผสานของตน จึงพยายามคิดวิธีการเพาะไข่น้ำขึ้นมาในโรงเพาะแทน เพื่อให้ได้ไข่น้ำที่สะอาด ปลอดภัย ไร่สารพิษ โดยมีนักวิชาการเกษตร จากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และนักวิจัยจากกรมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้คำปรึกษา จนกระทั่งสามารถทำโรงเพาะไข่น้ำได้สำเร็จจำนวน 30 บ่อ ซึ่งสามารถเก็บไข่น้ำไปขายได้ทุกสัปดาห์ สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่มาร่วมทำงานในศูนย์ฯ เป็นอย่างมาก



 สำหรับวิธีการเพาะไข่น้ำนั้น จะใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ปิดก้นด้วยกระเบื้อง และเจาะรูเพื่อระบายน้ำ ส่วนโรงเพาะก็จะใช้แสลนกันแดด 50% เนื่องจากไข่น้ำเป็นพืชสีเขียว ต้องมีแดดเพื่อสังเคราะห์สีตามธรรมชาติ ก่อนจะเริ่มเพาะต้องแช่น้ำบ่อซีเมนต์ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ความเค็มของซีเมนต์ลดน้อยลง หลังจากนั้นก็จะเริ่มล้างทำความสะอาดบ่อ และใส่น้ำประปาลงไปประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยน้ำลงไป และใส่พันธุ์ไข่น้ำลงไปในบ่อประมาณ 1 ขีด ก่อนที่จะนำตาข่ายถี่มาปิดวงบ่อไว้ ไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงในบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วันก็สามารถตักมาขายได้แล้ว โดยเฉลี่ยแต่ละบ่อสามารถเก็บได้ประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ขีด เมื่อนำไปขายส่งตกกิโลกรัมละ 50-80 บาท ในอนาคตหากทำเป็นแพคเก็จดีๆ ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 100-120 บาทได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปผลิตเป็นยาได้อีกด้วย

 สำหรับไข่น้ำ หรือไข่ผำนั้น นักวิจัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค้นพบว่า เป็นแหล่งโปรตีน เมื่อนำมาทำการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารพบว่ามีปริมาณโปรตีน 20% ซึ่งร่างกายของคนเราต้องได้รับโปรตีน อย่างเพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต และซ่อมแซมเนื้อเยื่อซึ่งเสื่อมสลายไปให้อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งโปรตีน เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนเอนไซม์ เป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อบางชนิด ช่วยรักษาสมดุลกรดด่างและสมดุลของน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ ไข่น้ำยังมี คลอโรฟิลล์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รักษาอาการท้องผูก ฤทธิ์ต้านการติดเชื้อ ช่วยปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่างในคนที่มีสภาวะเครียด หรือร่างกายมีความเป็นกรดจากอาหาร และช่วยรักษาภาวะซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ดอกกันจอง หรือ ตาลปัตรฤๅษี เป็นพืชผักพื้นบ้านที่เจริญงอกงามได้ดีในท้องนา จึงมักเก็บมาเป็นอาหารในครัวเรือน หรือขายเป็นรายได้ เป็นอีกหนึ่งพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตไว ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลตอบแทนคุ้มทุน


เกษตรกรที่บ้านบางชัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาปลูกดอกกันจองในเชิงการค้า ทำให้มีรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท ดอกกันจองนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของท้องถิ่น การปลูกจึงเป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจในการเสริมสร้างรายได้สู่วิถีชีวิตที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง ดอกกันจอง...พืชผักพื้นบ้าน ผักปลอดภัย ปลูกขายรายได้ดี มาบอกเล่าสู่กัน

ป้าประภารัตน์ บุญเลิศ เกษตรกรปลูกดอกกันจอง พืชผักพื้นบ้าน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักในการทำนา 29 ไร่ ทำนาปีละ 2 ครั้ง ปลูกข้าว พันธุ์ กข 31 ได้ผลผลิตข้าว 80 ถัง ต่อไร่ ขาย 7,000 บาท ต่อเกวียน และปลูกข้าว พันธุ์ กข 47 ได้ผลผลิต 70-80 ถัง ต่อไร่ ขาย 7,000 บาท ต่อเกวียน เมื่อครั้งมีการรับจำนำข้าว เคยมีรายได้ 2-3 แสนบาท ต่อฤดู

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป สภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน การทำนาต้องใช้น้ำปริมาณมาก และการมีรายได้ที่ไม่มั่นคง จึงมองหาอาชีพทางเลือกใหม่หรืออาชีพเสริม จุดเปลี่ยนเมื่อได้พบว่า ดอกกันจอง ที่เจริญเติบโตพร้อมกับต้นข้าวในท้องนาที่เก็บมาเป็นอาหารเครื่องเคียงกินกับน้ำพริกในครัวเรือนบ่อยๆ ประกอบกับพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาซื้อผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการรับซื้อดอกกันจองเพื่อนำไปขาย จะปลูกและผลิตให้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อดี-ข้อด้อย และการมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เมื่อปี 2557 จึงได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่นา 1 ไร่ มาปลูกดอกกันจองขาย เพื่อเป็นพืชทางเลือกในการเสริมรายได้ถึงทุกวันนี้

พันธุ์ปลูก ได้คัดเลือกต้นพันธุ์ดอกกันจองที่สมบูรณ์ ปลอดโรค ที่มีอยู่ในแปลงนามาปลูก วิธีการเก็บต้นพันธุ์ ให้จับโคนต้น แล้วค่อยๆ ดึงขึ้นมาตรงๆ เพื่อไม่ให้ต้นพันธุ์ช้ำ นำมาแช่น้ำไว้ในภาชนะ เพื่อช่วยเก็บรักษาความสดของต้นพันธุ์ไว้ให้ได้นานก่อนนำไปปลูก

การปลูกดอกกันจอง เตรียมดินปลูกด้วยการตีเทือกเหมือนการทำนาทั่วไป แปลงนาจะเป็นดินตม ดินอ่อน และควรมีน้ำขังในแปลงนาด้วย วิธีการปลูก ใช้วิธีการปักดำ ระยะห่างระหว่างต้นและแถว 50x50 เซนติเมตร หรือ 1 ศอก

หลังจากปลูก 7 วัน ป้าประภารัตน์ บอกว่าจะเริ่มทยอยเก็บดอกกันจองไปขาย ดอกกันจองจะมีให้เก็บเกี่ยวได้เกือบทุกวัน แต่ละครั้งจะเก็บดอกกันจองได้ 250-270 ดอก นำดอกกันจองมาจัดเป็นกำ 1 กำ มี 12 ดอก แล้วจัดดอกกันจองใส่ถุงพลาสติกสะอาด 10 กำ ต่อถุง จะได้ 25-27 ถุง นำไปขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง 15 บาท ต่อถุง ทำให้มีรายได้ 375-405 บาท ต่อวัน หรือมีรายได้โดยเฉลี่ย 11,250-12,150 บาท ต่อเดือน เป็นรายได้เสริมที่ทำให้วิถีครอบครัวมีความมั่นคง

คุณทองอุไร เอี่ยมลออ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า ดอกกันจองเป็นพืชผักพื้นบ้านปลอดภัย ซึ่งในกระบวนการผลิต ไม่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตดอกกันจอง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตฮอร์โมนนมใช้ วัสดุที่ผลิตจะมี นมกล่องชนิดจืด ขนาดบรรจุ 250 มิลลิลิตร 3 กล่อง กากน้ำตาล 1 แก้วน้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง 10 ช้อนแกง และผงปรุงรสอาหาร 1 ช้อนแกง นำวัสดุทั้งหมดใส่ภาชนะที่สะอาดคลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน เทใส่ขวดสีชา ปิดฝา หมักไว้ 10 วัน ระหว่างนี้ต้องคอยเปิดฝาเพื่อช่วยระบายก๊าซในขวดออก เมื่อครบกำหนดจะได้หัวเชื้อฮอร์โมนนมคุณภาพ และสูตรนี้เมื่อนำไปผสมกับน้ำ ใช้ได้ประมาณ 20 ครั้ง

วิธีการใช้ เตรียมถังที่สะอาด ใส่น้ำลงไป 20 ลิตร นำหัวเชื้อฮอร์โมนนม 5 ช้อนแกง ใส่ลงไป ใช้ไม้คนให้เข้ากัน แล้วนำไปฉีดพ่นทุก 15 วัน ต่อครั้ง จะได้ดอกกันจองอวบ กรอบ และอร่อย การผลิตหัวเชื้อฮอร์โมนนมใช้เป็นหนึ่งทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิตที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน และนำไปสู่การยกระดับรายได้เพื่อการมีวิถีที่มั่นคง

