คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ โทร. (085) 014-9679 ประธานชมรมไก่งวงจังหวัดนครพนม และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการเลี้ยงไก่งวงแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงไก่งวงให้ประสบความสำเร็จ

ไก่งวง กินหญ้าเป็นอาหารถึงร้อยละ 70 ในแต่ละวัน หากนำไก่งวงไปปล่อยเลี้ยงในสวนยางพารา นับเป็นความคิดที่ดี เพราะจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช แถมสารเคมียังสร้างปัญหาทำให้ดินเสีย ดินแน่น ขณะเดียวกันมูลไก่งวงยังเป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงดินในสวนยางอีกต่างหาก ช่วยปรับสภาพดินในสวนยางได้อย่างยั่งยืน แถมช่วยกำจัดวัชพืชโดยใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย

หากมีพื้นที่ปลูกยาง 10 ไร่ ควรเลี้ยงไก่งวง สัก 50 ตัว ตอนแรกก็ใช้ตาข่ายตีวงกินหญ้าของไก่งวงเสียก่อน เมื่อหญ้าถูกกินเรียบ ก็ค่อยๆ ย้ายพื้นที่เลี้ยงไก่งวงออกไป กลางวันก็ปล่อยให้ไก่งวงหากินในแปลงสวนยาง ตอนกลางคืน ก็ให้พักในโรงเรือนยกพื้นสูง มีฉากบังลม มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันสุนัข งู และพังพอน

หากแปลงไหนมีต้นหญ้าสูงใหญ่เต็มแปลง ไก่งวงจะค่อยๆ กัดกินใบหญ้าทีละใบ จนเหี้ยนเตียนหมดภายใน 3 เดือน หลังจากถอนหญ้าให้หมด ไก่งวงก็จะใส่ปุ๋ยให้กลับคืนสู่ผืนดิน สุดท้าย เกษตรกรจะขายเนื้อไก่งวงได้ในราคาที่ดี หากไม่มีแหล่งหญ้าให้ไก่งวงกิน ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะมีสารอาหารสูงมาก ช่วยให้ไก่งวงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ทำได้ไม่ยาก แค่เรียงเป็นแถว ไม่ต้องกลบดินก็ได้ หญ้าเนเปียร์ก็สามารถเติบโตได้ดี ไก่งวงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกินอยู่ไม่เหมือนกัน ผู้เลี้ยงต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ของไก่งวงอย่างใกล้ชิด

หากใครสนใจอยากเลี้ยงไก่งวง ให้เริ่มจากวางแผนก่อนว่า อยากจะเลี้ยงในช่วงไหน คุณเชษฐา แนะนำให้เริ่มจากการเลี้ยงไก่งวงพ่อแม่พันธุ์ก่อน เพื่อศึกษาธรรมชาติการกินอยู่ของไก่งวงเสียก่อน วิธีนี้จะเรียนรู้ชีวิตไก่งวงได้ดีกว่าการซื้อลูกไก่งวงมาเลี้ยง แค่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไม่ถึงเดือน ก็ออกไข่แล้ว สมมติว่าอยากได้ลูกไก่งวงเดือนธันวาคม ช่วงเดือนตุลาคม ก็เริ่มซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงรอล่วงหน้า 3 เดือน เพราะหลังจากออกไข่ ต้องใช้เวลาฟักไข่อีก 1 เดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้มมีบทบาทเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาไก่งวงที่ทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาด ในราคาขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนราคาขายปลีกไก่งวงของทางกลุ่มมีหลายระดับราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 -200 บาท โดยทั่วไป ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้า ราคาซื้อขายไก่งวงจะค่อนข้างสูง ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท
“แมงดานา” หรือแมลงดานา เป็นแมลงที่คนไทยรู้จักและบริโภคกันมาตั้งแต่อดีต และปัจจุบันถือเป็นแมลงที่มีปริมาณความต้องการมากเป็นอันดับต้น ๆ ของบรรดาแมลงกินได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีราคาดีตลอดปี ที่ผ่านมามีเกษตรกรสนใจเพาะเลี้ยงแมงดานาเชิงพาณิชย์กันจำนวนมาก แต่ทว่าก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะข้อจำกัดทั้งเรื่องของอาหาร การจัดการระยะต่าง ๆ ส่งผลให้มีอัตราการรอดต่ำ และพบปัญหาแมลงดานากินกันเอง



อ.ชาตรี ต่วนศรีแก้ว อาจารย์ประจำโรงเรียนสถาพรวิทยา จังหวัดนครปฐม เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงแมงดานามานานกว่า 8 ปี จนค้นพบรูปแบบวิธีการเลี้ยงแมงดานาที่เหมาะสม จัดการง่ายและได้ผลดี ทั้งยังสามารถทำให้มีผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญรูปแบบการเลี้ยงที่พัฒนาขึ้นมานี้พร้อมที่นำไปต่อยอดสำหรับเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้ไม่ยากอีกด้วย

“ที่โรงเรียนสถาพรวิทยา มีศูนย์เรียนรู้โรงเรียนวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งใช้สอนเด็ก ๆ ในโรงเรียน รวมถึงใช้เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ผู้สนใจอาชีพด้านการเกษตรด้วย ภายในศูนย์ฯ มีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการทำปุ๋ยหมัก ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง รวมถึงการเพาะเลี้ยงแมงดานา”

อ.ชาตรี บอกว่าแต่เดิมทางศูนย์ฯ ได้เพาะเลี้ยงกบจำนวนมาก และกบตัวผู้มักมีอัตราการเจิรญเติบโตช้า ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ ช่วงแรกก็นำไปปล่อยในทุ่งนาใกล้ศูนย์ฯ แต่กบเลี้ยงหาอาหารกินเองไม่เป็นโอกาสรอดจึงน้อย ทั้งยังเป็นการเรียกศัตรูจำพวกงูและสัตว์มีพิษเข้ามาใกล้ศูนย์ฯ ด้วย จึงได้นำมาทดลองเลี้ยงปลาช่อน ซึ่งก็พบว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเช่นกัน

ระหว่างที่หาวิธีการใช้ประโยชน์จากกบตัวผู้อยู่นั้น ก็ได้พูดคุยกับชาวบ้านและได้ข้อมูลว่า ในธรรมชาติแมงดานากินกบเป็นอาหาร ตรงนี้เองทำให้ได้จุดประกายการเลี้ยงแมงดานาขึ้นมา ก็ได้เริ่มศึกษาการเพาะเลี้ยง ซึ่งนั้นขณะนั้นยังไม่มีข้อมูลเผยแพร่มากนัก ใช้วิธีศึกษาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านเป็นหลัก รวมถึงสายพันธุ์ก็หาได้ยากต้องไปดักจับไกลถึงจังหวัดนครราชสีมา แต่ได้มาเพียงไม่กี่ตัว สุดท้ายก็พบแหล่งจำหน่ายแมงดานาขนาดใหญ่ที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นแมลงดานาที่นำเข้ามาจากกัมพูชาจึงได้นำมาทดลองเลี้ยง

“เมื่อศึกษาแหล่งจำหน่ายและรับซื้อแมงดานา พบว่าแต่ละปีไทยนำเข้าแมงดานามาบริโภคจำนวนมาก และจากการสอบถามบรรดาผู้ค้าแมงดานาทราบว่าแต่ละปีไทยนำเข้ามาจากกัมพูชาไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัว และนำเข้าจากพม่าอีกปีละกว่า 3 แสนตัว หากคิดราคาเฉลี่ยตัวละ 10 บาท นับเป็นมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียวที่ไทยเสียดุลการค้าให้ประเทศเหล่านี้ ทำให้ตนเองมีกำลังใจในการศึกษาการเพาะเลี้ยงแมงดานามากขึ้น”

การเลี้ยงแมงดานาของ อ.ชาตรี จะเน้นวิธีเรียนแบบธรรมชาติ โดยในช่วงแรกนำพ่อแม่พันธุ์มาลงเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดประมาณ 4 ตารางเมตร (เลี้ยงได้ประมาณ 300 ตัว) มีโครงไม้ไผ่และตาข่ายคลุมเพื่อป้องกันพ่อแม่พันธุ์หลบหนี พร้อมจัดสภาพบ่อให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ ปลูกไม้น้ำเพื่อให้เป็นที่อาศัยและวางไข่ของแมงดานา ซึ่งก็ใช้เวลาลองผิดลองถูกนานกว่า 3 ปี ในที่สุดก็ได้วิธีที่ทำให้แมงดานาวางไข่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเพาะเลี้ยง

“หลังจากเลี้ยงได้สักระยะ ก็ได้ข้อสรุปว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้พ่อแม่พันธุ์สมบูรณ์พร้อมที่ออกไข่ คือ อาหาร ซึ่งได้ทดลองใช้ทั้งลูกปลานิล ปลาหางนกยูง ปู กุ้ง ปรากฎว่าแมลงดานาก็สามารถกินได้ทุกชนิด แต่ถ้าต้องการให้แมงดานามีอัตราการวางไข่ที่ดี จำเป็นต้องเลี้ยงด้วยลูกกบขนาดประมาณหัวแม่มือ จะทำให้ตัวเมียสมบูรณ์เต็มที่ ท้องป่องเนื่องจากมีไข่อยู่ข้างในจำนวนมาก”

สำหรับการกระตุ้นให้แมลงดานาวางไข่ อ.ชาตรี ใช้วิธีทำฝนเทียม โดยติดสปริงเกอร์ไว้เหนือบ่อ เปิดน้ำช่วงประมาณ 18.00-23.00 น. ไม่ควรเปิดทั้งคืนเพราะทำให้ตัวเมียไม่วางไข่ รวมถึงน้ำในบ่อต้องนิ่งและมีปริมาณคงที่ หากทำฝนเทียมแล้วระดับน้ำเพิ่มขึ้นตัวเมียก็ไม่ยอมวางไข่เช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะแมงดานาจะวางไข่บนกอหญ้าเหนือผิวน้ำประมาณ 3-5 เซนติเมตร หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเมียกลัวน้ำท่วมไข่จึงไม่ยอมวางไข่นั่นเอง ดังนั้นบ่อเลี้ยงควรมีรูระบายน้ำเพื่อให้มีระดับคงที่อยู่ตลอดเวลาด้วย

ทำฝนเทียมประมาณ 4-5 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ แมงดานาก็ขึ้นมาวางไข่ให้เห็นตามกอไม้น้ำ กลุ่มละประมาณ 100-150 ฟอง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ หลังจากไข่เสร็จควรแยกตัวเมียออกมาพักฟื้น เพราะหากปล่อยไว้แม่จะกินไข่ตัวเอง แล้วนำแม่ไปเลี้ยงเพื่อเตรียมผสมพันธุ์ต่อไป แม่ตัวหนึ่งจะให้ไข่ได้ประมาณ 3 ครั้ง

ส่วนตัวผู้จะทำหน้าที่ฟักไข่ โดยมาเกาะที่ไข่ในลักษณะทิ่มหัวลง หากฝนตกจะช่วยป้องกันโดยใช้ส่วนหางปิดไข่ แต่ถ้าอากาศร้อนเกินไปจนไข่แห้ง ตัวผู้ก็จะลงน้ำให้ตัวเปียกแล้วขึ้นมาเกาะไข่ไว้ตามเดิม ซึ่งไข่แมงดานาเมื่อออกมาใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กแล้วจะค่อย ๆ พองขึ้นตามอายุ ประมาณ 10 วัน หมวกไข่ก็เปิดออก ตัวอ่อนที่อยู่ข้างในก็หล่นลงน้ำ

