หนุ่มเชียงราย หาวิธีปลูก เมล่อนไร้สาร อร่อยเหมือนของญี่ปุ่น ทำรายได้มหาศาล

, , No Comments
หนุ่มเชียงราย ลองผิดลองถูก ค้นพบวิธีปลูกเมล่อน ไร้สารพิษ อร่อยกว่ากินญี่ปุ่น สร้างรายได้มหาศาล มาดูวิธีของเขากัน

ที่มา http://pantip.com/topic/34479741
หลังจากที่ผมเรียนจบมาทางด้านอารักขาพืช มหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 64 หลังจากนั้นได้เข้าทำงานบริษัทเอกชนอีก 2 ที่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด (รับหน้าที่ทดสอบพันธุ์ต่างประเทศ) และบริษัท ทีเจซี เคมีจำกัด (รับหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารก่อนนำมาขายในประเทศ) โดยมากชีวิตการทำงานจะอยู่ในแวดวงเคมีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เราเรียนจบมาคือ กีฏวิทยา หรือ เรียนเกี่ยวกับแมลงนั้นเอง ซึ่งการควบคุมแมลงนอกจากสารเคมีแล้วยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก เช่น วิธีกล ผักกางมุ้ง ใช้ชีววิธี ทำให้คิดว่าเราน่าจะทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเลือกใช้หลายๆวิธีมาประยุกต์รวมกัน
  
เริ่มแรกทดลองปลูกเมื่อปี 2555 ทดลองปลูกเมล่อนลงดินแบบกลางแจ้งและไม่ได้ทำโรงเรือน ในครั้งแรกปลูก 800 ต้น ผลปรากฏว่าสามารถเก็บผลผลิตได้ไม่ถึง 400 ต้น และเมื่อคัดเกรดเมล่อนพบว่ามีลูกที่ตาข่ายดีผิวสีสวยงามมีเพียงร้อยกว่าลูกเท่านั้นเอง 
เนื่องจากการปลูกแบบลงดินนั้นมีโรคพืชที่ติดมากับดินจำนวนมาก อาทิโรครากเน่า เหี่ยวเขียว จากเชื้อ Fusarium sp. Pythium sp. Sclerotium sp. phytopthora sp. Rhizoctonia sp.และ Ralstonia solanacearun ซึ่งมักระบาดในฤดูฝน ถึงแม้ว่าทางฟาร์มจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ ไตรโคเดอร์มา ( Trichoderma sp. ) รดลงดินแต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทุกเชื้อ เพราะไตรโคเดอร์มาได้ผลเฉพาะเชื้อโรค phytopthora sp. เท่านั้น โดยไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคที่มีเชื้อสาเหตุอื่นได้เลย จึงคิดว่าการปลูกแบบลงดินกลางแจ้งนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์การปลูกเมล่อนแบบไร้สารได้

หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มทำโรงเรือนแบบไม้ไผ่ ทำกันแบบบ้านๆ และเริ่มเข้าใจวิถีความเป็นไปของต้นเมล่อน เริ่มรู้จักนิสัยใจคอกันนั้นเอง อิอิ

หลังจากนั้นจึงมาทดลองปลูกเมล่อนแบบไฮโดรโพนิกซ์ เพื่อตัดปัจจัยเรื่องเชื้อสาเหตุในดิน โดยทดลองปลูกในระบบ DRFT (Dynamic Root Floating Technique) คือให้รากเมล่อนแช่อยู่ในสารละลายโดยตรง  โดยผลที่ได้ในช่วงแรกนั้นดีมาก เมล่อนเจริญเติบโตดี แต่พบปัญหาในระยะเก็บเกี่ยวคือ มักจะพบว่าผลเมล่อนจะแตกก่อนถึงอายุเก็บเกี่ยว เป็นเพราะว่ารากพืชแช่อยู่ในน้ำนานทำให้ดูดน้ำมากเกินไปจึงทำให้ผลแตก และอีกปัญหาที่พบในระบบ DRFT คือ เมล่อนไม่หวาน จึงคิดแก้ปัญหาใหม่โดยการใช้ทรายและกาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูก แต่ยังใช้ปุ๋ยในระบบไฮโดรโพนิกซ์ ผลปรากฏว่าได้รสชาติที่ดีขึ้น และตัดปัญหาโรคพืชทางดินอย่างสมบูรณ์แบบ
จากการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนกระทั่งพบวิธีปลูกที่ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ว่า จะต้องปลูกเมล่อนแบบไร้สารให้ได้ และต้องมีคุณภาพระดับที่ดีในระดับเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ จึงตัดสินใจปรับที่นา จำนวน 2 ไร่ และตั้งชื่อฟาร์มตามชื่อลูกสาว คือ น้องโอโซนจนกลายมาเป็น “โอโซนฟาร์ม”


โอโซนฟาร์มจะเน้นการปลูกเมล่อนแบบไร้สาร โดยใช้วัสดุปลอดเชื้อเป็นวัสดุปลูก คือ ทราย + กาบมะพร้าวสับ อัตรา 1:1 ใช้ถุงขาวขนาด 8 x16 นิ้ว โดยปลูก 1 ต้นต่อ 1 ถุง ปลูกในโรงเรือนขนาด 5 x 20 เมตร ทั้งหมด 204 ต้นต่อโรงเรือน ระยะห่างระหว่างถุงคือ 50 x 50 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการวางถุงปลูกแบบห่าง โดยทางฟาร์มมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ต้องการให้ใบเมล่อนหนาแน่นเกินไป เพราะนอกจากการสังเคราะห์แสงของพืชที่ไม่เต็มที่ยังก่อให้เกิดปัญหาโรคราน้ำค้างได้ง่ายด้วย 
การควบคุมศัตรูพืช เราใช้โรงเรือนและมุ้งกันแมลงควบคุมแมลงศัตรูพืชตัวใหญ่ แต่สำหรับศัตรูพืชขนาดเล็กอาทิเช่นเพลี้ยไฟ เราจะเลือกใช้ชีวภัณฑ์กำจัดแมลง เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiasna) และสำหรับโรคพืชอาทิเช่นโรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้ เราใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา. ( Trichoderma sp. ) ในการควบคุม
บริเวณพื้นของโรงเรือนเราใช้ทรายหยาบปูทางเดินทั้งหมด นอกจากลดปัญหาด้านวัชพืชแล้ว ยังตัดวงจรโรคที่มากับดินได้อย่างดีเลยทีเดียว
สำหรับวิธีการให้ปุ๋ยนั้นทางฟาร์มได้ใช้ปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์สูตรผสมเอง ที่คิดขึ้นมาใช้กับเมล่อนโดยเฉพาะ โดยจะให้ทางระบบน้ำหยดทุกวัน ช่วงแรกให้วันละ 1 ซีซี/ต้น/วัน หลังจากนั้นช่วงผสมเกสรจะให้อัตรา 2 ซีซี/ต้น/วัน และจะงดการให้ปุ๋ยในช่วง 10 วันก่อนตัดผลผลิต เพื่อไม่ให้ปุ๋ยตกค้างในผลผลิตเลย 
ด้านการผลิตนั้นนอกจากเราจะเน้นเรื่องคุณภาพแล้วยังเน้นเรื่องความปลอดภัยอย่างที่สุด ในมาตรฐานที่ว่าเมล่อนทุกลูกในฟาร์มต้องปลอดภัยและสะอาดอย่างแท้จริง โดยทางฟาร์มได้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์กับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย อย่างเสมอ จนได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร โดยผลวิเคราะห์ที่ได้รับคือ ไม่พบสารตกค้างใดๆในผลผลิตเลย 
จึงทำให้เมล่อนของโอโซนฟาร์มเป็นเมล่อนรสชาติดีเยี่ยม เพราะเรียกได้ว่า กลิ่นและรสชาติดีเยี่ยม ประกอบกับการปลูกไม่ถูกปนเปื้อนโดยสารเคมีทุกชนิด จนได้รับคำชมจากลูกค้าที่ซื้อไปรับประทานว่า “กินเมล่อนของโอโซนฟาร์ม เหมือนกินที่ญี่ปุ่นเลย” 

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น