ทิ้ง "เมืองกรุงฯ-เงินแสน" มุ่งหน้า...กลับบ้านเกิด | เดลินิวส์
„วันนี้ในหลายพื้นที่ประสบปัญหากับการขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และขยายใหญ่ใหญ่ขึ้น น้ำในเขื่อนใหญ่ๆ ทั่วประเทศเริ่มแห้งขอดอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ชาวบ้านเริ่มหวั่นวิตกเกี่ยวกับการใช้น้ำ

โดยเฉพาะชาวนา ผู้เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ตอนนี้ต้องหยุดปลูกข้าว เพราะไม่มีน้ำ ทำนา ดังนั้นวันนี้ “อบต.กบ” จะพาไปดูอีกหนึ่งมุมมองของคนที่ทิ้งเงินเดือนเป็นแสน หันมาประกอบอาชีพเกษตรกร โดยใช้พื้นที่ 17 ไร่ สร้างโอกาสทำเงินให้กับตนเองและ
ครอบครัว



ซึ่งเราจะไปกันที่จ.มหาสารคาม ไปพบกับ พี่มนตรี อมตะสุวรรณ อดีตวิศวกรเงินแสนผันตัวเป็นเกษตรกร พี่มนตรี เล่าด้วยเชื่อมั่นว่า เมื่อก่อนเป็นวิศวกรบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ มีเงินเดือนประมาณ 120,000 บาท แต่ต้องเดินทางห่างบ้านเกิด และออกทำงานไปทั่วประเทศเกือบ 20 ปี ซึ่งพักหลังเห็นว่าการมีความสุขที่แท้จริงคือ “ความสงบ ได้ทำงานที่อยู่ใกล้บ้าน ดูแลครอบครัวได้” ประกอบกับได้เห็นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้สร้างไว้ให้ปวงชนชาวไทย

ดังนั้นจึงตัดสินใจลาออก ทิ้งเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับมาบ้านเกิดตนเอง ก็ที่จะตัดสินใจทำการเกษตรอย่างจริงจัง อย่างมีความสุขตามวิถีชีวิตของลูกชาวอีสาน แม้ระยะแรกที่บ้านหนองบุญชู ต.กู่ทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดจะเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรขาดแคลนน้ำทุกปี เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทานคลองชลประทาน แม้ที่ผ่านมาจะเคยมีน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่ถูกปล่อยไหลลงมาบ้าง แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม เขื่อนอุบลรัตน์จำเป็นต้องกักน้ำและระบายน้ำเป็นเวลาเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และเพื่อการอุปโภคบริโภค จนไม่สามารถปล่อยน้ำลงให้ให้กับคลองชลประทานหนองหวายได้ ทำให้แหล่งน้ำในชุมชนจึงแห้งขอด เกษตรกรต้องเจาะน้ำบาดาลในใช้ในการเกษตร ที่ผ่านมาเคยลองปลูกข้าวนาปีก็ได้ผลไม่ค่อยดี จะปลูกข้าวนาปรังก็มีแต่จะขาดทุนเพิ่ม จึงต้องลองผิดลองถูกปรับปรุงพื้นที่ 17 ไร่ หันปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามนโนบายรัฐบาลแทน “

โดยพืชที่ปลูกมีพริก 6,000 ต้น มะเขือเทศ 3,000 ต้นใช้น้ำบาดาลต่อสปริงเกอร์รดพืชผัก ใส่ปุ๋ยธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน และปลอดสารเคมี นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวไว้พอกิน มีสวนผักสวนครัว เช่น ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคื่นฉ่าย พร้อมเลี้ยง ไก่ เลี้ยงเป็ด เหลือกินจึงเก็บขาย ผลผลิตที่ได้ส่งขายที่ตลาดอำเภอเชียงยืน สร้างรายได้วัน 700-1,000 บาท ก็พอเลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัดให้ห่างไกลครอบครัว แถนตอนนี้ตนเองยังพบว่าตนมีสุขภาพกายที่ดี มีความสุขทางใจมากขึ้น ถือว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเดนทางนี้ ในอนาคตจะมีแผนขยายแปลงพืชและทดลองปลูกพืชปลอดสารพิษเพิ่มและกำลังขยายตลาดไปยังโลกโซเซียลอีกด้วย ขณะที่หน่วยงานต่างเร่งออกให้ความรู้ให้คำแนะนำการปลูกพืชน้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง” พี่มนตรี อมตะสุวรรณ เล่าด้วยความภาคภูมิใจ.“
 ปัจจุบันการเลี้ยงกบ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะกบเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มค่า แนวโน้มการเลี้ยงกบในอนาคต ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความต้องการบริโภค



 แต่จากอุปนิสัยของกบ ที่รักสงบแต่ดุร้ายเพราะเป็นสัตว์นักล่า กบตัวใหญ่ มักรังแกกบตัวเล็กกว่า ทำร้ายกัน ก็เป็นเพราะความหิว แต่กบใหญ่ที่เป็นนักล่าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะ มีชีวิตรอดต่อไป มีอันต้องตายทั้งคู่ ปัญหาการตาย ไม่ใช่เพียงการกัด ทำร้ายกัน อาจมาจากการเกิดโรคระบาด แล้วถ้ากบตายจะเอาไปไหน

และสัตว์น้ำที่เป็นนักล่า กินเนื้อเป็นอาหาร เลี้ยงง่ายและมีความทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ดีอีกชนิดหนึ่ง คงจะหนีไม่พ้น ปลาดุก ซึ่งในปัจจุบัน การเลี้ยงปลาดุกในบ่อใหญ่ๆ โดยส่วนมากแล้วจะนิยมใช้วัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่มาบดให้เป็นอาหาร เพื่อลดต้นทุนการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป นับเป็นแนวทางที่ดี ที่จะได้ประโยชน์ 2 เด้ง จากการเลี้ยงกบ

 การเลี้ยงกบร่วมกับปลาดุกในบ่อดิน เป็นรูปแบบการสร้างรายได้เสริม ของคุณสุทิตย์ ไพรบึง เกษตรกร ชาวอำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีอาชีพทำนา โดยแบ่งพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วน ขุดบ่อเพื่อเลี้ยงกบบ่อดิน ขนาด 10?12 เมตร ใช้ตาข่ายมุ้งเขียว ล้อมเป็นกระชัง ห่างจากขอบบ่อ ประมาณ 1 เมตร เพื่อเป็นพื้นที่ ปล่อยปลาดุก ขนาด 2-3 นิ้ว จำนวน 1,000 ตัวไว้กำจัดกบตาย

อาหารและการให้อาหาร เน้นการให้อาหารกบและใช้กบตายภายในฟาร์ม บดละเอียดผสมรำ ให้กิน วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ในปริมาณที่ปลากินอิ่ม และอาหารเม็ดสำเร็จรูป เร่งการเจริญเติบโตในช่วงท้าย



 ต้นทุนและผลผลิตที่ได้

 ภายในฟาร์มมีรายได้ประจำจากการจำหน่ายกบ ราคากิโลกรัมละ 100-120 บาท ขนาดไซส์ 5-6 ตัว/กิโลกรัมและผลผลิตปลาดุกที่ลงทุน ค่าลูกพันธุ์ 500 บาท และอาหารปลาดุก ในช่วงเดือนที่ 3 ของการเลี้ยงจำนวน 1 กระสอบ ได้ผลผลิตปลาดุก ขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัม จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท

 การเลี้ยงกบร่วมกับการเลี้ยงปลาดุก นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้เสริมระหว่างการเลี้ยงกบแล้ว ปลาดุกยังเป็นตัวช่วยกำจัดกบตายและบำบัดน้ำภายในบ่อกบ ให้เกิดออกซิเจนและเป็นการเพิ่มสินค้าจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น จากการจำหน่ายปลาดุก แนวทางการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้งเช่นนี้ ได้มีชาวบ้านรายหนึ่งใน ชุมชนสันป่าสักพัฒนา ม.10 ต.ปล้อง อ.เทิง จ.เชียงราย หันมาปลูกพืชที่ทนแล้งอย่างผักหวาน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตได้เป็นอย่างดี

นายจตุพงษ์ ตาเปียง อายุ 33 ปี ปัจจุบันเป็นนิติกรอยู่เทศบาล ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา ได้อาศัยวันว่างร่วมกับครอบครัวพัฒนาพื้นสวนประมาณ 30 ไร่ห่างจากหมู่บ้านเล็กน้อยเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่คุ้มค่าด้วยการปลูกผักหวานป่าปะปนไปกับสวนลำไยและพื้นที่เดิมที่เคยปลูกข้าวโพด ซึ่งเพาะปลูกมาได้ประมาณ 5 ปี สามารถเก็บยอดผักหวานป่าออกขายทุกๆ 3 วัน ให้ลูกค้าที่สำนักงานจนหมดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังตอนกิ่งและนำเมล็ดผักหวานป่าที่ได้ออกขายสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีด้วย



นายจตุพงษ์ กล่าวว่าตนสนใจด้านการเกษตรมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อแม่มีอาชีพทางการเกษตร ต่อมาเมื่อเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบการศึกษาแล้วออกไปทำงานแล้ว ก็ได้หันมาใช้เวลาว่างพัฒนาการเกษตรโดยเห็นว่าการปลูกพืชต่างๆ เช่น ยางพารา ข้าวโพด ลำไย ฯลฯ ก็มีราคาไม่แน่นอน ใช้น้ำและสารเคมีมาก หลายชนิดต้องแผ้วถางพื้นที่ทำให้หน้าดินและป่าไม้เสียหาย

ต่อมาได้มีโอกาสพบพ่อหน่อ แม่มอญ ชาว อ.ขุนตาล ที่อยู่ในชุมชนสันติอโศกก็ได้เรียนรู้การนำเมล็ดผักหวานป่ามาปลูก โดยปลูกปะปนไปกับพืชชนิดอื่นๆ โดยไม่ต้องหาพื้นที่ใหม่ด้วยการใช้เหล็กแหลมเล็กแทงลงไปในดินลึกประมาณ 1 ฟุต จากนั้นหยอดเมล็ดที่นำมาเพาะจนมีรากงอกแล้วลงไปหลุมละ 3-4 เม็ด จากนั้นก็ดูแลพืชชนิดอื่นๆ ไปพลางก่อนรอประมาณ 1.6 ปีต้นผักหวานก็จะเติบโตแล้วให้ยอดเป็นผลผลิตไปตลอด