จากเรื่อง ดอกกันจอง...พืชผักพื้นบ้าน ผักปลอดภัย ปลูกขายรายได้ดี ได้กล่าวถึง การปลูกดอกกันจอง การผลิตหัวเชื้อฮอร์โมนนมใช้เป็นการลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้ ทำให้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ ป้าประภารัตน์ บุญเลิศ เกษตรกรผู้ปลูกดอกกันจอง เลขที่ 171 หมู่ที่ 6 บ้านบางชัน ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (087) 669-0144 หรือที่ คุณทองอุไร เอี่ยมลออ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (089) 801-4214 ก็ได้นะครับ
คุณบัญชา  หนูเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 9/5 หมู่ 7 ต.บางแพ  อ.บางแพ จ.ราชบุรี โทร.08-9220-8438 ถือเป็นเกษตรกรมืออาชีพท่านหนึ่ง ใน อ.บางแพ ที่สะสประสบการณ์ในการปลูกผักมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ประกอบ คุณบัญชาได้นำเอาวิชาการ และเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรของตนเองส่งผลให้ การปลูกผักประสบผลสำเร็จและเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ทั้งยังมีผลกำไรสูงสุด
“ขึ้นฉ่าย” ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่คุณบัญชากล่าวว่าเป็นการทำการเกษตรแบบแจ๊กพอต ที่ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างรายได้ถึง 1 ล้านบาท แต่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3-5 ปี เป็นเพราะอะไร คุณบัญชามีคำตอบและข้อแนะนำเคล็ดลับดีๆ ในการปลูก



ตลาดมีความต้องการ “ขึ้นฉ่าย”ทุกวัน เช่นเดียวกับผักชี, ต้นหอม คื่นช่ายมีราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ค่อนข้างดี และมีปริมาณการใช้ผักคื่นช่ายมากในช่วงเทศกาลสำคัญเช่น ปีใหม่, ตรุษจีน, สงกรานต์ ฯลฯ คล้ายกับผักชนิดอื่นๆ ซึ่งในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท โดยเกษตรกรที่ปลูกผักขึ้นฉ่ายก็ต้องมีการคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกมองหาช่องทางว่าจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงใดจึงจะมีผลกำไรมากที่สุด
คุณบัญชาอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าช่วงเวลาใดที่ผักมีในตลาดน้อยหรือตลาดมีความต้องการมากซึ่งได้คำตอบจากคุณบัญชาว่า ถ้าจะผลิต “ผักขึ้นฉ่าย” จำหน่ายให้ได้ราคาสูง และตลาดมีความต้องการนั้น คุณบัญชาจะผลิตออกมาสู่ตลาดให้ตรงกับวัน “ออกพรรษา” โดยคุณบัญชาให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มมาขึ้น แต่เป็นเรื่องของช่วงจังหวะเวลาที่ในช่วงวันออกพรรษา ที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะต้องหยุดงานแล้วไปทำบุญ นั่นก็รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกผักและแรงงานที่เก็บผักด้วยที่หยุดไปทำบุญด้วย ทำให้ผักป้อนเข้าสู่ตลาดน้อยมากในทุกปี
ทั้งที่ปริมาณการใช้ผักยังคงเท่าเดิม หรือมีมากขึ้น แต่สินค้าไม่มี ทำให้ราคาผักหรือผักคื่นช่ายที่เตรียมปลูกส่งตลาดมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่คุณบัญชายอมเปิดเผยว่าเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นอย่างนี้มานานนับสิบปีแล้วจึงทำให้รู้ว่าสินค้าพืชผักจะแพงในช่วงใด

ทำไมจึงเรียก “เกษตรแจ๊กพอต”
คุณบัญชา อธิบายว่า ส่วนหนึ่งคือการคาดการณ์ในเรื่องของผลผลิตที่จะให้ออกสู่ตลาดช่วงใดให้ได้ราคาสูงสุด ซึ่งเกษตรกรต้องเลือกปลูกผักชนิดที่คิดว่าจะได้ราคาดีที่สุด ซึ่งปีที่ผ่านมาคุณบัญชาเลือกปลูกขึ้นฉ่าย เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างดี ราคาเฉลี่ย 100 บาทขึ้นไปในช่วงเทศกาล แต่ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3 - 5 ปี ไม่สามารถปลูกซ้ำพื้นที่เดิมได้เนื่องจากจะประสบปัญหาเรื่องของโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราเป็นอย่างมาก
หากปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมมักจะเกิดปัญหาโรคระบาดผลผลิตเสียหาย ทำให้การปลูกผักขึ้นฉ่ายของคุณบัญชานั้นเป็นเพียงการปลูกผักแบบเฉพาะกิจ เมื่อครบรอบเวลาที่คิดว่าจะปลูกขึ้นฉ่ายได้อีกครั้ง และตลาดมีแนวโน้มราคาน่าจะดีที่สุดก็จะกลับมาปลูกผักขึ้นฉ่ายอีกครั้งหนึ่งก็จะได้ราคาดีเหมือนถูก “แจ๊กพอต” นั่นเอง

ในปีที่ผ่านมา คุณบัญชาเลือกที่จะเพาะกล้าขึ้นฉ่ายช่วงเดือนสิงหาคมแล้วเก็บเกี่ยวคื่นช่ายขายราวเดือนตุลาคม ซึ่งในปีที่แล้ววันออกพรรษาตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ขึ้นฉ่าย ของคุณบัญชาเก็บเกี่ยวได้พอดี โดยคุณบัญชาปลูกคื่นช่ายไว้ประมาณ 6 ร่องแปลงปลูก โดย 1 ร่องแปลงมีขนาดพื้นที่ประมาณ 180 ตารางวาหรือเกือบ 2 งานใน 1 ร่องแปลงปลูก หากคิดรวมกันประมาณ 3 ไร่เท่านั้น การเก็บขึ้นฉ่าย ขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาทเป็นขั้นต่ำ ซึ่งเก็บขึ้นฉ่าย ขายต่อเนื่องราว 10 วันวันละประมาณ 900 - 1,000 กิโลกรัม  พื้นที่แค่ 3 ไร่ ได้เงินเกือบล้านบาท นี้ไงคือการทำ “เกษตรแจ๊กพอต”


การปลูก “ขึ้นฉ่าย” แบบคุณบัญชา

เริ่มต้นจากการเตรียมดินที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร มีความต้องการปัจจัยในการเจริญเติมโตแบบไหน อย่างขึ้นฉ่ายนั้นเป็นพืชรากตื้น การเตรียมดินจึงไม่จำเป็นต้องขุดลึกมากนัก ใช้เพียงรถไถติดผานตีดินตีให้ละเอียด ลึกเพียง 2 - 3นิ้วก็ใช้ได้

เคล็ดลับอยู่ที่แปลงปลูกจะใส่ขี้ไก่ แกลบ ประมาณ 60 กระสอบ (อาหารสัตว์) ต่อร่องแปลงปลูก ตีกับดินให้ละเอียดจนดินฟู ขี้ไก่แกลบนอกจากจะเป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยให้ขึ้นฉ่าย งาม ใบเขียวแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ดินอุ้มน้ำเก็บความชื่นได้อย่างเหมาะสม เพราะขึ้นฉ่าย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องการดินที่ค่อนข้างฉ่ำน้ำสัดนิด เปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ใส่ขี้ไก่หรือใส่น้อยก็ปลูกได้ไม่ดีเท่าไรนัก และวิธีดังกล่าวทำให้คุณบัญชา ไม่ต้องกลางซาแรนบังแดดให้แปลงขึ้นฉ่าย เหมือนเกษตรกรท่านอื่น ซึ่งถ้าต้องกางซาแรนบังแดดยาวตลอดทั้งแปลง นั่นหมายถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

เมล็ดพันธุ์ขึ้นฉ่าย คุณบัญชาเลือกใช้ขึ้นฉ่าย พันธุ์ “ซุปเปอร์ โพธิ์ทอง” ของบริษัท เจียไต๋ ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ ต้นใหญ่ ต้นขาว ใบใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด และมีการเจริญเติมโตที่เร็ว ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวหลังหารหว่านราว 90 วัน แต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์นั้นก็ต้องเลือกดูสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ควรรดน้ำให้กับแปลงปลูกพอหมาดก่อนล่วงหน้าสัก 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นหว่านเมล็ดขึ้นฉ่ายให้ทั่วๆ แปลงนั้นก็ต้องอาศัยความชำนาญในการหว่านเมล็ดให้มีความสม่ำเสมอ จากนั้นคลุมด้วยฟาง รดน้ำตามให้ชุ่ม ดินก็จะละลายมากลบทับเมล็ดพอดี ให้น้ำแปลงปลูกทุกวันในช่วงเช้าหรือเย็น