“ในกรณีที่นำไข่แมงดานามาฟักเอง ทำได้โดยตัดไม้น้ำที่มีไข่แมงดามาแขวนไว้ในน้ำ โดยให้ไข่อยู่สูงจากระดับน้ำที่ซึมขึ้นมาตามไม้น้ำประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ไข่ได้รับอุณภูมิและไอน้ำได้ในระดับที่เหมาะพร้อมที่จะฟักออกเป็นตัว ถ้าห้อยไข่ไว้ต่ำเกินไปไข่โดนน้ำทำให้เสียได้หรือหากสูงกว่านี้ก็ทำให้ไข่แห้งฟักไม่ออก ซึ่งเคยทดลองนำไข่มาฟักไว้ในร่มปรากฏว่าไข่ไม่ฟัก ดังนั้นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการฟักไข่ คือให้มีแสงส่องรำไรแต่ก็ไม่ควรร้อนเกินไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ไข่ก็ฟักเป็นตัวหล่นลงน้ำเช่นเดียวกัน”

ตัวอ่อนที่หล่นลงน้ำใหม่ ๆ มีสีเหลือง เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็กลายเป็นสีดำ เดิมทีที่เลี้ยงในบ่อดิน ทำให้สังเกตเห็นตัวอ่อนได้ยาก ตนเองจึงพัฒนามาเลี้ยงในบ่อพลาสติก ซึ่งมองเห็นตัวอ่อนได้ชัดเจน ช่วยให้การจัดการและการคัดแยกมาเลี้ยงง่ายขึ้น

ทั้งนี้หลังจากแมงดานาออกมาจากไข่ประมาณ 3 ชั่วโมง ตัวอ่อนก็เริ่มกินกันเองเพื่อนำพลังงานมาใช้ในการลอกคราบครั้งแรก พฤติกรรมนี่เองเป็นปัจจัยทำให้การเลี้ยงแมงดานาไม่ประสบความสำเร็จ ตนเคยทดลองปล่อยตัวอ่อนไว้ในกะละมังเดียวกัน 100 ตัว ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เหลือแมงดานาเพียง 4-5 ตัวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อแมงดานาตกจากไข่ จำเป็นต้องนำมาเลี้ยงเดี่ยวทันที อาจเลี้ยงในขวดพลาสติกหรือแก้วน้ำ แล้วจัดเรียงเป็นชั้น ๆ คล้ายเลี้ยงปลากัด ซึ่งทำให้ง่ายแก่การจัดการและช่วยให้อัตรารอดของแมงดานามากขึ้น

สำหรับอาหารของตัวอ่อนแมงดานา ในธรรมชาติช่วงสัปดาห์แรกตัวอ่อนจะกินซากลูกกบที่แม่กินไว้ ดังนั้นระยะนี้อาจให้อาหารที่ตายแล้ว หรือหากเลี้ยงจำนวนมากก็สามารถใช้อาหารแช่แข็งก็ได้ แต่เมื่อผ่านสัปดาห์แรกไปจำเป็นต้องให้อาหารมีชีวิต ซึ่งตัวอ่อนแมงดานากินได้ทุกอย่างทั้งลูกปลา กุ้ง แต่ทว่ามักมีปัญหาการลอกคราบ หากตัวอ่อนลอกคราบไม่หมดเปอร์เซ็นต์รอดก็ต่ำ ซึ่งต่างจากการให้กินลูกอ๊อด แมลงดานาจะมีอัตราการเติบโตดีและลอกคราบได้ปกติ

ประมาณ 10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบครั้งที่ 2 โดยลอกคราบทั้งหมดประมาณ 4 ครั้ง ถึงครั้งสุดท้ายใช้เวลาประมาณ 50-70 วัน (ตัวใหญ่ที่ลอกคราบครั้งสุดท้ายภายใน 50 วัน ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ เพราะตัวผู้จะเล็กกว่าตัวเมีย แต่ถ้าลอกคราบถึง 70 วัน ส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย) ซึ่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยขนาดเท่าหัวแม่มือ มีปีกและเมื่อปีกแข็งก็เริ่มบินได้ หลังจากเป็นตัวเต็มวัยจะไม่มีปัญหากินกันเอง จากนั้นก็จะนำไปเลี้ยงรวมกันในบ่อที่มีตาข่ายปิดมิดชิด ให้ลูกกบเป็นอาหารกินอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่ออกจากไข่มา อายุ 3-4 เดือนก็จำหน่ายได้

“เนื่องจากแมงดานาเป็นมวลน้ำที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแมลงประเภทปากดูดจึงไม่สามารถพัฒนาอาหารให้กินเหมือนกับแมลงปากกัดแทะแบบจิ้งหรีดหรือตั๊กแตนได้ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่งของการเลี้ยงแมลงดานา”

ในธรรมชาติจะสังเกตได้ว่า หลังจากฝนตกแล้วหากแหล่งน้ำไหนมีกบมาวางไข่ ก็จะเห็นไข่แมลงดานาอยู่บริเวณนั้นด้วย ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันหากไม่มีลูกอ๊อดหรือกบมาวางไข่ ก็จะไม่เห็นไข่แมงดานาในบริเวณแหล่งน้ำนั้นด้วยเช่นกัน

“จากการเพาะเลี้ยงแมงดานามานานปี ทำให้มีข้อสรุปว่า อาหารที่ดีที่สุดสำหรับแมงดานา ที่ทำให้ตัวเมียมีความสมบูรณ์และวางไข่ได้จำนวนมาก คือ ลูกกบ ส่วนอาหารสำหรับตัวอ่อนของแมงดานาที่ดีที่สุดที่ทำให้ลอกคราบได้ปกติทุกระยะคือ ลูกอ๊อด ดังนั้นหากต้องการเลี้ยงแมงดานาให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีการเพาะเลี้ยงกบไว้เป็นอาหารของแมงดานาด้วย”

อ.ชาตรี บอกว่าไม่แนะนำให้เพาะเลี้ยงกบเพื่อใช้เป็นอาหารแมงดานาเพียงอย่างเดียวซึ่งไม่คุ้มค่า เพราะผลผลิตลูกกบที่ออกมามีจำนวนมาก การจัดการก็ลำบาก แต่อยากให้เพาะเลี้ยงกบเพื่อจำหน่ายแล้วคัดเลือกตัวผู้หรือตัวที่ไม่สมบูรณ์มาเป็นอาหารของแมงดานาซึ่งมีความคุ้มค่ากว่ามาก หรือในกรณีต้องการเลี้ยงแมงดานาแล้วหวังพึ่งพาลูกกบจากธรรมชาติก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน เพราะปริมาณที่หาได้ในแต่ละวันไม่เพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน

ตลอดจนการไปซื้อลูกกบมาเพื่อเลี้ยงแมงดานาก็ไม่คุ้มค่าเช่นกัน เพราะแมงดานาตัวหนึ่งตลอดการเลี้ยงกินลูกกบมากถึง 10-30 ตัว หากใช้วิธีซื้อเข้ามา คิดราคาเพียงตัวละ 1 บาท ก็ขาดทุนแล้ว ขณะที่หากมีการเพาะเลี้ยงกบไว้เอง ซึ่งแม่พันธุ์หนึ่งตัวให้ลูกกบได้ถึง 1,000-2,000 ตัว มีพันธุ์แม่กบแค่ 2-3 ตัว ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงแมลงดานาเป็นอุตสาหกรรมแล้ว

“ส่วนตัวไม่แนะนำให้เลี้ยงแมงดานาเป็นอาชีพหลัก หรือเริ่มต้นจากการเลี้ยงแมลงดานาเลย เพราะมองว่าไม่คุ้มค่า อยากให้ลองเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมมากกว่า เช่น มีการเพาะเลี้ยงกบอยู่แล้วก็นำแมงดานามาเลี้ยงด้วย โดยทำในเชิงเกษตรผสมผสาน ทำให้การเลี้ยงแมงดานาราบรื่นกว่าเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้หากเกษตรกรเลี้ยงกบอยู่แล้วมักมีความละเอียดอ่อน เข้าใจธรรมชาติของสัตว์ การมาเลี้ยงแมงดานาจึงไม่เป็นภาระมากนัก”

แมลงดานาเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ ตลาดมีความต้องการสูงทั้งยังมีราคาดี ทว่าผู้เลี้ยงต้องทำอยู่บนพื้นฐานความคุ้มค่าด้วยไม่ควรลงทุนมากเกินไป ที่ผ่านมามีผู้เลี้ยงแมงดานาหลายรายที่เลี้ยงด้วยพื้นฐานความโลภ ต้องการเลี้ยงจำนวนมากและมีการลงทุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ทว่ายังไม่เข้าใจวิธีบริหารจัดการการเลี้ยงแมงดานาดีพอ ทำให้มีต้นทุนสูง ทนแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวและต้องเลิกเลี้ยงกันไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่พัฒนาการเลี้ยงแมงดานาในเชิงอุตสาหกรรม แต่ทว่าต้องพัฒนาระบบการเลี้ยงโดยเฉพาะระยะตัวอ่อนที่มักมีปัญหากินกันเองทำให้มีอัตราการรอดต่ำ ต้องพัฒนาตั้งแต่ระบบโรงเรือนให้มีความเหมาะสมสำหรับการเลี้ยง แสงแดดส่องรำไรเพื่อให้ไม้น้ำซึ่งเป็นที่อาศัยของแมงดานาเจริญเติบโตได้ดี พร้อมกับพัฒนาภาชนะใช้เลี้ยงแบบขังเดี่ยว ซึ่งอาจออกแบบกล่องพลาสติกให้เป็นช่อง ๆ เพื่อเลี้ยงแมงดานาแต่ละตัว มีระบบถ่ายน้ำไม่ให้เกิดการเน่าเสีย หรือไม่ต้องยกเปลี่ยนทีละใบเหมือนเลี้ยงในขวดพลาสติกที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก รวมถึงวิธีการให้อาหาร อาจให้ลูกอ๊อดว่ายไปมาเพื่อให้ตัวอ่อนของแมงดาจับกินได้ตลอดเวลา และหลังจากระยะนี้ไปการเลี้ยงแมลงดานาก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว

“รูปแบบที่เลี้ยงอยู่ในปัจจุบันของศูนย์ ฯ เป็นเพียงต้นแบบให้ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอด ซึ่งการพัฒนาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมมองว่าทำไม่ยาก เพราะทุกขั้นตอนการเลี้ยงแมงดานาทำได้สำเร็จหมดแล้ว รู้ว่าอาหารที่ดีที่สุดของแมงดานาคืออะไร อาหารสำหรับตัวอ่อนต้องใช้อะไร และระยะไหนมีปัญหากินกันเองพร้อมกับมีวิธีแก้ไข เพียงแค่พัฒนาอุปกรณ์การเลี้ยงให้เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนไทยอย่างแน่นอน”