“ซึ่งการดูแลรักษาน้อยมากเพราะเป็นพืชป่าที่แทบจะไม่ต้องให้น้ำ ปุ๋ย หรือไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เพราะมีภูมิคุ้มกันแมลงหรือสัตว์อื่นๆ ในตัวเอง เมื่อปลูกเมล็ดไว้เฉยๆ ก็ขึ้นต้นเองและมีอายุหลายสิบปีโดยมีลำต้นใหญ่เหมือนไม้ยืนต้นทั่วไป ผมจึงเห็นว่าคุ้มค่าและเหมาะกับทุกพื้นที่โดยเฉพาะที่สูงไมมีน้ำมาก กระนั้นเนื่องจากผักหวานป่าท้องถิ่นภาคเหนือมีใบยาวเรียวและใช้เวลาปลูกนาน จึงหันไปซื้อเมล็ดพันธุ์จาก จ.สระบุรี พบว่าใบใหญ่โตและใช้เวลาปลูกสั้นกว่า อายุแค่ 2 ปีก็สามารถตอนกิ่งขยายพันธุ์หรือขายได้ ที่สำคัญรสชาติอร่อยเหมือนเดิม”

นายจตุพงษ์ กล่าวและว่า ปัจจุบันสามารถเก็บผักหวานขายส่งได้กิโลกรัมละ 200-300 บาท ซึ่งเมื่อพ่อค้าแม่ค้านำไปวางขายที่ตลาดก็จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละประมาณ 400 บาท ส่วนเมล็ดจำหน่ายเป็นผลสดกิโลกรัมละ 300-350 บาท ซึ่งตนจะจำหน่ายแบบเพาะชำในถุงดำให้พร้อมมีพืชพี่เลี้ยงเป็นต้นดอกแคให้ 1 ต้นคู่กันเพราะผักหวานเป็นพืชป่าที่มีความแปลกโดยหากปลูกคู่กับพืชที่เหมาะสมจะเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ยังจำหน่ายกิ่งตอนกิ่งละตั้งแต่ 150-300 บาทแล้วแต่ขนาดอีกด้วย ส่วนการดูแลต้นผักหวานพบว่ามีความง่ายกว่าพืชชนิดอื่น



ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อทั้งเมล็ด กิ่งตอนและยอดใบอย่างต่อเนื่องแต่ตนไม่พอจะผลิตขายให้ รวมทั้งมีผู้เดินทางไปศึกษาดูงานที่บ้านและสวนอย่างต่อเนื่อง ตนจึงแนะนำให้ผู้สนใจปลูกเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำแล้งและรักษาผืนดิน เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่ดูแลง่ายแบบพืชป่าทำให้ธรรมชาติสมบูรณ์และไม่ต้องใช้น้ำมากหรือโทรติดต่อตน 089-4325413 ทั้งนี้การปลูกวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเผาป่าตามที่เป็นกระแสข่าวแต่อย่างใดด้วย
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 เว็บไซต์ workpointtv.com รายงานว่า ที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีสาวจบระดับปริญญาโท ได้ลาออกจากการทำงานประจำ เพื่อมาใช้วิถีชีวิตแบบเกษตรกรที่พื้นที่ 15 ไร่ของพ่อแม่ ทราบชื่อคือ นางสาวอังคณา พิมพ์สุวรรณ (นก) วัย 32 ปี จบปริญญาโทหลักสุตร CEO MBA การตลาด ตั้งแต่ปี 2550

          สำหรับชีวิตของนางสาวอังคณาก่อนหน้านี้นั้น ตลอดเวลาได้อยู่ที่กรุงเทพฯ 20 ปี ในช่วงเรียนและทำงาน ก่อนที่จะลาออกจากงาน และได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1 ก้อน เพื่อทำตามความฝัน ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอยากดูแลพ่อแม่ พัฒนาชุมชน

          ด้านนางสาวอังคณา ยอมรับว่า ช่วงแรกที่เป็นเกษตรกร ไม่ง่ายเลย และพ่อแม่ก็ไม่ได้สนับสนุนด้วย เนื่องจากตนเรียนมาสูง อยากให้รับราชการมากกว่า สิ่งแรกที่ทำในการเป็นเกษตรกร เริ่มต้นด้วยศึกษาเรื่องหญ้าแฝก นำมาทดลองปลูกรอบสระน้ำ หยุดการใช้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด เมื่อผลผลิตเริ่มออกดอกผล ก็ตั้งชื่อผืนดินของบ้านว่า ไร่ดินไทย

          ต่อมา เมื่อนำเรื่องดังกล่าวมาเปิดเผยทางเฟซบุ๊ก ก็มีคนสนใจหรือมาเยี่ยมชมกันทุกวัน ดังนั้น จึงได้ร่วมมือกับชาวบ้านในพื้นที่จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่ดินไทย เพื่อเป็นศูนย์รวมเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้ามาสนับสนุนแผนงานด้วย




ยุคเศรษฐกิจฟุบแทบโงหัวไม่ขึ้น หลายองค์กรใหญ่-น้อย ต่างพากันรัดเข็มขัด ออกมาตรการ “ต้อง” ประหยัดกันสารพัด

“การยุบแผนก” เพื่อลดจำนวนพนักงาน คือวิธีการลดต้นทุน ที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้
และหากใครโดน “แจ็กพอต” ย่อมต้องดิ้นรนมองทางเลือกเพื่อหาทางรอดกันไป
ตามกำลังและความสามารถที่มีอยู่เป็นทุน...ดั้งเดิม






ถูกเลิกจ้าง
เรียนรู้วิชาเห็ด

เมื่อราวต้นปี 2558 ที่ผ่านมา คุณเอีย-อารีย์ เพ็งสุทธิ์ วัย 46 ปี คือหนึ่งใน “มนุษย์ออฟฟิศ” แห่งยุค ที่มีอันต้องถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้บริหาร ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกคอร์ปอเรต มาร์เก็ตติ้ง ของบริษัทประกันในเครือธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้นเธอมีรายรับเป็นเงินเดือนประจำถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“ตอนออกมาได้ทุนมาก้อนหนึ่ง น้องๆ ที่อายุยังน้อยพากันไปหางานใหม่ ส่วนตัวเองอายุขนาดนี้ ฐานเงินเดือนเท่านี้ หางานใหม่คงลำบาก แม้จะไปสมัครงานใหม่ไว้ แต่เริ่มคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองแล้ว” คุณเอีย เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นกันเอง

ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรกยังไม่รู้จะเริ่มต้นอาชีพอิสระในแบบของตัวเองอย่างไรดี แต่ด้วยความที่มีฝีมือทำอาหาร เลยตั้งใจจะทำ “แกงถุง” ไปฝากขายตามออฟฟิศพรรคพวกที่เคยร่วมงาน
แต่ยังไม่ทันลงมือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งชื่นชอบการทำเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ มาแนะนำให้ทำฟาร์มเห็ด เพราะแนวโน้มตลาดยังดีอยู่

“ตอนแรกอยากทำผักไฮโดรฯ เพราะเคยทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งมาก่อน รู้จักคนในแวดวงโรงแรม ร้านอาหารเยอะ ถ้าปลูกแล้วทำส่งให้เขาน่าจะได้ ประกอบกับเคยไปฟาร์มผักไฮโดรฯ เห็นแล้วสวยดี เลยอยากทำบ้าง แต่พอศึกษาละเอียด รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงพอสมควร” คุณเอีย ว่าให้ฟัง
เมื่อโปรเจ็กต์ผักไฮโดรโปนิกส์ยังไม่ผ่าน คุณเอียจึงทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้องคนดังว่า หันมาศึกษาวิชาการเพาะเห็ดขาย ตระเวนไปหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดทุกรูปแบบ นับแต่ การลงก้อน การรักษาก้อน การปล่อยน้ำ การเก็บ เป็นต้น

“ไม่เคยจับงานด้านเกษตรเลย แม้พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อ-แม่ทำนามาก่อน แต่ท่านให้แต่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาหน่อยส่งเข้ากรุงเทพฯ เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์” คุณเอีย เล่ายิ้มๆ

ใช้เวลาไม่นาน จึงมี “วิชาเห็ด” ติดตัว ขั้นต่อไปคือ หาเช่าที่ดินเพื่อสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด เพราะบ้านที่อาศัยในรามอินทราของเธอและลูกๆ นั้น เป็นทาวน์โฮมตามสมัยนิยม ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก
แต่จนแล้วจนรอด หาเท่าไหร่หาไม่ได้ ส่วนที่พอจะได้ ก็ราคาแพงจนรับไม่ไหว

“ขับรถตระเวนหาเช่าที่ไปทั่วจนท้อ จำได้วันนั้นจะถอดใจ คิดว่าคงไม่ได้ทำแล้ว แต่ระหว่างทางก่อนถึงบ้านแค่ซอยเดียว เหลือบไปเห็นป้ายประกาศให้เช่าที่ 2 แปลง แปลงละ 100 ตารางวา กับ 200 ตารางวา เลยรีบโทรศัพท์ไปถาม พอทราบเงื่อนไข-ราคา รีบบอกตกลงเดี๋ยวนั้นเลย” คุณเอีย เล่าก่อนหัวเราะร่วน

ปลูกผักปลอดสาร
เพาะต้นอ่อนเสริม

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ที่ดิน 100 ตารางวา ที่อยู่ในซอยคู้บอน 27 แยก 8 ซึ่งเธอทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 2 ปีกับเจ้าของที่ดินนั้น ใช้เงินมัดจำ 10,000 บาท ค่าเช่าต่อเดือน 3,000 บาท หากครบเวลาตามสัญญาแรกแล้ว อาจทำสัญญาใหม่เป็นแบบปีต่อปี

หลังจากเข้ามาถางหญ้าสูงท่วมเอว เก็บขยะ ปรับหน้าดิน ล้อมรั้ว จนเป็นที่พอใจแล้ว
ขั้นต่อไปคือ การขอน้ำ-ขอไฟ เดินสายเข้ามาในที่ดิน ก่อนลงทุนด้วยเงิน 50,000 บาท สร้างโรงเรือนเพาะเห็ด ขนาด 4 คูณ 6 เมตร จำนวน 2 หลัง