ไม่ควรรดน้ำแปลงปลูกในช่วงอากาศร้อนจัด เช่นเวลาเที่ยง สวนผักของคุณบัญชาจะใช้เรือในการรดน้ำ ซึ่งสามารถให้น้ำได้ทั่วถึง  หรือเกษตรกรท่านอื่นก็ใช้ระบบน้ำแบบสปิงเกอร์ก็ได้เช่นกัน หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ไปได้ราว 10 - 14 วัน เมล็ดขึ้นฉ่าย จะเริ่มงอกโดยจะแทงรากออกมาก่อนแล้วจึงจะเห็นเป็นใบ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาขึ้นฉ่าย อย่าให้แปลงปลูกขาดน้ำเป็นอันขาด แปลงต้องมีความชุ่มชื่น เพื่อสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ (เพราะแปลงปลูกไม่ได้กางซาแรนพลางแสงให้) ถ้าดินแห้งจะทำให้รากหรือใบของต้นขึ้นฉ่าย แห้งตายได้ง่าย และยังมีแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “จิ้งหรีด” ที่ชอบมากินใบ,กัดต้นอ่อน การป้องกันจำกัดจะต้องฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแปลงกลุ่ม “โอเมทโทเอท” โดยอัตราที่แนะนำ คือ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ในช่วงแรก


การให้ปุ๋ยขึ้นฉ่าย

ในช่วงแรกต้นขึ้นฉ่าย ยังคงได้ปุ๋ยจากปุ๋ยคอกที่อยู่ในแปลง แต่เมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน จะมีใบจริง 2-5 ใบ เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยเคมีช่วย โดยจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 หว่านบางๆ ให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะหว่านให้ทุกๆ 10-15 วันตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากสภาพต้นและการเจริญเติบโตว่าดีมากน้อยเพียงใด ถ้าสังเกตว่าต้นขึ้นฉ่ายเจริญเติบโตไม่ดีหยุดชะงัก ก็อาจมีการกระตุ้นการเจริญเติบโต ด้วยการหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ช่วยให้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งการให้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งต้องให้น้ำตามจนกว่าปุ๋ยจะละลายจนหมดทุกครั้ง

นอกจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้ทางดินแล้วเกษตรกรสามารถเสริมด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ, ฮอร์โมน, สารป้องกันกำจัดโรคแมลง ตามความเหมาะสม โดยคุณบัญชาจะใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องโรค เช่น โรคใบด่างลาย, โรคก้านใบแตก, โรคใบไหม้, ใบจุด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุมาจากเชื้อรา คุณบัญชาอธิบายว่าพื้นฐานของเชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพดินที่เป็นกรด ดังนั้น ต้องแก้ไขดินให้เป็นด่าง เมื่อพบอาการของโรค คุณบัญชาจะเลือกใช้วิธีการใส่ “ปูนขาว” เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เป็นด่างทำให้สภาพดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ปูนขาวที่นำมาใช้นั้นคุณบัญชาแนะนำว่าต้องเป็นปูนขาวที่ได้จากเปลือกหอยเผาเท่านั้น นอกจากปรับสภาพดิน ลดความรุนแรงและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชแล้วยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม ช่วยทำให้ต้นผักหรือต้นคื่นช่ายมีความแข็งแรงขึ้น เมื่อต้นคื่นช่ายมีอายุได้ 90 วัน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะเรียกกันว่า “ถอน” โดยวิธีการเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่าย หรือการถอนนั้นคือการดึงต้นคื่นช่ายออกมาจากดิน เกษตรกรต้องแกะใบคื่นช่ายที่เหลืองออกและเขย่าเอาดินออก(ดินจะหลุดออกจากรากง่ายเพาะเป็นผลจากการเตรียมดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่แกลบนั้นเอง) จากนั้นจะทำการเข้ากำ โดยใช้หนังยางรัด เวลาชั่งจะมีเคล็ดลับในการบรรจุที่เป็นวิธีที่ทำให้การบรรจุผักขึ้นฉ่าย ลงถุงได้รวดเร็ว ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดวางบนกิโล จากนั้นวางขึ้นฉ่าย ที่เข้ากำแล้วประมาณ 5 กิโลกรัม นำถุงพลาสติกเหนียว ชนิดเจาะรูมาสวม จับปากถุงฟิวเจอร์บอร์ดให้ห่อเข้า เพื่อให้เข้าถุงพอดี หลังจากนั้นดึงแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดออกก็จะสามารถใส่ขึ้นฉ่ายลงลุงละ 5 กิโลกรัมอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีม้วนปากถุงพลาสติกและใส่ขึ้นฉ่ายลงในถุงทีละกำจนเต็มถุง แล้วเอาไปชั่งเครื่องชั่งกิโล ถ้าหนักเกิน 5 กิโลกรัม ก็ดึงขึ้นฉ่ายออก ตอนที่ดึงกำขึ้นฉ่ายออกมักจะทำให้ผักช้ำ ต้นหักและเกิดการเน่าได้ง่าย ผักขึ้นฉ่ายมักจะทำการถอนและเข้ากำบรรจุกันในแปลงปลูกซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน เกษตรกรจึงต้องมีร่มขนาดใหญ่ คอยบังแดดให้ เข่งหรือกองผักไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรง

คุณบัญชาฝากทิ้งท้ายว่า แม้ผักขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีราคาดี แต่ก็ยังไม่สามารถปลูกได้อย่างต่อเนื่องปลูกซ้ำที่ไม่ได้หรือได้ผลที่ไม่ดีเท่าไรนัก เคยให้นักวิชาการเกษตรเข้ามาศึกษาว่าพอจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้จนในบางพื้นที่ต้องมีการปลูกขึ้นฉ่ายในถุงดำเพื่อหนีปัญหาเรื่องโรค ซึ่งก็สามารถผลิตออกมาได้ดี เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังให้ผลผลิตได้ไม่สูงเท่าการปลูกลงดิน


ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้เพื่อเป็นการเพิ่มบรรยากาศให้บ้านและสถานที่ทำงานสวยงามน่าอยู่
ใช้ประดับตกแต่งอาคาร และยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ที่พบเห็น หรือปลูกไว้เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ ไม้ดอกยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ใช้เพิ่มสีสันให้แก่อาหารและเครื่องดื่ม ให้สวยน่ารับประทาน ใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก เป็นต้น และที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ การสร้างอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอก ไม้ประดับ เหมือนดังเช่น ชาวบ้านบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการปลูกไม้ดอกขายกันเกือบทั้งหมู่บ้าน





คุณบัวคำ วรรณการ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลูกไม้ดอกเพื่อจำหน่าย โดยปลูกตลอดทั้งปี จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ทำให้ชีวิตพออยู่ พอกิน ไม่มีหนี้สิน มีเงินใช้จ่ายไม่ขัดสนและยังเหลือเก็บฝากธนาคารอีกด้วย ส่วนดอกไม้ที่ปลูกนั้นคือ ดอกเบญจมาศ สีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น

คุณบัวคำ เล่าว่า เดิมทีครอบครัวตนจะประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว ต่อมาเพื่อนบ้านได้พากันปลูกดอกเบญจมาศขาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ตนก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่มั่นใจในการตลาดและยังไม่มีความรู้ หลังจากดูเพื่อนบ้านปลูกเป็นเวลาหลายปี พร้อมศึกษาการปลูก การดูแลไปในตัว จึงตัดสินใจลงมือปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยแบ่งที่นามาทำเป็นแปลงเพาะปลูกดอกเบญจมาศจำนวน 4 ไร่ โดยปลูกเบญจมาศสีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้าและตลาดไม้ดอก และดอกของเบญจมาศที่ปลูกกันอยู่จะมี 3 ขนาด คือ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ตนจะปลูกทั้ง 3 ขนาดเลย ต่อมาเห็นว่ารายได้ดี จึงเลิกทำนา แล้วหันมาปลูกดอกเบญจมาศขายเพียงอย่างเดียว ส่วนที่นาบางส่วนก็ให้ญาติพี่น้องทำ

เมื่อหันมาปลูกดอกไม้ขายอย่างจริงจังก็สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการทำนามาก แรงงานก็ไม่ต้องจ้าง เพราะทำกันเองภายในครอบครัว แม้จะลงทุนสูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะว่ารายได้ต่อเดือน ประมาณเดือนละ 120,000 บาท หลังจากหักต้นทุนผลผลิตแล้ว ก็จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 80,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าหากมีแรงสู้และแรงงานมีเพียงพอก็คงปลูกเพิ่มอีกหลายไร่ แต่ก็คงไม่ไหว แค่ 4 ไร่ นี้ก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว สำหรับการปลูกดอกเบญจมาศ ตนและเพื่อนบ้านจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม พอถึงเดือนตุลาคม จะเริ่มออกดอก และสามารถตัดขายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนเมษายน พอเดือนพฤษภาคม ก็เตรียมปลูกใหม่ ทั้งไถพรวนดิน เตรียมแปลง เพาะปลูก เรียกว่าทำกันทั้งปีเลยทีเดียว สำหรับตนแล้วจะปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ เก็บตัดแปลงนี้หมดก็จะปลูกใหม่ทันที เรียกว่ามีขายทั้งปีกันเลยทีเดียว