สำหรับตลาดแมงดานา ซึ่งปัจจุบันมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านปีละเกือบล้านตัว ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าเลี้ยงมาแล้วจะจำหนายที่ไหน ซึ่งเชื่อว่ามีเท่าไรก็ไม่พอ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ตามร้านอาหารไทยในที่ต่าง ๆ ล้วนมีความต้องการแมงดานากันทั้งนั้น

แต่ทว่าแมงดานามีอยู่ 2 ราคา ตัวผู้มีกลิ่นฉุนซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่ามีราคาที่ 20-25 บาท ขณะที่ตัวเมียที่กลิ่นฉุนน้อยกว่าราคาอยู่ที่ตัวละ 5 บาทเท่านั้น ความแตกต่างของราคาระหว่างแมงดานาตัวผู้กับตัวเมีย ก็เป็นข้อเสียของการเลี้ยงเช่นกัน เพราะหากแมงดาที่เพาะเลี้ยงออกมาเป็นตัวผู้ส่วนใหญ่ก็ทำให้มีกำไรมาก ขณะที่หากมีตัวเมียออกมาเยอะ ก็ทำให้มีรายได้เข้ามาน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดได้ยาก

“ปัจจัยที่ทำให้แมงดานาออกมาเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เท่าที่สังเกตหากเพาะพันธุ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน ลูกแมงดานาออกมาจะเป็นตัวผู้มากกว่าตัวเมีย แต่ถ้าไปเพาะพันธุ์ช่วงฤดูฝน ลูกแมงดานาที่ออกมาจะเป็นตัวเมียมากกว่า ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อเพศจริง ๆ แต่ที่เพาะพันธุ์ออกมาส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะนี้”

ที่มา เกษตรกรก้าวหน้า
มะยมแดง หรือ “มะยมฝรั่ง” เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 3 – 10 เมตร มีถิ่นกำเนิดจากประเทศ บราซิล ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในประเทศไทยนานแล้ว มีลักษณะพิเศษคือ ติดผลดกและผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้ม ผลสุกมีรสเปรี้ยวจัด รับประทานได้ ส่วนใหญ่นิยมนำไปทำเป็นน้ำผลไม้ปั่นใส่น้ำเชื่อม

มะยมแดง หรือ “มะยมฝรั่ง” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า EUGENIA UNIFLORA LINN.
ชื่อสามัญ SURINAM CHERRY, CAYENNE CHERRY, PITANGA

อยู่ในวงศ์ MYTACEAE เป็นพืชใบเดี่ยว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขาบริเวณปลายยอด กิ่ง
ก้านจะเปราะและแตกง่าย เปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล ใบ เป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็น 2 แถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20 – 30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ

"ดอก" จะออกเป็นช่อตามซอกใบตามกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วย ดอกสีขาวอมชมพูย่อยขนาดเล็กจำนวนหลายดอก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลามีดอกจะสวยงามและส่งกลิ่นหอมโชยเข้าจมูกเมื่อเข้าไป ยืนใกล้ๆต้นทำให้รู้สึกสดชื่นดีมาก

“ผล” กลมแป้นเป็นพู 7-8 พู คล้ายผลมะยมทั่วไป มีเมล็ด 1 เมล็ด ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง และติดผลปีละ 2 ครั้ง

สำหรับวิธีการปลูก เนื่องจากมะยมแดง เป็นผลไม้ที่มีเมล็ดหุ้มเปลือกหนา เพาะแบบธรรมดาน้ำจะซึมเข้าเมล็ดลำบาก ทำให้โอกาสน้อยที่จะงอก ซึ่งตามหลักแล้วจะนำเมล็ดไปแช่ในด่าง เช่น โซดาไฟ หรือกรดเพื่อให้กัดเปลือกหุ้มเมล็ดเสียก่อน หรืออีกวิธี คือ ฝนเปลือกหุ้มเมล็ดให้บาง แล้วนำไปแช่น้ำก่อนนำไปเพาะอีกที เหมือนกับเมล็ดพืชที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดหนา ๆ ส่วนมากก็ต้องใช้วิธีแบบนี้

สำหรับใครที่สนใจกิ่งพันธุ์ สอบถามได้ที่ สวนปู่สร้อยทอง คุณเอก เบอร์โทรศัพท์ 09-9350-9645
เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งอาณาจักรแห่งใหม่ของ จาตุรงค์ มกจ๊ก นักแสดงและตลกชื่อดัง ซึ่งเขาได้บอกเองว่าที่แห่งนี้ เป็นสถานที่มอบความสุขให้กับเขาอย่างแท้จริง นั่นคือ จตุรงค์ฟาร์ม ที่ จ.ราชบุรี บ้านเกิดของเขาเอง ซึ่งในฟาร์มแห่งนี้มีทั้งฟาร์มเห็ด บ่อเลี้ยงปลา คอกหมู ฟาร์มเลี้ยงไก่ พร้อมกับชมวิวท้องทุ่งนาในยามแดดล่มลมตก จะเป็นอย่างไร ไปชมภาพกันเลยครับ










เกษตรกรชาวกาฬสินธุ์หันมาปลูกหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง อาชีพรับฤดูแล้งขายดิบขายดี รับเงินวันละ 500-2,000 บาทต่อวัน ชี้เป็นพืชดูแลง่าย ใช้น้ำน้อย ปลูกแบบอินทรีย์ปลอดภัยทั้งคนปลูกและสัตว์เลี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ จากการลงพื้นที่สำรวจติดตามบรรยากาศและสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือในพื้นที่กำลังเร่งทำการกักตุนอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ทั้งหญ้าและฟางข้าว ทำให้ตลาดค้าขายหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยงบริเวณ ต.โพนทอง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ มีความคึกคักอย่างมาก มีประชาชนรอคิวซื้อหญ้ากันถึงแปลงตลอดทั้งวัน

โดยนายสองใส ภูคำลา อายุ 53 ปี เกษตรกรรายหนึ่ง กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าแล้งจะมาเร็ว รุนแรงและยาวนานกว่าทุก ๆ ปี อีกทางเลือกหนึ่งของการเลี้ยงโค จึงมาซื้อหญ้านำไปเป็นอาหารมากกว่าจะออกไปหาเก็บเกี่ยวเองตามข้างทาง เพราะนอกจากจะหายากแล้ว ยังเสี่ยงกับการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ ที่อาจจะส่งผลอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงด้วย นอกจากนี้ราคาหญ้าที่มาซื้อแต่ละวันก็ไม่แพงมากนัก ซื้อครั้งละ 200 บาท ได้หญ้าไป 10 มัด ถ้าขาประจำซื้อกันบ่อยก็มีแถมมาอีก เอาไปให้โคกินได้ 2 วัน คิดว่าปลอดภัย แต่ในช่วงนี้มีลูกค้ามาซื้อเยอะมาก โดยมาซื้อถึงแปลงหญ้า บางครั้งต้องโทรสั่งจองไว้ล่วงหน้า เพราะไม่เช่นนั้นต้องมาต่อคิวนั่งรอนานทีเดียว

ขณะที่นางเย็นใจ หนวดคำ อายุ 35 ปี เจ้าของแปลงหญ้า 17 ไร่ กล่าวว่า ได้หันมาทำแปลงหญ้าจากคำชักชวนของพี่ชายโดยได้ทำร่วมกับแม่ จากเดิมที่มีอาชีพเสริมสวยต้องหยุดปิดร้านไปช่วงนี้เพราะหญ้าขายดี ต้องเข้ามาตัดหญ้าขายช่วยครอบครัวและคนงาน บางวันมีลูกค้ามารอต่อคิวกันถึงแปลงหญ้า แต่ที่เป็นปัญหาก็คืออากาศที่แปรปรวนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน อีกทั้งยังหนาวจัดทำให้ต้นหญ้าเติบโตไม่ทัน โดยหญ้าที่ปลูกขายในไร่มี 3 สายพันธุ์คือเนเปียแคระ ปากช่อง 2 และพันธุ์น้ำนม ทุกๆ พันธุ์ขายดีหมด

โดยการปลูกหญ้าขายจะลงทุนในช่วงแรกๆ ทั้งการไถแปลง ยกร่องเป็นคู และการต่อท่อน้ำเพื่อความสะดวกของการรดน้ำแปลงหญ้า โดยการปลูกหญ้าจะใช้กิ่งพันธุ์ 3-4 กิ่งต่อ 1 กอ แต่ละกอห่างกันประมาณ 1 ฟุต โดยให้น้ำ 3 วันต่อครั้ง ปุ๋ยไม่ต้องใส่ แต่ที่แปลงจะใช้น้ำอีเอ็มจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังระบายเข้าแปลงหญ้า ที่ทำให้ต้นหญ้าโตเร็ว ใบใหญ่ และมีลำต้นสวย อายุ 1 เดือนหญ้ามีความสูงประมาณ 120 ซม. หรือประมาณ 150 ซม. สามารถตัดขายได้เลย แต่เวลาตัดต้องตัดติดตอหรือติดกับดินเลย เวลางอกขึ้นใหม่หญ้าถึงจะสวยและต้นหญ้าก็จะมีอายุยืนยาว โดยตอนนี้ต้องจ้างแรงงานมาช่วยตัดหญ้าขายราคามัดละ 4 บาท รวมค่ายกขึ้นรถ มีราคาจำหน่ายที่มัดละ 20 บาท หรือ 5 มัด 100 บาท ช่วงนี้ขายดีมากตัดหญ้าขายแทบไม่ทันหญ้าก็โตไม่ทัน ลูกค้ามารอถึงแปลงซึ่งทำให้มีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ 500-2,000 บาทต่อวัน

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้าน



ส่วนประกอบ
1. ต้นกล้วยสดตากแห้ง 1 กิโลกรัม
2. ดอกเห็ดฟางสด (ดอกตูม) 1 ดอก
กรรมวิธี

1.นำต้นกล้วยสด และควรเป็นต้นกล้วยตัดใหม่ๆ มาหั่นเป็นแว่นๆ หนาประมาณ ? -1 เซนติเมตร ถ้าเป็นต้นกล้วยที่มีเครือแล้วให้เก็บส่วนของก้านเครือทิ้งให้หมด แล้วใช้มีดสับต้นกล้วยที่หั่นแล้วให้ละเอียดเล็กน้อยประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำไปผึ่งแดด โดยมีแผ่นพลาสติกหรือวัสดุรองพื้นที่สะอาดเกลี่ยให้บางๆ ประมาณ 4-5 วัน ควรกลับกองต้นกล้วยทุกวันจนต้นกล้วยแห้งสนิทจึงนำไปใช้เป็นเชื้อเห็ดฟาง หรือใส่ถุงพลาสติกเก็บรักษาไว้ใช้ต่อไป

2. นำต้นกล้วยที่แห้งแล้วดังกล่าวข้างต้น วางบนพื้นซีเมนต์หรือบนแผ่นพลาสติก พรมด้วยน้ำสะอาดผสมคลุกเคล้าจนทั่ว แล้วนำไปตรวจสอบให้มีความชื้นหมาดๆ โดยการใช้มือกำต้นกล้วยแล้วบีบให้แน่น เมื่อคลายมือออกต้นกล้วยจะเป็นก้อนเล็กน้อย หรือรู้สึกชื้นมือ ถ้าบีบแล้วน้ำหยดหรือซึมออกตามง่ามมือแสดงว่าความชื้นมากเกินไปต้องผึ่งลมทิ้งไว้ให้ความชื้นระเหยไปประมาณ 1-2 ชั่วโมง (ความชื้นมากเกินไปเส้นใยเห็ดฟางจะไม่เจริญ)