จากนั้นจึงนำก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏาน จำนวน 2,500 ก้อน มาลงไว้ในโรงเรือนหลังแรก ส่วนหลังที่ 2 ยังไม่ลงก้อนเห็ด เพียงแต่สร้างรอไว้ก่อน

“เห็ดล็อตแรกดอกสวย ไม่หงิก ไม่แฉะ ออกมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เก็บได้ประมาณ 80 กิโลกรัม แบ่งขายส่ง 20 กิโล คิดกิโลละ 70 บาท ขายปลีกกิโลละ 120 บาท คนรับซื้อส่วนใหญ่เป็นคนคุ้นเคยกัน” คุณเอีย เผย

และว่า โรงเรือนเพาะเห็ดขายทั้ง 2 โรงของเธอนั้นใช้พื้นที่ไม่ถึงครึ่งของ 100 ตารางวา เลยอยากหาพืชอื่นมาลงเพิ่ม ประกอบกับรู้จักกับคุณตา ที่อยู่ในละแวกบ้าน ซึ่งเป็น “หมอชาวบ้าน” มีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอย่างดี เลยชักชวนให้ท่านมาช่วยอีกแรง

โดยวางแนวคิด “ปลูกไว้กิน เหลือค่อยขาย” พืชที่ลงเพิ่มส่วนใหญ่จึงเป็นพืชอายุสั้น อย่าง แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ชะอม ต้นหอม ดอกดาวเรือง เป็นต้น

และหลักการสำคัญที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้คือ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ใช้ยาฆ่าแมลง
“ตอนปรับหน้าดิน นำขี้วัวมาลงด้วย พอแตงกวา ถั่วฝักยาว เริ่มออก จะมีพวกรา เพลี้ย หนอน มารบกวน วิธีการกำจัดดีที่สุดคือ มือของเรานี่แหละ รูดบ้าง บี้บ้าง ให้มันตาย นี่คือภารกิจทุกๆ เช้าที่ผ่านมา แต่พอเริ่มโตไม่ต้องทำแล้ว รดน้ำตามปกติพอ” คุณเอีย เผยเทคนิคที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณตา ผู้ช่วยคนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้งเห็ดและพืชผักสวนครัวดังว่า ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะสามารถเก็บดอกผลออกจำหน่าย รายได้จึงอาจขาดช่วง คุณเอียจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูก “ต้นอ่อน” ของพืช พวก ผักบุ้ง ทานตะวัน และโตเหมี่ยว เพราะพืชกลุ่มนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน สามารถเก็บขายได้แล้ว
ส่วนความรู้เรื่องการเพาะต้นอ่อนนี้ อาศัยจากการอ่านหนังสือและค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต หาว่า ทำกันยังไง ใช้ดินแบบไหน หาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ใดได้บ้าง ช่วงลองผิดลองถูกเสียหายไปสองสามถาด แต่พยายามปรับปรุง จนตัดออกขายได้หลายชุดแล้ว

เห็นเงินทุกวัน
เลี้ยงตัวสบาย

ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ถึงวันนี้ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” แปลงผักในเมือง ภายใต้การดูแลของคุณเอีย ให้ผลผลิตออกมาแล้วหลากหลาย นับตั้งแต่ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ต้นอ่อนผักบุ้ง-ทานตะวัน-โตเหมี่ยว แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว ดอกดาวเรือง ฯลฯ สามารถสร้างรายได้ให้เป็นระยะ

ส่วนวิธีการ “เข้าถึง” ลูกค้าในแบบของคุณเอียนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
เริ่มจากส่งให้ตามออฟฟิศที่เคยทำงานและมีพรรคพวกคนรู้จักย่าน สีลม สาทร ราชดำริ โดยพอตกเย็นวันพฤหัสบดี จะโทรศัพท์สอบถามแต่ละตึกว่ามีออร์เดอร์มั้ย อะไรบ้าง จากนั้นจึงกลับมาแพ็กตามคำสั่งลูกค้า เช้ามารวบรวมก่อนขับรถไปหย่อนตามตึก และจะมีรุ่นพี่-รุ่นน้องหลายคน ช่วยรวบรวมเงินค่าผักมาให้

“ทุกวันศุกร์ผักจะเต็มท้ายรถและห้องโดยสารเลยนะ ช่วงแรกเขาคงอยากช่วย เลยสั่งซื้อ แต่ระยะหลังยังสั่งกันตลอด แสดงว่าผลผลิตเราขายได้ด้วยตัวเองแล้ว และคงสะดวกดี มีบริการส่งให้ถึงที่ ของก็มีคุณภาพ” คุณเอีย บอกอย่างนั้น

ก่อนกระซิบว่า ขับรถไปส่งของในเมืองแบบนี้ ค่าทางด่วน 200 ค่าแก๊สรถ 200 ยังคุ้มอยู่ เพราะขายได้บางครั้งถึง 3,000 กว่าบาท แถมยังได้เจอะเจอเพื่อนฝูงด้วย

สำหรับผักที่ส่งขายตามออฟฟิศในเมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นเห็ดและต้นอ่อนต่างๆ ส่วนแตงร้าน แตงกวา ถั่วฝักยาวที่เหลือจากเก็บไว้กินแล้ว คุณเอียพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านส้มตำในละแวกบ้าน ทั้งแบบรถเข็นไปจนตึกแถว โดยขับรถเข้าไปถามกันตรงๆ ช่วงแรกแม่ค้าหลายคนทำหน้างง ไม่แน่ใจพูดจริงหรือพูดเล่น ที่ขับรถเก๋งคันเป็นล้านมาบอกขายถั่ว-ขายแตง

“เมื่อก่อนเห็นเงินพันสองพันเฉยๆ ตอนนี้ ร้อยสองร้อยกว่าจะได้มามันยากนะ แต่ก็หาได้ทุกวันอยู่ที่ขยันมากน้อยแค่ไหน อย่างแตงร้าน ออก 10 กิโล ขายหมดได้ 300 บาท แตงกวาอีก 5 โล ต้นอ่อน 20 ถุง ทำไปทำมาวันนั้นพันนึงได้แล้ว” คุณเอีย ว่าเสียงเรียบ

ธุรกิจ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของอดีตผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตท่านนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท และกำลังสร้างรายได้กลับเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของมีกำลังใจและกำลังจะขยายโรงเพาะเห็ดเพิ่มเป็นโรงที่ 3 แล้วด้วย

“ไม่อายเลยที่ทุกวันนี้ต้องมาปลูกเห็ด-ปลูกผัก เพราะมีรายรับเลี้ยงตัวเลี้ยงลูกได้สบาย แต่แอบห่วงความรู้สึกของแม่และลูกชายทั้ง 2 คนเหมือนกัน ว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง” คุณเอีย เผยความในใจ ส่งท้าย
ก่อนฝากไปยัง “มนุษย์เงินเดือน” ที่อาจกำลังต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับเธอว่า

“ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา อะไรผ่านมาแล้วให้ผ่านไป และเชื่อมั่นว่าต้องอยู่ให้ได้”
ข่าวล่าสุดแจ้งว่า คุณเอียได้งานประจำที่ใหม่แล้ว ซึ่งอยู่ในแวดวงการประกันชีวิตเหมือนเดิม แต่เธอยังไม่ทิ้งอาชีพเกษตรกรที่กำลังตกหลุมรัก และจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุด มาดูแล “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของเธออย่างเต็มกำลัง

สนใจอยากได้ผักดี-มีคุณภาพ ไปลองรับประทาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (091) 875-0777

จาก http://www.sentangsedtee.com/news_detail.php?rich_id=2735&section=1&column_id=1

ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก "เขื่อนน้ำอูน" สำหรับทำการเกษตร ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดสกลนคร จะพบพื้นที่เขียวชะอุ่มไปด้วยข้าวนาปรัง พืชฤดูแล้ง ตลอดจนบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกบ ห่างตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 12 กิโลกรัม มีหมู่บ้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองสกลนคร คือ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มีกลุ่มอาชีพหลากหลาย อาทิ กลุ่มทำหมอนขิด กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มเลี้ยงกบ

โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีมากที่สุดของจังหวัดสกลนคร กว่า 10 ราย
คุณรัตนา ศรีบุรมย์ และคุณกมลชัย ศรีบุรมย์ อยู่บ้านเลขที่ 218 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สองสามีภรรยา เป็นหนึ่งในกลุ่มเลี้ยงกบ ที่กบพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ กว่า 3,000 ตัว โดยคุณรัตนา เล่าว่า ก่อนเลี้ยงกบเป็นอาชีพ ได้ทำนาและทำไร่มาก่อน รวมทั้งเป็นลูกจ้างกรรมกรในตัวเมือง
“นอกจากทำนาปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านแห่งนี้ยังมีอาชีพเสริมคือการการเกษตรปลูกพืชฤดูแล้งเลี้ยงสัตว์ และบางส่วนเลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบเป็นส่วนน้อย เน้นขายตัวอ่อนของกบหรือฮวก (ลูกอ๊อด) เป็นส่วนใหญ่ โกยเงินเป็นล่ำเป็นสันเรียกกันว่า "เถ้าแก่น้อย" ในหมู่บ้าน"

คุณกมลชัย กล่าวอีกว่า จากที่เห็นเพื่อนบ้านทำนาและเลี้ยงปลา กบเสริมแล้วทำให้มีรายได้ จึงศึกษาและนำกบมาทดลองเลี้ยงจนเกิดความชำนาญ จากแต่ก่อนเลี้ยงเพียงไม่กี่ร้อยตัว ก็เพิ่มจำนวนเลี้ยงขึ้นมาเป็นหลายพันตัว จากเดิมไม่มีคนรู้จัก ก็มีลูกค้ามาซื้อกบถึงบ้าน บรรดาเพื่อนบ้านที่เลี้ยงกบต่างมีรายได้ต่อปีหลายแสนบาท บางรายตั้งเป้าทำกำไรจากกบตัวละ 1 บาท หากขายได้ปีละ 1 ล้านตัว ก็มีรายได้ 1 ล้านบาท

