ทอง หลอมประโคน ปัจจุบันอายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นลูกเกษตรกรที่มีอาชีพหลักคือ การทำนา เมื่อเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาไฟฟ้ากำลัง จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ จึงได้เข้าไปหางานทำที่กรุงเทพมหานคร และมีความหวังว่าการเรียนจบสูง การได้ทำงานดีๆ จะทำให้ชีวิตดีขึ้น จึงได้สมัครงานเป็นลูกจ้างในบริษัท ทำงานด้านวิศวกรรมอากาศยาน ดูแลด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์



แต่เมื่อตนเองกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ กลับมาปีละครั้งเป็นเวลา 10 ปี สภาพแวดล้อมและผู้คนที่เคยยากจนก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม ที่นาแห้งแล้งก็ยังคงแห้งแล้งเหมือนเดิม จึงได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เราเรียนจบมาเพื่ออะไร เพื่อพัฒนาเพียงตนเองเท่านั้น หรือเพื่อพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด

นี่เป็นคำถามของเด็กหนุ่มที่เรียนจบจากวิทยาลัยช่าง เป็นคำถาม จากลูกชาวนาที่เห็นความจนและอยู่กับความจนมาตั้งแต่เล็กจนโต แล้วชาวนาจะดีกว่านี้ได้หรือไม่ มุ่งหน้าเดินทางกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ยึดมั่นในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ดำรัสถึงคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเกิดความคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียงที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่แบบสบายๆ ในพื้นที่ของตนปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตร เพียงพอแค่การประกอบอาหารเท่านั้น ประกอบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกษตรกรประสบปัญหาเกี่ยวกับ

1) ปัญหาการเกษตรของภาคอีสานคือ ขาดน้ำ การทำการเกษตรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเพราะไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ฤดูฝนน้ำมากฤดูแล้งไม่มีน้ำทำอย่างไรมีน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งปี คิดได้ว่าเรามีแหล่งน้ำใต้ดินทำอย่างไรจะนำมาใช้ประโยชน์ หากเรามีน้ำเพียงพอจะทำอะไรก็ได้ขอให้มีน้ำอย่างเดียวก็สามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ตลอดทั้งปี จึงได้ศึกษาจากสื่อต่างๆ ไปดูงานตามที่ต่างๆ และเข้ารับการอบรมในเรื่องการบริหารจัดการน้ำตามที่หน่วยงานภาครัฐได้จัดขึ้น

2) ปัญหาพื้นที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากไม่เคยมีการปรับพื้นที่มาก่อน จึงได้วางแผนปรับพื้นที่เป็นอันดับแรกมีความคิดว่าการทำการเกษตรจะต้องมีตัวชี้วัดด้านขนาดพื้นที่อย่างชัดเจนเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการถูกต้องตามหลักวิชาการ พื้นที่จะต้องมีขนาดที่วัดได้อย่างมาตรฐานโดยแต่ละแปลงสามารถบอกได้ชัดเจนว่ามีกี่ไร่ จึงจะสามารถกำหนดปัจจัยการผลิตได้อย่างถูกต้อง

จึงตัดสินใจที่จะทำการเกษตรโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยต้องปรับพื้นที่นา ขุดสระน้ำ และเจาะบ่อบาดาลโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะลงทุนมากแต่ก็คุ้มค่าและใช้ได้เป็นเวลานาน

ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

1. การบริหารจัดการพื้นที่ สภาพทั่วไปของฟาร์ม พื้นที่การจัดไร่นาสวนผสมจำนวน 20 ไร่ มีการดำเนินการดังนี้
ส่วนที่ 1 ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่จำนวน 3 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการปลูกพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น การเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่สระน้ำ
ส่วนที่ 2 พื้นที่สำหรับทำนาจำนวน 17 ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการเป็นรูปแบบธุรกิจเกษตร ผลิตอาหารปลอดภัยเป็นรายได้หลักของครอบครัว
- จัดระบบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำไร่นาสวนผสมให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องวางแผนของตนเองโดยอาศัยประสบการณ์ความรู้ ตลอดจนคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ นำมาประกอบในการพิจารณาวางแผนการผลิตให้เป็นผลสำเร็จ และการลงบัญชีฟาร์ม ช่วยให้การวางแผนการผลิตถูกต้องมากยิ่งขึ้น
2. การนำเทคโนโลยีมาใช้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
2.1 การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง
เมื่อได้ศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว บวกกับความรู้ด้านไฟฟ้าที่เรียนจบมา ประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการศึกษาค้นคว้า
หาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเกิดเป็นพลังในการจุดประกายความคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการนำระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้นั้น เนื่องจากได้เล็งเห็นว่าปัญหาความแห้งแล้งเกิดจากความร้อนของแสงแดด จึงนำแสงแดดมาเป็นพลังงานในการเดินเครื่องสูบน้ำ เมื่อแดดออกน้ำจะไหล ยิ่งแดดออกมากน้ำก็จะไหลมากจึงเกิดเป็น “ทฤษฎีน้ำทองคำ” คือการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในการทำการเกษตรตลอดทั้งปี
2.2 ใช้กังหันลมในการสูบน้ำ
กังหันลมแบบสูบชักเป็น กังหันลมชนิดหลายใบ ส่วนใหญ่ใช้ในการสูบน้ำจากบ่อ สระน้ำ หนองน้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีความลึกไม่มากนัก เพื่อใช้อุปโภค ใช้ในทางการเกษตรและใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการยกหรือดูดน้ำได้ในระยะที่สูงกว่าแบบระหัด เพื่อความเข็งแรงวัสดุที่ใช้ทำใบพัดและโครงสร้างเสาของกังหันลมชนิดนี้มัก เป็นโลหะเหล็ก ถ้าผลิตในประเทศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใบพัด ประมาณ 4-6 เมตร จำนวนใบพัด 18, 24, 30, 45 ใบ การติดตั้งแกนใบพัดสูงจากพื้นดินประมาณ 12-15 เมตร ตัวห้องเครื่องถ่ายแรงจะเป็นแบบข้อเหวี่ยงหรือเฟืองขับ กระบอกสูบน้ำมีขนาดตั้งแต่ 3-15 นิ้ว ปริมาณน้ำที่สูบได้ขึ้นอยู่กับขนาดกระบอกสูบน้ำและปริมาณความเร็วลม กังหันลมเริ่มหมุนทำงานที่ความเร็วลม 3.0 เมตร/วินาทีขึ้นไป และสามารถทำงานต่อเนื่องได้ด้วยแรงเฉื่อยที่ความเร็วลม 2.0 เมตร/วินาที แกนใบพัดสามารถหมุนเพื่อรับแรงลมลมได้รอบตัวโดยมีใบแพนหางเสือเป็นตัวควบคุม การหมุนมีระบบความปลอดภัยหยุดหมุนในกรณีที่ลมแรงเกินกำหนด
2.3 เครื่องนวดข้าวแบบประหยัด
ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องจักรกลในการนวดข้าวมีทั้งที่ผลิตในและต่างประเทศ เช่น เป็นรถเกี่ยวนวด แต่มีข้อจำกัดหลายประการคือ ราคาแพงไม่เหมาะกับแปลงนาขนาดเล็ก สูญเสียเมล็ดข้าวร่วงหล่นมาก และอาจทำให้เกิดข้าวปนในปีต่อไปหากไม่ทำความสะอาดก่อนนวดข้าวในแต่ละแปลง เครื่องนวดข้าวแบบประหยัดเป็นภูมิปัญญาของคนไทย ราคาไม่แพง ใช้กับเครื่องยนต์ที่ติดมากับรถไถนา สามารถใช้เชื้อเพลิง
ไบโอดีเซลที่ผลิตได้ในไร่นามาใช้เป็นเชื้อเพลิง ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตลงได้
2.4 ปลูกต้นสบู่ดำเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซลไว้ใช้ในไร่นา
ต้นสบู่ดำสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่โดยปลูกตามหัวไร่ปลายนา เมื่อโตเต็มที่จะให้ผลสามารถนำมาสกัดเอาน้ำมัน สามารถนำมาใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรได้เป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตได้
2.5 ปลูกพืชโดยใช้ระบบน้ำหยด ช่วยประหยัดน้ำ
ขนาดของแปลงขึ้นกับชนิดพืชผักที่ปลูกเป็นการให้นํ้าแก่พืชเฉพาะในเขตรากพืชโดยมีการควบคุมปริมาณนํ้าให้แก่พืชครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งอย่างสมํ่าเสมอด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าหัวจ่ายนํ้าจุดมุ่งหมายสำคัญของการให้นํ้าแบบนี้ก็เพื่อที่จะรักษาระดับความชื้นของดินบริเวณรากพืชให้อยู่ในระดับที่รากพืชดูดไปใช้ได้อย่างง่ายสร้างความเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์พอเหมาะ และเป็นไปตามความต้องการของพืช
3. เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและไร่นาสวนผสม
จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียงบ้านแสลงโทน ตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเราทำการเกษตรอย่าทำเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ หรือราคาสินค้าตกต่ำ ก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งหมด ถ้าปลูกพืชหลากหลายชนิดเมื่อมีปัญหากับพืชอย่างหนึ่ง แต่พืชที่เหลือก็ยังสามารถขายได้ จึงควรจะปลูกพืชหลายชนิด และควรปลูกพืชหลายระยะ เช่น พืชระยะสั้น(ขายได้ทุกวัน) พืชระยะกลาง (๓-๖ เดือนขายได้) และพืชระยะยาว (เก็บผลผลิตได้หลายปี) และควรมีการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เกิดความสมดุล คือเมื่อเรามีเศษผักผลไม้ เศษวัชพืชก็จะกลายมาเป็นอาหารของสัตว์ และขับถ่ายออกมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้เรานำไปบำรุงพืช
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
- การเป็นวิทยากรเกษตรประจำศูนย์เรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง การเป็นประธานศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง มีบทบาทเป็นวิทยากรในการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้นอกสถานที่ทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ
- เป็นผู้นำทางด้านการเกษตร เป็นที่ปรึกษาของสถาบัน การศึกษาและองค์กรต่างๆหลายแห่ง เช่น เป็นที่ปรึกษาของสหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นที่ปรึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลอีสานเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของสภาเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ที่ปรึกษาอนุกรรมการพลังงานของวุฒิสภา เป็นต้น
- เป็นสื่อกลางในการประสานงานกับภาครัฐและเอกชน จึงได้รับการสนับสนุนโครงการต่างๆ มาให้ชุมชนได้มีการพัฒนาอาชีพการเกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น
- เป็นวิทยากร การบรรยายความรู้นอกสถานที่โดยไม่รับค่าตอบแทน ในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและด้านพลังงาน
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการใช้สารเคมี และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้
1. การไถกลบฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากซังข้าวเป็นวัสดุที่
ย่อยสลายได้ง่ายและที่ปริมาณอินทรียวัตถุมาก ในพื้นที่นา 1 ไร่ หากมีการไถกลบฟางข้าวจะได้ปริมาณอินทรียวัตถุประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม วิธีการไถกลบฟางข้าวจะต้องล้มตอซังข้าวก่อนแล้วปล่อยน้ำ
เข้าแปลงนาให้เกิดกระบวนการหมักแล้วถึงจะไถกลบฟางข้าวเป็นขั้นตอนต่อไปวิธีนี้จะทำให้เกิดการย่อยสลายของฟางข้าว ได้เร็วขึ้น
2. การใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากการไถกลบฟางข้าวแล้ว น้ำหมักชีวภาพยังมีส่วนสำคัญในการย่อยสลายของเศษซากพืช และเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น
3. การเลี้ยงปลาในนาข้าว พื้นที่นาจำนวน 3 ไร่ มีการปรับปรุงแปลงนาข้าวให้สามารถเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกข้าวหรือเลี้ยงปลาในนาข้าว ซึ่งปลาจะมีส่วนช่วยในกำจัดวัชพืชบางชนิดและกินแมลง ที่เป็นศัตรูพืชในนาข้าวช่วยลดปริมาณศัตรูข้าวลงได้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นการรักษาระบบนิเวศวิทยาให้เกิดความสมดุล จากการดำเนินการพบว่าข้าวมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
4. เพาะเห็ดจากฟางที่เหลือจากการนวดข้าว หลังจากเกี่ยวข้าวทางศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง จะมีฟางข้าวเป็นจำนวนมาก ฟางที่เหลือนี้ส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นอาหารเลี้ยง วัว ควาย
อีกส่วนหนึ่งจะนำไปย่อยเพื่อเพาะเห็ดหลากหลายชนิด สร้างรายได้และเป็นอาหารแก่ครอบครัวและผู้มาศึกษา ดูงาน
5. การบำบัดของเสียจากมูลสัตว์ เศษอาหารหรือน้ำเสีย การเกษตรแบบไร่นาสวนผสม ในศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง มีแหล่งบำบัดของเสียจากมูลสัตว์ ดังนี้
มูลไก่ จะนำไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้และแปลงผักสวนครัว
มูลเป็ด เป็นอาหารในบ่อปลาและเป็นปุ๋ยในนาข้าว
มูลกระต่าย เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้และแปลงผัก
มูลวัวควาย นำไปใส่ในบ่อก๊าซชีวภาพเพื่อทำก๊าซหุงต้มใช้ในครัวเรือน
จากผลงานที่ทำมา ทำให้ทอง หลอมประโคน ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาไร่นาสวนผสมปี 2559

เกษตรกรตัวอย่างท่านนี้มีชื่อว่าคุณชัยยา ท้วมเกร็ด เป็นเกษตรกรใน ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยได้ใช้ต้นสักทองจำนวน 700 ต้นในพื้นที่ปลูกต้นพลูให้เกี่ยวขึ้นตามต้น ช่วยให้เจริญเติบโตได้เร็ว และให้ผลผลิตมากกว่าการปลูกต้นพลูให้เกาะกับต้นทองหลางแบบเดิม ซึ่งต้นสักนั้นใบใหญ่และให้ร่วมเงาดีกว่าต้นทองหลางที่ขึ้นรกไร้ประโยชน์
ส่วนพื้นที่ด้านล่างนั้นปลูกส้มโอ มะนาว และใบชะพลูแซมให้เต็มพื้นที่ไร่ครึ่ง โดยทำการรดน้ำและให้ปุ๋ยเพียงครั้งเดียวก็สามารถไปถึงพืชที่ปลูกร่วมกันได้ทุกชนิด และสร้างผลผลิตสับเปลี่ยนให้เก็บขายได้ตลอด โดยเฉพาะใบชะพลูที่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 30-40 กิโลกรัมเลยทีเดียวครับ ในขณะที่ใบพลูนั้นก็เก็บขายได้ทุกเดือนเช่นกัน
ในส่วนของร่องสวนนั้นทำการปลูกต้นเตยหอม บริเวณรอบๆ บ้านปลูกพืชผักสวนครัวทั่วไปอย่างเช่น พริก แมงลัก กระเพรา โหระพา โดยทั้งหมดนั้นไม่มีการใช้สารเคมี ให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ชีวภาพ และเก็บขายได้ทุกวันเช่นกัน โดยมีการเก็บไปส่งให้แม่ค้าในหมู่บ้านไปจำหน่ายในตลาดตัวเมือง ซึ่งรวมทั้งหมดของพืชที่ปลูกไว้ทั้ง 10 ชนิดนั้นสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยแล้วมากถึง  50,000-60,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียวครับ
ดูรายละเอียดได้จากคลิปนี้เลยครับ
 
ช่วง 2 วันที่ผ่านมาผู้ใช้เฟซบุ๊กได้โพสต์ภาพของอดีตผู้ว่าราชการคนหนึ่งที่หลังเกษียณอายุราชการได้กลับไปชีวิตทำให้ในสิ่งที่ตัวเองของ คือใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำเกษตรผสมผสาน ผู้ว่าฯคนดังกล่าวคือ ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก
             ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ เติบโตมาจากเด็กบ้านนอกสู้ชีวิต เรียน กศน. จบ ม.6  มุมานะเรียนต่อจนจบปริญญาตรี-โท-เอก ตามลำดับ รับราชการเจริญเติบโตจนได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
             "ทุกครั้งและทุกก้าวของการทำงานของผมผมคิดเสมอว่า ผมคือลูกชาวนา ไม่เคยคิดรังเกียจวิถีชีวิตชาวนา และไม่เคยคิดหนีจากวิถีชีวิตชาวนา หลังเกษียณ ผมจึงกลับคืนสู่วิถีชีวิตแห่งความสุขที่บริสุทธิ์แบบพื้นฐานดั้งเดิมของสังคมไทย ผมโชคดี ที่ยังคงมีความคิดและความเชื่อเช่นนี้อยู่ อยากบรรลุถึงความสุข ที่แท้จริงต้องกล้าตัดสินใจและลงมือปฎิบัติจริงแบบทวนกระแสโลก สังคม และความอยากของตัวเองให้ได้" ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ระบุ

             ดร.แสวง นิลนามะ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นบุคคลหนึ่งที่ชื่นชมและพร้อมกับแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "เห็นภาพพี่แล้ว ทำให้นึกถึงพุทธประวัติ หลังเสวยข้าวมธุปายาสแล้ว ทรงอธิษฐานลอยถาดเปล่า ปกติถาดทั่วไปจะลอยตามน้ำแล้วจมหาย แต่ถาดที่เจ้าชายสิทธัตถโพธิสัตว์ ทรงลอยนั้น กลับลอยขึ้นทวนน้ำคือนัยะที่ชี้ชัดว่า ชีวิตที่มีค่ามิใช่ชีวิตที่ตามกระแสจนสุดโต่งจมหายกลายกลืนจนเสียอัตลักษณ์ และไม่ใช่ชีวิตที่ขวางกระแสจนเกิดการต่อต้านแตกหัก หากแต่เป็นชีวิตที่ค่อยๆ เรียนรู้ทบทวนการย้อนทวนกระแสขึ้นไปทีละน้อย ดุจปลาที่อยู่ในน้ำ ต้องไม่ลอยตามน้ำจนออกทะเลไกล และต้องไม่รังเกียจน้ำโดดขึ้นฝั่งมาอยู่บนบก หากแต่เรียนรู้แหวกว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจะพบมรรคาที่สุขนิรันดรสำหรับการพักพิงหลบซ่อนภัย"


             ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ เกิดเมื่อ วันที่ 4 มิถุนายน 2498 ณ บ้านหนองกอไผ่ ตำบลวังสำโรง อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครอบครัวชาวนาของ คุณพ่อจวน คุณแม่บุญมา ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นลูกชาวนา “ยอดคน”
             เด็กชายปรีชา เรืองจันทร์ หยุดพักการศึกษาหลังจบชั้นประถมศึกษา ผันชีวิตไปเป็นชาวนาตามรอยเท้าพ่อถึง 6 ปีเต็ม แต่ด้วยความมุ่งมั่นและใฝ่การศึกษา นายปรีชา เรืองจันทร์ กลับเข้ามาศึกษานอกระบบโรงเรียน สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วุฒิการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิต นิติศาสตร์บัณฑิต รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตและรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต
การศึกษา
             ปริญญาตรี พ.ศ. 2518 รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
             ปริญญาโท พ.ศ. 2522 รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
             ปริญญาเอก พ.ศ. 2548 Doctor of Organization and Transformation (DODT), CEBU Doctors University, Philippines
             นายปรีชา เรืองจันทร์ รับราชการครั้งแรกในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนระดับ 3 สำนักงานจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปี 2519 และได้เจริญเติบโตในชีวิตราชการเรื่อยมาตามลำดับ โดยดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอโกรกพระ อำเภอหนองบัว อำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเมืองนครสวรรค์ ผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ นักวิชาการปกครอง นายอำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีษะเกษ นายอำเภอวังทรายพูน นายอำเภอเมืองพิจิตร ผู้อำนวยการกองราชการส่วนตำบล ผู้อำนวยการส่วนความมั่นคง กรมการปกครอง ผู้อำนวยการกองการข่าว สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดจังหวัดพิจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีและย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบูรณ์ เมื่อปี 2543
             นายปรีชา เรืองจันทร์ ได้ดำเนินการทุกวิถีทางที่จะนำความสงบสุข และความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้านมาสู่ประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยความที่เป็นผู้มีความรู้ มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่น ทำให้มีผลงานปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง โดยการจัดทำแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสั่งการป้องกันแก้ไขปัญหาในขณะ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ประสบภาวะวิกฤติเกี่ยวกับอุทกภัยอย่างฉับพลันและมี ประสิทธิภาพ
             ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชน ด้วยขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิง บูรณาการ การส่งเสริมการเกษตร วิสาหกิจชุมชน สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นผลงานเด่นที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนเพชรบูรณ์เป็นอย่างมาก
             ใน ฐานะรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติดของจังหวัดมีผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเร่งรัดปราบปราม การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเอาชนะยาเสพติด การจัดระเบียบสังคมเชิงบูรณาการ การจัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน ล้อมครอบครัวด้วยรั้วรัก การพัฒนาศักยภาพพลังแผ่นดิน ลูกเสือชาวบ้าน อาสามัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน จนได้รับมอบโล่บุคคลที่มีผลงานดีเด่น ด้านการสนับสนุนการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด
             นาย ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชน ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีในการออกกำลังกาย เล่นกีฬาส่งเสริมสุขภาพอยู่เสมอ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนกีฬาของจังหวัดเพชรบูรณ์มาโดยตลอด เช่นเดียวกันกับด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม นายปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมของศาสนา และได้ส่งเสริมให้คณะสงฆ์ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนเสริมสร้างวินัยของเยาวชนและสังคม ขับเคลื่อนโดยศูนย์พัฒนาคุณธรรมและทุกภาคส่วนในจังหวัด
             แม้จะทุ่มเท กับการทำงานอย่างหนัก แต่นายปรีชา เรืองจันทร์ ยังได้ปลีกเวลาศึกษาเพิ่มเติม วิทยฐานะ จนจบปริญญาเอก สาขาพัฒนาองค์กร เป็นดอกเตอร์ลูกชาวนาอีกคนหนึ่งที่น่าภูมิใจ
             สิ่งที่นายปรีชา เรืองจันทร์ได้สร้างผลงานไว้ตลอดระยะเวลา 7 ปี นั้นได้สร้างคุณูปการและแสดงให้ชาวเพชรบูรณ์ได้เห็นว่า นายปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ที่ประกอบด้วย ภูมิรู้ ภูมิธรรมและจิตใจอันมุ่งมั่น อุตสาหะ พากเพียร อดทนต่อความยากลำบากและที่สำคัญคือการที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอัน อบอุ่นและเข้มแข็ง คือนางปิยธิดา เด็กชาย ป นนทนันทน์และเด็กหญิง ป ประภัสสนันทน์ (นาย กะ นุ่น) เรืองจันทร์ สมควรได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลที่จะทูลเกล้าฯ เสนอชื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และภูเก็ตปัจจุบัน ที่พิษณุโลก
การทำงาน
             นายอำเภอเมืองพิจิตร
             ผู้อำนวยการกองราชการส่วนตำบล กรมการปกครอง
             ผู้อำนวยการส่วนความมั่นคง กรมการปกครอง
             ผู้อำนวยการกองการข่าว สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย
             ปลัดจังหวัดพิจิตร (ระดับ 9)
             รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
             รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
             ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร
             ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
             ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
             พ.ศ. 2546 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
             พ.ศ. 2551 มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
เกียรติคุณพิเศษ
             พ.ศ. 2528 รางวัลดีเด่น การเขียนหนังสือเพื่อเยาวชนวัย 13-19 ปี ภาคเหนือ ประเภทกวีนิพนธ์ เรื่อง “ฉากชนบท”
             พ.ศ. 2528 เกียรติบัตรนักวิชาการยอดเยี่ยม หลักสูตรปลัดสุขาภิบาล รุ่นที่ 4
             พ.ศ. 2532 ประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่น จังหวัดนครสวรรค์
             พ.ศ. 2534 เกียรติบัตรนักวิชาการดีเด่น หลักสูตร โรงเรียนนายอำเภอ รุ่นที่ 13
             พ.ศ. 2553 รางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ “สังข์เงิน” ครั้งที่ 23 ประเภทบุคคลผู้ประสบความสำเร็จด้านการประชาสัมพันธ์ จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย
             นอกจากงานทางราชการแล้ว  นายปรีชา  เรืองจันทร์  ยังมีความสามารถทางด้านงานเขียนและสิ่งพิมพ์  มีผลงานมากมาย  เช่น  วิทยานิพนธ์เรื่อง “การบริหารงานสำนักงานจังหวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดเพชรบูรณ์” ,  หนังสือเสริมการอ่าน “แม่ค้าขายผัก”, เอกสารวิจารณ์หนังสือ “เล่นกับคน : ศิลปะการบริหารแบบไทย ๆ”  ของอาจารย์สุขุม   นวลสกุล  และ “เทคนิคการบริหารเวลาสำหรับนักบริหาร”  ของ       ชัยรัตน์   บูรณะวิวัฒน์  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีงานเขียนรวมเล่ม  เช่น  “ฉากชนบท”  “คนกินอุดมการณ์” “ลูกล่อลูกชนคนทำงาน”  “ก็อดอามี่มณีลอยปลุกราชบุรีเขย่าโลก”  “ขวัญใจชาวบ้าน”  “ น้ำฝนน้ำฟ้า น้ำตาน้ำก้อ “  และ “คนแบกเสบียง”  เป็นต้น  นามปากกาที่ใช้มี  “รุ่งทิวา”   “กระทิงทุ่ง”  “กำนันฉะ” “ ป ปิยธิดา” “ ป นนทนันทน์”  “ ป  ประภัสสนันท์”  “ มหานายนนทนันทน์”  นับเป็นบุคคลที่มีความสามารถอีกท่านหนึ่งที่ควรยกย่อง
             ขอขอบคุณเจ้าของภาพต้นเรื่องที่นำสิ่งดีๆ มานำเสนอต่อสังคม รวมถึงเว็บไซต์ http://aopenpaktourism.blogspot.com/2011/11/blog-post.html ที่ได้รวบรวบประวัติ ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ไว้เป็นอย่างดี และ https://www.youtube.com/watch?v=cddRHLETVek วิดีโอประวัติ
 เฮง ฟาร์มควายไทย ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา

 โดยฟาร์มแห่งนี้ มีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา

 เสี่ยเฮง อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร เจ้าของฟาร์ม เล่าให้ฟังว่า  เลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยง จึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไปแต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสาน ทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้น ตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น

 ควาย ตัวเป็นแสน ไม่พอขาย

 เสี่ยเฮง บอกเล่าถึงสถานการณ์ราคาที่ซื้อ– ขายกันทุกวันนี้ ว่าราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับ แต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหา ว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจ

 “ยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอด เพราะตลาดมีความต้องการมาก จะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้น”

 เสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่า อาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ

 “เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปี จะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000–40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี
อาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์ จึงเป็นแรงดึงดูดใจให้ผู้คนหลากหลายอาชีพหันมาสนใจ แม้แต่พยาบาลสาว ยังต้องลาออกมาทำการเกษตร อย่างเช่น คุณการต์รวี บัวบุญ หรือ น้องอ้น อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม 44120 โทร. (085) 421-7734 อีเมล kanrawee_oen@hotmail.com ให้ข้อมูลว่า เดิมมีอาชีพรับราชการเป็นพยาบาล โดยจบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี พยาบาลวิชาชีพ (4 ปี)

 จากนั้นรับราชการอยู่หลายแห่งเป็นเวลารวม 8 ปี (ศูนย์มะเร็งลพบุรี 2 ปี, โรงพยาบาลวาปีปทุม 3 ปี, โรงพยาบาลมหาสารคามอินเตอร์ 1 ปี, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 ปี) จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาเดียวกันและที่เดียวกัน และเพิ่งลาออกจากพยาบาลเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คุณการต์รวี เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ 22 ไร่ ทำนา 10 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ดอน โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ดังนี้

 1. เลี้ยงเป็ดไข่ (พันธุ์กากีแคมป์เบล, ซีพีซุปเปอร์) 500 ตัว ให้ไข่แล้ว 200 ตัว ซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง เช่น กากปาล์มน้ำมัน กากถั่วเหลือง รำ มีการเพาะพันธุ์เป็ดเองโดยใช้เครื่องฟักไข่ช่วย

 2. ไก่ไข่ 50 ตัว แต่เลี้ยงแบบไก่พื้นเมือง ให้อาหาร ได้แก่ รำ หญ้าเนเปียร์ น้ำหมักปลา ทำให้เปอร์เซ็นต์การไข่ดีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับความสนใจจากลูกค้าดีมากโดยเฉพาะผู้ห่วงใยสุขภาพ เช่น หมอ พยาบาล และมีเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

 3. ไก่ประดู่หางดำ 300 ตัว ขายเป็นไก่เนื้อ กิโลกรัมละ 90 บาท และขายพันธุ์อายุ 7 วัน ตัวละ 25 บาท 4. ไก่พันธุ์พื้นเมือง 100 ตัว ขายกิโลกรัมละ 90 บาท 5. ไก่ดำ KU ภูพาน ขายลูกอายุ 7 วัน ตัวละ 50 บาท 6. ไก่เหลืองดงยอ 100 ตัว ขายลูกตัวละ 20 บาท ปลูกดาวเรือง ตัดดอกขาย เป็นระยะๆ ส่วนดอกที่ตกเกรด จะนำมาตากแดดผสมในอาหารไก่ ทำให้ไข่แดงเข้มขึ้น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา 2 ไร่ เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อให้ได้วัตถุดิบปลอดสารพิษ และปลูกทานตะวัน 1 ไร่ นำเมล็ดมาบดเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์เช่นกัน




 นอกจากนี้ “ยังได้เปิดเพลงให้ไก่ฟังทุกวัน เพื่อให้ไก่ผ่อนคลาย ไม่เครียด เพราะนอกจากได้อาหารดีแล้วยังได้ฟังเพลง ทำให้อารมณ์ดี และให้ผลผลิตดีอีกด้วย” วันนี้รายได้อาจไม่เท่าอาชีพพยาบาล แต่วันหน้าอาจมีรายได้มากกว่า วันนี้จึงเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ด้านการตลาด การที่เราเน้นการผลิตเชิงประณีต ทำให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย และกำลังสร้างเครือข่ายผู้บริโภคซึ่งมีแนวโน้มขยายตัว

 ขณะเดียวกัน ก็มองหาเครือข่ายผู้ผลิตควบคู่กันไปด้วย เป็นพยาบาลเพราะแม่ “เป็นพยาบาลเพราะความต้องการของแม่ แต่เมื่อแม่ป่วยเป็นมะเร็ง ตนเองกลับไม่มีเวลาแม้แต่จะพาแม่ไปหาหมอ เมื่อเรียนปริญญาโททำให้เปลี่ยนมุมมอง และเมื่อเรียนปริญญาเอกจึงลาออกตามความฝันของตนเอง”

 คุณการต์รวีบอกทรรศนะในการมองอาชีพการเกษตร “ขณะนี้เป็นวิกฤตของอาชีพเกษตร หมดยุคนี้แล้วจะไม่มีคนทำการเกษตร ไม่อยากให้ลูกหลานเกษตรกรมุ่งไปที่ทำงานราชการเท่านั้น อย่างน้อยเด็กในอีสานมีต้นทุนด้านที่ดิน ไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรเป็นพลเมืองชั้น 2”

 คุณการต์รวีให้แง่คิดด้วยความรู้ความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับการเกษตรเป็นตัวอย่างแก่บุคคลอื่น จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็น Young Smart Farmer ของจังหวัดมหาสารคาม ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่าอาชีพการเกษตรนั้นยังมีเสน่ห์และมีอนาคต แม้แต่พยาบาลสาวสวยยังหลงใหลถึงเพียงนี้ แล้วทำไมท่านที่เป็นเกษตรกรหรือลูกหลานเกษตรกรจะไม่เห็นคุณค่า และกลับมายกระดับการเกษตรของไทยจรรโลงไว้สืบต่อให้ลูก หลาน เหลน โหลนต่อไป
วันนี้เราจึงจะมานำเสนอ วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก เป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณจันทร์ ชัยภา ประธานศูนย์เรียนรู้เครือข่ายการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ อ.สีคิ้ว ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ นี่จึงเป็นวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยที่น่าสนใจ สามารถนำไปใช้เลี้ยงเพื่อบริโภคในครอบครัวและเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมก็ได้

เลี้ยงไว้กินก็ได้น่ะ อร่อยด้วย ทำเมนูได้เยอะ

เป็นแบบ วีดีโอ อธิบายเริ่มแรก



ในส่วนของขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกนั้น มีวิธีการดังนี้

เตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้ง

1. ให้ทำการขุดบ่อขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร และลึก 70 เซนติเมตร (จะขุดดินหรือว่าก่อปูนขึ้นมาก้ได้น่ะครับแลวแต่สะดวก)
2. นำเอาพลาสติกสีดำมาปูก้อนบ่อแล้วนำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร ตามภาพ
3. เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี ากนั้นให้พักทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
4. ต่อมาให้นำสาหร่าย ผักตบชวา หญ้าขน ที่หาได้ตามธรรมชาติ มาทิ้งไว้ในบ่อเป็นฟ่อนๆ ราว 4-5 ฟ่อน

ปล่อยกุ้งฝอยลงในบ่อ

1. ให้รวบรวมกุ้งฝอยจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติประมาณ 5 ขีด หากได้ตัวเมียเยอะๆ จะดีมาก สังเกตุได้จากไข่สีเขียวๆ ที่อยู่ใต้ท้อง
2. ปล่อยกุ้งฝอยลงไปในบ่อโดยช่วง 7 วันแรกไม่ต้องให้อาหารเพื่อให้กุ้งนั้นปรับสภาพในบ่อ

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ และให้กุ้งฝอยโตเร็ว

ใช้ EM 2 ช้อนแกง ,กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง,น้ำ 1 ลิตร มาผสมให้เข้ากันแล้วหมักไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์
อัตราส่วนในการใช้ : อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้งฝอย จะช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ กุ้งฝอยโตเร็ว
อาหารกุ้งฝอย และการให้อาหารกุ้งฝอย

นำเอาไข่แดงที่ต้มสุกแล้วเน้นว่าเฉพาะไข่แดง จำนวน 2 ฟอง ผสมกับรำอ่อน 3 ขีด คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นให้ทำการปั้นเป็นก้อนๆ เท่ากำปั้นโยนลงไปในบ่อ ประมาณ 3 ก้อน ทุกๆ วัน หลังจากนั้น 1 เดือนกุ้งฝอยของเราจะเริ่มวางไข่ ให้สังเกตดูตอนกลางคืนโดยนำไฟฉายมาส่องดูว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่
ในส่วนของเทคนิคในการเร่งให้กุ้งฝอยวางไข่นั้น สามารถทำได้โดยการนำเอาสายยางมาเปิดน้ำประปาลงบ่อ ให้เปิดน้ำแรงๆ ทิ้งไว้ซัก 10-20 นาที กุ้งฝอยนั้นชอบเล่นน้ำไหล และจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา ซึ่งตามธรรมชาตินั้นกุ้งจะไม่วางไข่ถ้าน้ำนิ่ง เลี้ยงต่อไปราวๆ 1-2 เดือน กุ้งจะโตเต็มที่ และสามารถจับขายได้ แต่ถ้านับเวลาเตรียมบ่อตั้งแต่ช่วงแรกนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

จากการเลี้ยงในบ่อตามขนาดที่คุณจันทร์ ชัยภา แนะนำนั้นจะได้กุ้งฝอยทั้งหมดประมาณ 20-30 กิโลกรัม ต่อบ่อ ซึ่งจะขายได้ในราคา 100 ถึง 200 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว แถวตลาดทำเป็นกอง กองละ 20 บาท ไม่ถึงขีดด้วยซ้ำ รับรองว่ากำไรดี
คิดเล่นๆ หากได้กิโลกรัมละ 200 บาท บ่อหนึ่งได้กุ้ง 30 กิโลกรัม จะเป็นเงิน 6,000 บาท ต่อบ่อเลยทีเดียว ซึ่งถ้าไปดูต้นทุนกับอาหารแล้วถือว่าคุมมาก เราสามารถเลี้ยงได้พร้อมกันหลายๆ บ่อเพื่อให้จับกุ้งขายได้ตลอดก็ได้ และยิ่งถ้ามีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กุ้งแล้ว และเข้าใจวิธีการต่างๆ หากเลี้ยงจริงๆ จะมีประสบการณ์ คิดว่าน่าจะสร้างรายได้อย่างงามให้กับคนที่สนใจแน่นอน แค่เอาใส่ตะกร้าไปเร่ขายในหมู่บ้านก็หมดแล้ว

ลองดูคลิปด้านล่าง และ ประยุกค์ใช้ดู



คำเชิญชวนที่ติดอยู่หน้าคอกไก่...ไทนคร...พนม ผลงานของสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครพนม ซึ่งมี คุณสมัย ศรีหาญ เป็นหัวหน้าสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครพนม และผู้วิจัยกรงไก่ดังกล่าว

ด้วยความโดดเด่นของคอกไก่...ไทนคร...พนม จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จากการประกวดนวัตกรรมโรงเรือนน็อกดาวน์ ในงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดลำปาง

รูปแบบของคอกไก่...ไทนคร...พนม ถือว่าเป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของเกษตรกร และที่สำคัญยังประยุกต์ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากยางพารา ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ หากมีการใช้รูปแบบกรงไก่แบบนี้มากขึ้น นั่นหมายความว่าจะช่วยทำให้เกิดความต้องการใช้ยางพาราที่มากขึ้นตามมาด้วย

สำหรับการออกแบบ เน้นใช้ง่ายได้อย่างสะดวก และสามารถนำไปติดตั้งได้ในทุกพื้นที่ โดยผู้ประดิษฐ์ได้เน้นทำให้เป็นระบบน็อกดาวน์ โดยใช้เวลาประกอบ 40 นาที และใช้เวลาถอดเพียง 30 นาที





คอกไก่...ไทนคร...พนม มีขนาดพื้นที่ 1.50x1.50 ตารางเมตร

โครงสร้างหลักเป็นเหล็กกล่อง ขนาด 6 หุน

หลังคามุงด้วยแผ่นยางพารา หนา 0.50 เซนติเมตร ขนาด 2x2 ตารางเมตร และมีกันสาดด้านหน้า ขนาดกว้าง 0.50x2 ตารางเมตร

ฝา แบ่งออกเป็น

ส่วนล่าง เป็นตาข่ายพลาสติก พีวีซี ตาห่าง 9x9 ตารางเซนติเมตร ขนาด 0.80x6 ตารางเมตร

ส่วนกลาง เป็นแผ่นยางพารา หนา 0.5 เซนติเมตร ขนาด 0.50x4.50 ตารางเมตร

ส่วนบน เป็นตาข่ายเชือกไนล่อน ตาห่าง 2x2 เซนติเมตร โดยด้านหลัง ขนาด 0.25x1.50 ตารางเมตร ด้านข้าง ขนาด 0.25x1.50 ตารางเมตร และ 0.50x0.45x1.50 ตารางเมตร ด้านหน้า ขนาด 0.25x1.50 ตารางเมตร

ภายในคอกไก่...ไทนคร…พนม ผู้ประดิษฐ์ได้เสริมคอนนอน ขนาด 0.43x1.45 ตารางเมตร ทำด้วยโครงเหล็กกล่อง และปูด้วยตาข่ายพลาสติก พีวีซี ขนาด 9x9 มิลลิเมตร

และอีกสิ่งคือ รังไข่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร

ขณะที่แผงรั้งตาข่ายรอบนอก ที่มีขนาด 1.40x1.40 ตารางเมตร สามารถต่อขยายได้ตามความต้องการ โดยต้นทุนค่าแผงด้านนอกอยู่ที่ แผงละ 140 บาท

คอกไก่...ไทนคร…พนม มีอายุการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี

การก่อสร้างทำได้ง่ายมากและใช้เวลาน้อย โดยใช้แรงงานหลัก 2 คน ช่วยกัน จะเสร็จภายในเวลาเพียง 4 วัน

ขณะที่มูลค่าการลงทุนค่าตัวโรงเรือน อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท เท่านั้น

หากสนใจ ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครพนม ตำบลโนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โทร. (042) 581-108
 “ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลมยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก

 จุดยากลำบากในการปลูกผักหวานป่าคือ ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกในดินต้องระวังไม่ให้รากขาดและรากต้องตั้งตรงลงดิน มิฉะนั้นต้นผักหวานจะไม่เจริญเติบโต

 ผักหวานป่าเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ผลผลิตในช่วงนอกฤดูซื้อขายในราคาสูงถึงกิโลกรัม (กก.) ละ 200 บาท ผลผลิตในช่วงฤดูราคาขายอยู่ที่ กก.ละ 70 บาท ดอกผักหวานป่ามีราคาสูงถึง กก.ละ 300 บาท ผักหวานป่าจึงเหมาะสำหรับปลูกในเชิงการค้า เพราะมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งวิตามิน โปรตีน กากใยอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้ดีมาก แถมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดอาการอักเสบทางผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด ละลายไขมัน ฯลฯ

 ศูนย์เรียนรู้ การปลูก ผักหวานป่า จ.ชัยภูมิ

 ปัจจุบันมีแหล่งปลูกและขยายพันธุ์ผักหวานป่าและผักหวานบ้านในหลายพื้นที่ เช่น บ้านหมอ จ.สระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ฯลฯ ในฉบับนี้ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” ของ “ป้าคำพุฒ แสนสิบ” บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ 7 บ้านโนนผักหวาน ตำบลแหลมทอง อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ 36260

 สำหรับ “ศูนย์เรียนรู้การปลูกผักหวานป่า” แห่งนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ กศน.ตำบลแหลมทอง ที่ผ่านมาทาง กศน.ตำบลแหลมทองเปิดกลุ่มโครงการจัดการศึกษาต่อเนื่องแบบบูรณาการด้านอาชีพ หลักสูตรการปลูกผักหวานป่า ณ บ้านโนนผักหวาน โดยให้ป้าคำพุฒ แสนสิบ เป็นวิทยากรสอนเยาวชนและชาวบ้านที่สนใจหลักสูตรนี้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันครอบครัวป้าคำพุฒมีอาชีพปลูกผักหวานป่าแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เงาะ ปลูกแบบผสมผสาน บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่

 ในอดีตครอบครัวป้าคำพุฒมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงไหมมาตั้งแต่ปี 2528 จนกระทั่งปี 2543 เจอปัญหาราคาเส้นไหมตกต่ำ จากเดิมที่เคยซื้อขายในราคา กก.ละ 170 บาท ก็ร่วงหล่นเหลือแค่ 80 บาท/กก. รายได้หดหาย แถมมีปัญหาใบหม่อนไม่พอเลี้ยงหนอนไหม จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จังหวะนั้นเจอเพื่อนบ้านปลูกผักหวานป่าขาย กก.ละ 200 บาท ได้ผลกำไรดี จึงเกิดความสนใจ ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิพาไปดูงานเรื่องการปลูกผักหวานที่บ้านหมอ จ.สระบุรี



 ปลูกผักหวานป่า แซมพืชไร่ไม้ผล

 ป้าคำพุฒได้นำต้นผักหวานป่ามาทดลองปลูก จำนวน 150 ต้น โดยปลูกผักหวานป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปลูกแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เพื่อให้เป็นไม้พี่เลี้ยง ให้มีแสงแดดรำไร ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตดี ปลูกประมาณ 4 ปีก็เริ่มเก็บยอดผักหวานออกขายได้ ป้ากับเพื่อนเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันขายผักหวานป่าให้แม่ค้า ในราคา กก.ละ 200 บาท


 ปัจจุบันสวนผักหวานป่าแห่งนี้มีอายุครบ 10 ปีแล้ว ยังให้ผลผลิตที่ดี ผักหวานป่าเป็นพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย จะเข้าสู่ช่วงพักต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคมของทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งจะสามารถเก็บผักหวานป่าออกขายได้

 ป้าคำพุฒบอกว่า ที่นี่เก็บผักหวานป่าออกขายปีละครั้ง โดยเก็บยอดผักหวานป่าในลักษณะผักสด และเก็บใบผักหวานป่ามาแปรรูปในลักษณะใบชา ต้นผักหวานป่าเมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีเมล็ด สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้ ผักหวานป่าจะมีเมล็ดปีละครั้ง จะสุกประมาณปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน เมล็ดจะมีอัตรางอกลดลงอย่างเร็วมาก เมล็ดแก่ที่หลุดร่วงจากต้นต้องเร่งเพาะเมล็ดภายใน 15 วัน หากปล่อยทิ้งไว้เปอร์เซ็นต์การงอกก็จะลดลงเรื่อยๆ

 จากปีแรกที่ปลูกต้นผักหวานป่า จำนวน 150 ต้น ปัจจุบันป้าคำพุฒสามารถขยายพันธุ์ต้นผักหวานป่าได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 ต้น มีรายได้จากการเก็บผักหวานป่าออกขายปีละ 200,000 บาท และเก็บเมล็ดผักหวานป่าจากป่าชุมชนแถวบ้านมาเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายต้นกล้าแก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ ในราคาต้นละ 25 บาท ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ดสามารถเติบโต แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

 คำแนะนำ ในการปลูกผักหวานป่า

 ป้าคำพุฒบอกว่า ปลูก 4 ปีก็เก็บยอดขายได้แล้ว เวลาขุดดินใส่ต้นกล้าผักหวานป่าลงไป ระวังอย่าให้รากขาด เพราะต้นผักหวานป่าจะไม่เจริญเติบโต ไม่แตกยอด เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินลงไป ต้นผักหวานป่ามีอายุยืน 50-100 ปี แถมดอกผักหวานป่ายังขายได้ราคาดีอีกต่างหาก ขายส่งในราคา กก.ละ 300 บาท ตลาดนิยมดอกผักหวานป่าเพราะถือว่าเป็นของแปลก เป็นยาดี ขายแยกดอก แยกใบ

 โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักหวานป่ามักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด หากเรานำมาปลูกในพื้นที่เรือกสวนไร่นาจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศภายในสวนให้มีร่มเงาเหมือนป่าตามธรรมชาติ โดยปลูกผักหวานป่าแซมกับไม้ผลไม้ยืนต้น ประเภทต้นลำไย มะยงชิด ต้นหม่อน หากปลูกผักหวานป่าแบบพืชเชิงเดี่ยว ต้นผักหวานป่าจะแสดงอาการใบเหลืองและมีโอกาสตายได้

 เพื่อช่วยให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเร็วและแตกยอดได้ดี ควรตัดยอดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ต้นผักหวานป่าแตกยอดใหม่ได้มากขึ้น เทคนิคนี้ได้ผลดีเมื่อทำกับต้นผักหวานป่าที่มีอายุมากแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ การขุดรากผักหวานป่าที่เป็นต้นแก่แล้วสามารถช่วยให้เกิดการแตกต้นใหม่ได้เช่นกัน สำหรับต้นผักหวานป่าที่ปลูกตามธรรมชาติ แค่ดูแลใส่ปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยขี้ไหมใต้ต้นผักหวานป่าก็ทำให้ต้นผักหวานในชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือมีลักษณะยอดใหญ่และอ่อน มีรสชาติหวาน มัน กรอบ

 ที่ผ่านมาครอบครัวป้าคำพุฒได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.สาขาชัยภูมิ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนทำนารอบ 2 ป้าคำพุฒกู้เงิน 200,000 บาทมาใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไหม ปัจจุบันป้าคำพุฒมีรายได้จากการทำสวนผักหวานป่าผสมผสานกับสวนผลไม้ สร้างรายได้ก้อนโต หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ สามารถชำระเงินกู้กับ ธ.ก.ส.ได้หมดแล้ว



 ปัจจุบัน ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวป้าคำพุฒก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และสวนแห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกผักหวานป่าที่ผู้สนใจต่างแวะเวียนกันเข้ามาหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอีกในหลายพื้นที่ใกล้เคียง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจะประสบปัญหาสภาพอากาศในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวออกดอกติดผลน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศที่มูลค่าหลาย 1,000 ล้านบาท/ปี



 รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พยายามศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนังงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้มะพร้าวน้ำหอมติดดอกออกผลดกตลอดทั้งปี และพร้อมส่งมอบงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต่อไป



 รศ.วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่ายมีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6.5-7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน


 ซึ่งเป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุหรือฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้เจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าและน้ำฝนชะล้างช่อดอกทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว



 สำหรับเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกตลอดทั้งปี จะใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรสด ด้วยการฉีดพ่นโดยจะนำเกสรตัวผู้ล้างน้ำเกลือและบดให้เมล็ดแตก ผสมกับน้ำ10ลิตร ให้ละอองเกสรลอยผสมกัน เทใส่ตะแกรงกรองน้ำใสถังฉีดพ่นที่มีสารละลายเกสรมะพร้าว (Pollen Germ’ Media) อัตราส่วนสารละลายเกสรมะพร้าว 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปพ่นช่อดอก


 โดยวิธีการผสมจะเลือกช่อดอกเกสรตัวเมียจากต้นที่มีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 2 ปี โดยจะเริ่มฉีดสารละลายล้างช่อดอก(Botton Cleansing Agent) อัตราส่วน สารละลายล้างช่อดอก 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร เพื่อทำความสะอาดช่อดอกก่อน 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น.

 จากนั้นจะฉีดสารละลายเกสรมะพร้าวที่ผสมเกสรที่ช่อเกสรตัวเมียบนต้นมะพร้าวโดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือในช่วงเช้าก่อน 11.30 น. เพียงเท่านี้ มะพร้าวที่เคยติดผล 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ต้นโทรม หรือ รสชาติของน้ำและเนื้อมะพร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม




 “เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกทั้งปี จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในหน้าแล้งได้ และช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตจำนวนมากขึ้น ติดดอกและออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการส่งออกที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิ และมีรายได้เพิ่มขึ้น” รศ.วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย


 ทั้งนี้ ส่วนสารละลายทั้งสองชนิด ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาด แต่หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถสอบถามเข้าไปที่ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์ 02-564-4488 (ในวันเวลาราชการ)
นายวงศ์สถิตย์ มาราราษฎร์ อายุ 56 ปี ชาวบ้านเซือม ต.โพนแพง อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า เดิมเคยรับราชการครูต่อมาภายหลังลาออกมาทำธุรกิจ ทั้งขายตรง ทั้งน้ำดื่ม และมินิมาร์ท แต่เมื่อปี ปี 2540 มาเจอกับพิษเศรษฐกิจฟองสบู่ จนแทบล้มละลาย ถึงขั้นต้องลาออกจากครู เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ แต่ก็ยังไม่พอ


จากนั้นได้ระหกระเหินค้าขาย ใช้รถปิคอัพวิ่งขายของตามหมู่บ้านนานกว่า 4 ปี ต้องหาเงินส่งลูกเรียนหนังสือ และแล้ววันหนึ่งหลังจากที่ไปนอนในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ได้เปิดวิทยุฟังข่าว มีการพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงตั้งใจฟัง จากนั้นนอนไม่หลับทั้งคืน ตอนเช้าชวนภรรยากลับมาบ้าน และมาตั้งต้นสู้ชีวิต

โดยพลิกผืนแผ่นดินจำนวน 43 ไร่ที่มีอยู่และกำลังถูกประกาศขายทอดตลาด หันมาทำแผนการปรับปรุง โดยเริ่มจากปลูกทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อ เช่น แมงลัก ผักหอม ข่า ตะไคร้ ตำลึง ไว้ทั้งหมด จากนั้นเมื่อเหลือนำมาแจกจ่ายจำหน่ายสร้างรายได้


จนในที่สุดสามารถพลิกผืนแผ่นดินให้กลับคืนมา ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์และแหล่งเรียนรู้ของคนในท้องถิ่น ทุกวันนี้สามารถพูดได้ว่า มีรายได้ดีจากการทำเกษตร มีทุกอย่างครบ สามารถลืมตาอ้าปากได้ ส่งลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาทุกคน และสำหรับรายได้ที่ได้ประจำ เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 1 แสนบาทเป็นอย่างน้อย ไม่รวมกับการจำหน่ายพืชผักอย่างอื่น

"ใครที่บอกว่า อาชีพการทำเกษตรแล้วไม่รวย จึงอยากให้มาดูตัวอย่างได้ที่พูด ไม่ได้หมายถึงว่ารวย แต่ตนทำเกษตรยึดแนวพระราชดำริของในหลวง ที่สำคัญตนทำแบบ เงินมาหา ไม่ได้ไปหาเงิน เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้ามาจะนำเงินมาให้คือชื้อสิ่งของที่เรา ไม่ใช่ไปเร่ขายเหมือนแต่ก่อนแล้ว เฉพาะขายน้ำเชื้อสุกรก็มีรายได้อยู่ที่เดือนละแสนบาท บาทแล้วยังไม่รวมขายพืชผักผลผลิตอย่างอื่น" นายวงศ์สถิตย์กล่าว

การทำสวนเกษตรผสมผสานในพื้นที่รอบบ้าน โดยการปลูกตำลึงในหลุมปลูกกล้วย ข้อดี คือ ตำลึงจะได้น้ำและปุ๋ยจากหลุมปลูกกล้วย ช่วยลดการสูญเสียและลดต้นทุนการปลูกตำลึง ใต้ร่มเงาของต้นกล้วยมีสภาพแวดล้อมที่เหมา­ะสมต่อการเจริญเติบโตของตำลึง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำลายของแมลงโดยเฉ­พาะเพลี้ยต่างๆ การปลูกตำลึงในหลุมกล้วยจึงไม่จำเป็นต้องฉ­ีดสารเคมีกำจัดแมลง ผลผลิตที่ได้จึงเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิ­ษ ใช้บริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายเป็นรายได­้เสริม

ต้นอ่อนทานตะวันงอก เมื่อนำมาบริโภคจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชอาหารที่มีโปรตีนสูงกว่าถั่วเหลือง มีวิตามินเอ และ วิตามินอี สูง บำรุงสายตา ช่วยชะลอความชรา มีวิตามินบี 1 บี 6 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ช่วยบำรุงเซลล์สมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม ต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงเป็นพืชผักทางเลือกที่นิยมนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย


ทุกวันนี้ ต้นอ่อนทานตะวันงอก ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด การเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกเพื่อเพิ่มผลผลิต จึงเป็นการเพิ่มรายได้ด้วย และเป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับท่านที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืนมั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณนงณภัส ตาตะเกษม เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังว่า ได้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกครั้งแรก เมื่อ ปี 2553 โดยมีสาเหตุจูงใจจากเพื่อนทหารเรือที่นำต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสมาให้กิน รสชาติอร่อยมาก เพื่อนบอกว่าจะเพาะเองก็ได้ อีกครั้งหนึ่งได้กินต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสที่ร้านอาหารแถวเขาใหญ่ ซึ่งก็ยังได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยมากเช่นเดิม เมื่อสนใจที่จะเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงได้ขอคำแนะนำวิธีการจากเพื่อน จากนั้นได้เตรียมพื้นที่ เตรียมเมล็ดพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะ แล้วเพาะ ปรากฏว่าได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ให้เก็บไปกินในครัวเรือน จากที่ได้เพาะบ่อยๆ ความชำนาญเกิดขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเพาะในเชิงการค้า เพื่อก่อให้เกิดรายได้


เปิดตลาด เมื่อปีก่อนได้นำต้นอ่อนทานตะวันงอกไปขายในงานแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อป ที่เมืองทองธานี และอีกหลายแห่ง ปรากฏว่าผู้มาเที่ยวในงานจำนวนมากสนใจซื้อต้นอ่อนทานตะวันงอกสดไปปรุงรสเอง และซื้อแบบปรุงรสสำเร็จไปกิน จึงได้ยึดเป็นอาชีพเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกขายมาถึงทุกวันนี้ และขั้นตอนการเพาะมีดังนี้


จัดสร้างโรงเรือนไม้ ให้สูง อากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องเข้าได้ทั้งเช้าและช่วงเย็น ติดตั้งตาข่ายพรางแสงแบบเปิด-ปิดได้ เพื่อป้องกันลมแรง จัดทำแคร่แบบลาดเอียงเล็กน้อย ยกสูงจากพื้นดิน 1 เมตร กว้าง 50 นิ้ว และด้านยาวปล่อยตามแนวของพื้นที่เพื่อให้เป็นชั้นวางตะกร้าเพาะ แล้วปรับพื้นที่ทางเดินภายในโรงเรือนให้เรียบเสมอกัน


เตรียมวัสดุและอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก
อุปกรณ์ ได้แก่ ตะกร้า ขนาด กว้าง ยาว และสูง ด้านละ 8x12x4 นิ้ว มีดหรือกรรไกร กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า และกระบอกฉีดพ่นน้ำหรือบัวรดน้ำ
วัสดุเพาะ ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน ดินเพาะที่มีส่วนผสมของดินร่วนหรือดินละเอียดผสมขุยมะพร้าวหรือจะใส่มูลค้างคาวลงไปด้วยก็ได้
เมล็ดทานตะวัน ที่ใช้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก ซื้อจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร หรือที่บริษัท แปซิฟิกเมล็ดพันธุ์ จำกัด และได้จากการปลูกและผลิตเมล็ดทานตะวันด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้มีเมล็ดเพาะได้ทั้งปี

วิธีเพาะ นำกระดาษที่ตัดไว้แล้ววางรองพื้นก้นตะกร้าด้านใน ใส่วัสดุเพาะลงไป แล้วเกลี่ยให้กระจายเรียบเสมอทั่วกัน สูง 1-2 เซนติเมตร หรือ สูง 1 ใน 3 ของความสูงตะกร้า นำเมล็ดทานตะวัน 100 กรัม โรยบนวัสดุเพาะให้กระจายทั่วทั้งตะกร้า แล้วโรยวัสดุเพาะปิดทับให้ทั่วเสมอกัน หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้บัวรดน้ำให้ทั่วแต่พอชุ่ม หลังการเพาะแล้วจะต้องให้น้ำทุกวัน เช้า-เย็น แต่พอชุ่ม เมล็ดก็จะงอกเจริญเติบโตได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์
หลังการเพาะ มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา และให้น้ำ เช้า-เย็น ใน 6-7 วัน ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์ ก็นำมีดคมหรือกรรไกรตัดให้สูงเหนือโคนต้นเล็กน้อย วางในภาชนะ นำต้นอ่อนไปล้าง 3 น้ำ พร้อมกับเก็บเปลือกเมล็ดออก ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สะอาด ปลอดภัย ให้นำไปประกอบอาหารกินหรือบรรจุถุงส่งขายที่ตลาด

คุณนงณภัส เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมล็ดทานตะวัน 1 กิโลกรัม จะเพาะได้ 12 ตะกร้า ใน 1 ตะกร้า จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอก 1 กิโลกรัม นำไปแบ่งใส่ถุงพลาสติก 150 กรัม ได้ 6-7 ถุง ขายถุงละ 35-45 บาท ต้นอ่อนทานตะวันงอกสดถ้าเก็บรักษาในตู้เย็น เก็บไว้ได้นาน 7 วัน
ความสำเร็จ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบประกาศนียบัตรให้ เพื่อแสดงว่า ต้นอ่อนทานตะวัน (ผักปลอดสารพิษ) เป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว ประเภทอาหาร ตามโครงการคัดสรรสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี พ.ศ. 2555(OTOP) และกรมวิชาการเกษตร ได้รับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) รหัสรับรอง กษ พ.ศ. 2547 03-02-3748-4653-350 รหัสแปลง 190112-350-0001 ชนิดพืช ต้นอ่อนพืช (ทานตะวัน) พื้นที่ .25 ไร่ (จุดสองห้าไร่) และจะแสดงข้อมูลที่ได้บันทึกกิจกรรมส่งให้กรมวิชาการเกษตรเข้าตรวจสอบ รับรองมาตรฐานอีกครั้งในปีต่อไป
ผลผลิตต้นอ่อนทานตะวันงอก ได้ส่งขายที่ตลาดในจังหวัดสระบุรี และขายให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่ แบม แบม ฟาร์ม วิธีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกก็ทำได้ง่ายใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตปลอดภัย การขายต้นอ่อนทานตะวันงอก ทำให้ทุกปีมีรายได้มากกว่าแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้อย่างมั่นคงยั่งยืน



คุณสุพจน์ ประสมทอง เกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า ใครที่กำลังมองหาอาชีพทางเลือกใหม่หรืออาชีพเสริม เพื่อการยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเพาะเมล็ดทานตะวันเป็น ต้นอ่อนทานตะวันงอก พืชผักที่ให้คุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตต่ำ การเพาะเลี้ยงง่ายแบบอินทรีย์ เป็นพืชผักปลอดภัยที่ผู้บริโภคนิยมกินกันอย่างแพร่หลาย ด้านการพัฒนาคุณภาพ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสระบุรี ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดการด้านการผลิตและตลาด ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ มีการบรรจุภัณฑ์และแสดงสถานที่ผลิต เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอเพื่อการดำรงชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่องราว ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน พืชผักทางเลือกใหม่ที่เพาะง่าย ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ได้พืชผักปลอดภัย ให้คุณค่าทางด้านบำรุงสายตา บำรุงสมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม
 
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณนงณภัส ตาตะเกษม เลขที่ 72/1 หมู่ที่ 5 ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (083) 855-6831 หรือ (086) 229-6418 หรือ คุณสุพจน์ ประสมทอง สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 211-633 ก็ได้ครับ



///////////
ที่มา:เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์
แม้ไก่พื้นเมืองมีลักษณะที่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และหากินได้เก่ง แต่ถ้าต้องการให้ไก่มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีและมีความต่อเนื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการจัดการ โดยเฉพาะไก่พ่อแม่พันธุ์ ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิต ถ้าพ่อแม่พันธุ์ให้ไข่ดี และมีจำนวนมาก จำนวนไก่พื้นเมืองที่ออกสู่ตลาดก็จะมีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในระหว่างทางของการผลิตนั่นเอง

 คุณวีรพงศ์ สถานสถิตย์ หนุ่มวิศวกรรมที่หันมาเอาดีกับการเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ประดู่หางดำเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มวีรพงศ์ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่” เลขที่ 224 หมู่ 2 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ (โทร.08-9063 6153) ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่ทว่าปลายปี 2554 โรงงานประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการผลิต บริษัทจึงมีนโยบายลดจำนวนพนักงาน ตนเองจึงสมัครใจลาออกมาทำให้ได้ค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ตั้งใจว่าจะกลับมาประกอบอาชีพอยู่ที่บ้านเกิด

 “ก่อนหน้านั้นได้คิดอยู่แล้วว่าถ้ากลับบ้านมาจะทำอาชีพอะไรกับที่สวนจำนวน 10 ไร่ที่ตนเองมี ซึ่งก็ได้หาข้อมูลด้านการเกษตร ได้เจอเรื่องของไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ซึ่งก็รู้สึกชอบ ระหว่างที่ยังทำงานอยู่นั้นจึงได้ส่งเงินให้พ่อมาสร้างโรงเรือนเพื่อเลี้ยงไก่ โดยเริ่มเลี้ยงขุนไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่จำนวน 300 ตัว โดยฝากให้พ่อเลี้ยงให้ เมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 2 เดือน ก็จับจำหน่าย ปรากฎว่าได้กำไรถึง 9,000 บาท แม้เป็นรายได้ที่ไม่สูงเท่ากับการทำงานในโรงงานขณะนั้น แต่ทว่าได้กลับมาอยู่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว จึงได้สมัครใจลาออกจากโรงงาน”

 พอได้มาเลี้ยงไก่อย่างเต็มตัว ซึ่งเวลานั้นตลาดต้องการลูกไก่จำนวนมาก แต่ฟาร์มที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กลับผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ตนเองจึงเปลี่ยนจากเลี้ยงไก่ขุน มาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อจำหน่ายลูก โดยเริ่มเลี้ยงจาก 300 แม่ และขยายมาเป็น 600 แม่ ในปัจจุบันส่วนโรงเรือนที่ใช้เลี้ยง เป็นโรงเรือนเปิด กว้าง 5 เมตร ยาว 32 เมตร ซึ่งสร้างง่าย ๆ ตามต้นทุนที่มี แต่ก็สามารถเลี้ยงไก่และให้ผลผลิตได้ค่อนข้างดี ส่วนการเลี้ยงการจัดการก็ช่วยกัน 2 คนกับภรรยา อย่างการผสมเทียมทั้งหมดใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

 “ฟาร์มผลิตลูกไก่ได้เดือนละประมาณ 1,000 ตัว ราคาจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ 20 บาท รวมแล้วมีรายได้ประมาณ 20,000 บาท / สัปดาห์ เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งต้นทุนอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เรียบร้อยแล้ว ต่อเดือนมีกำไรไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งถือเป็นรายได้ที่ดีเลยทีเดียว แต่ที่สำคัญได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา”
 “เกษตรกร” จัดเป็นอาชีพนักผลิตที่ทรงภูมิควรแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบด้านอาหารรายใหญ่ จึงได้ชื่อว่ากระดูกสันหลังของชาติ แต่การจะเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่ง จำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อันจะนำไปสู่การล่มสลายกลายเป็นคนง่อยหรืออัมพาต จนสุดท้ายต้องออกมาปิดถนน เรียกร้องหาความยุติธรรมจากผู้ถืออำนาจรัฐ เมื่อบทเรียนก็มีให้เห็นปีแล้วปีเล่า ทั้งข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ไฉนเลยเกษตรกรจึงไม่หลาบจำ ทำไมไม่หันมาสร้างภูมิคุ้มกันโดยการพึ่งพาตัวเอง ไม่หวังพึ่งรัฐ และให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างคุณภาพมากกว่าการผลิตที่เน้นปริมาณ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง และเลือกขายได้

 ดังตัวอย่าง คุณการีม เหมศิริ บ้านเลขที่ 11/13 หมู่ที่ 6 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร (โทร. 08-9679-6318) เกษตรกรคนเก่งแห่งเมืองหลวง ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน หยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง สร้างรายได้ปีละ 1.6-1.7 ล้านบาทเลยทีเดียว



 เขตหนองจอกอยู่ในส่วนกรุงเทพฯ ชั้นนอก ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพการทำเกษตร ดังนั้นสองข้างทางจึงเต็มไปด้วยแมกไม้ และนาข้าวที่เขียวขจี ประหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางชุมชนชนบทไกลปืนเที่ยง หลายชุมชนที่นี่ยังคงยึดอาชีพเกษตรในการหล่อเลี้ยงชีวิต และเกษตรกรที่นี่อาจได้เปรียบตรงที่เป็นแหล่งผลิตที่อยู่ใกล้กับตลาดผู้บริโภคแหล่งใหญ่ คือกรุงเทพฯชั้นใน สินค้าเกษตรหลากหลายชนิดจึงมีพ่อค้าแม้ค้ามาจับจองตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเก็บเกี่ยว รวมถึงปลาดุกในบ่อของการีมด้วย เพียงแค่เอ่ยปากว่า “จะขาย” พ่อค้าแม่ขายต่างก็มาเข้าคิว นำอวนและลูกจ้างมาจับปลาไปจากบ่อพร้อมกับจ่ายเงินสดเป็นปึก ๆ เป็นค่าตอบแทน ให้การีมได้แย้มยิ้มหน้าบาน

 คุณการีม ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองไปทำงานอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียในตำแหล่งโอเปอเรเตอร์ เมื่อถึงกำหนดลาพักร้อนจึงลากลับมาเมืองไทย พอกลับมาถึงบ้านมีความรู้สึกว่าตนเองนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ จึงไปช่วยงานน้าชายซึ่งเลี้ยงปลาดุกอยู่

 “ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่กลับมาพักที่บ้านก็คลุกคลีอยู่ในบ่อปลาดุกจนกระทั่งเกิดความคิดว่า หลังจากหมดสัญญาที่ไปทำงานยังซาอุฯ จะกลับมายึดอาชีพเกษตร เพราะจะได้อยู่กับครอบครัว อีกอย่างหากเรารู้จักการจัดการและดูแลกิจการให้ดี ๆ การทำเกษตรในบ้านราก็มีรายได้ไม่ต่างจากการไปทำงานที่เมืองนอกเลย”

 ภายหลังจากหมดสิ้นสัญญาจ้างงานจากประเทศซาอุดิอาระเบีย การีมก็กลับมาสร้างฝันของตนเองให้เป็นจริง โดยนำเงินที่เก็บสะสมได้จากการทำงานไปซื้อที่ดิน เพื่อขุดบ่อเลี้ยงปลา และพื้นที่นอกเหนือจากบ่อ ก็ได้ปลูกผลหมากรากไม้ เช่น มะม่วง มะยงชิด กล้วย ขนุน ฯลฯ ไว้อย่างหลากหลาย

 “ตอนแรกผมขุดเพียงบ่อเดียว พื้นที่ไม่กว้างมากเพราะอยากทดลองเลี้ยงดูก่อน โดยในชุดแรกปล่อยลูกปลาทั้งหมด 1 แสนตัว และใช้อาหารคืออาหารเม็ด ซึ่งผลปรากฏว่าการใช้อาหารเม็ดนั้นต้นทุนจะสูงมากและอัตราการแลกเนื้อจะได้น้อยกว่าอาหารสด ภายหลังจากจับปลารอบแรกเสร็จสิ้น ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ต้นทุนการลี้ยงปลาดุกของเราถูกลง และได้ปลาตัวโต น้ำหนักดี ซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับทาง บ.บริษัทซีพีได้เปิดประมูลโครงไก่ ผมก็ไปประมูลเพื่อนำมาบดเป็นอาหารให้ปลาดุก และโชคดีที่ผมผ่านการประมูล ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของอาหารปลาอีกต่อไป”




 ปัจจุบันการีมได้ขยายบ่อเลี้ยงปลาทั้งหมดเป็นจำนวน 5 บ่อ รวมพื้นที่การเลี้ยงปลาทั้งหมด 14 ไร่ โดยการีมอธิบายการเลี้ยงปลาดุกให้ฟังอย่างละเอียดว่า ภายหลังจากการขุดบ่อเรียบร้อยแล้ว (บ่อใหม่) หรือจับปลาออกจากบ่อเรียบร้อยแล้ว(บ่อเก่า) เราจะต้องตากดินอย่างน้อย 1 เดือน จากนั้นจึงผันน้ำเข้าให้เต็มบ่อแล้วจึงเติมปูนขาว 12 ลูก และ ซีโอไรท์ 5 ลูก (ขนาดบ่อ 4 ไร่ ลึก 1.5 เมตร) และวัดค่า pH โดยค่า pH ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของปลาดุกคือ 4.5 จากนั้นจึงปล่อยลูกปลาดุกลงในบ่อ 1 แสนตัว โดยการเลี้ยงนั้น ในระยะ 1 เดือนแรกจะใช้อาหารเม็ดสลับกับอาหารสด (โครงไก่บดละเอียด) และภายหลังจากเดือนที่สองเป็นต้นไปจะให้อาหารสดเพียงอย่างเดียว โดยปลา 1 แสนตัว หากเป็นปลาอายุตั้งแต่ 2-5 เดือนจะกินอาหารวันละ 500 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนค่าอาหารบ่อละ 3,000 บาท รวมจำนวน 5 บ่อคิดเป็นต้นทุนค่าอาหารวันละ 15,000 บาท

 ทั้งนี้ในการเลี้ยงปลาดุกนั้นจะต้องใช้เวลาในการเลี้ยง 5 เดือนจึงจะสามารถจับขายได้ โดยปลาดุก 1 บ่อ (1 แสนตัว) จะให้น้ำหนักประมาณ 15 ตัน (1,5000 กิโลกรัม) โดยราคารับซื้อหน้าบ่อจากพ่อค้าในปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 46 บาท เมื่อหักลบต้นทุนการผลิตแล้ว ในการเลี้ยงปลาแต่ละรอบจะได้กำไรประมาณ 160,000 -170,000 บาท และใน 1 ปีจะสามารถเลี้ยงได้ 2 รอบ/บ่อ

 คุณการีมยังอธิบายอีกว่า อุปสรรคในการเลี้ยงปลาดุกก็คือต้นทุนสูง ถ้าเราจัดการบริหารไม่ดีก็จะไม่มีกำไรเกิดขึ้น ในบางรายแม้ปลาดุกจะได้ราคาดีแต่ระบบการจัดการไม่ดีก็มีเหตุให้ต้องหยุดเลี้ยงไปก็มี เนื่องจากมองไม่เห็นกำไร นอกจากอุปสรรคในเรื่องต้นทุนการผลิตแล้วในเรื่องของโรคก็สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคดีซ่าน ซึ่งจะเป็นมากในช่วงหน้าหนาว โดยลักษณะอาการคือปากเปื่อย ตัวเปื่อย หางเปื่อย โรคชนิดนี้หากเป็นแล้วจะเป็นโรคร้ายแรงและทำให้ปลาตายยกบ่อได้ วิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคนี้คือหมั่นสังเกตน้ำไม่ให้น้ำเสีย คือมีสีเขียวเข้มจัดเกินไป หากน้ำมีสีเข้มจัดควรผันน้ำใหม่เข้ามาเพิ่มในบ่อและเติมซีโอไรท์เพื่อปรับคุณภาพน้ำลงไปประมาณ 10 ลูก


 "หากสังเกตเห็นว่าปลากำลังเริ่มเป็นโรคให้ใช้ยา ชื่อสามัญ โคไมซิน คลุกกับอาหารเม็ดหว่านให้ปลากินจนปลาหายขาดจากโรค จึงให้อาหารสดตามปกติ นอกจากนี้อุปสรรคอีกอย่างคือในเรื่องของภัยธรรมชาติ เช่นปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ปลาในบ่อก็ออกไปหมดเช่นกัน ในรอบการเลี้ยงรอบนั้นขาดทุนกว่า 3 ล้านบาท แต่ก็ยังโชคดีที่ธนาคารได้พักชำระหนี้ให้ระยะหนึ่ง จึงทำให้ผมสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง และอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้เป็นแนวคิดกับคนที่คิดจะเลี้ยงปลาก็คือ “ลูกจ้าง” ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ ไม่เช่นนั้นตกกลางคืนคนงานเหล่านี้ก็จะขโมยปลาเราไปขาย ซึ่งผมก็เคยประสบเหตุดังกล่าวมาเช่นกัน จึงทำให้ปัจจุบันต้องลงมาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ถึงจะเหนื่อยหน่อย ถ้ามันคุ้มค่าเหนื่อยก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเองครับดีกว่าปล่อยให้เขามาโกงเรา” คุณการีม กล่าวทิ้งท้าย
มะนาวเป็นไม้ผลตระกูลส้มประเภทหนึ่งที่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย โดยในประเทศไทย แหล่งปลูกมะนาวที่สำคัญๆ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สมุทรสาคร เชียงใหม่ และนครปฐม
ปัจจุบัน มะนาวถือได้ว่าเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี มะนาวจะมีราคาแพงกว่าปกติ เนื่องจากในช่วงนี้ปริมาณมะนาวในตลาดน้อยกว่าปกติ
สำหรับมะนาวที่นิยมปลูกมีหลายสายพันธุ์ เช่น มะนาวไข่ มะนาวหนัง มะนาวทราย และมะนาวแป้นซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากกว่าพันธุ์อื่นๆ เนื่องจากมีผลใหญ่ค่อนข้างกลม เปลือกบาง และมีน้ำมาก
เลม่อน มี ฟาร์ม ฟาร์มมะนาวน้ำดีพันธุ์แป้นแม่ลูกดก ซึ่งตั้งอยู่ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นอีกแหล่งผลิตที่มีเทคนิควิธีการปลูกมะนาวที่เรียกได้ว่าไม่หวั่นวิกฤตภัยแล้ง

ที่มา : มติชนออนไลน์
เมื่อเอ่ยถึง เห็ดโคนน้อย ... หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือรู้จักกันบ้าง อาจจะไม่แพร่หลายนัก แต่นับจากวันนี้เชื่อว่า เห็ดโคนน้อยจะทำให้คุณสนใจและชื่นชอบเห็ดชนิดนี้ขึ้นมาอีกมากมายอย่างแน่นอน เห็ดโคนน้อยเป็นคนละชนิดกับเห็ดโคนตามธรรมชาติหรือเห็ดปลวก การเรียกชื่อเห็ดโคนน้อย ก็จะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ เพราะเห็ดชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นและกระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วทุกภาค อย่างทางภาคเหนือจะเรียกว่า เห็ดถั่วเน่า เห็ดโคนน้อย เห็ดโคนบ้าน เห็ดโคนขาว ส่วนภาคอีสาน เรียก เห็ดคราม เห็ดปลวกน้อย และภาคกลางเรียก เห็ดโคนเพาะ เห็ดโคนน้อย เห็ดหมึก เห็ดชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังพบว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยในการย่อยอาหารและลดเสมหะ แล้วสามารถนำไปปรุงอาหารได้อีกหลายประเภทอีกด้วย

คุณสราวุธ ปากวิเศษ หรือคุณเอ๋ เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจแห็ดโคนน้อยเป็นอาชีพและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านี้ที่จะมาเพาะเห็ดโคนน้อยนั้นคุณสราวุธบอกว่า มีความสนใจในการเพาะเห็ดหลายชนิด เริ่มจากการเพาะเห็ดนางฟ้าก่อน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเพาะเห็ดโคนน้อยเมื่อมองเห็นความน่าสนใจและศักยภาพที่มากกว่า เพราะเห็ดโคนน้อยเป็นเห็ดที่สามารถทำเงินได้เร็ว ต้นทุนน้อย แต่เมื่อเห็ดออกดอกแล้วใช้เวลาการเก็บผลผลิตทั้งหมดได้ในระยะเวลาสั้นมากและไม่ยุ่งยากเหมือนทำอย่างอื่น

คุณเอ๋ได้ไปศึกษาดูงานจากสวนและฟาร์มเห็ดต่างๆ ก่อนเพื่อให้มีความรู้ก่อนจะสตาร์ทเครื่องเดินหน้าได้อย่างมีทิศทางที่ถูกต้องมากขึ้น ดีกว่าเรียนรู้เองด้วยการเริ่มจากศูนย์เพราะนั่นหมายถึงเวลาและเงินทุนที่ต้องเสียไปกับการแลกความรู้และประสบการณ์ เมื่อได้ความรู้มาระดับหนึ่งก็นำมาใช้และพัฒนาด้วยตัวเองเพิ่มเติม แม้ในช่วงแรกๆที่ทำจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่คุณเอ๋ก็ไม่ท้อถอยแม้จะท้อแท้บ้างแต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาเดินหน้าลุยต่อเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆให้ได้ ปัจจุบันก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีส่วนที่ต้องมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆให้ศึกษากันต่อไป






คุณเอ๋เล่าถึงวิธีการเพาะเห็ดโคนน้อยว่า การเพาะเห็ดโคนน้อยจะทำคล้ายกับการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย โดยวัสดุเพาะเห็ดโคนน้อยสามารถใช้วัสดุเพาะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต้นและใบถั่วต่างๆ ต้นข้าวโพด ทะลายปาล์มน้ำมัน ผักตบชวา ต้นและใบกล้วยสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุเพาะได้ทั้งสิ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ส่วนที่ฟาร์มของคุณเอ๋นั้นจะใช้ฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะ โดยนำฟางที่จะมาทำวัสดุเพาะไปต้มก่อน ในถังที่ใช้ต้มจะมีกากน้ำตาล+ปุ๋ยยูเรีย ในถัง 200 ลิตรใส่ฟางต้มลงไป 3-4 มัด แช่ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วยกขึ้นมาผึ่งทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 1 คืน
จากนั้นมาเตรียมเชื้อเห็ด โดยเริ่มจากนำเชื้อเห็ดมายีให้ละเอียด นำฟางที่ต้มแล้วมาวางลงในไม้แบบหรือกระบะไม้ ขนาดของไม้แบบหรือกระบะไม้ 60x25x30 ซม. แล้วโรยเชื้อเห็ดให้เต็มพื้นที่บนฟางชั้นที่ 1 ให้กระจายไปทั่วทั้งฟาง แล้วนำฟางที่ต้มแล้ว 1 กำมือมาโป๊ะลงในชั้นที่ 2 จากนั้นก็โรยเชื้อให้ทั่วแผ่นฟางชั้นที่ 2 ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงชั้นที่ 5 แล้วใช้เชือกหรือตอกมัดก้อนฟางให้แน่น


จากนั้นนำเห็ดเข้าโรงเรือน โรงเรือนก็จะมี 2 ลักษณะ ถ้าเป็นพื้นดินธรรมดาก็จะไม่ต้องรดน้ำบ่อยแต่ก็จะเกิดปัญหาแมลงอาจมุดลงไปอยู่ในพื้นดินได้ ส่วนพื้นปูนซีเมนต์ต้องรดน้ำค่อนข้างบ่อยเช้าเย็น แต่ก็ดูแลง่ายป้องกันการแพร่เชื้อของไรได้ดี โดยที่ไรจะไม่สามารถอาศัยอยู่ตามพื้นซีเมนต์ได้เหมือนพื้นดินธรรมดา ภายในโรงเรือนจะมีชั้นไม้ไผ่วางเรียงกันเป็นแถวๆละ 3 ชั้นมีทั้งหมด 4 แถว นำก้อนฟางที่ได้มาวางไว้บนชั้นๆละ 6 ก้อน วันแรกจะรดน้ำที่พื้นก่อน จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ 3 วัน ในวันที่ 4 จะเห็นเชื้อเห็ดเริ่มเดิน ซึ่งก็จะมีใยขาวๆออกมาให้เห็น รดน้ำวันละครั้ง ทำอย่างนี้ไปจนถึงวันที่ 9 จะเห็นดอกเห็ดเล็กๆเริ่มออกมา

ในวันที่ 10 ก็จะสามารถเก็บดอกเห็ดขายได้ คุณเอ๋ บอกว่า เคยใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเห็ด ปรากฏว่า เห็ดออกดอกพร้อมกันพรึ่บเพียงวันเดียว วันต่อมาดอกออกน้อยลงมาก จึงเลิกใช้ ด้วยเห็นว่าให้เห็ดออกตามธรรมชาติจะดีกว่า เห็ดจะใช้เวลาเก็บประมาณ 10 วันก็จะหมด โดยดอกเห็ดจะมากในช่วง 1-3 วันแรก หลังจาก 3 วันไปแล้วผลผลิตก็จะเริ่มทยอยลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 30% ของผลผลิตทั้งหมด ในวันที่ 10 หลังวันที่ 10 ไปแล้วก็จะโล๊ะก้อนเชื้อเห็ดทิ้งแล้ว แล้วทำความสะอาดโรงเรือน โดยใช้ผงซักฟอกล้างบริเวณชั้นไม้ไผ่ให้สะอาด พักตากโรงเรือนทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ ก็จะนำก้อนเช็ดชุดใหม่เข้าไปได้
ที่ฟาร์มจะมีโรงเรือนเพาะทั้งหมด 3 โรงเรือนๆ บรรจุก้อนฟางได้โรงเรือนละ 80 ก้อน ในการเปิดดอกเห็ดจะทยอยเปิดห่างกันโรงเรือนละ 3 วัน เห็ด 1 ก้อนจะให้ผลผลิต 1 กก.ตลอดอายุการเก็บเกี่ยว เก็บทุกวันๆละ 5 กก. คุณเอ๋ บอกว่า เห็ดเป็นพืชเกษตรที่มีข้อดีตรงที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาโรค-แมลงมารบกวนจะมีบ้างก็แต่ไร ซึ่งก็จะมาในช่วงที่เก็บดอกได้ในวันที่ 8-9 แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร อย่างน้อยก็แค่เป็นการรบกวนในตอนเก็บที่แมลงจะมาไต่มือให้รำคาญก็เท่านั้นเอง

ฟาร์มเห็ดของคุณเอ๋ทำเอง เก็บเอง ขายเอง โดยจะมีแม่ค้าโทรมาสั่งจองก่อนล่วงหน้า ราคาขายหน้าฟาร์ม 100 บาทต่อกก. ถ้าไปขายเองราคาสูงขึ้นเป็น 120 บาทต่อกก. บางพื้นที่ขายราคาแพงกว่านี้ อย่างตลาดภาคอีสานขายกัน 180 บาทต่อกก.เลยทีเดียว ส่วนที่นำไปขายเองก็จะมีแบบแบ่งขายปลีกโดยบรรจุใส่ถุงๆ ละ 2 ขีดบ้าง ครึ่งกิโลกรัมบ้าง หนึ่งกิโลกรัมบ้าง คุณเอ๋ บอกว่า เก็บทุกวันขายหมดทุกวันไม่มีเหลือ
เมื่อถามถึงการลงทุนคุณเอ๋บอกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนก้อนขนาดของโรงเรือน ที่ฟาร์มมีโรงเรือนพื้นดินขนาด 3x3 เมตร ลงทุนค่าโรงเรือนประมาณ 4,000 บาท ส่วนโรงเรือนที่เป็นพื้นซีเมนต์ลงทุน 15,000 บาท บรรจุได้ 60 ก้อน แต่เก็บเห็ดช่วง 1-3 วันแรกก็คืนทุนแล้ว วันต่อมาก็เป็นกำไร ถ้าจะทำเป็นอาชีพควรจะทำ 3 โรงเรือนขึ้นไปถึงจะดีมีรายได้หมุนเวียนตลอด และควรจะหาโรงเก็บฟางไว้เพื่อใช้เป็นวัสดุเพาะได้ตลอดทั้งปี ฟางต้องไม่โดนฝนเพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ คุณเอ๋มีโรงเรือนเก็บฟางไว้ใช้ได้นานครึ่งปีหรือประมาณ 6 เดือน จากนั้นก็จะซื้อฟางเข้ามาเก็บใหม่ไว้ใช้ต่ออีกครึ่งปี ไม่ต้องหาฟางทุกเดือนเพราะถ้าหาฟางไม่ได้ก็จะไม่มีวัสดุเพาะ
ข้อมูลเพิ่มเติม คุณสราวุธ ปากวิเศษ 11 ม.3 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม เชียงใหม่ โทร. 082 030 7644
ความสุขของต้นกล้าเกิดขึ้นจากการที่ได้เฝ้าดูปลาที่เลี้ยงไว้เจริญเติบโต ทีละเล็ก ทีละน้อย แต่คงจะดี หากสิ่งที่รัก สามารถหารายได้ให้ด้วย ฉะนั้น กิจการเล็กๆ ของหนุ่มวัยมัธยมปลายจึงเกิดขึ้นด้วยเงินลงทุน 2,000บาท
           
         เป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย วัยเพียง  17 ปีเท่านั้น สำหรับ “วิรภูมิ หงส์ศุภางค์พันธ์” หรือต้นกล้า เด็กหนุ่มอัธยาศัยดีที่ชอบเลี้ยงปลาหางนกยูงเป็นชีวิตจิตใจ จนนานวันเริ่มแบกภาระค่าใช้จ่ายเลี้ยงปลาไม่ไหว ถึงคราวต้องหาทางออก ด้วยการผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง โดนใจลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศ
         ต้นกล้า เล่าย้อนวันวานว่า  ตอนเด็กๆ อยากเลี้ยงสัตว์ แต่คุณพ่ออนุญาตให้เลี้ยงแค่ปลาเท่านั้น  เลยเลือกเลี้ยงปลาหางนกยูง เนื่องจากชอบความสวยงามบริเวณหางที่พริ้วไหวเหมือนใส่กระโปรง นานวันไปเริ่มแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ตัดสินใจนำปลาที่เลี้ยงไว้ไปลองขาย ปรากฏขายได้ หนที่สุดเลี้ยงปลาเพื่อการค้าเรื่อยมาตั้งแต่ ม.5 จนถึงปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
       






         สำหรับความสุขของต้นกล้าเกิดขึ้นจากการที่ได้เฝ้าดูปลาที่เลี้ยงไว้เจริญเติบโต ทีละเล็ก ทีละน้อย แต่คงจะดี หากสิ่งที่รัก สามารถหารายได้ให้ด้วย ฉะนั้น กิจการเล็กๆ ของหนุ่มวัยมัธยมปลายจึงเกิดขึ้นด้วยเงินลงทุน 2,000บาท
         “ผมซื้อพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง Full Red ราคาคู่ละ 1,200 บาท พร้อมอุปกรณ์เลี้ยง เบ็ดเสร็จ 2,000 บาท หัดเลี้ยงไปเรื่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ทำให้รู้วิธีการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูงให้ออกสี สิ่งสำคัญที่สุด คือ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต้องดีจริงๆ เพราะลูกที่ออกมา 80เปอร์เซ็นต์มาจากพ่อแม่พันธุ์ นอกจากนั้นน้ำต้องสะอาดอยู่ในอุณหภูมิ 27-35 องศา อาหารให้เช้า - เย็น ใช้อาหารสด เช่น ไส้เดือนน้ำ สาหร่าย”
         ต้นกล้า บอกต่อว่า พ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูงที่เลี้ยงไว้ โตเต็มวัยใช้เวลาประมาณ  2 - 3 เดือน แม่พันธุ์ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 1 เดือน และจะออกลูกเป็นตัว ต้องแยกลูกปลากับแม่ปลาออกจากกัน เพราะธรรมชาติของปลาหางนกยูง แม่จะกินลูกของมันเอง ปลาเพศเมียให้ลูกครอกแรก 20 - 30 ตัว และหลังจากที่คลอดลูกแล้ว จะสามารถให้ลูกครอกต่อไปได้อีกในเวลาประมาณ 25 - 35 วัน แม่ปลาที่อายุมากขึ้น ท้องต่อๆ ไป ก็จะให้ลูกมากขึ้น เคยให้ลูกปลาสูงสุด ครอกละ 200 ตัวเลยทีเดียว”
         
         
         
          สำหรับสายพันธุ์ปลาหางนกยูงที่ต้นกล้าเลือกขาย มีเฉพาะปลาเกรดประกวดกว่า 32 สายพันธุ์ อาทิ สายพันธุ์ บลูกลาส (Blue Grass)ทักซิโด้ (tuxedo) ฟลูเรท (full red) เป็นต้น
          ช่วงแรกของการหาตลาด ปี 2556 ชายหนุ่มเริ่มจากขายส่งให้ร้านที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งปลาคู่แรกทำเงินให้เขาได้ 3,800 บาท เรียกว่า “คืนทุนทันที” หลังจากนั้นปี 2557 เริ่มใช้สื่อออนไลน์เฟซบุ๊กเข้าไปกลุ่มที่ชอบปลาหางนกยูง รวมถึงเว็บไซต์ขายปลาทั่วไป เมื่อลูกค้าเห็นก็ทยอยติดต่อเข้ามาสั่งซื้อ เริ่มมีรายได้มาเรื่อยๆ จนสามารถเปิดหน้าร้าน และส่งขายไปยังต่างประเทศ เมียนมาร์ ญี่ปุ่น อินเดีย เวียดนาม และแถบยุโรป อเมริกา รวมทั้งตอนนี้ได้ไปจดทะเบียนฟาร์มกับกรมประมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          “ ผมเปิดร้านที่ตลาดสวนจตุจักร โซนขายสัตว์ทั่วไป วันที่ 20 มีนาคม 2558 เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินทางมาเลือกดูได้ด้วยตนเอง ซึ่งราคาขายปลาหางนกยูงที่ร้านคู่ละ ตั้งแต่คู่ละ 50 บาท จนถึงคู่ละ 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และกระแสในขณะนั้น ระยะเวลา 3 ปีที่ขายปลา มีรายได้ เฉลี่ยเดือนละ 40,000 - 80,000 บาท ส่งตัวเองเรียนสบายๆ แถมมีตังค์ให้พ่อแม่ด้วย”
           ทว่าหนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้นกล้า เผยว่า ครั้งแรกที่นำปลามาลงที่ร้านเกิดปัญหาปลาติดโรค แก้ไขด้วยการแบ่งตู้ปลาให้เล็กลง สูง 30 ซม.กว้าง 15 ซม ยาว 15 ซม. ให้ปลาอยู่เพียง 1-2 ตัว ต่อ 1 ตู้ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรค
           ด้วยความที่กำลังศึกษาอยู่ ต้นกล้าพยายามจัดสรรเวลา โดยลงทะเบียนเรียนในวิชาที่สามารถเลิกได้ช่วงเที่ยงของแต่ละวัน และการเลือกเรียนคณะประมง ก็ยังสามารถนำความรู้จากห้องเรียน ไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย
          สำหรับใครที่อยากอุดหนุน ‘น้องต้นกล้า’ นั้น สามารถไปได้ที่ จตุจักร ตลาดศรีสมรัตน์ ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์เด็ก ล๊อค B20 ชื่อร้าน Sun Guppy หรือจะเข้าไปชมภาพปลาหางนกยูงสวย ๆ ที่เฟซบุ๊ก Tonkla Hongsupangpan