3. บรรจุต้นกล้วยลงถุงประมาณ ? ถุง หรือมีน้ำหนักประมาณถุงละ 200 กรัม (ต้นกล้วยแห้งหนึ่งกิโลกรัม บรรจุได้ประมาณ 15-20 ถุง) นำไปตั้งเรียงไว้เป็นแถวๆ

4. นำดอกเห็ดฟางสดมาทำความสะอาด โดยใช้มีดคัทเตอร์ตัดแบ่งบริเวณโคนดอกเห็ดฟางที่สกปรกหรือมีวัสดุเพาะติดโคนดอกมาออกให้หมด ควรทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้ดอกเห็ดฟางกระทบกระเทือนหรือชอกช้ำมาก

5. เทแอลกอฮอล์ลงในแก้วประมาณ ? แก้ว แล้วนำดอกเห็ดฟางที่ตัดแต่งแล้วจุ่มลงไปจนมิดดอกเห็ดฟางแล้วนำออกมาวางในแก้วที่สะอาด ปล่อยให้แอลกอฮอล์ระเหยออกจากดอกเห็ดฟางจนแห้ง ห้ามนำดอกเห็ดฟางแช่ลงในแอลกอฮอล์แล้วแช่ทิ้งไว้


6. นำสำลีจุ่มลงในแอลกอฮอล์แล้วนำไปเช็ดถูทำความสะอาดใบมีดคัทเตอร์ ใช้มีดตัดส่วนของดอกเห็ดฟาง ส่วนใดก็ได้อย่างระมัดระวังขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร หนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ใส่ลงไปในถุงที่บรรจุต้นกล้วยเตรียมไว้ ถุงละ 1 ชิ้นทุกถุง เห็ดฟาง 1 ดอก ใช้ได้ประมาณ 10 ถุง

7. จับปากถุงแล้วเขย่าให้เนื้อเยื่อดอกเห็ดฟางอยู่ในบริเวณกึ่งกลางด้านข้างถุงพอดีแล้วแนบปากถุงพับลงมา 2-3 ครั้ง เย็บปากถุงด้วยเข็มเย็บกระดาษ 2-3 ครั้ง เป็นอันว่าเสร็จ 1 ถุง ให้ทำถุงต่อไปจนเสร็จสิ้นทั้งหมด

8. นำถุงเชื้อเห็ดฟางบรรจุลงในตะกร้าหรือลังไม้ เรียงเป็นแถว ทับซ้อนกันได้ไม่เกิน 2 ชั้น แล้วนำไปบ่มเชื้อในอุณหภูมิห้องปกติ (30 องศาเซลเซียส) ประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดฟางจะเจริญจนเต็มถุง จึงนำไปเพาะหรือนำไปต่อเชื้อเพื่อขยายให้มีปริมาณมาก
ขึ้นต่อไป

ข้อดีของการใช้ต้นกล้วยทำเชื้อเห็ดฟาง

1. เป็นวัสดุที่จัดหาได้ง่าย มีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น
2. ต้นทุนต่ำและทำได้ง่าย
3. ปลอดจากเชื้อจุลินทรีย์
4. สามารถคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดฟางได้ตามความต้องการ

เส้นใยเห็ดฟางแข็งแรงสมบูรณ์ และให้ผลผลิตสูง
เครื่องมืออุปกรณ์
1. ต้นกล้วยสดตากแห้ง 1 กิโลกรัม
2. ถุงพลาสติกชนิดใส ขนาด 6x9 นิ้ว 10 ใบ
3. มีดคัทเตอร์ 1 ด้าน
4. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70% 1 ขวด
5. แก้วเปล่า 1 ใบ
6. เข็มเย็บกระดาษ 1 อัน
7. ดอกเห็ดฟางสด (ดอกตูม) 1 ดอก
8. กระดาษที่สะอาด 1 แผ่น
9. สำลีเล็ดน้อย
10. น้ำสะอาดเล็กน้อย

แหล่งที่มา : เกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 2/2550
อดีตคนงานก่อสร้าง วัย 57 ปี จ.พิษณุโลก หันมาปลูกผักปลอดสารพิษ สร้างรายได้วันละ 1,000 บาท

นายไพรวัลย์ มีจันทร์ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/1 หมู่ 6 ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หรือ “ลุงวัน” แห่ง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ผู้ปรับเปลี่ยนชีวิตจากคนงานก่อสร้างในเมืองหลวง ค่าแรงวันละ 300 บาท กลับมาบ้านมาปลูกผักปลอดสารพิษ พร้อมทั้งดูแลและขับรถขายเอง ซึ่งใช้น้ำหมักสะเดา น้ำหมักชีวภาพและอื่น ๆ โดยไม่ใช้สารเคมี ผ่านมาตรฐานรับรองการเป็นผักปลอดสาร

ขณะที่ ลุงวัน เปิดเผยว่า เดิมตนเองทำงานก่อสร้างอยู่กรุงเทพ มา 20 – 30 ปี พออายุมากจึงอยากกลับมาอยู่บ้าน ตัดสินใจลงทุนทำแปลงปลูกผักกับภรรยา ในพื้นที่เพียง “1ไร่” เก็บเกี่ยวได้ ก็นำมาแบ่งขายเป็นมัดหรือถุงละ 10 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีคนอุดหนุนซื้อผักลุงวันทุกวัน หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือวันละ 1,000 บาท พร้อมทั้ง ขายแบบลดแลกแจกแถม ขายครึ่งแจกครึ่งก็ยังได้กำไร




คอนโดไข่มดแดง เป็นอีกสุดยอดวิธีการทางการเกษตรที่คิดค้นพัฒนาจนทำให้สามารถเลี้ยงมดแดง เพื่อเก็บไข่ได้  เนื่องจากไข่มดแดงเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากในภาคอีสานของไทย อีกทั้งราคาไข่มดแดงค่อนข้างสูง เนื่องจากหาได้ยาก มีฤดูกาลของออกไข่และความลำบากในการเก็บไข่มดแดง หรือที่เรียกว่าแหย่ไข่มดแดง กว่าจะได้ไข่มดแดงมาก็ลำบาก

 วิธีการทำคอนโดไข่มดแดง จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับใครที่สนใจไข่มดแดง ลองทำดู

 คอนโดไข่มดแดง เป็นอีกหนึ่งวิชาการทำมาหากินที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วสารทิศ อาจด้วยไข่มดแดงมีรสชาติอร่อยล้ำเลิศ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีราคาที่ล่อใจ

จึงทำให้ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษากันเป็นจำนวนมากคอนโดที่ว่านี้ ไม่ใช่การสร้างตึกอาคาร เพื่อให้มดแดงเข้าไปอาศัยแต่อย่างใด

แต่เป็นการนำเอาขวดพลาสติกน้ำอัดลมที่ใช้แล้วมาสร้างเป็นรังเทียม เพื่อให้มดแดงขนไข่มาวางไว้ในคอนโด



พ่อครูสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เจ้าของแนวคิดงานวิจัยคอนโดไข่มดแดง เผยให้ฟังว่า งานดังกล่าวเกิดจากการสังเกตและได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไป รู้ไหมว่าการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นวิธีการดิ้นรนของมนุษย์อยู่ทุกยุคทุกสมัย โดยอาศัยสติปัญญาของคนในยุคนั้น ๆ ถลำเข้าไปสู่การเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนไปจนสุดโต่ง..บางเรื่องแทบไม่เห็นเค้าเดิม

ย้อนมาถึงการสู้ชีวิตของพืชและแมลง มดแดงจะเอาอย่างมนุษย์ ที่ดิ้นรนแสวงหาที่อยู่อาศัยให้ง่ายและปลอดภัยขึ้น เท่าที่สังเกตพบว่ามดแดงในบางพื้นที่ขี้เกียจทำรัง จึงอาศัยวัสดุต่าง ๆ เป็นรังอาศัย

เช่น เข้าไปอยู่ในขวดพลาสติก เข้าไปอยู่ในท่อพีวีซี แล้วอยู่ดี ๆ ก็พากันออกไข่

จึงทำให้เห็นว่า พื้นที่ไหนที่มดแดงคิดใหม่ทำใหม่ ก็จะได้เห็นปรากฏการณ์แปลก ๆ ของมดแดง เช่น มดไม่ทำรังอยู่บนยอดไม้สูง ๆ แล้ว แต่กลับพากันมาทำรังอยู่ในที่ต่ำเรี่ยดิน รวมถึงมองหาแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยมากขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้มดกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติหรือเปล่า อาจจะมีพายุหรือภัยพิบัติที่รุนแรง ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องดูกันต่อไป

ส่วนในเรื่องคอนโดมดแดงนั้น เท่าที่สังเกตและเก็บข้อมูลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพบว่า รังเทียมที่เราสร้างขึ้นนี้มดจะใช้เป็นที่ฟักและดูแลไข่ โดยคาบไข่และตัวอ่อนลงมาจากรังบนต้นไม้ พอมดคาบไข่มาวางไว้แล้วก็จะมีมดอยู่กลุ่มหนึ่งคอยคาบไข่พลิกกลับไปกลับมาเหมือนแม่ไก่ฟักไข่ที่ต้องพลิกไข่

มันไม่ได้เอามาวางไว้เฉย ๆ นะ และพบว่าจำนวนไข่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน



 วิธีการทำคอนโดไข่มดแดงหรือรังเทียมนั้น สามารถทำได้หลายวิธี คือ

– นำขวดพลาสติกมาเจาะรูด้านข้างหรือตัดขวดตามแนวขวางประมาณ 1/4 บริเวณส่วนหัวขวด แล้วจึงนำส่วนที่ตัดแล้วสอดกลับเข้าไปในตัวขวด โดยให้ปากขวดหงายขึ้น (ดังภาพ) บริเวณก้นขวดให้เจาะรูเพื่อทำเป็นที่แขวนผูกติดกับต้นไม้

 – ส่วนวิธีการล่อให้มดแดงเข้ามาอยู่ในคอนโดนั้น ทำได้โดยใช้เหยื่อจำพวกแมลงอบแห้ง (อบด้วยแสงแดด) เช่น จิ้งหรีด แมงเม่า แมงจินูน เป็นต้น ใส่ลงไปในรังเทียม หากเป็นแมลงตัวใหญ่ใช้ประมาณ 5-6 ตัว แต่หากเป็นแมลงตัวเล็กจะต้องใส่จำนวนมากหน่อยประมาณ 15-20 ตัว

 การทำคอนโดให้มดแดงอยู่นี้ ไม่ได้หมายความว่า มดแดงจากต้นไม้ทุกต้นจะคาบไข่เข้ามาอยู่ในคอนโดทุกอัน

 เท่าที่สังเกตพบว่า หากต้นไม้ต้นไหนมีรังเล็ก มดแดงจะเข้ามาคาบเหยื่อจากรังเทียมกลับไปที่รังของตนเองบนต้นไม้ จะไม่คาบไข่เข้ามาอยู่ในคอนโด แต่เราจะได้เห็นขนาดของรังใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มดที่คาบไข่ลงมาอยู่ในคอนโดนั้น