“เมื่อ 5 ปีก่อน เริ่มเลี้ยง และนำเงินทุนที่มีอยู่ไปซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบเหลืองหัวเขียว และกบพื้นบ้าน ประมาณ 20-30 ตัว พ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบกิโลกรัมละ 50-70 บาท ตัวขนาด 2 นิ้ว 1 กิโลกรัม ได้ประมาณ 40 ตัว ลงทุนลงแรงเลี้ยงกบในที่นาตัวเอง โดยใช้ท่อปูนชีเมนต์ร่วมกับภรรยาเพียง 2 คน”

คุณกมลชัย เล่าว่า การเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ เพื่อผลิตตัวอ่อนหรือลูกอ๊อด มีขั้นตอนการเลี้ยงยุ่งยากกว่าเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดอื่น ใจไม่สู้ เลี้ยงไม่ได้ไปไม่รอด ปัจจุบัน ตนมีกบพ่อพันธ์ จำนวน 2,000 ตัว แม่พันธุ์ 2,000 ตัวเศษ โดยกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหล่านี้ จะถูกนำมาเลี้ยงไว้ที่ท่อซีเมนต์ กว่า 30 ท่อ แต่ละท่อจะมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปล่อยเลี้ยงประมาณ 50-60 ตัว ส่วนการผสมพันธุ์นั้น เริ่มจากใช้คันนาดินที่เป็นบ่อกั้นไว้ให้แล้ว นำตาข่ายไนล่อนพลาสติก ภาษาอีสานเรียก "ดาง" หรือ "ผ้าแหยง" รูถี่ มาขึงกางตาข่าย กว้าง 1.20 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดคันนาเป็นมาตรฐาน ใช้ไม้ไผ่สูงขนาดเท่ากับตาข่ายค้ำยัน กั้นเพื่อขึงตาข่ายให้ตึง ป้องกันกบกระโดดหนีระยะห่าง 2 เมตร ต่อเสา และควรกั้นไว้หลายๆ บ่อเพื่อคัดแยกขนาดของกบและลูกอ๊อดออกจากกัน

“กบพันธุ์ไม่แข็งแรงเหมือนกบนาจะกระโดดเฉพาะช่วงผสมพันธุ์กันและมีฝนตก และควรเตรียมบ่อผสมพันธุ์ไว้ ตามต้องการแต่ควรเว้นระยะเนื่องจากการจำหน่ายต้องไม่ขาดช่วงหากทำพร้อมกันจะทำให้กบไข่มากทำให้ขายไม่ทัน”

วิธีการ คือ นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ ที่คัดแยกจากท่อที่เลี้ยงไว้ 4 ท่อ และตัวเมีย 4 ท่อ รวม 8 ท่อ นำตัวผู้และตัวเมียอย่างละ 200 ตัว รวม 400 ตัว ผสมเยอะไม่ได้ กบจะกระโดดหนีใส่ตาข่ายจนบาดเจ็บปากแดง
วิธีคัดแยกกบมาผสมกัน สังเกตกบตัวผู้จะคางย่นพอง ควรให้ผสมพันธุ์กันในช่วงเย็น ถ้าฝนไม่ตกให้เปิดน้ำแทนฝนจะผสมพันธุ์กันดี พอรุ่งเช้าให้แยกตัวผู้ตัวเมียกลับท่อ ถ้าแดดร้อนจัดลูกอ๊อดจะขยายพันธุ์รวดเร็ว ถ้าไม่มีแดดต้องรอข้ามคืน ตกเย็นในวันเดียวกันจะเห็นลูกอ๊อดลอยน้ำในบ่อผสม ช่วงนี้ลูกอ๊อดจะกินคราบไข่ในบ่อผสมก่อน 2 วัน ถึงจะให้อาหารเป็นหัวอาหารเมล็ดที่ใช้เลี้ยงปลา แล้วนำไปลงบ่ออนุบาลและอีก 5 วัน ก็นำลูกออ๊ดออกจากบ่ออนุบาลไปลงที่บ่อดินที่เตรียมไว้
นอกจากนี้ ควรห้สังเกตปริมาณลูกกบว่าในบ่อมีลูกอ๊อดมากน้อยหรือไม่ หากให้อาหารเยอะไปลูกอ๊อดจะตาย แรกๆ ลูกอ๊อดอยู่ในน้ำใส ข้อควรระวังยิ่งควรปรับสภาพน้ำให้เขียวขุ่น โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่รดใส่แปลงพืชผักผสมกับกากน้ำตาลเทใส่บ่อเพื่อสร้างอุณหภูมิปรับน้ำให้เขียว เพื่อให้ลูกอ๊อดอำพรางตัวไม่ให้เห็นกัน ถ้าอยู่ในน้ำใสตัวใหญ่จะกินตัวเล็ก เป็นธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ ระยะเวลาหลังผสมพันธุ์กันเสร็จ 25 วัน ลูกอ๊อดจะโตเต็มที่จะขายได้ ตัวใหญ่และได้น้ำหนัก ดีนับร้อยกิโล ขึ้นไป

คุณรัตนา บอกว่า สิ่งที่ต้องทำและหมั่นเอาใจใส่ คือ เมื่อลูกอ๊อดโตได้ 5 วัน ให้รีบเอาออกจากบ่อผสมพันธุ์ นำพักไว้ในบ่อดินที่เตรียมไว้ หลังคัดเกรดเสร็จก็ควรจะกระจายลงไปในบ่อที่ว่างอีก จากนั้น ต้องคัดตัวใหญ่แยกออกจากตัวเล็กที่ไม่สมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นลูกอ๊อดกินกันเองไม่เหลือผลผลิตตามเป้า และควรให้หัวอาหารเช้าเย็นวันละ 2 กระสอบ

"การเลี้ยงกบนั้น ไม่ได้ศึกษาจากที่ใด อาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูกเมื่อมีปัญหาก็จะไปสอบถามคนที่เลี้ยงมาก่อน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี ปัจจุบัน กบของตัวเองที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ หนึ่งตัวจะสามารถผสมเพาะได้ ถึง 10-12 ครั้ง/ตัว หลังจากนั้นก็จะนำออกมาจำหน่ายเพราะกบเรียกกันว่าโทรมมากแล้ว จากนั้นจะคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่ มาทดแทน ฤดูกาลของลูกอ๊อดผลผลิตจะเริ่มออกในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม แต่จะออกเยอะในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน เนื่องจากมีอากาศเย็นและมีฝนตกลูกอ๊อดไม่ค่อยตาย ต้นฤดูที่ผสมใหม่ๆ จะทำเงินให้สูงตกกิโลกรัมละ 200-250 บาท”

คุณรัตนา บอกอีกว่า ทุกวันนี้สามารถขายได้วันละ 30-50 กิโลกรัม โดยได้ใช้วิธีเพาะพันธุ์แบบให้เป็นเว้นระยะไม่ทำครั้งเดียว เพราะถือว่าทำได้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง จะอยู่ที่วันละ 4,500-6,000 บาท ซึ่งหากหักค่าใช้จ่ายจากพวกหัวอาหารแล้วก็มีกำไรมากกว่าครึ่งของรายได้

การเลี้ยงกบหากมองดูจริงแล้วไม่ยากอย่างที่คิด ปัญหาอยู่ที่ความขยันขันแข็ง ทำแล้วเลี้ยงแล้วต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ ไม่ปล่อยเป็นกบ "เทวดาเลี้ยง" และคนเลี้ยงกบต้องรู้จักศึกษาอ่านหนังสือหาความรู้และสังเกตกบว่าเป็นอย่างไร และควรปรับเปลี่ยนไปตามนั้นเพราะประสบการณ์จะทำให้เราได้เรียนรู้ดีกว่าการอ่านแล้วมาลองทำ เพราะอาจทำให้เสียเวลาได้ สุดท้ายก็เสียเงิน ล้มเหลว ไม่ประสบผลสำเร็จ
ผู้สนใจท่านใดอยากได้รายละเอียดหรือติดต่อสอบถามข้อมูล ได้ที่คุณรัตนา ศรีบุรมย์ โทร 088-5160013 ได้ทุกวัน
 การเพาะเห็ดเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางเพราะได้ผลผลิตเร็วและมีตลาดรองรับ ทำให้การเพาะเห็ดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงแต่สร้างรายได้ดีเป็นที่น่าพอใจ สามารถทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพรองได้
ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบการเพาะก้อนเชื้อเห็ดที่ได้คุณภาพ เพื่อส่งขายให้เกษตรนำไปเพาะปลูกสร้างรายได้ทั้งปี สร้างเม็ดเงินหลายแสนบาทต่อเดือน

สำหรับวัสดุที่ใช้ทำก้อนเชื้อเห็ด ประกอบด้วย ขี้เลื่อยยางพารา รำข้าวเจ้ารำข้าวเหนียว ภูไมท์ ดีเกลือและปุ๋ย โดยเทลงในเครื่องผสมพร้อมกับค่อยๆเติมน้ำในขณะที่เครื่องทำงานเพื่อให้เนื้อวัสดุติดกันเป็นก้อนๆ



เมื่อคลุกเคล้าส่วนผสมเข้ากันดีแล้วขั้นตอนต่อไปจะบรรจุขี้เลื่อยใส่ลงถุงพลาสติกที่ทนความร้อน น้ำหนักบรรจุ 9 ขีด หรือ 2 ใน 3 ของถุง แล้วกดให้แน่นพอประมาณ ใส่คอขวด รัดด้วยหนังยางและปิดจุกสำลี

และเมื่อได้ก้อนเห็ดแล้ว จะลำเลียงใส่ตะแกรงเหล็กส่งเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 ชม. จากนั้นนำออกจากเตาอบพักทิ้งไว้ 1 วัน ก่อนนำหัวเชื้อสำเร็จรูปมาหยอดลงในก้อนเชื้อ

ปัจจุบันฟาร์มเห็ดเจ๊เพลินผลิตก้อนเชื้อเห็ดจำหน่าย ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ เห็ดนางฟ้าขาว, เห็ดภูฐาน, เห็ดโคน, เห็ดเป๋าฮื้อ, เห็ดหูหนู โดยแต่ละวันจะผลิตก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 7,000 ก้อน

หลังจากที่หยอดเชื้อลงไปแล้ว จะนำไปตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ห้ามโดนแสงแดด เพราะเชื้ออาจตายได้

