จบ ปวส.สาขาไฟฟ้ากำลัง แต่ทำเกษตรจนได้เป็นเกษตรกรดีเด่นไร่สาขาไร่นาสวนผสม

, , No Comments
ทอง หลอมประโคน ปัจจุบันอายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นลูกเกษตรกรที่มีอาชีพหลักคือ การทำนา เมื่อเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาไฟฟ้ากำลัง จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ จึงได้เข้าไปหางานทำที่กรุงเทพมหานคร และมีความหวังว่าการเรียนจบสูง การได้ทำงานดีๆ จะทำให้ชีวิตดีขึ้น จึงได้สมัครงานเป็นลูกจ้างในบริษัท ทำงานด้านวิศวกรรมอากาศยาน ดูแลด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์



แต่เมื่อตนเองกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ กลับมาปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี สภาพแวดล้อมและผู้คนที่เคยยากจนก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม ที่นาแห้งแล้งก็ยังคงแห้งแล้งเหมือนเดิม จึงได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เราเรียนจบมาเพื่ออะไร เพื่อพัฒนาเพียงตนเองเท่านั้น หรือเพื่อพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด

นี่เป็นคำถามของเด็กหนุ่มที่เรียนจบจากวิทยาลัยช่าง เป็นคำถาม จากลูกชาวนาที่เห็นความจนและอยู่กับความจนมาตั้งแต่เล็กจนโต แล้วชาวนาจะดีกว่านี้ได้หรือไม่ มุ่งหน้าเดินทางกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ยึดมั่นในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ดำรัสถึงคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเกิดความคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียงที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่แบบสบายๆ ในพื้นที่ของตนปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตร เพียงพอแค่การประกอบอาหารเท่านั้น ประกอบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกษตรกรประสบปัญหาเกี่ยวกับ

1) ปัญหาการเกษตรของภาคอีสานคือ ขาดน้ำ การทำการเกษตรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเพราะไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ฤดูฝนน้ำมากฤดูแล้งไม่มีน้ำทำอย่างไรมีน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งปี คิดได้ว่าเรามีแหล่งน้ำใต้ดินทำอย่างไรจะนำมาใช้ประโยชน์ หากเรามีน้ำเพียงพอจะทำอะไรก็ได้ขอให้มีน้ำอย่างเดียวก็สามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ตลอดทั้งปี จึงได้ศึกษาจากสื่อต่างๆ ไปดูงานตามที่ต่างๆ และเข้ารับการอบรมในเรื่องการบริหารจัดการน้ำตามที่หน่วยงานภาครัฐได้จัดขึ้น

2) ปัญหาพื้นที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากไม่เคยมีการปรับพื้นที่มาก่อน จึงได้วางแผนปรับพื้นที่เป็นอันดับแรกมีความคิดว่าการทำการเกษตรจะต้องมีตัวชี้วัดด้านขนาดพื้นที่อย่างชัดเจนเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการถูกต้องตามหลักวิชาการ พื้นที่จะต้องมีขนาดที่วัดได้อย่างมาตรฐานโดยแต่ละแปลงสามารถบอกได้ชัดเจนว่ามีกี่ไร่ จึงจะสามารถกำหนดปัจจัยการผลิตได้อย่างถูกต้อง

จึงตัดสินใจที่จะทำการเกษตรโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยต้องปรับพื้นที่นา ขุดสระน้ำ และเจาะบ่อบาดาลโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะลงทุนมากแต่ก็คุ้มค่าและใช้ได้เป็นเวลานาน

ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

1. การบริหารจัดการพื้นที่ สภาพทั่วไปของฟาร์ม พื้นที่การจัดไร่นาสวนผสมจำนวน 20 ไร่ มีการดำเนินการดังนี้
ส่วนที่ 1 ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่จำนวน 3 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการปลูกพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น การเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่สระน้ำ
ส่วนที่ 2 พื้นที่สำหรับทำนาจำนวน 17 ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการเป็นรูปแบบธุรกิจเกษตร ผลิตอาหารปลอดภัยเป็นรายได้หลักของครอบครัว
- จัดระบบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำไร่นาสวนผสมให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องวางแผนของตนเองโดยอาศัยประสบการณ์ความรู้ ตลอดจนคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ นำมาประกอบในการพิจารณาวางแผนการผลิตให้เป็นผลสำเร็จ และการลงบัญชีฟาร์ม ช่วยให้การวางแผนการผลิตถูกต้องมากยิ่งขึ้น
2. การนำเทคโนโลยีมาใช้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
2.1 การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง
เมื่อได้ศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว บวกกับความรู้ด้านไฟฟ้าที่เรียนจบมา ประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการศึกษาค้นคว้า
หาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเกิดเป็นพลังในการจุดประกายความคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการนำระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้นั้น เนื่องจากได้เล็งเห็นว่าปัญหาความแห้งแล้งเกิดจากความร้อนของแสงแดด จึงนำแสงแดดมาเป็นพลังงานในการเดินเครื่องสูบน้ำ เมื่อแดดออกน้ำจะไหล ยิ่งแดดออกมากน้ำก็จะไหลมากจึงเกิดเป็น “ทฤษฎีน้ำทองคำ” คือการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในการทำการเกษตรตลอดทั้งปี
2.2 ใช้กังหันลมในการสูบน้ำ
กังหันลมแบบสูบชักเป็น กังหันลมชนิดหลายใบ ส่วนใหญ่ใช้ในการสูบน้ำจากบ่อ สระน้ำ หนองน้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีความลึกไม่มากนัก เพื่อใช้อุปโภค ใช้ในทางการเกษตรและใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการยกหรือดูดน้ำได้ในระยะที่สูงกว่าแบบระหัด เพื่อความเข็งแรงวัสดุที่ใช้ทำใบพัดและโครงสร้างเสาของกังหันลมชนิดนี้มัก เป็นโลหะเหล็ก ถ้าผลิตในประเทศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใบพัด ประมาณ 4-6 เมตร จำนวนใบพัด 18, 24, 30, 45 ใบ การติดตั้งแกนใบพัดสูงจากพื้นดินประมาณ 12-15 เมตร ตัวห้องเครื่องถ่ายแรงจะเป็นแบบข้อเหวี่ยงหรือเฟืองขับ กระบอกสูบน้ำมีขนาดตั้งแต่ 3-15 นิ้ว ปริมาณน้ำที่สูบได้ขึ้นอยู่กับขนาดกระบอกสูบน้ำและปริมาณความเร็วลม กังหันลมเริ่มหมุนทำงานที่ความเร็วลม 3.0 เมตร/วินาทีขึ้นไป และสามารถทำงานต่อเนื่องได้ด้วยแรงเฉื่อยที่ความเร็วลม 2.0 เมตร/วินาที แกนใบพัดสามารถหมุนเพื่อรับแรงลมลมได้รอบตัวโดยมีใบแพนหางเสือเป็นตัวควบคุม การหมุนมีระบบความปลอดภัยหยุดหมุนในกรณีที่ลมแรงเกินกำหนด
2.3 เครื่องนวดข้าวแบบประหยัด
ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องจักรกลในการนวดข้าวมีทั้งที่ผลิตในและต่างประเทศ เช่น เป็นรถเกี่ยวนวด แต่มีข้อจำกัดหลายประการคือ ราคาแพงไม่เหมาะกับแปลงนาขนาดเล็ก สูญเสียเมล็ดข้าวร่วงหล่นมาก และอาจทำให้เกิดข้าวปนในปีต่อไปหากไม่ทำความสะอาดก่อนนวดข้าวในแต่ละแปลง เครื่องนวดข้าวแบบประหยัดเป็นภูมิปัญญาของคนไทย ราคาไม่แพง ใช้กับเครื่องยนต์ที่ติดมากับรถไถนา สามารถใช้เชื้อเพลิง
ไบโอดีเซลที่ผลิตได้ในไร่นามาใช้เป็นเชื้อเพลิง ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตลงได้
2.4 ปลูกต้นสบู่ดำเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซลไว้ใช้ในไร่นา
ต้นสบู่ดำสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่โดยปลูกตามหัวไร่ปลายนา เมื่อโตเต็มที่จะให้ผลสามารถนำมาสกัดเอาน้ำมัน สามารถนำมาใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรได้เป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตได้
2.5 ปลูกพืชโดยใช้ระบบน้ำหยด ช่วยประหยัดน้ำ
ขนาดของแปลงขึ้นกับชนิดพืชผักที่ปลูกเป็นการให้นํ้าแก่พืชเฉพาะในเขตรากพืชโดยมีการควบคุมปริมาณนํ้าให้แก่พืชครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งอย่างสมํ่าเสมอด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าหัวจ่ายนํ้าจุดมุ่งหมายสำคัญของการให้นํ้าแบบนี้ก็เพื่อที่จะรักษาระดับความชื้นของดินบริเวณรากพืชให้อยู่ในระดับที่รากพืชดูดไปใช้ได้อย่างง่ายสร้างความเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์พอเหมาะ และเป็นไปตามความต้องการของพืช
3. เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและไร่นาสวนผสม
จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียงบ้านแสลงโทน ตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเราทำการเกษตรอย่าทำเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ หรือราคาสินค้าตกต่ำ ก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งหมด ถ้าปลูกพืชหลากหลายชนิดเมื่อมีปัญหากับพืชอย่างหนึ่ง แต่พืชที่เหลือก็ยังสามารถขายได้ จึงควรจะปลูกพืชหลายชนิด และควรปลูกพืชหลายระยะ เช่น พืชระยะสั้น(ขายได้ทุกวัน) พืชระยะกลาง (๓-๖ เดือนขายได้) และพืชระยะยาว (เก็บผลผลิตได้หลายปี) และควรมีการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เกิดความสมดุล คือเมื่อเรามีเศษผักผลไม้ เศษวัชพืชก็จะกลายมาเป็นอาหารของสัตว์ และขับถ่ายออกมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้เรานำไปบำรุงพืช
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
- การเป็นวิทยากรเกษตรประจำศูนย์เรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง การเป็นประธานศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง มีบทบาทเป็นวิทยากรในการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้นอกสถานที่ทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ
- เป็นผู้นำทางด้านการเกษตร เป็นที่ปรึกษาของสถาบัน การศึกษาและองค์กรต่างๆหลายแห่ง เช่น เป็นที่ปรึกษาของสหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นที่ปรึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลอีสานเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของสภาเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ที่ปรึกษาอนุกรรมการพลังงานของวุฒิสภา เป็นต้น
- เป็นสื่อกลางในการประสานงานกับภาครัฐและเอกชน จึงได้รับการสนับสนุนโครงการต่างๆ มาให้ชุมชนได้มีการพัฒนาอาชีพการเกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น
- เป็นวิทยากร การบรรยายความรู้นอกสถานที่โดยไม่รับค่าตอบแทน ในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและด้านพลังงาน
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการใช้สารเคมี และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้
1. การไถกลบฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากซังข้าวเป็นวัสดุที่
ย่อยสลายได้ง่ายและที่ปริมาณอินทรียวัตถุมาก ในพื้นที่นา 1 ไร่ หากมีการไถกลบฟางข้าวจะได้ปริมาณอินทรียวัตถุประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม วิธีการไถกลบฟางข้าวจะต้องล้มตอซังข้าวก่อนแล้วปล่อยน้ำ
เข้าแปลงนาให้เกิดกระบวนการหมักแล้วถึงจะไถกลบฟางข้าวเป็นขั้นตอนต่อไปวิธีนี้จะทำให้เกิดการย่อยสลายของฟางข้าว ได้เร็วขึ้น
2. การใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากการไถกลบฟางข้าวแล้ว น้ำหมักชีวภาพยังมีส่วนสำคัญในการย่อยสลายของเศษซากพืช และเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น
3. การเลี้ยงปลาในนาข้าว พื้นที่นาจำนวน 3 ไร่ มีการปรับปรุงแปลงนาข้าวให้สามารถเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกข้าวหรือเลี้ยงปลาในนาข้าว ซึ่งปลาจะมีส่วนช่วยในกำจัดวัชพืชบางชนิดและกินแมลง ที่เป็นศัตรูพืชในนาข้าวช่วยลดปริมาณศัตรูข้าวลงได้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นการรักษาระบบนิเวศวิทยาให้เกิดความสมดุล จากการดำเนินการพบว่าข้าวมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
4. เพาะเห็ดจากฟางที่เหลือจากการนวดข้าว หลังจากเกี่ยวข้าวทางศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง จะมีฟางข้าวเป็นจำนวนมาก ฟางที่เหลือนี้ส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นอาหารเลี้ยง วัว ควาย
อีกส่วนหนึ่งจะนำไปย่อยเพื่อเพาะเห็ดหลากหลายชนิด สร้างรายได้และเป็นอาหารแก่ครอบครัวและผู้มาศึกษา ดูงาน
5. การบำบัดของเสียจากมูลสัตว์ เศษอาหารหรือน้ำเสีย การเกษตรแบบไร่นาสวนผสม ในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง มีแหล่งบำบัดของเสียจากมูลสัตว์ ดังนี้
มูลไก่ จะนำไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้และแปลงผักสวนครัว
มูลเป็ด เป็นอาหารในบ่อปลาและเป็นปุ๋ยในนาข้าว
มูลกระต่าย เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้และแปลงผัก
มูลวัวควาย นำไปใส่ในบ่อก๊าซชีวภาพเพื่อทำก๊าซหุงต้มใช้ในครัวเรือน
จากผลงานที่ทำมา ทำให้ทอง หลอมประโคน ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาไร่นาสวนผสมปี 2559

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น