คุณบัวคำ เล่าว่า สำหรับแม่พันธุ์นั้น ครั้งแรกตนจะสั่งซื้อแม่พันธุ์ที่เขาชำไว้แล้วมาปลูก โดยลงทุนซื้อแม่พันธุ์ครั้งแรกประมาณ 30,000 บาท ในปีต่อๆ มา จึงทำการคัดเลือกแม่พันธุ์เอง การทำสวนดอกไม้นี้ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับสวนและได้ผลตอบแทนเกินคาด สำหรับดอกเบญจมาศที่ตนปลูกจะออกดอกช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี พันธุ์ที่ตนปลูกนี้ ขาวญี่ปุ่น ขาวปิงปอง จะดูแลยากสักหน่อย ส่วนเหลืองเรวดี เหลืองขมิ้น จะดูแลง่าย ทั้งนี้ เราต้องมีความรู้ตั้งแต่การเตรียมการปลูก การเตรียมพันธุ์ ขยายพันธุ์ปลูก และการเตรียมแปลงชำรากดอกเบญจมาศ จึงจะประสบความสำเร็จและเก็บเกี่ยวได้ผล ซึ่งมีวิธีการดังนี้

1. เตรียมแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 20-30 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยทำเป็นกระบะไม้ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
2. ผสมดินสำหรับชำราก ใช้ทราย 1 ส่วน ดินร่วน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักรองพื้นแปลงไว้ให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม เริ่มชำได้ทันที

3. แปลงกระบะชำรากต้องอยู่ในโรงเรือน แล้วติดหลอดไฟตูม แรงเทียน 100 วัตต์ ประมาณ 3-5 หลอดเพื่อกกไฟให้กับต้นอ่อน ส่วนการดูแลรักษารากชำเบญจมาศนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอน ถ้าจะบอกไปคงจะยาวพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ให้มาพบตนที่สวนได้ทุกวัน ยินดีที่จะอธิบายขั้นตอนการดูแลรักษาให้แบบฟรีๆ ที่สำคัญ เมื่อดูแลต่อเนื่องประมาณ 15 วัน ต้องย้ายต้นอ่อนลงปลูกตามปกติต่อไป หากเกินอายุ 15 วันไปแล้ว จะทำให้ดูแลยาก และการปลูกนั้นต้องปลูกให้ถูกวิธี ซึ่งตนไม่ขอกล่าวในที่นี้ รวมทั้งการดูแล การให้น้ำ การเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น การปลิดดอกข้างเพื่อให้ดอกเบญจมาศมีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ตามความต้องการ และการเพิ่มแสงไฟ สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

คุณบัวคำ บอกว่า หลังปลูกได้ 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 30 กิโลกรัม ต่อแปลง โดยโรยตรงร่องระหว่างแถวของต้น แล้วเริ่มให้ไฟวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 22.00-02.00 น. ต่อเนื่อง 25 วัน เมื่อดอกเบญจมาศมีอายุได้ 15 วัน ให้พรวนดิน แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 ประมาณแปลงละ 0.5 กิโลกรัม เพื่อเร่งรากและใบ และเมื่อดอกเบญจมาศอายุครบ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อีกครั้ง ในอัตราเท่าเดิม เมื่อดอกเบญจมาศครบ 60 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อแปลง จากนั้นเริ่มตกแต่งตาดอก คือเด็ดก้านดอกข้างลำต้นให้เหลือตรงปลาย 4-5 ดอก และเด็ดดอกตรงกลางด้วยเพราะดอกกลางจะบานก่อนเพื่อน หลังจากแต่งตาดอก 25 วัน ดอกไม้จะเริ่มแย้มและบานพร้อมกันทั้งหมดใน 30 วัน สามารถทยอยเก็บดอกไม้เริ่มจำหน่ายได้เรื่อยๆ แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอก แต่โดยรวมแล้วดอกเบญจมาศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 วัน จะได้ดอกเบญจมาศที่สวย สมบูรณ์ และก้านตรง ตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดช่วงเวลาที่ดอกเบญจมาศเจริญเติบโต เลื่อนตาข่ายขึ้นเสมอตามความสูงของดอกไม้ ให้รักษาระดับที่ใต้ก้านดอก 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ดอกเบญจมาศที่สวยงาม

การเก็บเกี่ยวดอกเบญจมาศ ต้องตัดดอกให้ห่างโคนต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นจึงไปปรับขนาดของก้านดอกตามความต้องการของตลาด แต่โดยรวมทั้งหมด ขนาดของก้านต้องไม่ยาวเกิน 60 เซนติเมตร ส่วนโรครบกวนนั้นก็มีบ้าง อย่างเช่นที่เขาเรียกโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และพวกแมลงต่างๆ หนอนกระทู้ หนอนแก้ว เพลี้ยต่างๆ และเพลี้ยไฟ เราก็ต้องเรียนรู้การป้องกันและการกำจัด ที่สำคัญอ่านคำแนะนำบนฉลากของยาแต่ละชนิดให้เข้าใจ และป้องกันตัวเองเรื่องการแพ้สารเคมีด้วย

ในตอนท้าย คุณบัวคำ บอกว่า ตลาดรองรับดอกไม้ของตนนั้นคือ ตลาดสดอำเภอวารินชำราบ ตลาดเทศบาล 1 ในเมืองอุบลราชธานี ช่วงแรกๆ ต้องนำไปวางขายเอง แต่ในปัจจุบัน แม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อถึงสวน โดยเราจะทำเป็นมัด มัดละไม่เกิน 20 ดอก แล้วชั่งกิโลขาย ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บางทีมีคนมาเหมาที่สวนเป็นจำนวนมากๆ ก็จะชั่งกิโลขายเลย ไม่ต้องมัด และยังมีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียง ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มาสั่งซื้อคราวละมากๆ และมารับถึงสวน จนเป็นขาประจำกันไปแล้วก็หลายราย ทำให้ปัญหาเรื่องตลาดจำหน่ายหมดไป สร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท อย่างสบายๆ เพื่อนบ้านบางคนปลูกหลายไร่ก็ยิ่งมีกำไรมากกว่าตนขึ้นไปอีก และในแต่ละปีจะมีช่วงที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงออกพรรษา ต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลลอยกระทง จนถึงวันวาเลนไทน์ เรียกว่าตลอดฤดูหนาว รายได้จะดีมากและยังมีคณะทัวร์จากต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแปลงดอกไม้ในหมู่บ้านของเรากันมากในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ดอกไม้ขายดีตามไปด้วย
ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (090) 046-2710
“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

ยุติกับดักมนุษย์เงินเดือน สู่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย







ชีวิตวัยเด็ก กับภาพที่เห็นปู่ย่า ตายาย ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ความสุขเกิดในบ้านหลังเล็กๆ นั่นเพราะรู้จักคำว่า “พอเพียง”

นี่จึงเป็นเหตุผลให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 20 ปีต้นๆ ยุติการทำงานในระบบลูกจ้าง เพื่อเดินตามรอยความสุข ที่คนรุ่นก่อนเก่าดำเนินมา กับเกษตรอินทรีย์วิถีไทย

คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เขาคือเจ้าของความสุขกับวิถีพอเพียง ณ “ไร่สุขพ่วง” ตั้งอยู่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

จากพื้นที่แห้งแล้ง ดินเสีย ขาดน้ำ เด็กหนุ่มคนนี้มุ่งหน้าฟื้นฟู ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว สร้างแหล่งน้ำ สร้างบ้านอยู่อาศัย และเสริมด้วยกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เพื่ออาศัยผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการฆ่า

บนพื้นที่ 25 ไร่ บัดนี้ เติบโตไปด้วยต้นไม้ เติมเต็มความอุดมสมบูรณ์



แนวคิดเพิ่มมูลค่าสินค้า คือจุดเริ่มต้นกับการทำตลาดของไร่สุขพ่วง ผลผลิตส่วนใหญ่นำมาแปรรูปก่อนขาย

“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”




ปลูก แปรรูป ขาย ใส่มูลค่าสินค้าเกษตร

จุดขาย 3 ประการคือ ปลูกเอง แปรรูปเอง จำหน่ายเอง ถือเป็นวิธีเข้าถึงลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะสามารถอธิบายได้ทุกกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อถือต่อลูกค้า “เราทำสินค้าโดยคิดว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่ลูกทำให้พ่อแม่ทาน ฉะนั้น ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด”

กับการศึกษาเรียนรู้ และลงมือทำตามวิถีแห่งความพอเพียงนี้ ส่งผลให้คุณอภิวรรษ และครอบครัว สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างไม่ขัดสน



สำหรับผู้ที่สนใจเดินตามรอยวิถีพอเพียง เฉกเช่นคุณอภิวรรษ เดินทางไปดูตัวอย่างได้ที่ไร่สุขพ่วง พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติม ด้วยเพราะสถานที่แห่งนี้จัดตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) โดยมีเรื่องราวด้านการเกษตร การบริหารจัดการ และการตลาด พร้อมมอบให้

ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่ เลขที่ 107 หมู่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ 08-9379-8950 www.facebook.com/raisukphang
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าในปัจจุบันนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ปลูกมันเทศและมีการส่งออกมากที่สุดในโลก เฉพาะในปี 2552 เพียงปีเดียวจีนสามารถผลิตมันเทศได้ปริมาณมากถึง 80 ล้านตันหรือคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันเทศทั่วโลก เมื่อย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการปลูกมันเทศของจีนทราบว่าได้มีพ่อค้าฝรั่งนำพันธุ์มันเทศมาปลูกในสมัยราชวงศ์ชิงตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 หรือประมาณ 300-400 ปีที่ผ่านมา







และในช่วงเวลานั้น มันเทศ นับเป็นอาหารหลักของคนจีนที่ยากจนและมีพื้นที่ปลูกมากทางตอนใต้ของประเทศจีน ปัจจุบันมันเทศได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ก้าวหน้าไปมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกและมันเทศไม่ใช่พืชหัวของคนยากจนอีกต่อไป นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศจนเป็นพืชหัวที่มีราคาแพงกว่าผลไม้หลายชนิดได้แก่ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้น



แต่สำหรับคนไทยจะรู้จักมันเทศจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการนำเข้ามาขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆในกรุงเทพมหานคร ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท โดยเรียกกันคุ้นปากว่ามันหวานญี่ปุ่นที่มีเนื้อสีเหลือง

การปลูกมันเทศได้มีการจัดแบ่งกลุ่มมันเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเพื่อการบริโภคสด ลักษณะเด่นของมันเทศในกลุ่มนี้เนื้อจะมีรสชาติหวานกว่าทุกกลุ่ม เนื้อมีความละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน คุณภาพของเนื้อมีความนุ่มฟูและไม่แข็งเกินไป กลุ่มที่มีรสชาติไม่หวานเกินไป มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานโดยการนำไปเชื่อมหรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันเทศพร้อมดื่มและมันเทศกลุ่มสุดท้าย คือ มันเทศเพื่ออุตสาหกรรม



แปรรูปโดยเฉพาะ มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แป้งชนิดต่างๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว, เส้นหมี่เตี๊ยว ฯลฯ (ผู้เขียนได้เคยไปดูงานที่ไต้หวันและได้ซื้อเส้นหมี่เตี๊ยวที่ผลิตจากแป้งมันเทศนำมาผัดมีรสชาติอร่อยมากเส้นมีความเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่เตี๊ยวของไทยที่ผลิตจากข้าว)



สายพันธุ์มันเทศทั่วโลกจะมีประเภทของเนื้อ 4 สี  ถ้าจะแบ่งกลุ่มของสายพันธุ์มันเทศโดยใช้สีของเนื้อเป็นตัวพิจารณาแล้วจะแบ่งออกได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ เนื้อสีส้ม, เนื้อสีเหลือง, เนื้อสีม่วง และเนื้อสีขาว เป็นต้น หรือบางสายพันธุ์อาจจะมีลักษณะของ 2 สีอยู่ในพันธุ์เดียวกันก็มีอย่างกรณีของมันต่อเผือกของไทยจะมีเนื้อสีม่วงปนสีขาว แต่เมื่อได้ลงในรายละเอียดของมันเทศในแต่ละกลุ่มสีแล้วยังสามารถจำแนกได้อีกหลายสายพันธุ์



อย่างกรณีของมันเทศเนื้อสีเหลืองของญี่ปุ่นนั้น จะแบ่งได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 สายพันธุ์และสายพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากที่สุดในขณะนี้คือพันธุ์ KO KEI เบอร์ 14 และพันธุ์ BENI AZUMA เป็นต้น

ผู้เขียนได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูร้อนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและได้รายละเอียดเกี่ยวกับมันเหลืองญี่ปุ่นเพิ่มเติมหลายประการโดยเฉพาะการซื้อขายมันเทศเพื่อการบริโภคของคนญี่ปุ่นนอกจากจะหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาเก็ตแล้ว ถ้ามีการระบุสายพันธุ์หรือเป็นสายพันธุ์ที่หายากจะต้องมีการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต และจะต้องสั่งซื้ออย่างน้อย 5 กิโลกรัม




โดยทางบริษัทจัดจำหน่ายจะส่งมันเทศไปให้ผู้บริโภคถึงบ้านภายในเวลา 2-3 วัน โดยบรรจุกล่องที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และข้างกล่องจะบ่งบอกขนาดของหัวมันเทศเป็น 7 ขนาด คือ S2S, 2S, S, M, L, 2Lและ3L ในแต่ละกล่องจะบรรจุเพียงขนาดเดียวเท่านั้น เหตุผลที่มีความ

จำเป็นจะต้องแบ่งหัวมันเทศขายเป็นขนาดต่างๆ กันเนื่องจาก ในการปลูกมันเทศเมื่อได้ผลผลิตนั้นจะมีขนาดของหัวเทศใหญ่, กลางและเล็กแตกต่างกันไปทั้งๆ ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน



ในการไปดูงานญี่ปุ่นในครั้งนี้วัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรมีความต้องการต่อยอดในเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศเพื่อการบริโภคสด ซึ่งปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ทำการรวบรวมสายพันธุ์มันเทศเพื่อการบริโภคสดจากต่างประเทศหลายสายพันธุ์ อาทิ ประเทศออสเตรเลีย,สาธารณรัฐประชาชนจีน, สหรัฐอเมริกา, ไต้หวัน, ญี่ปุ่นและล่าสุด คือ “เกาหลีใต้” โดยเฉพาะมันเทศจากเกาหลีใต้ที่มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองส้มมีรสชาติอร่อยมาก ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรจะเปิดตัวและนำผลผลิตจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในเร็ววันนี้



ที่ผ่านมามีพ่อค้าส่งออกได้มีการติดต่อและมีความต้องการผลผลิตมันเทศญี่ปุ่นเนื้อสีเหลืองโดยระบุสายพันธุ์มาและได้มีการทดลองส่งตัวอย่างมาให้ทางผู้เขียนได้ทดลองรับประทาน เป็นมันเทศเนื้อสีเหลืองที่มีรสชาติอร่อยมากคือมีความหวานมาก เนื้อนุ่มฟูละเอียดไม่มีเสี้ยน

ในที่สุดผู้เขียนก็ได้คำตอบว่าในการปลูกมันเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะมีการบำรุงรักษา และให้น้ำที่เหมาะสมแล้ว สายพันธุ์ที่นำมาปลูกมีความสำคัญมาก กล่าวคือก่อนที่จะนำหัวมันเทศในแต่ละสายพันธุ์มาเพาะขยายพันธุ์ ควรตรวจสอบด้วยการนำหัวมันเทศนั้นมานึ่ง, เผา หรือต้มเพื่อทดลองรับประทานก่อนตัดสินใจปลูก

ในการไปดูงานญี่ปุ่นของผู้เขียนในครั้งหลังสุดนี้ ได้สายพันธุ์มันเทศเนื้อสีเหลือง ที่จัดได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดสายพันธุ์หนึ่งและนิยมบริโภคกันมากในประเทศญี่ปุ่น โดยมีลักษณะของผิวเปลือกสีแดง, เนื้อมีสีเหลืองและมีรสชาติหวานมีกลิ่นหอมเหมือนกับเนื้อเกาลัด ขณะนี้ยังอยู่ในการทดลองปลูกและจะนำมาเผยแพร่ให้เกษตรกรและผู้สนในในโอกาสต่อไป
       
การเดินทางได้ไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์หลักที่ได้ไปดูก็คือการปลูกสตรอเบอรี่ที่มีผลใหญ่มาก ที่สำคัญคือ ไปดูรูปแบบของการปลูกแบบสวนท่องเที่ยวคือ เปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าชมแปลง, ถ่ายรูปและสามารถเก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี่ได้คนละ 5 ผล โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 100 บาท ก่อนหน้านั้นไม่ทราบว่าคนเกาหลีใต้นิยมบริโภคมันเทศเหมือนกับที่ญี่ปุ่นและไต้หวัน แต่เมื่อได้เข้าไปยังซุปเปอร์มาเก็ตของห้างสรรพสินค้าชื่อดังเกาหลีใต้แห่งหนึ่งกลับพบว่ามีหัวมันเทศมาวางขายเป็นจำนวนมาก อาจจะกล่าวได้ว่ามีปริมาณมากกว่าทุกประเทศที่ผู้เขียนได้เคยไปดูงานมาก เนื่องจากเป็นการขายหัวมันเทศสดที่มีการบรรจุหีบห่ออย่างประณีต โดยบรรจุถุงหรือกล่องละ 1 กิโลกรัม

มันเทศเกาหลีใต้ที่วางขายในซุปเปอร์มาเก็ตแห่งนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ เนื้อสีเหลืองและเนื้อสีเหลืองส้มโดยบรรจุขายเป็นกล่องหรือถุงละ 1 กิโลกรัม ขายถึงผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 8,600 วอน ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วเป็นเงิน 230 บาทโดยประมาณ ถุงที่บรรจุหัวมันเทศ มีรูปของเกษตรกรผู้ผลิตติดอยู่บนถุงเป็นการรับประกันคุณภาพ

นอกจากนั้นยังมีมันเทศที่ผลิตในรูปของเกษตรอินทรีย์และขายในราคาเดียวกัน ผู้เขียนได้ซื้อมันเทศเกาหลีใต้มาทุกสายพันธุ์รวมถึงมันเทศที่ปลูกแบบอินทรีย์ด้วยและได้นำตัวอย่างการบรรจุหีบห่อมาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการบรรจุหัวมันเทศที่ผลิตโดยแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เพื่อจำหน่ายในโอกาสต่อไป เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยผู้เขียนได้ทำการนำหัวมันเทศเกาหลีใต้มาทดลองนึ่งรับประทานผลปรากฏว่าเป็นสายพันธุ์มันเทศที่มีรสชาติอร่อยมาก และแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ

“พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 1” มีลักษณะเด่นตรงที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้หลังจากที่ปลูกลงดินไปเพียง 90 วันหรือ 3 เดือนเท่านั้น ผิวเปลือกมีสีชมพูอมแดง เนื้อมีสีเหลืองส้ม เนื้อละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานอร่อย

ขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ “พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 2” มีลักษณะคล้ายกับมันหวานญี่ปุ่น คือผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม เนื้อมีสีเหลืองแต่เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่า คือ ต้องปลูกอย่างน้อย 4 เดือน เนื้อมีความนุ่มไม่แข็งและมีรสชาติหวานมาก เมื่อบริโภคแล้วเนื้อมีส่วนคล้ายกับเกาลัด

เป็นที่สังเกตว่ามันเทศเกาหลีใต้ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะมีรสชาติไม่หวานเท่าที่ควรแล้วข้อควรระวังเป็นพิเศษคือปัญหาของการทำลายของ “ด้วงงวงมันเทศ” หรือ “เสี้ยนดิน” ซึ่งจะทำให้รสชาติของมันเทศมีรสขมและมีกลิ่นเหม็น ลักษณะของหัวมันเทศที่บรรจุในถุงและในกล่องที่เกาหลีใต้นอกจากจะมีขนาดหัวใกล้เคียงกันแล้ว หัวมันเทศจะมีดินเกาะติดอยู่โดยไม่ได้ล้างทำความสะอาดซึ่งจะเป็นข้อดีที่จะช่วยยืดอายุของหัวมันเทศให้ยาวนานขึ้น

ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกมันเทศพันธุ์เกาหลีใต้ทั้ง 2 สายพันธุ์ และเริ่มให้ผลผลิตพร้อมที่จะเปิดตัวเผยแพร่ให้เกษตรกรและผู้สนใจได้บริโภคมันเทศที่มีรสชาติอร่อยมากและขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น รสชาติและคุณภาพของมันเทศเกาหลีใต้ที่ปลูกโดยชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรมีรสชาติหวานอร่อยไม่แพ้ที่ปลูกในประเทศเกาหลีใต้

รูปแบบของการปลูกมันเทศเกาหลีใต้แบบประณีต ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้มีการประยุกต์รูปแบบการปลูกมันเทศให้ปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะฤดูฝน ต้นมันเทศเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและใบงามเกินไป หรือที่เรียกกันว่าอาการบ้าใบ การเตรียมแปลงปลูกที่มีการยกร่องสูง 50-70 เซนติเมตร ในฤดูฝนจะช่วยในเรื่องการจัดการและมีการลงหัวได้มาก โดยมีรูปแบบปลูกดังนี้

การปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติค ไถดินด้วยผาน 3 จำนวน 1 รอบ ,ตากดินให้แห้ง 1 อาทิตย์, ไถพรวน 1 รอบ,ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 1 ตันต่อไร่และปูนขาว ใช้โลตาลี่ปั่นให้ดิน

ละเอียดทำการยกร่องแปลงเป็นสามเหลี่ยมด้วยผานคู่กว้าง 1 เมตร สูง 50-70 เซนติเมตร หลังจากนั้นวางระบบน้ำแบบน้ำหยด และคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง ,เจาะรูพลาสติกห่างกัน 30 เซนติเมตร, ปลูกมันเทศหลุมละ 2 ยอดต่อหลุม ข้อดีของการปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติก ทำให้มันเทศลงหัวได้ดีในช่วงฤดูฝนทำให้ปลูกมันเทศได้ตลอดปี, ควบคุมความชื้นในแปลงได้, ลดปัญหาเกี่ยวกับพืช ,ง่ายต่อการให้น้ำให้ปุ๋ย และลดปัญหาการกระแทกของน้ำฝนหรือน้ำที่ให้แบบสปริงเกอร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งมีผลอย่างมาในเรื่องของการลงหัวและคุณภาพของผลผลิต

การปลูกมันเทศแบบคลุมด้วยฟางข้าว วิธีการใกล้เคียงกับการปลูกแบบคลุมพลาสติก แต่ต่างจากการคลุมพลาสติกมาเป็นคลุมด้วยฟาง ระบบน้ำเป็นแบบน้ำหยด หรือสปริงเกอร์  ข้อดีของการคลุมด้วยฟาง ป้องกันการกระแทกของน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งส่งผลให้มันเทศลงหัวได้ดีขึ้น รักษาความชื้นในแปลงได้ดี (เหมาะแก่การปลูกในฤดูหนาว - ฤดูร้อน) ขณะนี้ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้มีผลผลิตหัวมันเทศเกาหลีใต้เบอร์ 1 และ เบอร์ 2 พร้อมจำหน่ายและมีบริการส่งถึงบ้านทางไปรษณีย์แต่จะต้องสั่งซื้ออย่างน้อย 5 กิโลกรัม สนใจติดต่อได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. 081-8867398

พบกับ “มันเทศเกาหลีใต้” สายพันธุ์ใหม่ทั้งสองสายพันธุ์ได้ที่บู้ทของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012” วันที่ 22 – 26 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค

ล้อมกรอบ

หนังสือ “การปลูกมันหวานญี่ปุ่นในประเทศไทย” พิมพ์ 4 สี แจกฟรีพร้อมกับ หนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่ายรายได้งาม เล่มที่ 1- เล่มที่ 7” รวมทั้งหมด 8 เล่ม จำนวน 672 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถ.ศรีมาลา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร. 056-613021 , 056-650145 และ 08-1886-7398
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม ของทุกปี ถึงแม้หลายพื้นที่จะประสบปัญหาจากภาวะภัยแล้ง

ขาดน้ำในการทำการเกษตร สร้างรายได้เสริม จนเกษตรกรบางรายต้องเดินทางไปขายแรงงานต่างถิ่น เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว รอจนกว่าจะถึงหน้าฝน และฤดูกาลทำนาปีมาถึง จึงจะกลับมาบ้านเพื่อทำนาตามปกติ เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ บ้านหนองแต้ และ บ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ส่วนใหญ่จะมีอาชีพหลักคือการทำนาปี พอถึงหน้าแล้งจะประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำในการทำการเกษตรหน้าแล้ง ไม่สามารถทำการเกษตรปลูกพืชผักได้ โดยเฉพาะปีนี้สภาพอากาศแปรปรวนภัยแล้งคุกคามหนัก ส่งผลกระทบหนักกว่าทุกปี ไม่สามารถทำนาปรัง หรือปลูกพืชหน้าแล้งได้


แต่ชาวบ้านหนองแต้ และ ชาวบ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำนากบ สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง ด้วยการปรับพื้นที่นา นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นคอกเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด เนื่องจากมองว่า ลูกอ็อด เป็นที่ต้องการของตลาดสูง และหายาก โดยได้เริ่มจากการเลี้ยงตามภูมิปัญญาชาวบ้านลองผิดลองถูกมานานหลายปี จนกระทั่งเกิดความชำนาญ กลายเป็นอาชีพที่มีผลผลิตสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จนทำให้หมู่บ้านเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า หมู่บ้านเลี้ยงกบ ซึ่งถือได้ว่า เป็นแห่งเดียวของนครพนม ซึ่งในแต่ละปีจะมีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เดินทางมารับซื้อลูกอ็อด ช่วงหน้าแล้ง ไปส่งขายออกสู่ตลาดทั่วภาคอีสาน ปีละหลาย 10 ตัน สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดปีละกว่า 10 ล้านบาท ทีเดียว

โดยอาชีพทำนากบ จะเริ่มขึ้นในช่วงหน้าแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะใช้พื้นที่นาว่าง นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นบ่อเลี้ยงกบ จากนั้นจะนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบที่เลี้ยงไว้ ไปปล่อยให้กบออกไข่ เพราะพันธุ์เป็นลูกอ็อด แล้วใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 20 วัน เพื่อขายลูกอ็อด ในราคาส่ง กิโลกรัมละ 150 – 200 บาท โดยจะมีพ่อค้า แม่ค้า ทั่วภาคอีสาน มารับซื้อไปขายตามตลาด มีราคาขายตามท้องตลาดประมาณ 250 -300 บาท ให้ลูกค้าที่นิยมรับประทาน ซื้อไปประกอบอาหาร แกง หมก อ่อม ตามความชอบ ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน จะเป็นช่วงสุดท้ายที่เกษตรกรจะเร่งขาย ก่อนใช้พื้นที่นาทำนาปีตามปกติ ที่สำคัญถือเป็นอาชีพที่ใช้ต้นทุนต่ำ และดูแลง่าย ใช้น้ำน้อยในการเลี้ยง รวมถึงไม่มีคู่แข่งทางการตลาด ทำให้สามารถส่งขายได้ไม่อั้น มีตลาดรองรับตลอด

เช่นเดียวกับ นายสมชัย วงษ์สุข อายุ 56 ปี เกษตรกรชาวบ้านหนองแต้ ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ซึ่งถือเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่นำร่องบุกเบิกทำอาชีพนากบมานานกว่า 10 ปี จากการลองผิดลองถูกด้วยการเลี้ยงแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน จนประสบความสำเร็จสามารถมีผลผลิตลูกกบขายส่งทั่วภาคอีสานตลอดปี แบบครบวงจร

โดยได้เล่าถึงที่มาของอาชีพ ทำนาเลี้ยงกบว่า เดิมชาวบ้านหนองแต่ ทำไร่ทำนา พอหมดฤดูนาปี ถึงหน้าแล้งส่วนใหญ่จะไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด หารายได้เสริม เพราะไม่มีงานทำ ทำการเกษตรไม่ได้ไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ทำให้ตนเกิดความคิดหาวิธีเลี้ยงกบขาย เพราะมองว่ากบน่าจะหายากในช่วงหน้าแล้ง บวกกับลูกอ็อด เป็นที่ต้องการของตลาดสูง หาตามธรรมชาติยาก จึงนำมาทดลองเลี้ยง แบบลองผิดลองถูก ด้วยการนำพ่อพันธ์แม่พันธ์มาขยาย ใช้เวลา 2 -3 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถขายได้ทั้งลูกอ็อด รวมถึงกบที่โตแล้ว และมีตลาดรองรับตลอด จึงแนะนำส่งเสริมชาวบ้านเลี้ยงมาต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันในหมู่บ้านมีคนยึดอาชีพนากบเกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 100 ครอบครัว

สำหรับการเลี้ยง พอถึงหน้าแล้ง จะปรับที่นาประมาณ 1 ไร่ ใช้ตาข่ายเขียวขึงรอบที่นา เพื่อปรับเป็นบ่อเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด ลงทุนต่ำ ก่อนนำพ่อพันธ์ แม่พันธ์ ที่คัดไว้มาพักในบ่อ ซึ่งแต่ละปีจะใช้พ่อพันธ์ แม่พันธ์ อายุ ประมาณ 1 ปี ประมาณ 2,000 ตัว หลังบ่อพร้อมจะปล่อยน้ำเข้าที่นา ให้ได้ระดับประมาณ 10 เซนติเมตร และนำพ่อพันธุ์ แม่พันธ์กบ ประมาณบ่อละ 400 -500 คู่ ให้มีการผสมพันธุ์ออกไข่ ในระยะเวลาประมาณ 1 คืน หรือประมาณ 24 ชั่วโมงตามธรรมชาติ และนำพ่อพันธ์ แม่พันธุ์ออกไปพักไว้ในบ่อเลี้ยง จากนั้นประมาณ 1 วัน ไข่กบจะฟักตัวออกเป็นลูกอ็อด และปล่อยตามธรรมชาติประมาณ 2 วัน สามารถให้หัวอาหารปลาดุก ได้เลย ใช้ระยะเวลาเพียง 20 – 30 วัน ลูกอ็อดโตได้ขนาด ก็สามารถเริ่มตักขายได้แล้ว พร้อมนำมาบรรจุถุงพลาสติก ประมาณถุงละ 1 กิโลกรัม และอัดออกซิเจน เพื่อให้สามารถอยู่ได้นาน ขนส่งไปขายต่างจังหวัดได้

ส่วนการขาย ลูกอ็อดจะขายต้นฤดู ประมาณ กิโลกรัมละ 200 -250 บาท กลางฤดูจะลดลง ประมาณกิโลกรัมละ 150 -200 บาท นอกจากนี้ยังได้แยกลูกอ็อดบางส่วนไปเลี้ยงในบ่อพัก เพื่อขายเป็นกบตัวโต ตามขนาด มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 – 200 บาท ยิ่งช่วงหน้าหนาว กบธรรมชาติขาดตลาด ยิ่งได้ราคาดี ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท โดยจะเลี้ยงขายแบบครบวงจรตลอดปี ตั้งแต่ลูกอ็อดไปถึงพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ รวมถึงกบรุ่นกลาง เพื่อส่งขายตามท้องตลาดทั่วไป

ซึ่งในการดูแลถือว่าดูแลง่ายต้นทุนต่ำ เพียงหมั่นตรวจสอบดูแล ให้อาคารตามเวลา ก็สามารถทำเงินได้แล้ว ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี ใช้น้ำน้อย มีกำไรสูงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำเงินได้เดือนละเป็นแสน จนถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับปริมาณเลี้ยง ทุกวันในหมู่บ้านจะมีลูกอ็อด ส่งขายไปตามตลาดทั่วภาคอีสานวันละไม่ต่ำกว่า 4 -5 ตัน เป็นเงินไม่ต่ำกว่าวันละแสนบาท ทุกปีทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีเงินหมุนเวียนสะพัดปีละหลาย 10 ล้านบาท ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้งเป็นอย่างดี มีตลาดรับไม่อั้น เนื่องจากเป็นที่นิยมของชาวอีสาน สามารถส่งขายไปปรุงเป็นเมนูเด็ด ของแซบอีสาน ตามความชอบ แกงอ่อม นึ่ง หมก และผัดเผ็ด แต่หากินยาก ส่วนใหญ่มีขายเฉพาะหน้าแล้ง พอถึงหน้าฝนเกษตรกรจะหันไปทำนาปีปกติ แต่มีบางรายเลี้ยงขายครบวงจรตลอดปี
ผู้สื่อข่าวรายงานวา นางอุดม เปียผล อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวนา บ้านเลขที่ 67 หมู่ 4 ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เป็นเกษตรกรทำนามานาน มีนา 30 ไร่ ต้องคลุกคลี กับยา กับสารเคมีหน้าแล้งภัยแล้งขาดน้ำแย่งน้ำกันทำนาบ้าง ข้าวขายได้ไม่มีราคา มีปัญหาขาดทุนตลอด ต่อมา ลูกชายของนางอุดม เปิดดูช่องทางหากินทางอินเตอร์เน็ตตลอด จึงแนะนำบอก นางอุดม คุณแม่ ให้เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงลืมแล้งแทน
นางอุดม จึงได้ทำตามที่ลูกชายที่แนะนำ โดยลูกชายช่วยหาพันธุ์ไผ่ตงลืมแล้งมาให้ปลูก เริ่มแรกปลูกไผ่ตงลืมแล้ง จำนวน 3 ไร่ พลิกพื้นดินที่ทำนามาตลอดชีวิตหันมาพลิกพื้นดินปลูกไผ่ตงแทน เพื่อนบ้านก็ดูถูก ว่าบ้า ที่เลิกทำนาหันมาปลูกไผ่ตงแทน ใช้น้ำจากคลองชลประทาน คลอง 23 ขวา ใช้น้ำน้อย

นางอุดม ปลูกไผ่ตง 3 เดือนแรก ต้นไผ่เริ่มออกลำ 7 เดือนก็เก็บหน่อไม้ขายได้ หมายถึง ตั้งแต่เรื่องปลูก จนสามารถเก็บหน่อไม้ขายได้ ใช้เวลาเพียง 7 เดือน แรกๆ เก็บหน่อไม้ขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท ใน 3 ไร่ เก็บหน่อไม้ขาย วันเว้นวัน เก็บหน่อไม้ได้ วันละ 50-70 กิโลกรัม ตอนนี้ราคาหน่อไม้เหลือกิโลกรัมละ 25 บาท และ ได้ปลูกไผ่เพิ่ม อีก 4 ไร่ขณะนี้ นางอุดม รวมปลูกไผ่ตงลืมแล้ง จำนวน 7 ไร่ เก็บหน่อไม้ได้ วันละ 80-100 กว่ากิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 25 บาท มีพ่อค้ามารับถึงบ้าน ไม่พอขาย

นอกจากนี้ ยังขายกิ่งพันธุ์ กิ่งละ 50 บาท มีสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มาทางไปรษณีย์ มีส่งซื้อกิ่งพันธุ์มา หลายจังหวัด ก็จัดส่งให้ทางไปรษณีย์พร้อมคู่มือการปลูก เบอร์โทรศัพท์ โทรมาปรึกษาขอคำแนะนำวิธีการปลูก การดูแลได้ตลอด และว่า ช่วงนี้หน้าแล้งหน่อไม้เขาไม่ค่อยมี แต่หน่อไม้ไผ่ตงลืมแล้ง เรามีขายตลอด ไม่พอขาย ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย ใน 7 ไร่ เก็บขาย วันเว้นวัน วันละ 80 ถึงกว่า 100 กิโลกรัม เดือนที่แล้วที่ผ่านมา ลูกชาย ทำบุญชีดู พบว่า เดือนที่แล้วขายหน่อไม้ กิ่งไม้ ได้ กว่า 70,000 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถานการณ์ภัยแล้ง ในเขตต.ท่ากระเสริม จ.ขอนแก่น ว่า ขณะนี้เกษตรกรได้หันมาทำตามคำแนะนำ ตามที่หน่วยงานทางด้านการเกษตร ระบุว่า จากปริมาณน้ำลดดลง ขอให้งดการทำนาปรัง และเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยนายสมชาย  ฟองใน เกษตรกรที่บ้านบึ่งเป่ง หมู่ที่ 9  ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ได้ปรับพื้นที่นามาทำการปลูกถั่วฝักยาวใช้น้ำน้อย โดยใช้เวลาปลูกเพียง 2 เดือน บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่กว่าๆ ก็สามารถเก็บผลผลิตส่งจำหน่าย ให้กับพ่อค้า แม่ค้า ได้แล้วและในช่วงนี้ถือเป็นช่วงนาทีทอง      เนื่องจากราคาถั่วฝักยาวราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 160-180 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะในช่วงเดียวกันจะส่งขายในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาทเท่านั้น โดยพ่อค้าแม่ค้า จะนำไปแบ่งขาย กำละ 20 บาท ซึ่ง 1 กำจะมีถั่วฝักยาว 4-5 ฝัก เท่ากับว่าตัวฝักยาว 1 ฝักจะมีราคาสูงถึงฝักละ 3-4 บาท อย่างไรก็ตาม ถั่วฝักยาวที่กำลังออกฝัก และสามารถเก็บผลผลิตได้ ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาถั่วฝักยาว และผักสดชนิดอื่น ปรับราคาสูงอาจมาจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ผักออกน้อย





นายสมชาย  กล่าวว่า ช่วงนี้จากสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลทำให้พืชผักที่เกษตรกรปลูกทนแดดแรงมากๆ ไม่ได้ ทำให้พืชผลที่ปลูกล้มตายเป็นจำนวนมาก เพื่อนๆที่ปลูกถั่วฝักยาวหลายราย ต้องทิ้งแปลงเพราะทนแล้งไม่ไหว แปลงที่ปลูกถั่วยืนต้นตายหมด เหลือไม่ถึง 3 รายที่ยังมีผลผลิตให้ได้เก็บ โชคดีที่ แปลงปลูกถั่วของตนไม่ยืนต้นตายเหมือนของเพื่อน ทำให้ตนมีผลผลิตป้อนสู่ท้องตลาดทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แม้กระทั่งถั่วจะมีหงิกงอบ้างก็ยังขายได้ราคางาม ตอนนี้ตนเก็บถั่วส่งป้อนตลาดแทบไม่ทัน แม้ถั่วจะลูกหงิกงอไม่สวย ก็ยังเก็บขายได้ สร้างรายได้ให้ตน จนสามารถมีเงินไหลเข้ามา สร้างรายได้ให้กับตน เกือบแสนแล้ว ทำให้ครอบครัวของตนสามารถตั้งหลักขึ้นมาได้อีกครั้ง
เกษตรกรสงขลา เผยเคล็ดลับปลูกมะนาว ช่วงหน้าแล้ง-อากาศร้อนจัด แนะปลูกบนพื้นดินและบ่อซีเมนต์ การันตีป้อนผลผลิตให้เพียงพอในท้องตลาดได้ไม่ยาก พร้อมยินดีให้คำปรึกษา...

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. จากผลกระทบภัยแล้ง อากาศร้อนจัด ได้ส่งผลให้ต้นมะนาวออกผลผลิตได้น้อย ทำให้ราคาในท้องตลาดแพงขึ้น แต่ได้มีเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในพื้นที่ จ.สงขลา ได้หาวิธีปลูกมะนาวให้ได้ผลผลิตเป็นที่พอเพียงของตลาด เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้มะนาวออกผลน้อยและยังมีราคาแพงขึ้น มะนาวเริ่มปรับขึ้นสูง จากเดิมกิโลละ 60-70 บาท ขึ้นเป็นกิโลฯ ละ 110 บาท และยังขาดตลาดอีกด้วย



ด้านนายประเสริฐ ศรีระสันต์ เจ้าของสวนเกษตรแบบผสมผสาน พื้นที่ หมู่ 2 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกร ได้ใช้เนื้อที่ทำสวนมะนาว 2 ไร่ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือปลูกมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ลูกดกน้ำมากไว้บนพื้นดิน 1 ส่วนจำนวน 150 ต้น และปลูกไว้ในบ่อซีเมนต์อีกหนึ่งส่วนจำนวน 150 ต้นเป็นพันธุ์ทูลเกล้าไร้เมล็ดลูกใหญ่น้ำมาก


นายประเสริฐ เล่าว่า ในช่วงนี้ของทุกปีมะนาวจะมีราคาแพงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้มะนาวออกลูกน้อยและยังขาดตลาด โดยเมื่อปีที่ผ่านมามีลูกค้าสั่งซื้อมะนาวจากสวนตนเองครั้งละหลายสิบกิโลฯ แต่ปีนี้อากาศร้อนจัดมะนาวออกลูกน้อยมีไม่พอขาย เพราะตนเองขายไม่แพงกิโลละ 60-70 บาท ส่วนมะนาวที่เก็บมาได้แต่ละวันก็มีไม่มากเหลือประมาณ 20-30 กิโลฯ ต่อวัน และมีลูกค้าประจำมาซื้อถึงบ้านมะนาว ทำให้ไม่พอขายเช่นกัน

ส่วนเคล็ดลับในการปลูกมะนาวและวิธีดูแล ได้ใช้วิธีปลูกมะนาวแยกเป็น 2 ส่วน คือปลูกในบ่อซีเมนต์ 1 ส่วน เพื่อควบคุมการออกผลผลิตสู่ตลาด แต่อย่าเน้นปลูกในบ่อซีเมนต์เพียงอย่างเดียว เพราะเก็บขายได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และปลูกบนพื้นดิน เพื่อเก็บผลผลิตได้ช่วงมะนาวขาดแคลนและเก็บบริโภคใช้เอง และช่วงหน้าแล้งต้องดูแลต้นมะนาวเป็นพิเศษทั้งเรื่องน้ำและอาหาร โดยเฉพาะน้ำต้องเปิดสปิงเกอร์อย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อครั้ง


ส่วนอาหารบำรุงต้นมะนาว ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งง่ายต่อการย่อยสลายและต้องให้อย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าให้มากเกินจะทำให้ต้นมะนาวใบเหลืองตายได้ และให้น้อยเกินมะนาวจะไม่ออกลูก อย่างไรก็ตาม หากประชาชนที่สนใจทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่ว่าจะปลูกมะนาว มะพร้าว กล้วย หรือปลูกยางพาราในเนื้อที่เท่าเดิมแต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่สวนพีเจการ์เด้นส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หรือหมายเลข 087-2955977 นายประเสริฐ ศรีระสันต์ เจ้าของสวนเกษตรแบบผสมผสานแห่งนี้.
วันนี้นำวิธีปลูกมะเขือเทศทานเองแบบง่ายๆมาฝากกันคะ ซึ่งเป็นวิธีที่คุณคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่ 3 อย่างเท่านั้น

1 มะเขือเทศ

2 ดิน

3 กระถาง



ขึ้นตอนแรก ให้นำมะเขือเทศมาหั่น ตามรูปด้านบน ประมาณ 3-4 ชิ้น



จากนั้นให้นำดินมาใส่ในกระถาง แล้วนำมะเขือเทศที่เราหั่นไว้มาวางเรียง ตามรูปด้านบน



ขั้นตอนต่อไปให้เอาดินอีกส่วน มาโรยทับมะเขือเทศ



โรยดินให้ทั่วจนมองไม่เห็นมะเขือเทศ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน



จากนั้น ก็มารอวันที่มะเขือเทศจะเติบโตขึ้นมา สังเกตุว่าจะมีใบเขียวๆขึ้นมาก่อน ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะคะ เป็นวิธีง่ายๆที่จะมีผักไว้ทานเองที่บ้าน ส่วนใครจะปลูกแล้วได้ทานก็อย่าลืมนำเล่าให้ฟังบ้างนะคะ

ส่วนถ้าใครยังไม่เข้าใจ ก็สามารถรับชมได้จากวิดีโอนี้ได้เลยคะ