สำหรับการเริ่มต้นเพาะเห็ดจำหน่าย ต้นทุนครั้งแรก จะประกอบด้วย โรงเรือนสำเร็จรูป ราคาประมาณ 30,000 บาท ก้อนเชื้อพร้อมเปิด 5,000 ก้อน ก้อนละ 4.50 คิดเป็นเงิน 22,500 บาท รวมๆ แล้วจะใช้เงินประมาณ 52,500 บาท ต่อ 1 โรงเรือน โดยก้อนเห็ด 5,000 ก้อน จะเก็บผลผลิตจำหน่ายต่อวันได้ประมาณ 100-300 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 60 บาท 6 เดือน สามารถทำเงินได้ถึง 1,080,000 บาท
 
 ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - อดีตสารวัตรตำรวจผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ 5 ชนิด จนประสบความสำเร็จผลผลิตมีคุณภาพสูง การันตีโดยกรมวิชาการเกษตร เป็นที่ต้องการของตลาด มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 6-8 หมื่นบาท เตรียมขยายพื้นที่ปลูกรองรับตลาดทั้งขายส่ง และขายปลีก
       






       
       วันนี้ (8 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร หรือผู้คนที่กำลังหาอาชีพเสริม หรืออาชีพหลัก เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงแต่ยังมีพื้นที่ปลูกน้อย เช่นที่ จ.สงขลา มีอดีตนายตำรวจท่านหนึ่ง คือ พ.ต.ท.เทิดพันธ์ พ่วงพลับ อดีตสารวัตรตำรวจ วัย 48 ปี ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว โดยการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ร่วมกับ นางณัฐมนกาญจน์ พ่วงพลับ ภรรยาคู่ชีวิตวัย 42 ปี ในพื้นที่ ต.ทุ่งหวัง อ.เมือง จ.สงขลา
       


       
       โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านพักประมาณครึ่งไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ 5 ชนิดจำนวน 32 แปลง แยกเป็นแปลงปลูก 28 แปลง และแปลงอนุบาล 4 แปลง โดยผักทั้ง 5 ชนิดประกอบด้วย ผักเรดโอ๊ค ผักกรีนโอ๊ค ผักกรีนคอร์ท ผักฟิลเล่ย์ และผักบัตเตอร์เฮท ซึ่งผักทั้ง 5 ชนิดนี้มีตลาดรองรับแบบไม่อั้น และผลผลิตแต่ระรุ่นยังไม่พอขายเพื่อนำไปประกอบอาหารสุขภาพโดยเฉพาะเมนูสลัด
       


       
       พ.ต.ท.เทิดพันธ์ บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โดยเฉพาะผักเรดโอ๊ค ผักกรีนโอ๊ค ผักกรีนคอร์ท ผักฟิลเล่ย์ และผักบัตเตอร์เฮท ผักทั้ง 5 ชนิดนี้ปลูกไม่ยากแต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้แมลงรบกวน คอยเด็ดใบที่เสียทิ้ง ดูแลเรื่องค่า PH ของน้ำ เรื่องปุ๋ย เนื่องจากเป็นผักไร้ดิน สำหรับผักผักไฮโดรโปรนิกส์ของตนมีใบ Q (คิว) รับรองมาตรฐานระบบจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) พ.ศ.2555 จากกรมวิชาการเกษตร มาแสดงเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าด้วย
       


       
       พ.ต.ท.เทิดพันธ์ บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์แต่ละรุ่นใช้เวลาปลูก 35-45 วัน ผักจะสมบูรณ์ และมีพ่อค้าแม่ค้าซึ่งเป็นเอเยนต์จะมารับซื้อถึงบ้านทั้งหมด และขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาทเท่ากันทุกชนิด แต่ละแปลงจะมีขนาด 1.60 x 6.00 เมตร สามารถปลูกผักได้ 240 ต้น มีการปลูกแบบหมุนเวียนกันไปเพื่อไม่ให้ขาดช่วง สามารถเก็บผักขายได้ตลอดทั้งปีสร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณเดือนละ 60,000-80,000 บาท และเตรียมขยายพื้นที่แปลงปลูกเพิ่มอีก 1 แปลง เพื่อรองรับตลาดที่กำลังขยายตัว รวมทั้งทำร้านเล็กๆ หน้าแปลงผัก เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาด้วย
ปลาหมอ นำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งแกง ต้ม ทอด ปิ้งกินกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำพริกเผา เพราะรสหวานของเนื้อปลา บางครั้งเมื่อปิ้งเสร็จก็นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาทำเป็นปลาป่น ทำเป็นพริกน้ำปลาหวานสำหรับกินกับยอดสะเดาลวก เพราะความหวานจะช่วยตัดรสขมของยอดสะเดา
ปัจจุบัน ปลาหมอในธรรมชาติ หายากกว่าสมัยก่อน  จึงได้มีการเพาะเลี้ยงปลาหมอมากขึ้น โดยตัวอย่างของผู้ที่เพาะเลี้ยงปลาหมอในบ่อดิน คือ คุณดิชา นุวงษ์วรรณ์
คุณดิชา อยู่บ้านเลขที่ 68/1 หมู่ที่ 3 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

จากพนักงานโรงงาน สู่เกษตรกร
คุณดิชา เล่าว่า สมัยก่อนเป็นพนักงานโรงงาน ได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เกิดความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต จึงมองหาอาชีพที่คิดว่าเป็นนายตัวเอง มีรายได้ที่แน่นอน มีความสนใจที่จะเลี้ยงปลาในบ่อดิน เริ่มแรกเดิมทีคุณดิชาเล่าว่า สนใจจะเลี้ยงปลาดุก แต่เพื่อนที่รู้จักแนะนำให้เลี้ยงปลาหมอ เพราะมีความแข็งแรง อดทน ไม่ตายง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
“ตอนแรกไม่ได้สนใจปลาหมอ สนใจปลาดุก ได้ศึกษาปลาดุกก่อน มีเพื่อนบอกว่า เพื่อนเขาเลี้ยงปลาหมออยู่ บอกปลาหมออึดกว่า ทำไมไม่ลองเลี้ยงปลาหมอดู เพราะปลาดุกมีคนทำเยอะแล้ว ก็เลยหันมาหาปลาหมอ ใช้เวลาศึกษานานเหมือนกัน” คุณดิชา กล่าว
เริ่มต้นก่อนที่จะเลี้ยงปลาหมอ คุณดิชา เล่าว่า ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับปลาหมอ ไม่ว่าจะหาหนังสือมาอ่าน ตลอดจนศึกษาหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับสิ่งที่คุณดิชาจะลงมือทำ เพราะเชื่อว่าการศึกษาหาความรู้ก่อนลงมือปฏิบัติสำคัญมาก ต้องให้รู้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ตลอดจนวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพราะเงินทุนที่ใช้ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิเช่นนั้นจะกลายเป็นขาดทุน และเพิ่มหนี้สินได้ หากไม่คิดให้รอบคอบ






วิธีการเลี้ยงดูแล ทำอย่างไร
คุณดิชา เล่าว่า เมื่อศึกษาหาข้อมูลพอสมควร จึงลงมือปฏิบัติ โดยขั้นตอนแรกสำรวจพื้นที่ที่บ้าน ว่าต้องการขุดบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอตรงบริเวณไหน เริ่มแรกเดิมที  คุณดิชาทดลองเลี้ยงเพียง 1 บ่อ แต่ตอนนี้ขุดเพิ่มอีก 2 บ่อ รวมตอนนี้มีทั้งหมด 3 บ่อ
บ่อที่ขุดสำหรับเลี้ยงปลาหมอ อยู่ที่ขนาด 10x20 เมตร ความลึกของบ่อ ประมาณ 2 เมตร คุณดิชา บอกว่า บ่อสำหรับเลี้ยงใครมีพื้นที่มากก็สามารถทำให้ใหญ่กว่าของคุณดิชาได้ เมื่อขุดบ่อได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ก็ปรับสภาพดิน ด้วยการโรยปูนขาวที่ก้นบ่อ เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรค จากนั้นตากบ่อไว้ ประมาณ 7 วัน พอครบกำหนดก็เตรียมสูบน้ำเข้าภายในบ่อ ในระยะแรกก้นบ่ออาจเกิดไรแดงให้ลูกปลาหมอได้กิน
คุณดิชา เล่าว่า ก่อนที่จะปล่อยลูกปลาลงบ่อ จะสูบน้ำลงไปในบ่อให้มีระดับน้ำ ประมาณ 120 เซนติเมตร แล้วรักษาระดับน้ำไว้เช่นนี้ จนกว่าลูกปลามีอายุได้ประมาณ 1 เดือน พอเข้าสู่เดือนที่ 2 จะเพิ่มระดับน้ำขึ้นมาอยู่ที่ 140 เซนติเมตร พอลูกปลาหมอเข้าเดือนที่ 3 เพิ่มระดับน้ำขึ้นเป็น 180 เซนติเมตร พอครบเดือนที่ 4 ระดับน้ำจะอยู่ที่ 2 เมตร จนกว่าปลาหมอจะได้ขนาดส่งขายได้