ส่วนใหญ่จะเป็นมดแดงที่มีรังขนาดใหญ่ ๆ มีประชากรเยอะ ๆ และระยะเวลาการคาบไข่มาวางไว้ในคอนโดก็จะแตกต่างกัน บางต้นใช้เวลาเพียง 2 วัน มดก็พากันเอาไข่เข้ามาวางไว้ในรังเทียมแล้ว

บางต้นอาจจะใช้เวลา 10-15 วัน ไปจนถึง 1 เดือน และเมื่อมดแดงเข้ามาอยู่แล้วจะไม่ต้องการเหยื่อเพิ่ม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใส่เหยื่อเข้าไปในคอนโดที่มีมดแดงเข้ามาอาศัยอยู่แล้ว

 แต่จะต้องคอยเติมอาหารในคอนโดที่มดยังไม่เข้ามาอยู่ เพื่อเลี้ยงเขาให้เจริญเติบโต



อีกอย่างที่ต้องพึงระวัง หลังจากที่มดแดงเข้ามาอยู่ในคอนโดแล้วคือ ต้องคอยดูแลอย่าให้ใครมาทำลายรังมดบนต้นไม้เด็ดขาด มิฉะนั้นมดแดงจะขนไข่จากคอนโดกลับไปจนหมด

แต่ส่วนตัวแล้วก็ยังไม่เคยทดลองว่า ถ้าเราเอาไข่ออกมาจนหมดคอนโดแล้ว มดแดงยังจะอยู่ในคอนโดอีกหรือเปล่า หรือถ้าไข่ฟักเป็นตัวหมดแล้ว และหมดฤดูวางไข่ไปแล้ว มดแดงจะยังอยู่ในคอนโดต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องศึกษากันต่อไป

การทำคอนโดไข่มดแดงให้ประสบความสำเร็จ นั้นต้องทำควบคู่กับการเลี้ยงมดแดง ซึ่งจะต้องให้อาหารจำพวกแมลงอบแห้ง และน้ำผสมน้ำหวาน

โดยข้อดีของการทำคอนโดมดแดงคือ การลดการทำลายรังและประชากรของมดแดง อีกทั้งหากเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะช่วยให้ผู้เลี้ยงเก็บไข่มดแดงได้สะดวกสบายขึ้น เราสามารถเลือกเก็บไข่มดแดงได้ และทำให้ทราบถึงปริมาณไข่มดแดงที่จะเก็บขายได้



 อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของการวิจัยและเก็บข้อมูล อีกทั้งยังอยู่ในกระบวนการทดลองว่าทำอย่างไรมดแดงจึงจะคาบไข่เข้ามาอยู่ในคอนโดมากที่สุด ซึ่งผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องดังกล่าวสามารถรวมกลุ่มกันประมาณ 15-20 คน แล้วติดต่อขอเข้าไปศึกษา

โดยทางสวนป่ามหาชีวาลัยมีโปรแกรมให้เข้ามาศึกษาเรื่องดังกล่าว เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน

เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวนป่า มหาชีวาลัยอีสาน เลขที่ 33 บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ หรือพูดคุยกับ พ่อครูสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ได้ที่ โทร. 08-1760-1337



 คอนโดไข่มดแดง เป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก สำหรับใครที่ต้องการทำเพื่อเลี้ยงเป็นอาหารก็นับว่าง่ายมาก

ส่วนใครที่สนใจทำเพื่อการค้าขายหรือเชิงพาณิชย์ จึงยังต้องทดลองเลี้ยงและลองเก็บผลผลิตดู ว่า ไข่มดแดงในคอนโดที่เลี้ยงนั้นเมื่อเก็บซ้ำๆ มดแดงยังจะเข้ามาทำรังต่อหรือไม่

อีกทั้งนอกฤดูกาลของไข่มดแดงยังสามารถทำได้ไหม เพราะจาก คอนโดไข่มดแดง ของพ่อครูสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ยังไม่ได้สรุปเรื่องนี้

แต่นับว่าเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของวงการเกษตร ที่เมื่อใครเห็นโอกาสแล้ว สามารถทำเพื่อเลี้ยงชีพหรือเป็นธุรกิจแบบต้นทุนต่ำได้เป็นอย่างดี
................................................

ขอบคุณข้อมูล คอนโดไข่มดแดง จาก เกษตรกรก้าวหน้า www.facebook.com/agriculturemag

เรียบเรียงโดย บางกอกทูเดย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหน้าแล้งที่ต้นไม้ขาดน้ำยืนต้นตาย รวมทั้งไม้ที่ถูกลมพัดโค่นล้ม ชาวบ้านได้เก็บมาเผาถ่านใช้ในครัวเรือนที่เหลือยังนำไปขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวในยามเศรษฐกิจตกต่ำ โดยชาวบ้านในหลายหมู่บ้านในจังหวัดบึงกาฬต่างใช้วิกฤตเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งที่ต้องปิดฤดูการกรีดยางพารา เพื่อให้ต้นยางได้มีเวลาพักฟื้นลำต้นในช่วงหน้าแล้ง หันมาเผาถ่านขายสร้างรายได้ทดแทน

นายทิวากร โมครัตน์ อายุ 54 ปี ชาวบ้านดอนอุดม ต.โนนสมบูรณ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่าตนเองมีสวนยางพาราอยู่ประมาณ 10 ไร่ หน้าแล้งปีนี้รุนแรงมากทำให้ต้นยางพาราแห้งเหี่ยวใบร่วงหล่นจำนวนมาก จำเป็นต้องหยุดกรีดยางเพื่อพักรักษาต้นยางอย่างน้อย 2-3 เดือน ทำให้ตัวเองขาดรายได้จากการขายน้ำยางไป จึงได้หาทางออกด้วยการเผาถ่านขาย โดยทำเตาเผาอยู่ข้างทางขึ้นมา 4 เตาใช้เวลาในการเผาถ่านประมาณ 2 สัปดาห์หรือราว 15 วันก็นำออกจากเตาเผา ถ่านที่ได้แต่ละครั้งก็ประมาณ 40-42 กระสอบ จะขายกระสอบละ 180 – 200 บาท ขึ้นอยู่ที่คุณภาพของเนื้อไม้

ส่วนวัตถุดิบก็นำเอาต้นไม้ที่ยืนต้นตาย รวมทั้งต้นไม้ตามแนวตลิ่งแม่น้ำโขงที่ผู้รับเหมาก่อสร้างโค่นทิ้งเพื่อทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง และไม้ริมทางหลวงที่ถูกโค่นล้มจากการขยายถนน ซึ่งไม้เหล่านี้ได้มาแบบฟรีๆ แต่ก็ต้องเสียเงินจ้างรถหกล้อหรือรถสิบล้อไปขนไม้มาในราคาเที่ยวละ 2,000 บาท นอกจากนำถ่านมาใช้ในครัวเรือนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำโดยไม่ต้องไปซื้อแก๊สหุงต้มให้เป็นภาระแล้ว ถ่านที่มีคุณภาพดีจะมีเจ้าของร้านเนื้อย่างเกาหลีในจังหวัดบึงกาฬมารับซื้อไม่อั้น แถมมารับซื้อถึงที่ เมื่อเปิดเตาเผาแต่ละครั้งจะขายได้เงินครั้งละ 8,000 – 9,000 บาทเฉลี่ยต่อวันก็ 500-600 บาทต่อวัน ซึ่งนับว่าเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งในช่วงที่หยุดกรีดยาง
คุณประยูร ใจการ มีอาชีพเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ ปี 2534 จนถึง ปี 2552 ระหว่างที่ทำงาน ได้เพาะไผ่ไปด้วย โดยปลูกไผ่ตั้งแต่ปี 2549
ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม



เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงได้ลาออกจากการเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาปลูกไผ่เพิ่มเติม โดยขยายพื้นที่จากเดิม 1 ไร่ 2 งาน มาปลูกเพิ่มขึ้น เป็นพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน จำนวน 7 ไร่ และมีจำนวนต้น 4,000 ต้น ซึ่งขณะนี้ให้ผลผลิตทั้งหมด โดยใช้ทุนเริ่มต้นจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.)

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า ไผ่เป๊าะ และไผ่ไต้หวัน ที่ปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายผลผลิตของแปลง จะได้วันละ 1,000 บาท โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมผลผลิตจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ราคาแพง และเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากหน่อไม้ตามฤดูกาลจะออกสู่ตลาด รวมทั้งจะมีผลผลิตไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันจากต่างจังหวัดมาแย่งลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วจะจำหน่ายได้ในราคา ประมาณ 40 บาท ต่อกิโลกรัม
       
เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ
ในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน
การเตรียมดิน...มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ เพื่อเตรียมความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่ เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดีและคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย
การให้ปุ๋ย...มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด ต่อต้น
การตัดแต่งกิ่ง...มีการตัดแต่งกิ่งและลำต้น โดยตัดลำต้นที่ขึ้นกลางกอออกให้หมด เพื่อให้หน่อไม้บริเวณริมกอและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ หน่อมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี สะดวกในการดูแลรักษา โรคแมลงไม่รบกวน โดยตัดแต่งกิ่งและลำต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนใส่ปุ๋ย
การกำจัดวัชพืช...จะใช้การตัดโดยใช้แรงงานคน ไม่ใช้วิธีการใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่ตัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง
การตลาด...จะจำหน่ายโดยส่งให้ลูกค้าขาประจำในตลาดสดของจังหวัดพะเยาทุกวัน จะเริ่มส่ง ตั้งแต่ ตี 3 โดยลูกค้าจะมารับและนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค โดยหน่อไม้ที่จะจำหน่าย คุณประยูรจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงาม บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม บางส่วนพ่อค้าก็มารับซื้อถึงแปลง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง
รายได้เฉลี่ยหักต้นทุนแล้ว ประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 30,000 บาท รวม 5 เดือน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เลยทีเดียว

คุณมนัส  สะพานแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งใช้อุปโภคและบริโภค ซึ่งขึ้นได้ในธรรมชาติทั่วไป เมื่อศึกษาข้อดีในด้านต่างๆ ของการนำมาใช้ เช่น การบริโภคหน่อ การนำมาใช้ในเครื่องอุปกรณ์จักสาน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน
สำหรับไผ่บริโภคหน่อที่เราพบเห็นและรู้จักกันดี เช่น ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่หก ไผ่สีสุก ไผ่หวาน แต่สำหรับคนภาคเหนือจะรู้จักไผ่อีกชนิดหนึ่ง ในชื่อ ไผ่เป๊าะ หรือ หน่อเป๊าะ ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในการให้หน่อ ซึ่งผลผลิตสูงในช่วงฤดูแล้ง หรือจะเรียกอีกอย่างคือ หน่อไม้นอกฤดูกาล ช่วงฤดูแล้งให้น้ำต้นหน่อเป๊าะ จะให้หน่อได้เร็ว (พันธุ์เบา) และมีหน่อจำนวนมาก ประกอบกับคนเหนือนิยมแกงหน่อไม้ใส่น้ำปูกันอย่างมาก ถือเป็นอาหารสุดยอดของคนเหนือ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงยิ่ง หน่อเป๊าะ จึงได้นำไปขยายปลูกในหลายพื้นที่ เป็นที่สนใจของเกษตรกรมาก เนื่องจากรายได้จากการขายหน่อ ค่อนข้างทำรายได้ดี เพราะโดยเฉลี่ยในระยะปีที่ 3 ขึ้นไป จะเฉลี่ยรายได้ถึงไร่ละ 30,000-50,000 บาท ต่อปี (จำหน่ายในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม กิโลกรัมละ 30-40 บาท) ราคาสูงเพราะเป็นการผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล
พันธุ์ไผ่เป๊าะ เท่าที่ทราบ ดูจากลักษณะของกาบหุ้มลำต้น มีกาบสีน้ำตาล กาบน้ำตาลชมพู และกาบน้ำตาลแดง และ ถ้าสังเกตลักษณะของลำ จะมีขนาดลำเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลำขนาดเล็กจะให้หน่อดก ข้อเสียคือหน่อจะมีขนาดเล็กด้วย
การปลูกไผ่เป๊าะ ทำได้ไม่ยาก วิธีขยายพันธุ์ และนำไปปลูกนิยมขุดลำต้นและนำไปปลูกได้เลย ฤดูกาลและช่วงที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ระยะปลูก 5x5 เมตร ไร่ละประมาณ 75 ต้น


การดูแลรักษา
หน่อไผ่เป๊าะ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการตัดแต่งกอ และการกลบโคนต้น เป็นเรื่องสำคัญ ผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการในการดูแลรักษาเป็นหลัก เมื่อไผ่เป๊าะให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ย มีทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัว) และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือปุ๋ย 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งหน่อไผ่เป๊าะที่สมบูรณ์หน่อยจะดกและมีขนาดใหญ่ การใช้ยูเรียสูงหน่อจะโต แต่มีข้อเสียในการขนส่งไปไกลๆ จะเน่าเสียง่าย ถ้าเป็นตลาดท้องถิ่นไม่มีผลกระทบ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวในราวเดือนพฤศจิกายน เกษตรกรจะเริ่มตัดแต่งกอ โดยตัดต้นที่แก่ออก เหลือส่วนโคนไว้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ล้อมเป็นคอก ใช้ปุ๋ยคอกกลบโคนต้น พร้อมใช้ปุ๋ยเคมีหว่านบริเวณกอ ใช้ฟางคลุม และให้น้ำบริเวณกอให้ชุ่มอยู่ตลอด ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี เมื่ออากาศเริ่มอุ่นไผ่เป๊าะจะเริ่มแทงหน่อ สามารถขุดจำหน่ายได้
วิถีการตลาดของหน่อไผ่เป๊าะ มีจำหน่ายในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย น่าน และ อุตรดิตถ์ และขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีหน่อไม้เป๊าะจำหน่าย เกษตรกรมีความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เพราะหน่อไผ่เป๊าะเป็นอาหารหลักยอดนิยมของคนเหนือ จุดเด่นเป็นไผ่พันธุ์เบา และรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูงไม่มีปัญหาด้านการตลาด
สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อ คุณประยูร ใจการ อยู่บ้านเลขที่ 12 บ้านผาช้างมูบ หมู่ที่ 1 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 185-5079

http://www.sentangsedtee.com/news_detail.php?rich_id=2494&section=25&column_id=60
คุณบุญเรือง เพชรนา อยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-0466, (085) 400-0571 เป็นเกษตรกรผู้สนใจและเริ่มปลูกดาวเรืองมาได้เพียง 1 ปี บอกเล่าถึงประสบการณ์และความรู้ในการปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายว่า เริ่มจากตนเองปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่ว แต่มีเกษตรกรซึ่งเป็นญาติกันปลูกดอกดาวเรืองมาก่อน จึงเกิดความสนใจที่จะทดลองปลูก เพราะเห็นว่าพอขายได้และใช้เวลาปลูกไม่นานนัก เพียง 2 เดือน ก็สามารถตัดดอกจำหน่ายสร้างรายได้ ไร่ละ 2-3 หมื่นบาท

จึงตัดสินใจทดลองปลูกดาวเรือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ขาดประสบการณ์และความรู้ เพียงแค่สอบถามความรู้จากเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกมาก่อนตนเอง ผลที่ออกมาก็พอมีดอกให้ได้เก็บ แต่ดอกมีขนาดเล็ก อาจจะด้วยการดูแลและสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูกประกอบกัน

แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่องของตลาดรับซื้อ ซึ่งถ้าเราหาตลาดเอง มักจะเกิดปัญหาในการรับซื้อที่ไม่แน่นอน รับซื้อดอกไม่ต่อเนื่อง ให้ราคาที่ต่ำ ทำให้ผลผลิตคือดอกดาวเรืองไม่ได้เก็บขายตามเป้าหมายทำให้เสียโอกาสเสียเวลา

คุณบุญเรือง เพชรนา เล่าว่า จนมาเข้ากลุ่มกับ กองบิน 64 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เรืออากาศโทณัฐศิษย์ ทองบุญชู ผู้ดูแลโครงการปลูกดอกดาวเรือง ของกองบิน 64 โทร. (086) 929-5334 ที่ประสบผลสำเร็จจากการทำโครงการเกษตรในกองบิน 64 โดยเฉพาะการปลูกดอกดาวเรืองตัดดอก

ซึ่งปัจจุบันก็ขยายโอกาสเปิดรับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อดอกดาวเรืองจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และยังดูแลให้ความรู้เรื่องการปลูกดูแลรักษาดาวเรืองให้กับเกษตรกรมือใหม่เป็นอย่างดี ทำให้ตนเองมั่นใจเรื่องการตลาดมากขึ้น มีการรับซื้อถึงที่ รับซื้อดอกดาวเรืองทุกเกรด ทุกขนาด จากเกษตรกร ตั้งแต่มีดแรกจนถึงมีดสุดท้าย เพียงแต่เกษตรกรทำดอกได้สวยไม่มีโรคแมลงทำลายก็จะรับซื้อทั้งหมด

ทำให้ คุณบุญเรือง จากที่ปลูกดาวเรืองไว้ 4,000 ต้น ก็เตรียมเพาะกล้าปลูกเพิ่มอีก 4,000 ต้น รวมเป็น 8,000 ต้น

คุณบุญเรือง อธิบายต่อว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขายนั้น เมื่อมีตลาดรองรับแล้ว เกษตรกรต้องมีความละเอียด หมั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรู และรู้วิธีแก้ไขโรค-แมลง หรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูกกันทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของโรคเชื้อราทั้งทางดินและทางใบ


การเพาะเมล็ด

และดูแลต้นกล้าดาวเรือง

วัสดุเพาะเมล็ดที่แนะนำคือ “พีสมอสส์” ที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เกษตร หรือร้านจำหน่ายสารเคมี ซึ่งนิยมนำมาเพาะกล้าพืชต่างๆ เนื่องจากพีสมอสส์มีธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตในช่วงแรกของต้นกล้า และขุยมะพร้าวร่อนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี

โดยใช้พีสมอสส์ 2 ส่วน ผสมกับขุยมะพร้าวร่อน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงถาดหลุมรดน้ำให้มีความชื้นพอประมาณ ให้มีความชื้นหมาดๆ คือใช้มือกำวัสดุเพาะ ถ้ากำแล้วเป็นก้อนเป็นอันใช้ได้ หรือจะใช้พีสมอสส์เดี่ยวๆ ก็ได้ เช่นเดียวกับคุณบุญเรือง ใช้พีสมอสส์ล้วนๆ ในการเพาะเมล็ดดาวเรือง เพราะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ และประกอบกับไม่ได้เพาะเมล็ดจำนวนมากๆ เหมือนสวนใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ขุยมะพร้าวมาเป็นส่วนผสมในการลดต้นทุนวัสดุปลูก

เมื่อนำวัสดุปลูกใส่ในถาดเพาะ จะเลือกใช้ถาดเพาะแบบ 200 หลุม ใส่วัสดุเพาะจนเต็มหลุม เกษตรกรบางท่านอาจจะใช้ไม้จิ้มทำหลุมแล้วนำเมล็ดดาวเรืองวางเรียงลงหลุมแนวนอน แต่วิธีการทำหลุมเพื่อหยอดเมล็ดของคุณบุญเรือง จะใช้วิธีการเรียงซ้อนกันของถาดเพาะ ซึ่งก้นแหลมๆ ของถาดเพาะจะกดวัสดุปลูกเป็นหลุมได้อย่างพอดี จากนั้นก็นำเอาเมล็ดมาหยอด วางเมล็ดแนวนอน หลุมละ 1 เมล็ด แล้วใช้พีสมอสส์กลบเมล็ด ปาดให้วัสดุเพาะเสมอ

จากนั้นก็จะรดน้ำ การรดน้ำจะใช้กระบอกฉีดน้ำพ่น เพราะมีหัวฝอยขนาดเล็ก ไม่ควรใช้น้ำจากสายยางหรือบัวรดน้ำที่มีรูขนาดใหญ่รดน้ำ

แต่เทคนิคเพิ่มเติมคือ การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อคลุมถาดเพาะเอาไว้ เพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ ซึ่งจะส่งผลให้การงอกของเมล็ดดอกดาวเรืองดีและขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นช่วงที่เมล็ดพัฒนาการงอกให้ต้นกล้าได้รับการพรางแสง ประมาณ 80% เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงบานเต็มที่ ให้มีการพรางแสง ประมาณ 50% เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นเมื่อต้นกล้าพัฒนาใบจริงขึ้นมา 1 คู่ จึงสามารถให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดปกติโดยไม่มีการพรางแสง

เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 13-15 วัน หลังจากวันเพาะ หรือให้สังเกตว่าต้นกล้ามีใบจริง ประมาณ 1-2 คู่ หรือรากเจริญเต็มหลุมหรือลำต้นมีสีแดง จึงสามารถย้ายปลูกลงแปลงได้

ในช่วงนี้เกษตรกรควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งหากต้นกล้าที่เพาะมีความสมบูรณ์แข็งแรงดี การเจริญเติบโตหลังจากลงแปลงก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การย้ายกล้าในกรณีที่ต้นกล้ามีอายุมากเกินไป หรือเกิน 18-20 วัน จะทำให้ระบบรากแพร่กระจายได้ช้า การเจริญเติบโตก็ช้าไปด้วย และในบางที่การเพาะเมล็ดในช่วงฤดูหนาวเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงฤดูหนาวเมล็ดดาวเรืองมักจะงอกช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกสายพันธุ์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากว่าความหนาวเย็นไปทำให้การเจริญเติบโตของเมล็ดช้าลง ทำให้การงอกของเมล็ดช้ากว่าฤดูกาลปกติ 1-2 วัน

ดังนั้น เพื่อให้การงอกของเมล็ดเร็วขึ้น จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้ผ้าคลุมแปลงเพาะ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่แปลงเพาะ หรือโดยการแช่เมล็ด ด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ก่อนที่จะเพาะ เนื่องจากสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต มีคุณสมบัติในการแก้การฟักตัวของเมล็ดพืชได้


การเตรียมแปลง

วัสดุปรับปรุงดินมีดังนี้ โดโลไมท์ ใส่เพื่อปรับปรุงค่าความเป็นกรด-ด่าง ในดิน ซึ่งค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรือง จะอยู่ในระดับ 6.5-6.8 อัตรา 0.5 ตัน ต่อไร่ แกลบดิบ ใส่เพื่อให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับแหล่งที่เป็นดินเหนียวไม่ร่วนซุย ระบายน้ำไม่ดี อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่

การขึ้นแปลงปลูกดอกดาวเรือง ความสูงของแปลง 25-30 เซนติเมตร สำหรับแปลงปลูกที่ปลูกแบบยกแปลงและให้น้ำตามร่องน้ำ ส่วนการปลูกบนที่ดอน อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นแปลง ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ลักษณะดิน ลักษณะพื้นที่

ความกว้างของแปลงปลูก 80-100 เซนติเมตร สำหรับหลังแปลงหากวัดจากฐานแปลง ประมาณ 110-120 เซนติเมตร ระยะระหว่างแปลง ประมาณ 40-50 เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

ในบางพื้นที่หรือบางสวนมีการใช้พลาสติกคลุมแปลง เพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูก แล้วเจาะรูบนพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือไม่ปูพลาสติกคลุมแปลง ก็จะต้องมีการฉีดยาคลุมหญ้าพ่นสารกำจัดวัชพืชแบบควบคุมก่อนงอกด้วยสารอะลาคลอร์ ในช่วงระหว่าง 2-3 วัน ก่อนการย้ายปลูก

ในช่วงพ่นสารกำจัดวัชพืชดินต้องมีความชื้นเพียงพอ เพื่อสารเคมีกระจายคลุมเมล็ดวัชพืชได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ถูกดูดซับด้วยอนุภาคดิน

ส่วนปุ๋ยรองพื้น ให้ 15-15-15 และ 15-0-0 ผสมกัน ในอัตรา 1:1 ใช้ในปริมาณที่ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมลงในแปลง หรือรองก้นหลุม


การย้ายกล้าดาวเรืองปลูก

ไม่ควรย้ายกล้าดาวเรืองไปปลูกในขณะที่ต้นกล้ามีอายุมากจนเกินไป เพราะการย้ายกล้าที่มีอายุมากทำให้ระบบรากของพืชแผ่กระจายได้ช้า เนื่องจากระบบรากแก่เกินไป

ดังนั้น การย้ายกล้าในขณะที่รากของพืชยังไม่แก่เกินไป จะทำให้ระบบรากของพืชมีการพัฒนาได้ดีกว่า การหาอาหารของรากพืชก็เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

โดยอายุของต้นกล้าไม่ควรเกิน 20 วัน แนะนำให้ย้ายปลูกในช่วงบ่ายหรือเย็นเป็นต้นไป เนื่องจากต้นกล้าสามารถตั้งตัวได้ดีกว่าการย้ายปลูกตั้งแต่ช่วงเช้า

อย่างปลูกช่วงเย็น คุณบุญเรือง จะให้น้ำไว้ก่อนช่วงเช้าเพื่อให้ดินพอมีความชื้น ระยะปลูกจะใช้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.2 เมตร แล้วแต่ฤดูกาล ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนแนะนำให้ปลูกแถวคู่ จะช่วยในการเก็บความชื้นในดิน ส่วนหน้าฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดโรคได้ดี

แต่ถ้าระยะห่างในการปลูกดอกดาวเรืองในหน้าหนาว ควรอยู่ที่ 40 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากฤดูกาลอื่น และการปลูกเป็นแถวคู่จะให้ผลดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว เพราะในช่วงฤดูหนาวความชื้นในดินและอากาศมีน้อย

การปลูกเป็นแถวคู่จะสามารถเก็บความชื้นในดินได้ดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว

แต่ในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว เนื่องจากสามารถลดการเกิดโรคพืชได้ หรือบางท่านประยุกต์ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมให้เหมาะกับสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูก เช่น กลุ่มดาวเรืองต้นสูง ใช้ระยะปลูก 45x45 เซนติเมตร (55x55 เซนติเมตร สำหรับฤดูฝน) กลุ่มดาวเรืองต้นกึ่งสูง ใช้ระยะปลูก 45x45 เซนติเมตร (35x35 เซนติเมตร สำหรับฤดูหนาว) และกลุ่มดาวเรืองต้นเตี้ย ใช้ระยะปลูก 35x35 เซนติเมตร


ระบบน้ำดาวเรือง

การให้น้ำดาวเรืองตัดดอกมีหลากหลายวิธี ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรืองตัดดอก ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่คือ คุณบุญเรือง อธิบายว่าตนเองยังเป็นมือใหม่ เลยเลือกใช้ระบบปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้น้ำ และถนัดการให้น้ำแบบนี้ เนื่องจากใช้กับการปลูกข้าวโพดมาก่อน

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้น้ำไม่ค้างบนดอก เหมือนการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และช่วยลดอุณหภูมิในดิน ทำให้ระบบรากเติบโตดี แต่จะมีปัญหากับการระบาดของโรคทางดินได้ง่าย และเป็นอุปสรรคในช่วงการเก็บเกี่ยวเนื่องจากต้องเดินบนร่องน้ำ

แต่สวนดาวเรืองใหญ่ๆ ที่เห็นจะใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และระบบน้ำหยด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณน้ำ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้น้ำน้อยกว่าการให้ตามร่อง

ข้อเด่นของการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิช่วงอากาศร้อน และช่วยชะลอน้ำค้าง น้ำฝน จากดอกและใบ ลดปัญหาการเกิดโรคได้

ข้อด้อย จะมีน้ำค้างบนดอกและจะเกิดจากการระบาดโรคดอกลายหากเกษตรกรให้น้ำในช่วงเย็น

ส่วนการให้น้ำในระบบน้ำหยด ข้อเด่น สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ประหยัดน้ำ น้ำไม่สัมผัสส่วนของใบและดอก ช่วยลดการเกิดโรคดอกลาย ใบจุด และสามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำได้ ทำให้จำนวนครั้งของการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น

ข้อด้อย ระบบนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเรื่องของระบบน้ำนั้นก็ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและปัจจัยของแต่ละคนไป


การเด็ดยอด

หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน เด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะได้สามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก

โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอด จะทำให้ดาวเรืองสามารถออกดอกได้เร็วกว่า ต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร

ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรืองจำพวกเพลี้ยไฟไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้

พริกหนุ่มเขียว เป็นผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งตลาดมีความต้องการ เนื่องจากเป็นพริกที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นน้ำพริกหนุ่ม ของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมหาศาล

แต่ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตพริกได้มากขึ้น คือ การพัฒนาสายพันธุ์ให้เจริญเติบโตได้ดี ทนทานต่อโรค ดูแลรักษาง่าย ตลอดจนปรับตัวได้ดีในทุกสภาพอากาศและภูมิประเทศ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด อย่างเช่น “พริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยาม” ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์จากผู้เชี่ยวชาญของสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเจียไต๋ ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นสายพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดและเกษตรกร

ปัจจุบันสายพันธุ์พริกที่เจียไต๋ได้พัฒนามากกว่า 30 สายพันธุ์ แต่ “พริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยาม”ถือว่าเป็นพันธุ์พริกที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือได้ดีที่สุดในขณะนี้ เป็นพริกที่เก็บเกี่ยวครั้งเดียวได้ผลผลิตที่มากกว่าเดิม สามารถต้านทานโรคได้ดีเยี่ยม รูปทรงตรง มีสีสันสวยงาม ผลแน่นตึง ทนทานต่อการขนส่ง และวิธีการดูแลรักษาง่าย เมื่อเทียบกับพริกพันธุ์อื่นๆ เป็นที่ต้องการของตลาดสูง

สำหรับการเก็บผลผลิตพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยาม แบ่งเป็น 3 ระยะคือ พริกเขียว พริกก้ามปู (พริกโหด) และพริกแดง โดยพริกก้ามปู ซึ่งมีลักษณะสีเขียวแกมแดง จะเป็นพริกที่เกษตรกรขายได้ราคาดีที่สุด เนื่องจากเป็นระยะที่พริกได้น้ำหนักมาตรฐาน



เทคนิคสำคัญของการปลูกพริกเพื่อให้ได้ผลผลิตดี ต้องให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยเคมี ธาตุอาหารเสริม และอฮอร์โมน รวมถึงสารเคมีที่ช่วยป้องกันโรคและแมลง โดยการปลูกพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามนั้นเริ่มต้นจะต้องทำการเพาะต้นกล้า โดยให้เพาะในถาดหลุมประมาณ 25-30 วัน พอมันมีใบจริง 3-4 ใบ ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงปลูกได้ โดยแปลงปลูกจะต้องทำการไถพรวนเพื่อย่อยดินให้ร่วนซุยแล้วตากแดดไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นยกร่องปรับแปลงให้เสมอ แล้วทำการหว่านปุ๋ยอินทรีย์ลงในแปลงปลูกในอัตรา 1 ตัน/ไร่ จากนั้ก็สามารถนำต้นกล้าลงปลูกได้

ส่วนการดูแลรักษาพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามนั้นควรทำการให้น้ำทางร่อง 4 วัน/ครั้ง แต่สำหรับเกษตรกรที่ใช้ระบบน้ำหยดก็ควรจะเปิดแบบวันเว้นวันจึงจะเหมาะสมสำหรับการปลูกพริกชนิดนี้ ส่วนโรคที่พบก็จะมีโรคผลเน่า โรคเชื้อรา โรคราแป้ง โรคราก โรคใบจุด ซึ่งก็ควรให้สารเคมีตามอาการ แต่ปัจจุบันจะเกิดโรคเหล่านี้น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามสามารถต้านทานโรคเหล่านี้ได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ

สำหรับการเก็บเกี่ยวพริกจะเริ่มเมื่อพริกมีอายุ 80-90 วันหลังหยอดเมล็ด โดยราคาขายพริกเขียวตกกิโลกรัมละ 15 บาท พริกก้ามปู ราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท และพริกแดงราคากิโลกรัมละ 16-17 บาท

จะว่าไปพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามไม่ใช่เพียงแต่จะขายดีในเมืองไทยเท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดีด้วยการส่งไปขายยังต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นที่ต้องการในหลายๆ ประเทศอย่าง มาเลเซีย สิงคโปรค์ และประเทศอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าผลิตออกมาแล้วจะไม่มีตลาดให้ส่งขาย แถมมันยังขายได้ราคาดีจนสามารถสร้างเศรษฐีเกษตรไปแล้วหลายราย เพราะฉะนั้นหากใครอยากจะมีรายได้ดีๆ กำไรงามๆ การปลูกพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจจนไม่อาจปฏิเสธได้เลยทีเดียว
ปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ ขายดีราคาสูงกว่าท้องตลาด ก่อนหน้าที่จะมาปลูกพืชอินทรีย์ก็มีอาชีพทำนามาโดยตลอด ประสบปัญหาทั้งต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรงงานไถ หว่าน เก็บเกี่ยว และอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

นายจารึก ทาวะรมย์ เกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชอินทรีย์ดีเด่น ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 (สวพ.4) กรมวิชาการเกษตร เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ แล้วสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด

...“ก่อนหน้าที่จะมาปลูกพืชอินทรีย์ก็มีอาชีพทำนามาโดยตลอด ประสบปัญหาทั้งต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรงงานไถ หว่าน เก็บเกี่ยว และอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

..แต่ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รายได้ไม่เพียงพอ ต้องเป็นหนี้สินแถมสุขภาพไม่แข็งแรงเจ็บป่วยบ่อย ๆ อันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีเป็นประจำ

..จึงเริ่มสนใจการทำเกษตรแบบพอเพียงด้วยการปลูกพืชอินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ประกอบกับทางโรงพยาบาลตระการพืชผล เข้ามาส่งเสริมให้ปลูกพืชสมุนไพร

...พร้อมรับซื้อผลผลิตไปใช้ในโครงการแพทย์ทางเลือก (แพทย์แผนไทย) จึงเริ่มปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดบนพื้นที่ 2 ไร่ 1 งาน” นายจารึก เล่าให้ฟัง


นอกจากนี้ นายจารึกยังได้สมัครเข้าร่วมโครงการแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ที่ สวพ.4 ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา โดยทำตามขั้นตอนเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับรองแหล่งผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ทั้ง 10 ข้อ อย่างเคร่งครัด

เช่น การวางแผนการจัดการ ตลอดกระบวนการผลิตว่า ตอนนี้จะปลูกพืชอะไร

พืชไหนเก็บเกี่ยวได้เมื่อไร

การจัดการศัตรูพืชจะทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ เพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

การบันทึกข้อมูลการผลิต มีการจดบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานประจำ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนการเก็บผลผลิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลการปฏิบัติในแปลง เมื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด จึงได้การรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 2556

คือ ขมิ้นชัน กับไพล ต่อมาในปี 2558 ได้รับการรับรองเพิ่มอีก 10 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้ ชุมเห็ดเทศ ใบหม่อน เตยหอม เพชรสังฆาต พญายอ ใบหนาด รางจืด และหญ้ารีแพร์

ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์จะได้ราคาที่สูงขึ้นจากราคาปกติ เช่น ขมิ้นชัน ราคาท้องตลาดจะอยู่ที่ 12 บาท/กก.  พอเป็นขมิ้นชันอินทรีย์ ขายได้ 22-24 บาท/กก.

ไพลทั่วไปราคาอยู่ที่ 15-18 บาท/กก. แต่ไพลอินทรีย์สามารถขายได้ราคาสูงถึง 27 บาท/กก.

ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้กับทางโรงพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4,000-5,000 บาท



ขณะที่ต้นทุนการผลิตแทบจะไม่มีเลย เพราะปุ๋ยก็ผลิตเองจากเศษใบไม้ พืชผัก ตั้งแต่ผันตัวเองมาสู่การปลูกพืชผักอินทรีย์ ชีวิตเปลี่ยนไปมีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ตามที่ลูกค้ากำหนด

และที่สำคัญสามารถปลดหนี้ ส่งลูกเรียนจบปริญญาทั้งหมด และยังมีเงินเหลือพอที่จะอยู่แบบพอเพียงได้สบาย

หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ ที่ นายจารึก ทาวะรมย์ บ้านเลขที่ 117 หมู่ 4 บ้านไร่ดง ต.โคกจาน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

หรือติดต่อสอบถามได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ใกล้บ้าน.
.................................

ที่มา : เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้พบว่าหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดน้ำในการทำการเกษตร แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงพยายามทำการเกษตรปลูกพืชหน้าแล้ง สร้างรายได้เสริม เนื่องจากว่างเว้นจากการทำนาปี แต่บางพื้นที่ไม่สามารถทำนาปรังได้ เพราะไม่มีระบบชลประทานเข้าถึง ต่างพยายามพลิกวิกฤติหันทำอาชีพการเกษตร เกี่ยวกับการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำให้เกษตรทางเลือกใหม่กลายเป็นที่สนใจ และเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ทำการเกษตรสร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง โดยไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น
เช่นเดียวกันกับ ครอบครัว นางทองใบ อินทุรัตน์ อายุ 49 ปี เกษตรกรชาว บ.จอมมณี ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม ได้มีการทดลองทำการเกษตรทางเลือกใหม่ จนประสบความสำเร็จสร้างรายได้เป็นอย่างดี เป็นปีที่ 2 ในการทำอาชีพปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพริกพันธุ์แอปเปิล เก็บเมล็ด ส่งขายต่างประเทศ โดยใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 4-5 เดือน สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ในราคากิโลกรัมละ ประมาณ 6,500 บาท ที่สำคัญยังเป็นพืชการเกษตรใช้น้ำน้อย เหมาะแก่การปลูกในช่วงหน้าหนาว หรือช่วงฤดูแล้ง สามารถเก็บผลผลิตได้ในระยะสั้น ประมาณ 4-5 เดือน ในช่วงว่างเว้นจากการทำนาปี พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็สามารถทำนาปีต่อในช่วงหน้าฝน สามารถทำเงินสร้างรายได้ปีละ ประมาณ 2 แสนบาท และมีต้นทุนต่ำ ประมาณ 20 -30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

โดย นางทองใบ อินทุรัตน์ อายุ 49 ปี เกษตรกรชาว บ.จอมมณี ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวว่า สำหรับการปลูกพริกแอปเปิล ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ที่ตนได้ศึกษาจากคนรู้จัก และมีทางบริษัทเข้ามาแนะนำส่งเสริมการปลูกเป็นปีที่ 2 จึงทดลองปลูกในพื้นที่นาประมาณ 2 งาน จำนวนประมาณ 2,000 ต้น ทำการไถพรวนดินยกร่อง เป็นแปลง คลุมดินด้วยพลาสติกใส ป้องกันวัชพืช ก่อนขุดหลุมนำเบี้ยต้นกล้าพริกพันธุ์พื้นบ้าน ที่เพาะกล้าไว้ ประมาณ 2 สัปดาห์ มาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นต้นแม่ เนื่องจากพริกพื้นบ้านจะมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรคพืช และมีการดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย ให้ต้นพริกพันธุ์พื้นบ้าน ประมาณ 1 เดือน จะนำเอาพริกพันธุ์แอปเปิล ที่เราเพาะพันธุ์ไว้ มาทำการเสียบยอด ตามขั้นตอนที่เราศึกษา และทางบริษัทแนะนำมา ซึ่งจะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อป้องกันเชื้อราด้วย
จากนั้นพอต้นพริกแข็งแรงเจริญเติบโต ประมาณเดือนที่ 2 มีการออกดอก จะมีการนำเกสรตัวผู้ มาผสมตามขั้นตอนที่ศึกษามา และปล่อยไว้จนกว่ามีการออกผล ใช้เวลาการดูแล ประมาณ 4-5 เดือน เฉลี่ยจะออกผลประมาณ 5-6 ลูกต่อต้น จนสุกได้ที่ จะมีการเก็บผลพริกแอปเปิล ไปเจาะเอาเมล็ดพันธุ์ และนำมาแช่น้ำยาฟอกขาย เพื่อทำการคัดเอาเมล็ดพันธุ์ที่ลอยน้ำออก จะเลือกเอาแต่เมล็ดที่จมน้ำ เป็นการคัดคุณภาพ ขั้นตอนสุดท้ายคือนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 2 วัน ก่อนนำชั่งกิโลขาย ในราคาประมาณกิโลกรัมละ 6,500 บาท เฉลี่ยผลผลิตในพื้นที่ 2 ไร่ จะได้เมล็ดไม่ต่ำกว่า 40 กิโลกรัม ในระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือน สามารถทำเงินได้ประมาณ เกือบ 3 แสนบาท จะมีบริษัทมารับซื้อโดยตรงนำส่งขายต่างประเทศ
ส่วนต้นทุนถือว่าไม่สูง มีเพียงค่าปุ๋ย ค่าพลาสติกคลุมดิน ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีบริษัทลงทุนให้ด้วย และมีการประกันราคา ไม่มีความเสี่ยง ที่สำคัญดูแลง่ายไม่ยุ่งยาก ยิ่งอากาศหนาวเจริญเติบโตดี ใช้น้ำน้อย เพียงปล่อยรดให้ได้ความชุ่มชื้น ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี ไม่มีความเสี่ยง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม เริ่มหันมาปลูกพริกแอปเปิลช่วงหน้าแล้ง ขายเมล็ดพันธุ์มากขึ้น เพราะรายได้ดี ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น ไม่ต้องวิ่งหาตลาดเอง
ที่มา : มติชนออนไลน์
มันเทศสีม่วง "โอกินาว่า" รสชาติอร่อย ราคาขายค่อนข้างสูงในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา มันชนิดนี้อุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและชะลอความแก่ชรา อีกทั้งมีเบต้าแคโรทีนสูง ที่เป็นสารตั้งต้นของวิตะมินเอ ช่วยบำรุงสายตา
และข่าวดี มันชนิดนี้ปลูกได้ในเมืองไทย ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วงเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม มันเทศเนื้อสีม่วง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง



เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง
แต่ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก
อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่นไต้หวันและเกาหลีใต้ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก
ขณะเดียวกัน ประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้ว แหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้ว ยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตียรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่าสารสเตียรอยด์มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงลมโป่งพองในลำไส้ได้)
ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศพบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน
เชื่อว่า สารแอนโทไซยานิน นั้น จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา
ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วงเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม มันเทศเนื้อสีม่วง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง
เกาะโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาว่ามีชื่อเสียงระดับโลก ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อสีม่วง มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้

สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาว่า มาทดลองปลูกในอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาว่า
สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำเอามาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาว่า จะเรียกมันแดงนั้น นอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการ
บริโภคสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว อาทิ Kitkat มันสีม่วง กูลิโกะมันสีม่วง ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

 

ข้อเสนอแนะที่สำคัญ สำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาโดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำน้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่
ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกัน จะมีผลต่อการให้ผลผลิต
ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้น ควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป
แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้ว ถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิมและการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว
การปลูกมันเทศ ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว ปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป
เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศโดยเฉพาะถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด“ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลง ปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน
พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้ว โดยหว่านบนสันร่องแปลง
ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางชมรมเผยแพร่ความรู้การเกษตรได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด
ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้น ให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 70-100 เซนติเมตร สูง 30-50 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงยิ่งมีความสูง ยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้าง 40 เมตร และยาว 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำ ในแปลงปลูกมันเทศ

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี
ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร
ระบบน้ำดังกล่าว มีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็ว ทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น
สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งดินจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลา แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ผลผลิตได้เช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ
เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้ว ควรจะมัดรวมกันเป็นท่อนหรือเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำ เช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมา แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว
ถ้าจะให้ดี ท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัดควรจะตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ จะใช้ท่อนมันเทศ ประมาณ 8,000-16,000 ยอด

การปลูกมันเทศ สายพันธุ์ต่างประเทศ

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้น จะปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูกแบ่งได้ 3 วิธี คือปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย
จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ
ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศและให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้น กลบดินให้แน่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน
แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำ จะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อนทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ
ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางชมรมจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 11,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง
ข้อมูลจาก นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน