สำหรับผู้ที่มีพื้นที่ไม่ มากในการปลูกข้าว เป็นอีกทางเลือกที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง วิธีการก็ไม่ยาก ทดลองทำกันดูได้ครับ สำหรับชาวนากำลังฝึกหัดใหม่ ขั้นตอนแรก ก็ลองทำแบบง่ายๆก่อน ซึ่งมีวิธีในการปลูกหลายรูปแบบ ลองทดลองทำกันดูก่อน

ความเป็นอยู่ของคนในเมือง ส่วนมากจะมีพื้นที่จำกัดไม่พอต่อการปลูกข้าวแบบทั่วไปได้ แต่เมื่อต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภค หากมีพื้นที่ว่างมากพอสามารถทำเป็นบ่อปูนสี่เหลี่ยมแบบถาวร ใช้ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคเองได้ รูปแบบการปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์นี้ถูกคิดค้นโดย คุณปรีชา บุญท้วม เกษตรกรจังหวัดระยอง ถึงแม้การสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อการปลูกข้าวนี้จะต้องลงทุนวัสดุอุปกรณ์ในการ สร้างอยู่บ้างแต่บ่อปลูกข้าวนี้ก็มีความคงทน แข็งแรง ลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่อยู่ได้นาน อีกทั้งใช้น้ำในการปลูกน้อย ปลูกข้าวในบ่อเพียง 3-4 บ่อ ก็สามารถปลูกข้าวเลี้ยงคนได้ 4-5 คน ให้มีข้าวพอกินตลอดทั้งปี นาบ่อ ขนาด 24 ตารางเมตร ให้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือก 50-60 กิโลกรัม

ขั้นตอนการสร้างบ่อ
ปรับพื้นที่ที่จะสร้างบ่อให้เรียบ ก่ออิฐบล็อกสููง 50 เซนติเมตร ขนาด 3×4 เมตร
ทำการเทปูนที่พื้นบ่อให้สูงขึ้นมา 2-3 นิ้ว ทำการฉาบให้เรียบก้นรั่ว ควรผสมปูนกับน้ำยากันซึม ฉาบด้านบนหลังเทพื้นบ่อแล้วอีก 2-3 ครั้ง เพื่อป้องกันการรั่วซึม ตรวจสอบรอยรั่วของบ่อ ถ้ามีใช้ปูนอุด
ขั้นตอนการผสมดินและปลูกข้าว
1.นำดินมาใส่ในบ่อให้สูง 30 เซนติเมตร นำปุ๋ยหมักชีวภาพมาใส่ 1 กำมือต่อ 1 ตารางเมตร ผสมคลุกเคล้ากัน แช่น้ำพอแฉะแช่ไว้ 2-3 วัน ปรับดินให้เสมอกันก่อนนำกล้ามาดำ
2.นำข้าวปลูกอายุ 120 วัน มาเพาะกล้า ทำการเพาะกล้าข้าวไว้ประมาณ 15-20 วัน จึงนำมาปักดำในบ่อ ดำกล้า 3 ต้นตอ 1 กอ ดำห่างจากขอบบ่อ 3 นิ้ว แต่ละกอดำห่างกัน 8 นิ้ว
ชาวนาขอนแก่น หยุดทำนาหลังประสบปัญหาภัยแล้ง หันปลูกกล้วยน้ำว้า-ผักสวนครัว ใช้น้ำน้อย หารายได้เลี้ยงครอบครัวสบาย ขณะอีกรายเลี้ยงจิ้งหรีด 20 บ่อ ยิ้มออก นั่งนับเงินแสนทุกเดือน


เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 59 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านแสนตอ ม.8 ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชและบริหารจัดการการใช้น้ำ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นายนพดล บุตรวงศ์ อายุ 43 ปี เจ้าของสวนกล้วยจำนวน 10 ไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 300 เมตร เผยว่า มีอาชีพทำไร่ทำนา แต่ปัจจุบันไม่มีน้ำ จึงเปลี่ยนเป็นปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน และจากการติดตามข่าวคราวที่รัฐบาลเตือนเรื่องน้ำ ภัยแล้ง และสภาพอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รู้ว่า จ.ขอนแก่น จะประสบกับความแห้งแล้ง อีกทั้งหมู่บ้านไม่มีแหล่งน้ำสาธารณะหรือคลองส่งน้ำไหลผ่าน แต่จำเป็นต้องมีน้ำไว้กินไว้ใช้เอง จึงขุดบ่อบาดาล และหาพืชที่ใช้น้ำน้อยที่คนในครอบครัวกินได้และนำไปขายหารายได้


เมื่อหน้าฝนปีที่ผ่านมา หาหน่อกล้วยน้ำว้ามาปลูก เริ่มปลูกจาก 8 ไร่ และปลูกมะเขือเทศ พริก มะเขือ มะละกอ ผสมไปด้วย ซึ่งเก็บผลผลิตขายไปหมดแล้ว มีเพียงกล้วยน้ำว้า ที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถขายได้หมดทั้งต้น จึงขุดบ่อบาดาลที่บ้านต่อน้ำมาที่สวน และทำสปริงเกอร์เข้าสวนกล้วย เพื่อให้น้ำเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชม. ทำมาแล้ว 1 ปี มีรายได้ดี โดยใบตอง ขายได้กิโลกรัมละ 12 บาท ปลีกล้วยหัวละ 10 บาท ต้นกล้วยต้นละ 5 บาท ส่วนผล หวีละ 12 - 20 บาท อยู่ที่ขนาด และหน่อกล้วย หน่อละ 20-30 บาท


ด้าน นายเพชร วงษ์ธรรม อายุ 63 ปี ชาวบ้านแสนตอ ที่หารายได้เสริมหลังฤดูทำนา ด้วยการเลี้ยงจิ้งหรีด 20 บ่อ มีรายได้เดือนละหลายแสนบาท พร้อมเปิดเผยว่า ก่อนหน้าเริ่มจากการเลี้ยงหมู แต่ต้องใช้น้ำมากและราคาไม่ดีจึงเลิก หันมาเลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงลาย และพันธุ์ทองดำ จำนวน 600 ขัน รวมเงินลงทุนพร้อมอุปกรณ์การเลี้ยง 130,000 บาท



ทั้งนี้เมื่อครบกำหนดก็จะเก็บขาย รายได้เฉลี่ยครั้งละแสนกว่าบาท จึงเลี้ยงมาเรื่อยๆ เพราะการเลี้ยงจิ้งหรีดแทบใช้น้ำน้อย ทำให้มีเงินใช้หนี้ และครอบครัวไม่ต้องแยกกันไปทำงานรับจ้าง.
นายบุญชิต สมัตถะ ประธานศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านท่าแจ้ง ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เชี่ยวชาญการทำเกษตรผสมผสานเน้นเกษตรอินทรีย์พึ่งพาตนเอง เปิดศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาอบรมหาความรู้ด้านการเกษตรสามารถนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้จะแนะนำวิธีการเลี้ยงปลาซิวเพื่อเป็นอาหารหรือรายได้เสริม ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน


 ขั้นตอนการเลี้ยงปลาซิว 

       1.เตรียมบ่อเลี้ยงขนาดบ่อ 2×4 เมตร ลึก 1 เมตร (เป็นบ่อปูนหรือบ่อพลาสติกก็ได้)
       2.หลังจากเตรียมบ่อแล้วให้ทำการเปิดน้ำเข้าบ่อสูง 80 เซนติเมตร และนำท่อนกล้วยลงแช่ในบ่อเพื่อดูดซับกลิ่นปูนและกลิ่นเคมีจากพลาสติก แช่นาน 1 สัปดาห์
       3.นำปลาซิวลงบ่อเลี้ยงประมาณ 10 กิโลกรัม
       4.อาหารให้รำอ่อน วันละ 1 ครั้ง
       5.ระบบการถ่ายน้ำให้ทำการถ่ายน้ำโดยการเปิดก๊อก น้ำใส่บ่อและทำตัวจุกระบายน้ำออกจากบ่อที่ก้นบ่อด้วย และนำมุ้งเขียวกันไว้ไม่ให้ปลาหลุดออกจากบ่อตามท่อระบายน้ำ (ให้ทำการถ่ายน้ำปีละ 1 ครั้ง)
       6.ปรับปรุงสภาพน้ำโดยใส่น้ำหมักฮอร์โมนแม่ ½ ลิตร ต่อ เดือน
       7.อาหารเสริมสามารถนำปลวกมาสับให้ละเอียดเพื่อนำ ไปเป็นอาหารเสริมเพิ่มโปรตีนให้ปลาซิวได้ เลี้ยงไว้ 2-3 เดือนสามารถจับขายหรือกินได้ การจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100 บาทสูตรน้ำหมักฮอร์โมนแม่

    ส่วนผสม
       1.ยอดผักบุ้ง หน่อกล้วย หน่อไม้ รวมกัน 10 กก.
       2.กากน้ำตาล 10 ลิตร
       3.ฟอสเฟต 10 กก.
       4.รำละเอียด 2.5 กก.
       5. เกลือ 2 ขีด
       6.หัวเชื้อ 1 ลิตร ((กากน้ำตาล 4 ลิตร +สารเร่งพด2.1 ซอง+น้ำ 200 ลิตร ผสมกัน)
       7. น้ำ 70 ลิตร

        วิธีการทำ
       1.นำผักมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
       2.นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 15 วัน สามารถนำไปใช้ได้

       การนำไปใช้
       ฉีดพ่นหรือราดลงดิน เพื่อบำรุงพืชผักสวนครัว พืชสวน พืชไร่ ไม้ผลทุกชนิด เพื่อเพิ่มเติมความเขียวงาม เป็นอาหารเสริม และทำให้ลำต้นแข็งแรง และช่วยบำบัดน้ำเสียปรับสภาพน้ำ

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก:facebook.com/เกษตรพอเพียงตามรอยพ่อหลวง
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
        สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นรราชสีมา ( idf 4388 )
การเลี้ยงหอยหวาน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากเลี้ยงได้ประสบความสำเร็จ จะได้หอยราคาแพงและเป็นที่ต้องการของตลาดมากทั้งในและต่างประเทศ“หอยหวาน” บางท้องถิ่นเรียกว่า “หอยตุ๊กแก” เมื่อนำมาเผาจะมีรสหวานอร่อยสุดยอด แต่ทุกวันนี้ หอยหวาน หากินยาก แถมมีราคาสูง

ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน ถือกำเนิดเมื่อปี 2542 โดย คุณภานุรักษ์ ตริยางกูรศรี อดีตหนุ่มนักอสังหาริมทรัพย์ที่ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมาเช่าที่ดิน 1 ไร่ ใกล้ชายหาดจอมเทียน พัทยา เพื่อทำฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยหวาน เนื่องจากเขาขาดประสบการณ์ ในช่วงแรกของการทำฟาร์มจึงประสบปัญหาต่างๆ มากมาย คุณภานุรักษ์ พยายามแก้ไขปัญหาโดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการทำฟาร์มหอยหวานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง จังหวัดชลบุรี สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

คุณภานุรักษ์ สะสมความรู้ด้านวิชาการและไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหอยหวานอย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ปัจจุบัน ซันเซ็ทฟาร์ม เป็นฟาร์มหอยหวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นฟาร์มหอยหวานแห่งเดียวที่ดำเนินกิจการแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาพ่อแม่พันธุ์ กระตุ้นไข่ อนุบาล เลี้ยงตัวอ่อน และทำฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยหวานเชิงการค้าผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) และเขาลงทุนทำร้านอาหาร เพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มหอยหวานออกจำหน่าย และขยายการลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงหอยหวานอีกแห่ง ที่แหลมแม่พิมพ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง


สนใจเทคนิคการเพาะเลี้ยงอย่างละเอียด คลิกอ่านเพิ่มที่
หนุ่มใหญ่สกลนคร เลิกอาชีพรับจ้างกว่า 3 ปี หันมาแบ่งที่นา ปลูกผักบุ้งขาย รายได้วันละ 700 บาท ออเดอร์ไม่อั้น เตรียมขายเพิ่ม ใช้หลักขยัน อดทน พอเพียง

ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า นายเสาร์หรือปลิว ลั่นจะ อายุ 47 ปี ชาว ต.ธาตุนาเวง อ.เมืองสกลนคร เปิดเผยว่า ก่อนที่จะมาปลูกผักบุ้งขายเคยทำงานเป็นลูกจ้างหลายแห่ง ตลอดจนเป็นช่างไม้ช่างปูน แต่รายได้ไม่พอรายจ่าย แม้ปัจจุบันค่าแรงจะสูงถึงวันละ 300 บาทก็ตาม

ดังนั้นตนกับ นางนวล ลั่นจะ ภรรยา จึงตัดสินใจ ทำนาและแบ่งพื้นที่หันมาปลูกผักบุ้งขาย เนื่องจากเมื่อ 3 ปีก่อน ตนเป็นช่างทำบ้านเห็นเพื่อนบ้านไปซื้อก๋วยเตี๋ยวมากินช่วงพักเที่ยงและบอกว่า ปกติก๋วยเตี๋ยวจะใส่ผักบุ้ง แต่วันนั้นร้านก๋วยเตี๋ยวใส่ให้นิดเดียวบอกว่าผักบุ้งแพงหาซื้อยาก

ตนจึงมีแนวคิดว่าจะลองปลูกผักบุ้งขาย ลองดูเพราะว่าเป็นผักปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแลมาก จึงไปขอพันธุ์เพื่อนบ้านที่ปลูกไว้กินเองมาลองปลูก แต่พบว่ายอดไม่ใหญ่ และราคาไม่ดี เพราะว่าผักบุ้งไม่สวยราคาจึงตก จากนั้นจึงเข้าไปในตัวเมืองไปหาซื้อพันธุ์ผักบุ้งแก้ว มาปลูก และศึกษาจากการอ่านหนังสือ จากนั้นได้จัดปลูกในที่ดิน 2 ไร่ โดยระยะห่างประมาณ 3 เมตรต่อ 1 กอ และไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เหมือนคนอื่นๆ แต่ได้ทดลอง หาเก็บยอดผักหรือหอยเชอรี่ที่ระบาดในนาข้าวมาผสมกับเศษผักนานาชนิด นำมาทำน้ำหมักในบ่อชีเมนต์ เมื่อได้แล้วก็นำไปสาดและรดผักบุ้งปรากฏว่า ภายใน 3 สัปดาห์หรือราว 20 วัน ผักบุ้งจะทอดยอดยาว ใหญ่อวบ สามารถตัดไปขายได้ทันที

นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บได้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะมีรายได้ประมาณวันละ 700-1,000 บาท โดยตลาดนำไปส่งให้กับร้านอาหาร เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว และภัตตาคาร ทำแบบนี้มากว่า 3 ปี จนในปัจจุบัน ไม่ไปรับจ้าง หันมาปลูกผักบุ้งขายอย่างเดียว

นายเสาร์ กล่าวอีกว่า ตนมีลูกชายคนเดียว และสามารถส่งเรียนสูงๆ โดยการทำนาและปลูกผักบุ้งส่งเรียน ทั้งนี้ ตนเรียนรู้จากหลักเศรษฐกิจพอเพียง และในอนาคตเตรียมที่จะขยายพื้นที่ปลูกผักบุ้ง อีกเพื่อให้เพียงพอกับผู้ที่สั่งเข้ามา หลักของตนในการทำการเกษตรนั้นคือ ต้องขยัน เรียนรู้เรื่องธรรมชาติที่เอื้อกัน อย่าเอาสารเคมีมาใช้ น้ำดี ผักดี อาหารก็ดีไปด้วย ที่สำคัญยึดหลักพอเพียง ประหยัด ขยัน อดทน เท่านี้ก็ไม่เดือดร้อน ปีหนึ่งตนมีรายได้กว่าแสนบาท ปลูกผักบุ้งง่าย และไม่ยุ่งยากต้องมีเทคนิคใครสนใจ โทร.085-6085639 ยินดีสอนให้ฟรี
หนุ่มเชียงราย ลองผิดลองถูก ค้นพบวิธีปลูกเมล่อน ไร้สารพิษ อร่อยกว่ากินญี่ปุ่น สร้างรายได้มหาศาล มาดูวิธีของเขากัน

ที่มา http://pantip.com/topic/34479741
หลังจากที่ผมเรียนจบมาทางด้านอารักขาพืช มหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 64 หลังจากนั้นได้เข้าทำงานบริษัทเอกชนอีก 2 ที่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด (รับหน้าที่ทดสอบพันธุ์ต่างประเทศ) และบริษัท ทีเจซี เคมีจำกัด (รับหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารก่อนนำมาขายในประเทศ) โดยมากชีวิตการทำงานจะอยู่ในแวดวงเคมีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เราเรียนจบมาคือ กีฏวิทยา หรือ เรียนเกี่ยวกับแมลงนั้นเอง ซึ่งการควบคุมแมลงนอกจากสารเคมีแล้วยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก เช่น วิธีกล ผักกางมุ้ง ใช้ชีววิธี ทำให้คิดว่าเราน่าจะทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเลือกใช้หลายๆวิธีมาประยุกต์รวมกัน
  
เริ่มแรกทดลองปลูกเมื่อปี 2555 ทดลองปลูกเมล่อนลงดินแบบกลางแจ้งและไม่ได้ทำโรงเรือน ในครั้งแรกปลูก 800 ต้น ผลปรากฏว่าสามารถเก็บผลผลิตได้ไม่ถึง 400 ต้น และเมื่อคัดเกรดเมล่อนพบว่ามีลูกที่ตาข่ายดีผิวสีสวยงามมีเพียงร้อยกว่าลูกเท่านั้นเอง 
เนื่องจากการปลูกแบบลงดินนั้นมีโรคพืชที่ติดมากับดินจำนวนมาก อาทิโรครากเน่า เหี่ยวเขียว จากเชื้อ Fusarium sp. Pythium sp. Sclerotium sp. phytopthora sp. Rhizoctonia sp.และ Ralstonia solanacearun ซึ่งมักระบาดในฤดูฝน ถึงแม้ว่าทางฟาร์มจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ ไตรโคเดอร์มา ( Trichoderma sp. ) รดลงดินแต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทุกเชื้อ เพราะไตรโคเดอร์มาได้ผลเฉพาะเชื้อโรค phytopthora sp. เท่านั้น โดยไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคที่มีเชื้อสาเหตุอื่นได้เลย จึงคิดว่าการปลูกแบบลงดินกลางแจ้งนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์การปลูกเมล่อนแบบไร้สารได้

หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มทำโรงเรือนแบบไม้ไผ่ ทำกันแบบบ้านๆ และเริ่มเข้าใจวิถีความเป็นไปของต้นเมล่อน เริ่มรู้จักนิสัยใจคอกันนั้นเอง อิอิ

หลังจากนั้นจึงมาทดลองปลูกเมล่อนแบบไฮโดรโพนิกซ์ เพื่อตัดปัจจัยเรื่องเชื้อสาเหตุในดิน โดยทดลองปลูกในระบบ DRFT (Dynamic Root Floating Technique) คือให้รากเมล่อนแช่อยู่ในสารละลายโดยตรง  โดยผลที่ได้ในช่วงแรกนั้นดีมาก เมล่อนเจริญเติบโตดี แต่พบปัญหาในระยะเก็บเกี่ยวคือ มักจะพบว่าผลเมล่อนจะแตกก่อนถึงอายุเก็บเกี่ยว เป็นเพราะว่ารากพืชแช่อยู่ในน้ำนานทำให้ดูดน้ำมากเกินไปจึงทำให้ผลแตก และอีกปัญหาที่พบในระบบ DRFT คือ เมล่อนไม่หวาน จึงคิดแก้ปัญหาใหม่โดยการใช้ทรายและกาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูก แต่ยังใช้ปุ๋ยในระบบไฮโดรโพนิกซ์ ผลปรากฏว่าได้รสชาติที่ดีขึ้น และตัดปัญหาโรคพืชทางดินอย่างสมบูรณ์แบบ
จากการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนกระทั่งพบวิธีปลูกที่ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ว่า จะต้องปลูกเมล่อนแบบไร้สารให้ได้ และต้องมีคุณภาพระดับที่ดีในระดับเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ จึงตัดสินใจปรับที่นา จำนวน 2 ไร่ และตั้งชื่อฟาร์มตามชื่อลูกสาว คือ น้องโอโซนจนกลายมาเป็น “โอโซนฟาร์ม”


โอโซนฟาร์มจะเน้นการปลูกเมล่อนแบบไร้สาร โดยใช้วัสดุปลอดเชื้อเป็นวัสดุปลูก คือ ทราย + กาบมะพร้าวสับ อัตรา 1:1 ใช้ถุงขาวขนาด 8 x16 นิ้ว โดยปลูก 1 ต้นต่อ 1 ถุง ปลูกในโรงเรือนขนาด 5 x 20 เมตร ทั้งหมด 204 ต้นต่อโรงเรือน ระยะห่างระหว่างถุงคือ 50 x 50 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการวางถุงปลูกแบบห่าง โดยทางฟาร์มมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ต้องการให้ใบเมล่อนหนาแน่นเกินไป เพราะนอกจากการสังเคราะห์แสงของพืชที่ไม่เต็มที่ยังก่อให้เกิดปัญหาโรคราน้ำค้างได้ง่ายด้วย 
การควบคุมศัตรูพืช เราใช้โรงเรือนและมุ้งกันแมลงควบคุมแมลงศัตรูพืชตัวใหญ่ แต่สำหรับศัตรูพืชขนาดเล็กอาทิเช่นเพลี้ยไฟ เราจะเลือกใช้ชีวภัณฑ์กำจัดแมลง เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiasna) และสำหรับโรคพืชอาทิเช่นโรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้ เราใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา. ( Trichoderma sp. ) ในการควบคุม
บริเวณพื้นของโรงเรือนเราใช้ทรายหยาบปูทางเดินทั้งหมด นอกจากลดปัญหาด้านวัชพืชแล้ว ยังตัดวงจรโรคที่มากับดินได้อย่างดีเลยทีเดียว
สำหรับวิธีการให้ปุ๋ยนั้นทางฟาร์มได้ใช้ปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์สูตรผสมเอง ที่คิดขึ้นมาใช้กับเมล่อนโดยเฉพาะ โดยจะให้ทางระบบน้ำหยดทุกวัน ช่วงแรกให้วันละ 1 ซีซี/ต้น/วัน หลังจากนั้นช่วงผสมเกสรจะให้อัตรา 2 ซีซี/ต้น/วัน และจะงดการให้ปุ๋ยในช่วง 10 วันก่อนตัดผลผลิต เพื่อไม่ให้ปุ๋ยตกค้างในผลผลิตเลย 
ด้านการผลิตนั้นนอกจากเราจะเน้นเรื่องคุณภาพแล้วยังเน้นเรื่องความปลอดภัยอย่างที่สุด ในมาตรฐานที่ว่าเมล่อนทุกลูกในฟาร์มต้องปลอดภัยและสะอาดอย่างแท้จริง โดยทางฟาร์มได้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์กับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย อย่างเสมอ จนได้รับการรับรอง GAP จากกรมวิชาการเกษตร โดยผลวิเคราะห์ที่ได้รับคือ ไม่พบสารตกค้างใดๆในผลผลิตเลย 
จึงทำให้เมล่อนของโอโซนฟาร์มเป็นเมล่อนรสชาติดีเยี่ยม เพราะเรียกได้ว่า กลิ่นและรสชาติดีเยี่ยม ประกอบกับการปลูกไม่ถูกปนเปื้อนโดยสารเคมีทุกชนิด จนได้รับคำชมจากลูกค้าที่ซื้อไปรับประทานว่า “กินเมล่อนของโอโซนฟาร์ม เหมือนกินที่ญี่ปุ่นเลย”