ส่วนพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย คุณดิชา บอกว่า จะเลือกลูกปลาหมอจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะถ้าเลือกลูกปลาหมอมาไม่ดี โอกาสจะเป็นเพศผู้หมดค่อนข้างมาก โดยปลาที่คุณดิชาเลี้ยงเป็นพันธุ์ชุมพร 1 ขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร  (ไซซ์ใบมะขาม) ราคาตัวละ 80 สตางค์ เป็นปลาหมอที่ผ่านการแปลงเพศแล้ว จะเอาเพศเมียเป็นหลัก เพราะเพศเมียจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าเพศผู้ มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนใหญ่ที่เลี้ยงต้องเป็นเพศเมีย ฟาร์มที่คุณดิชาเลือกซื้อลูกปลาหมอมา จะเป็นฟาร์มของเอกชนที่เชื่อถือได้ เนื่องจากหน่วยงานรัฐยังไม่มีลูกปลาหมอมากพอต่อความต้องการของเกษตรกร อาจต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้รับ
ในบ่อของคุณดิชา ขนาด 10x20 เมตร ปล่อยลูกปลาหมออยู่ที่ 5,000 ตัว ต่อบ่อ แต่ถ้าใครจะปล่อยถึง 10,000 ตัว ต่อบ่อ ก็ทำได้
“ที่บ่อผม จะใส่ลูกปลาที่ 5,000 ตัว ต่อบ่อ พอลูกปลาหมอลงบ่อแล้ว ผมก็จะใช้ยาปฏิชีวนะผสมกับอาหารให้กิน เพราะขณะที่ลูกปลาหมอขนส่งมา อาจจะช้ำใน จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะให้กิน ส่วนการรักษาผิวที่เกิดจากบาดแผล ผมจะสาดเกลือเม็ดลงไปในบ่อ เพื่อรักษาบาดแผลของลูกปลา และทำให้ลูกปลาดูกระปรี้กระเปร่า” คุณดิชา กล่าว
การให้อาหาร ช่วงที่ปล่อยลูกปลาไปแรกๆ ยังไม่ได้ให้อาหาร เพราะในบ่อจะมีไรแดงอยู่ ลูกปลาสามารถกินได้ พอเลย 7 วัน ก็จะเริ่มให้อาหาร ระยะ 1 เดือนแรก คุณดิชาเล่าว่า จะให้วันละ 4 ครั้ง ดูตามการกินของลูกปลาหมอ ว่าอิ่มมากน้อยแค่ไหน จากการสังเกตของคุณดิชาเอง
“ผมจะให้อาหารวันละ 4 ครั้ง ให้จนอิ่ม ดูจากจำนวนอาหารที่ลอย ถ้าอาหารลอยเยอะ ผมก็จะหยุดให้ นั้นแสดงว่าปลาอิ่มแล้ว ซึ่งผมก็จะสังเกตของผมเอง มันอยู่ที่เทคนิคใครเทคนิคคนนั้น โดยถ้าปลาไม่สนใจกินอาหารแล้ว เราก็ค่อยๆ หยุด เรียกว่าให้จนอิ่ม จะให้กะปริมาณอาหารเป็นกิโล ช่วงนี้อาจจะยังคำนวณไม่ได้ ให้แบบนี้ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยปรับลดอาหารลงมา อาหารที่ให้ช่วงนี้จะเป็นอาหารเม็ดเล็ก เป็นอาหารลูกอ๊อด” คุณดิชา อธิบายการให้อาหารระยะ 1 เดือนแรก
เมื่อลูกปลาหมอได้ 1 เดือนขึ้นไป ก็จะเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารปลาดุก เบอร์ 1 มีจำนวนโปรตีน ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ 3 ครั้ง ต่อวัน และเมื่อครบ 2 เดือนขึ้นไป จะให้ 2 ครั้ง ต่อวัน พอปลาหมอปากเริ่มใหญ่ขึ้น คุณดิชาจะเปลี่ยนอาหารเป็นเบอร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดูตามขนาดของปากปลาหมอเป็นหลัก ถ้าปากใหญ่มากกว่าเดิมก็จะเปลี่ยนขนาดของอาหาร
“ผมจะดูที่ปากปลาเป็นหลัก ว่าพอระยะ 2 เดือนไปแล้ว จะกินอาหาร เบอร์ 2 ได้ไหม ถ้ากินได้ก็จะเปลี่ยนเป็น เบอร์ 2 แต่ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนทีเดียวนะ จากนั้นก็เลี้ยงด้วยอาหาร เบอร์ 2 ตลอดไปเลย ให้ 2 ครั้ง เหมือนเดิม เช้า เย็น จนถึงช่วงขายปลาเลย ปลาที่เขานิยม จะประมาณ 5 เดือน” คุณดิชา สรุปการให้อาหาร


การดูแลรักษาโรค
และศัตรูของปลาหมอ
คุณดิชา เล่าว่า ที่ฟาร์มจะดูตามสภาพแวดล้อม ช่วงที่ฝนตกบ่อยๆ จะโรยปูนขาวข้างๆ บ่อ เพราะเวลาที่น้ำฝนตกลงมา อาจจะนำเชื้อโรคตามมาด้วย หรือน้ำฝนเองมีสภาพเป็นกรด ก็จะโรยปูนขาวเพื่อที่เวลาน้ำฝนตกลงมาจะได้ช่วยปรับสภาพน้ำไปด้วย ทำให้น้ำในบ่อมีสภาพที่ดีขึ้น ไม่เป็นกรดด่างมากเกินไป
เมื่อปลามีอายุได้ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ก็จะมีการถ่ายน้ำออกจากบ่อ โดยดูว่าน้ำในบ่อมีสภาพอย่างไร เขียวมากเกินไหม เพราะถ้าสภาพน้ำไม่ดีปลาหมอจะเครียด กินอาหารได้น้อย จะถ่ายน้ำออก เอาน้ำใหม่เข้าไป จากนั้นสาดเกลือลงไปในบ่อหลังถ่ายน้ำ
“ผมจะถ่ายน้ำออก แล้วใส่น้ำใหม่เข้าไป เพื่อให้น้ำมีสภาพดีขึ้น ถ่ายออก 3 ใน 5 ของบ่อ หากไม่ถ่ายน้ำออกบ้าง น้ำในบ่อสภาพไม่ดี ปลาก็จะไม่ค่อยกินอาหาร ทำให้การเจริญเติบโตของปลาหมอช้าลง เพราะเกิดสภาวะเครียดจากสภาพแวดล้อม นอกจากถ่ายน้ำแล้ว ผมก็จะสาดเกลือเม็ดลงในบ่อ เดือนละ 2 ครั้ง อัตราการสาดเกลือเม็ด อยู่ที่ 20 กิโลกรัม ต่อบ่อ”
“สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่าง ที่ปลาจะไม่ค่อยกินอาหาร ก็เรื่องฟ้าผ่า ฟ้าร้อง เสียงดังต่างๆ การรบกวนจากคน ถ้าเราไปยุ่งกับบ่อมาก ปลาตกใจ ทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร 2-3 วัน มันเกิดความครียด ต้องระวัง” คุณดิชา กล่าว
ด้านศัตรูที่มากินปลาหมอ คุณดิชา บอกว่า จะเป็นพวก นกกระยาง งู กบ เพราะลูกปลาหมอตัวเล็กๆ ระยะ 2-3 เซนติเมตร กบสามารถกินได้ ทำให้จำนวนปลาหมอลดน้อยลง ส่วนนกกระยาง คุณดิชาจะขึงตาข่ายกันที่ปากบ่อ เพื่อกันนกกระยางลงมากินปลาหมอ

ตลาดส่วนใหญ่ มีคนมาจับถึงบ่อเลี้ยง
คุณดิชา เล่าว่า ปลาหมอที่ขายส่วนใหญ่ อายุประมาณ 5 เดือน โดยไซซ์ที่นิยม จะประมาณ 4-5 ตัว ชั่งน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ถือเป็นไซซ์ปานกลาง ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ถ้า 7-9 ตัว ชั่งน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนไซซ์ใหญ่สุด 2-3 ตัว ได้ 1 กิโลกรัม อยู่ที่ราคา 80 บาท แต่ไซซ์ขนาดนี้มีจำนวนไม่มาก จะเป็นไซซ์ปานกลางส่วนใหญ่ที่ขายออกได้ดี
ตลาดส่วนใหญ่ที่คุณดิชานำปลาไปขายจะเป็นตลาดขายปลา (แพปลา) โดยตรง ห่างจากบ้าน ประมาณ 10 กิโลเมตร
“แพปลาที่นี่ มันเป็นตลาดใหญ่เลย จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นมารับ เราก็เอาปลาเราไปขายที่นี่ได้ จะมีทั้งเจ้าประจำ เจ้าขาจรมารับไป ก็มีทั้งชาวบ้านแถวนี้ มาจากที่อื่นก็มี เอาปลาเรามาแลกเปลี่ยนกัน คนที่มาซื้อก็จะมาเอาไปขายต่อ เพราะผมเหมือนเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว ผมส่วนใหญ่จะขายจำนวนมากๆ ไซซ์ก็จะเป็น 5-6 ตัว โล ไซซ์นี้จะนิยมมาก เพราะเขามารับไปย่างขาย”
“ส่วนที่บ่อผม ถ้ามีขนาดเท่าๆ กัน ผมจะขายแบบยกบ่อ ผมจะวิดน้ำออกเอง ส่วนคนที่มารับซื้อ เขาจะมีคนมาจับเองที่บ่อเรา สมมุติว่าปลาเราพร้อมที่จะขายแล้ว ก็ไปบอกเขาให้เตรียมมาจับ เขาก็จะเตรียมทีมงานมาเอง เราก็อาจจะต้องจ่ายค่าจับให้ไป มากน้อยอยู่ที่ตกลง” คุณดิชา กล่าว
เมื่อถามถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ว่าผลกำไรเป็นที่น่าพอใจไหม เพราะระยะเวลาที่รอจนกว่าจะขายปลาหมอได้ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ช่วงนั้นคุณดิชาเองก็ไม่ได้ประกอบอาชีพเสริม อาจจะต้องใช้เงินอย่างเดียว คุณดิชา ตอบว่า
“มันอยู่ที่น้ำหนักปลาด้วย ว่าอัตราการรอดตายมันเยอะไหม ถ้ารอดมากเราก็ได้มาก คราวนี้ดูที่ลูกปลาครั้งแรกที่เอามาใส่บ่อด้วย เพราะถ้าเป็นตัวผู้เยอะ เราก็จะได้ปลาตัวใหญ่ๆ น้อย น้ำหนักก็จะหาย ถ้าตัวผู้มาเยอะเกิน เจ๊งอย่างเดียว เลือกซื้อลูกปลาต้องดูที่เป็นเจ้าหลักๆ ฟาร์มที่เชื่อถือได้ อย่างขาจรมาขายตามบ้านเราไม่เอา เพราะเขาขายแล้วก็ไป เราไม่รู้ว่าลูกปลาจะดีไหม แต่ฟาร์มใหญ่ๆ นี่ เขาจะต้องรักษามาตรฐาน ควรเลือกฟาร์มแบบนี้”
“ส่วนค่าตอบแทน เราขายได้ทั้งบ่อ ถ้าปลาได้ 900 กิโล ผมได้ราคากิโลละ 70 บาท ก็ประมาณ 63,000 บาท หักค่าอาหาร ค่าลูกปลา สัก 35,000 ก็เหลือประมาณ 28,000 ต่อบ่อ ผมมี 3 บ่อ ก็จับสลับกันไป เงินก็หมุนเวียนตลอด เราก็ได้เงินแบบไม่ขาดช่วง ผมกะว่าจะขุดบ่อเลี้ยงเพิ่มอีก เท่ากับเราก็ไม่ต้องเว้นช่วงนาน” คุณดิชา อธิบายผลตอบแทนที่ได้รับ

การขยายพันธุ์
คุณดิชา เล่าว่า การขยายพันธุ์นั้นสามารถทำได้ แต่การที่จะให้เป็นปลาหมอที่แปลงเพศแล้วอาจจะยาก เพราะยังไม่มีความชำนาญมากนัก แต่อนาคตคิดที่จะทำแน่นอน เพราะกลัวว่าถ้าคุณดิชาขยายพันธุ์เพื่อที่จะขาย เกิดมีลูกค้าซื้อไปแต่ละรุ่นของลูกปลาหมอที่ทำออกมาเกิดเป็นเพศผู้หมด คุณดิชาอาจจะโดนตำหนิได้ แต่ถ้าจะเพาะเพื่อนำมาเลี้ยงเองในบ่อของคุณดิชาเองน่าจะทำได้ ทำให้เป็นการลดต้นทุนการซื้อลูกปลาหมอ เพราะสำหรับคุณดิชาเองยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่จากการเลี้ยงโดยซื้อลูกปลามาเลี้ยงให้โตแล้วขาย สำหรับคุณดิชาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะจากหลายๆ ฟาร์มก็ยังใช้วิธีนี้อยู่
ท่านใดที่สนใจจะเลี้ยงปลาหมอเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบด้วยนะครับ เพราะทุกอย่างที่ทำมีต้นทุนแทบทั้งสิ้น เพราะปลาเป็นสิ่งมีชีวิต บางครั้งการตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น เราต้องทำใจให้เป็นกลาง เรียนรู้ให้มากๆ โดยอาจจะเริ่มเลี้ยงจากบ่อเล็ก เมื่อสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ก็ค่อยๆ ขยายต่อไป ส่วนเรื่องตลาดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อาจต้องศึกษาหาข้อมูล หรือแหล่งขายให้ดี อย่างคุณดิชาเองมีตลาดขายปลาอยู่ใกล้บ้าน จึงทำให้ไม่เปลืองค่าขนส่ง มีคนมาติดต่อซื้อถึงที่บ้าน ทำให้ไม่ว่าเลี้ยงออกมามากน้อยแค่ไหน ก็มีตลาดสำหรับขาย

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยในการเลี้ยง หรืออยากศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทาง คุณดิชา นุวงษ์วรรณ์ ยินดีให้คำแนะนำ และสามารถสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (061) 605-9396
สถานการณ์ภัยแล้งในลำพูนทำให้เกษตรกรต้องหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย อย่างแตงกวาและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ละเดือนทำรายได้ถึง 60,000-100,000 บาท นางณัฐวรรณ มีลอด เกษตรกรอำเภอป่าซาง กล่าวว่า ปลูกแตงกวา 2 ไร่ ใช้แรงงานในครอบครัวทั้งหมดรวม 4 คน เหตุที่เลือกปลูกแตงกวา เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ปลูกด้วยระบบน้ำหยดจากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะเองให้น้ำ 4 วันต่อครั้ง

สำหรับพันธุ์แตงกวาที่ปลูกมี พันธุ์บิ๊กกรีน และพันธุ์ซุปเปอร์โนวา ใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต ระหว่าง 25 – 30 วัน ในช่วงที่ให้เผลผลิตเก็บขายได้ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัม

“พ่อค้าที่มารับซื้อถึงสวน กิโลกรัมละ 15 บาท สร้างรายได้ เฉลี่ยวันละ ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท รวมมีรายได้ต่อเดือนถึง 100,000 บาท ในเดือนที่แตงกวาให้ผลผลิตดี ต้นทุนที่ใช้เพาะปลูก 20,000 บาท แตงกวา เป็นพืชทางเลือก เพาะปลูกและเก็บผลผลิตได้ทั้งปี”

     วิธีปลูกพริกในกระถาง วิธีการปลูกพริกง่าย ๆ ที่บ้าน จะปลูกพริกขายหรือปลูกพริกกินเองก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีการปลูกพริกในกระถางที่เรานำมาฝากกันในวันนี้

          พริก เป็นผักสวนครัวที่มีรสชาติเผ็ดร้อน และถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักที่ช่วยชูรสชาติอาหารตำรับไทย ๆ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา รู้หรือไม่ว่าภายใต้รสชาติอันเผ็ดร้อนจนต้องเป่าปากนั้นกลับแฝงไปด้วยประโยชน์เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้เจริญอาหาร ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน แถมยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งอีกด้วย ก็เพราะพริกมันดีซะขนาดนี้มีหรือที่กระปุกดอทคอมจะพลาดที่จะนำวิธีการปลูกพริกในกระถางมาฝาก ถ้าอยากรู้ว่าปลูกพริกในกระถางมีขั้นตอนการปลูกอย่างไร ก็ตามไปชมวิธีปลูกพริกกันเลย

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

         เม็ดพริก (พริกขี้หนู)
         กระถางเล็กเพาะต้นกล้าและกระถางใหญ่ปลูกต้นพริก
         ดินร่วนปนทราย
         ปุ๋ยสูตรโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน
         อุปกรณ์ปลูกต้นไม้
         กะละมังหรือถาดพลาสติก
         น้ำอุ่น

วิธีปลูกพริกในกระถาง

วิธีปลูกพริกในกระถาง

1. เตรียมเมล็ดพริกให้พร้อมก่อนลงปลูก

          นำพริกพันธุ์ที่จะปลูกไปแช่ในน้ำอุ่นไว้ประมาณ 1 วันและนำออกมาผึ่งแดดอีกครึ่งวัน ก่อนแกะเมล็ดพริกออกมาปลูก

2. เพาะต้นกล้าพริกก่อนปลูกจริง

          ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยหมักสูตรโพเทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจนลงในกระถางเพาะต้นกล้าพริก ขุดหลุมดินในกระถางให้ลึกประมาณ ½ นิ้ว แล้วหย่อนเมล็ดพริกที่เตรียมไว้ลงในหลุมประมาณ 3-4 เมล็ด กลบดิน รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน พร้อมกับสังเกตว่าดินระบายน้ำได้ดีหรือไม่ และที่สำคัญต้องวางกระถางเพาะไว้ในที่ที่มีแดดส่องถึง

3. ย้ายต้นกล้าลงกระถางใหญ่

          เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกสูง 6 นิ้วขึ้นไปและออกใบให้เห็น ให้ถอนต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้งไปให้เหลือไว้เฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงเพียง 1 ต้น หลังจากนั้นก็ทำการย้ายต้นกล้าพริกไปปลูกในกระถางใหญ่ที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก เช่นเดียวกับขั้นตอนเพาะต้นกล้าพริก

4. วางกระถางพริกในทำเลที่เหมาะสม

          พริกเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ฉะนั้นควรวางกระถางปลูกต้นพริกในที่ที่มีแดดส่องถึง รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะทุกวันเช้า-เย็น และเมื่อพริกเริ่มติดดอกและออกผลแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนไปรดน้ำแบบวันเว้นวัน

วิธีปลูกพริกในกระถาง

วิธีการดูแลต้นพริก

          แค่รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้งทั้งเช้าและเย็น สังเกตการระบายน้ำในดินให้ดีอย่าให้มีน้ำขัง วางกระถางให้โดนแดด พรวนดินบ้างเพื่อกำจัดวัชพืชออกไป และหมั่นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง แต่เลี่ยงการใส่ปุ๋ยใต้โคนต้นพริกโดยตรง เพราะจะทำให้รากเน่าและต้นพริกตายได้

โรคและแมลงที่ควรระวัง

          เรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษของการปลูกต้นพริกในกระถางคือ อย่าให้มีน้ำขังไม่เช่นนั้นโรคราและโรครากเน่าจะมาเยือนได้ หากพบศัตรูพืชอย่างเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และไรขาว ที่ต้นพริก สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการตำใบสะเดา หัวข่า และตะไคร้หอมรวมกัน กรองเอาแต่น้ำไปผสมน้ำเปล่าในอัตรา 1:10 ก่อนนำไปพ่นที่ต้นพริก

ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว

          การเก็บเกี่ยวเม็ดพริกก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่นำมาปลูก แต่สำหรับพริกขี้หนูจะออกดอกและให้ผลประมาณเดือนที่ 2-3 ของการปลูก

          สำหรับคนที่ชอบอาหารรสเผ็ดร้อน อยากจะปลูกพริกเก็บไว้ทำอาหารกินที่บ้านสักต้น ก็ลองนำวิธีที่ปลูกต้นพริกในกระถางที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปลองปลูกพริกที่บ้านกันดูนะคะ
“ขณะนี้ มีการตื่นตัวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฮาลาล แต่ในพื้นที่ยังขาดในเรื่องวัตถุดิบ นั่นคือ มีผู้บริโภคมากแต่วัตถุดิบมีน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งจะต้องเร่งส่งเสริมการทำปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่ และเป็นการป้อนวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมฮาลาลที่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในอนาคต”

“ทาง ศอ.บต. ได้พูดคุยกับทางกรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการทำปศุสัตว์ในพื้นที่ โดยมีการจัดโครงการ “ตลาดนัดปศุสัตว์” เพื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์สัตว์ที่ดี ในการส่งเสริมด้านปศุสัตว์ในพื้นที่ ทำให้มีคุณภาพและขยายการทำปศุสัตว์ไปสู่อุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคในพื้นที่ และส่งออกต่อไป”
คุณบุญธรรม มุณีกาญจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้อำนวยการสำนักประสานนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนา “เวทีเรียนรู้พัฒนาการผลิตอาหารเพื่อการปศุสัตว์และพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร สู่การขับเคลื่อนแผนแม่บทการเกษตรจังหวัดยะลา” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องวังแก้ว โรงแรมยะลาแกรนด์พาเลซ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

ภายใต้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาผลิตอาหารเพื่อการปศุสัตว์ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา เป็นหนึ่งองค์กรที่สำคัญในการมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ โดยได้จัดทำโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเพื่อการปศุสัตว์ขึ้น

คุณมะเสาวดี ไสสากา หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเพื่อการปศุสัตว์ว่า เนื่องจากผลการวิเคราะห์ถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในการเลี้ยงโค และแพะ แกะของเกษตรกรที่ผ่านมา พบว่า ปัจจัยหลักสำคัญคือ ความมั่นคงด้านอาหารเพื่อการปศุสัตว์ ซึ่งเกษตรกรมีข้อจำกัดในด้านที่ดินเพื่อการปศุสัตว์ และแหล่งหญ้าเพื่อเป็นอาหาร
“ที่ผ่านส่วนราชการได้ส่งเสริมการเลี้ยงโค แพะ และแกะในพื้นที่ โดยการแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะประสบความล้มเหลว ทำนองว่า ยิ่งเลี้ยงยิ่งผอม ยิ่งเลี้ยงยิ่งขาดทุน ด้วยเหตุผลดังกล่าว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงได้เชือดกินหรือขายไปในที่สุด” คุณมะเสาวดี กล่าว

ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปศุสัตว์ โดยใช้ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นอาหาร จึงเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่สนใจการปศุสัตว์แบบยืนโรง เพียงให้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ประมาณ 2-3 ไร่ เกษตรกรสามารถเลี้ยงโค ประมาณ 2-3 ตัว ได้แล้ว

“ที่สำคัญการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรมากกว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง เนื่องจากเกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการขายฝักอ่อนระหว่างการเลี้ยงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรต้องมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่องเพื่อการชดเชยข้าวโพดในช่วงที่ข้าวโพดขาดหรือฤดูน้ำท่วมด้วยจะยิ่งดี” หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานด้านปศุสัตว์และโคนมในประเด็น สถานการณ์การขาดแคลนโคเนื้อของจังหวัดยะลา เมื่อปี 2556 พบว่า การเพิ่มของจำนวนประชากรโคในพื้นที่จังหวัดยะลา และความนิยมในการบริโภคเนื้อโค มีผลทำให้ความต้องการ หรืออุปสงค์ การบริโภคเนื้อมากขึ้น ในขณะที่การผลิตโคเนื้อ หรืออุปทาน ในจังหวัดยะลาลดลงอย่างมาก ส่งผลทำให้ราคาโคเนื้อทะยานสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจำนวนโคเนื้อในจังหวัดยะลาเมื่อ ปี พ.ศ. 2551

ดังนั้น หากดำเนินการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อแก่เกษตรกรให้ประสบความสำเร็จนั้น ผลจากการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อเองของเกษตรกร สามารถทำได้โดยการส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง การเลี้ยงโดยการปล่อยทุ่ง (Extensive) เกษตรกรที่สนใจและมีความตั้งใจจริงต้องได้รับการช่วยเหลือในด้านพื้นที่บริเวณ พันธุ์สัตว์ พันธุ์หญ้า โรงเรือน และยารักษาโรค
สอง การส่งเสริมเกษตรกรให้มีความสนใจตั้งใจ มีความพร้อมรับผิดชอบในอาชีพการเลี้ยงโค เช่น การจัดอบรม

สาม ส่งเสริมเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่ม หรือสหกรณ์การเลี้ยงโคเนื้อขึ้นในพื้นที่

สี่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมการเลี้ยงโคให้ตรงเป้าหมายให้ถูกคน ให้จริงจังครบวงจร และต่อเนื่อง

ห้า การเลี้ยงแบบยืนโรง (Intersive) เช่น การเลี้ยงโคขุน ซึ่งปรากฏว่ามีเกษตรกรบางรายประสบผลสำเร็จในการนำโครุ่นมาขุน เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโต และน้ำหนักภายในระยะเวลา 3-8 เดือน โดยใช้วัตถุดิบอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น หญ้า กาบใบปาล์ม เพื่อเป็นอาหารหยาบ (Roughages) และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และอุตสาหกรรม (By-Products) เป็นอาหารเสริมโปรตีน พลังงาน เกลือแร่ และจากการสอบถามเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคขุนพบว่า โคขุนสามารถเพิ่มน้ำหนัก 700-1,200 กรัม ต่อวัน ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกร ตัวละ 2,500-3,500 บาท ต่อเดือน

วิกฤติโคเนื้อในจังหวัดยะลา เกิดจากจำนวนโคเนื้อที่มีอยู่และการผลิตโคในพื้นที่มีจำนวนน้อย และแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การบริโภคในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชน ทำให้ราคาพุ่งแพงขึ้น

ซึ่งการเก็บข้อมูลในพื้นที่การปศุสัตว์พบว่า เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อ ประสบปัญหามากมาย เช่น

1. เกษตรกรขาดเงินทุนในการซื้อพันธุ์นำมาเลี้ยง และขาดปัจจัยในการผลิต เช่น อาหาร และอาหารสำเร็จรูปแพง
2. เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการจัดการเลี้ยง และการป้องกันรักษาโรค เช่น การฆ่าแม่โคและโคเล็ก เพื่อบริโภค และการขาดพ่อพันธุ์และการผสมเลือดชิด และอื่นๆ
3. เกษตรกรไม่มีสถานที่เลี้ยง และพื้นที่การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เช่น แปลงหญ้า และโรงเรือน
4. เกษตรกรขาดความเชื่อมั่น และความรับผิดชอบ
5. เกษตรกรขาดการส่งเสริมอย่างจริงจังครบวงจร และต่อเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ

การที่โคเนื้อมีราคาแพงมีความสัมพันธ์ผกผันโดยตรงกับการขาดแคลนโคเนื้อ ดังนั้น การส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเลี้ยงโคเนื้อ และนำประเด็นปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของการเลี้ยงมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มผลผลิตโคเนื้อ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร และการบริโภคเนื้อโคของประชาชนในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และสามารถสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากข้อมูลข้างต้น จะได้เห็นถึงปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหา ดังนั้น คณะทำงานด้านปศุสัตว์และโคนม สภาเกษตรกรจังหวัดยะลา จึงได้กำหนดโครงการเพื่อส่งเสริมเลี้ยงโคขุนทั้งระบบ โดยเน้นใช้ต้นข้าวโพดเป็นฐานการผลิต ในรูปแบบการปลูกข้าวโพดเพื่อการพาณิชย์ควบคู่กับการเลี้ยงโคขุน

ในส่วนของการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดนั้น เกษตรกรต้องได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถได้ผลผลิตสูงสุด โดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ได้มีการจัดประชุมการส่งเสริมในแปลงสาธิตและการอบรมสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตและการตลาด
โดยขณะนี้มีแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดของกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเพื่อการปศุสัตว์ ชุมชนสวนส้ม ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง ภายใต้การส่งเสริมของสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจ

บนพื้นที่ส่งเสริมจำนวน 20 ไร่ ได้แบ่งเนื้อที่เพื่อปลูกข้าวโพด 15 ไร่ และเพื่อการปศุสัตว์จำนวน 5 ไร่ โดยมีการเลี้ยงโคจำนวนกว่า 20 ตัว และแพะกว่า 50 ตัว

ในส่วนของการปลูกมีข้อแนะนำจากประสบการณ์ของเกษตรกรในแปลงส่งเสริมว่า...
ด้านการเตรียมพื้นที่ การไถดิน ครั้งแรกไถด้วยผาล 3 หนึ่งครั้ง และไถด้วยผาล 7 หนึ่งครั้ง และตากดิน 1-5 วัน พร้อมปล่อยน้ำลงในแปลง และทิ้งไว้ 1-2 วัน และพ่นยาคลุมวัชพืช ทิ้งไว้ 1-2 วัน แล้วนำเมล็ดลงปลูก

ส่วนการดูแลรักษา ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออายุ 20 วัน ควรกลบและพรวนดิน เมื่ออายุ 25-30 วัน ควรใส่ปุ๋ย เมื่ออายุ 35-40 วัน ต้องถอดเกสรตัวผู้ทุกต้น และหลังจาก 45 วัน จะเริ่มเก็บผลผลิต

สำหรับผลผลิตที่ได้ ต้นข้าวโพดที่สมบูรณ์ทั่วไปจะให้ผลผลิตต้นละ 3-4 ฝัก และฝักอ่อนพร้อมเปลือกขนาด 4-5 นิ้ว จำนวน 10 กิโลกรัม เมื่อกรีดออกเป็นเนื้อ จะได้เนื้อฝักอ่อนประมาณ 3 กิโลกรัม ส่วนต่าง 7 กิโลกรัม จะเป็นเปลือกข้าวโพด ซึ่งข้าวโพด 1 ไร่ ได้ผลผลิตฝักอ่อนประมาณ 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ได้ยอดเกสรตัวผู้ประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อไร่ และเศษต้นข้าวโพดประมาณ 5,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ในส่วนราคาที่ขายในท้องตลาด ซึ่งตลาดทั่วไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้าวโพดฝักอ่อนพร้อมเปลือก ราคารับซื้อ ประมาณ 9 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวโพดฝักอ่อนที่ปอกเปลือก ราคารับซื้อ ประมาณ 22 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับเปลือกข้าวโพด ราคารับซื้อ ประมาณ 1 บาท ต่อกิโลกรัม ยอดเกสรตัวผู้ ราคารับซื้อ ประมาณ 1 บาท ต่อกิโลกรัม และต้นข้าวโพดฝักอ่อน ราคารับซื้อ ประมาณ 0.50 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับต้นทุนการปลูก จากผลการศึกษาพบว่า ประกอบด้วย ค่าปรับพื้นที่ หรือค่าไถ 1,500 บาท ต่อไร่ ค่ายาคลุมวัชพืช 300 บาท ต่อไร่ ค่าเมล็ดข้าวโพด 4-5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 200 บาท และค่าปุ๋ย 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคากิโลกรัมละ 10 บาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 3,800 บาท ต่อพื้นที่ 1 ไร่

โครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเพื่อการปศุสัตว์ จึงเป็นอีกหนึ่งการทำงานเพื่อการพัฒนาของสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา