น.ส.ชนม์นิภา ไข่ทา หรือจ๋า อายุ 33 ปี เปิดเผยว่า ตนจบการศึกษาสาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กรุงเทพมหานคร และเริ่มทำงานออฟฟิศเมื่อปี 2549 รับเงินเดือนๆ ละ 25,000 บาท จนกระทั่งปี 2558 ตัดสินใจลาออกจากงานเพราะรู้ว่างานไม่เหมาะสมกับตนเอง แม้ว่าจะมีเงินเดือนสูง แต่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ประกอบกับแม่ต้องการให้กลับมาอยู่ที่บ้าน อ.จุน เพราะอยากให้กลับบ้าน จึงไม่ลังเล ตัดสินใจลาออกจากงานสำนักงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน ขณะเดียวกันก็สนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างเหมาะที่จะปลูกผักสวนครัวไว้ทานในครอบครัวได้ด้วย


น.ส.ชนม์นิภากล่าวต่อว่า ปัจจุบันทุกคนใส่ใจเรื่องสุขภาพกันอย่างมาก ประกอบกับตนสนใจเรื่องเก๊กฮวยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องนำดอกเก็กฮวยมาแปรรูปทำชาเพื่อสุขภาพ โดยเก็กฮวยของ ม.แม่โจ้นั้น เป็นการปลูกแบบปลอดภัยไม่มีสารเคมี 100% ซึ่งเป็นการทำโครงการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับประชาชนที่สนใจ โดยทางมหาวิทยาลัยฯจะช่วยเป็นที่ปรึกษาแนะนำการปลูกเก็กฮวยที่ปลอดภัยให้ จากนั้นนำดอกเก็กฮวยมาทำเป็นชา ซึ่งตนได้รับชาดอกเก็กฮวยดังกล่าวมาทำเป็นเครื่องดื่มในครัวเรือนและทำบรรจุภัณฑ์ขายให้กับผู้ที่สนใจดื่มชาเพื่อสุขภาพ



น.ส.ชนม์นิภากล่าวอีกว่า นอกจากทำชาดอกเก็กฮวยแล้ว ตนยังได้นำต้นพันธุ์ดอกเก็กฮวยมาลองปลูกในสวนหลังบ้านเพื่อเตรียมขยายแปลง หากปลูกได้ผลดีตั้งใจจะเผยแพร่ให้กับเพื่อนบ้านได้ปลูกเพื่อใช้ในครอบครัวด้วย และตนยังทดลองปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสาร 100% โดยใช้วิธีการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพื่อพิสูจน์ว่าสตรอเบอรี่สามารถปลูกได้ในพื้นราบและในบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งแปลงปลูกสตรอเบอรี่ตนได้ยกแปลงเหมือนแปลงผักสวนครัวทั่วไป แล้วนำฟางข้าวมาปูปิดหน้าดิน โดยไม่ใช้พลาสติกสีดำคลุม ใช้วัสดุธรรมชาติจากในพื้นที่ ส่วนผสมของดินที่ปลูกใช้มูลของไส้เดือนดินและน้ำหมักชีวภาพ ยืนยันได้ว่าทุกอย่างปลอดภัยไม่มีสารเคมี ซึ่งได้ปลูกมาสองปีแล้ว ทำให้คนที่เห็นและผ่านไปมาแวะชมแปลงปลูก ชิมผลสตรอเบอรี่ได้อย่างมั่นใจ บางรายก็มาขอต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ไปปลูก



“เมื่อได้กลับมาอยู่บ้านแล้วทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือน รู้ว่าตัวเองมีความสุขมาก นอกจากได้กลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่แล้ว ยังได้ทำในสิ่งที่มีความสุข เป็นตัวของตัวเอง นอกจากเพื่อสุขภาพแล้วยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ต้นละ 10-20 บาท และชาดอกเก็กฮวยด้วย จึงทำให้มีความสุขอย่างมาก” น.ส.ชนม์นิภากล่าว

จาก มติชน
คุณสมประสงค์ คุ้มเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่สนใจปลูกเลี้ยงกล้วยไม้สกุลหวายเพื่อตัดดอกขาย เพราะกล้วยไม้สกุลนี้สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นไม้ที่นิยมปลูกกันมากในเชิงการค้า





จากสวนไม้ผล เปลี่ยนเป็นสวนกล้วยไม้

คุณสมประสงค์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพทำสวนฝรั่งและสวนมะนาว ซึ่งราคาของไม้ผลเหล่านี้ไม่ดีมากนัก จึงมีความคิดอยากจะเปลี่ยนทำพืชชนิดอื่น โดยเห็นญาติพี่น้องทำสวนกล้วยไม้อยู่ จึงพลิกสวนไม้ผล มาเริ่มทำสวนกล้วยไม้อย่างจริงจังเมื่อปี 2552


“ราคาไม้ผลสมัยก่อนนี่ไม่ดี ฝรั่งก็ตายต้น ยิ่งมะนาวพอเรามีลูกดกๆ ราคาก็ถูก พอราคาแพงก็ไม่ค่อยมีลูกให้เก็บขาย ก็เริ่มท้อไม่อยากทำสวนไม้ผล ซึ่งตอนนั้นพี่เราก็ทำสวนกล้วยไม้อยู่ เราก็เลยเปลี่ยนมาทำสวนกล้วยไม้ ให้มันเหมือนกันกับญาติๆ เพราะเหมือนเราไม่ต้องไปศึกษาวิธีการปลูกที่ไหน สามารถเรียนรู้จากพี่น้องได้เลย” คุณสมประสงค์ เล่าถึงความเป็นมา

ซึ่งกล้วยไม้ที่นำมาปลูกเป็นกล้วยไม้สกุลหวาย ขาวสนาน มีความพิเศษคือ มีดอกสีขาวสะอาดตา ช่อดอกยาว และยังเป็นที่ต้องการของตลาดไม้ตัดดอก เพราะดอกมีความทนแข็งแรง

กล้วยไม้หวาย ขาวสนาน ปลูกง่าย ออกดอกตลอดปี

ก่อนที่จะเริ่มนำกล้วยไม้หวายขาวสนานมาปลูกเลี้ยง ในขั้นตอนแรกต้องมีโรงเรือนเสียก่อน และที่สำคัญต้องมีตาข่ายพรางแสงให้ร่มเงา เพื่อไม่ให้กล้วยไม้โดนแสงแดดมากเกินไป ส่วนโต๊ะสำหรับวางปลูกต้นกล้วยไม้นั้น ให้มีความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร หรือดูตามความเหมาะสมของผู้ปลูกเองว่าต้องการความสูงเท่าไร เพื่อความสะดวกในการจัดการ

ดอกกล้วยไม้หวาย ขาวสนาน
“พอเราได้ต้นกล้วยไม้มา ก็จะเอามาผึ่งก่อน ให้ผลิตา แตกหน่อ เราก็จะเตรียมเอาต้นลงไปปลูกในโรงเรือน โดยใส่ลงในกาบมะพร้าวที่ทำเป็นเหมือนกระถาง พออยู่ไปได้สักพักเดี๋ยวก็จะแทงหน่อออกมาเรื่อยๆ เต็มกระถางเอง ซึ่งก่อนที่จะเอามาลงกระถางในโรงเรือน เราต้องมั่นใจว่ามันต้องแตกหน่อสมบูรณ์ แล้วค่อยเอามาปลูก ไม่งั้นเดี๋ยวมันตาย ก็ดูแลไปอีก 6-8 เดือน ต้นก็จะสมบูรณ์พร้อมให้ดอก” คุณสมประสงค์ บอกถึงวิธีการปลูก

“คนที่อยากเริ่มทำ อยากจะแนะนำสิ่งแรกเลย คือต้องมีใจรักเป็นอันดับแรกเลย เพราะการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ถือว่าเป็นงานจุกจิกหน่อย ต้องดูอะไรหลายๆ อย่าง เมื่อเราผ่านขั้นตอนพวกนี้ได้ ดอกออกมามีคุณภาพ เราก็ขายได้ราคา โดยอย่าคิดที่จะทำตามคนอื่น เพราะมองว่าเขาขายได้ราคา แต่ถ้าตัวคนทำเองไม่มีใจรักใจชอบ แบบนี้ไม่แนะนำ เพราะทุกอย่างเป็นเงินทุน เมื่อทำแล้วต้องทำให้เต็มที่พร้อมเรียนรู้ ความสำเร็จที่เกิดจากความพยายาม มันอยู่ไม่ไกลเกินสองมือคนอย่างเราๆ แน่นอน”

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมประสงค์ คุ้มเจริญ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 746-9242

อ่านเพิ่มเติมที่นี้
พบตัวอย่างอาชีพเกษตรกรที่ทำได้ง่ายเพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ สุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

สุนทรเล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูก ทดแทนใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สละทั้ง 2 สายพันธุ์เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสละขายอย่างจริงจัง สละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไรตกไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี นอกจากขายผลสละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทรสั่งจองเกือบทุกวัน สละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล
ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพเสริมจากทำการเกษตรหลักเช่น ปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม จากที่เกษตรกรเองเลี้ยงเป็นเพียงอาหารพื้นบ้าน (Traditional Food) ต่อมาทั่วโลกต่างสนใจแมลงเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แมลงสามารถผลิตโปรตีนที่ย่อยสลายได้ในปริมาณมาก รวมถึงสารอาหารอื่นได้มากถึง 100 เท่า เปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัว

นอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุด เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป (ESFA) มาให้ความรู้ในกฎระเบียบโนเวลฟู้ดแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ จ.ขอนเเก่น สัปดาห์ที่ผ่านมา

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า มกอช.พาคณะผู้แทนสหภาพยุโรปลงพื้นที่เยี่ยมชมงานด้านการเลี้ยงจิ้งหรีด การจัดการมาตรฐานในฟาร์มและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ณ หมู่บ้านจิ้งหรีด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากจิ้งหรีดถือเป็นแมลงเศรษฐกิจของไทยที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ขยายอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท/ปี และยังเป็นอาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาถูก ต้นทุนต่ำ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่าง ๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ และจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ ได้อีกด้วย

การที่ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป หรือ ESFA มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบโนเวลฟู้ด แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยให้พร้อม รองรับการบังคับใช้ระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรปที่ปรับกฎระเบียบให้การยอมรับแมลงเป็นโนเวลฟู้ด (Novel Food) หรือกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 รวมถึงการยื่นคำร้องและข้อมูลวิชาการประกอบการพิจารณาอนุญาตเปิดตลาดอาหารใหม่ในสหภาพยุโรปด้วย ขณะเดียวกัน มกอช.ยังผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปตั้งแต่การเพาะเลี้ยงในฟาร์มจนถึงการวางจำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์แมลงของไทยในสหภาพยุโรปและตลาดโลกได้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ มกอช.ได้เตรียมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีดร่วมกับกรมปศุสัตว์ และ มกอช.ต้องดูในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ “การเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่เราอาจจะต้องใส่ใจมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ มกอช.เองก็กำลังยกร่างมาตรฐานและได้เตรียมการเก็บข้อมูลทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น”

อียูคุมเข้มความปลอดภัย

นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทย กล่าวว่ากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มช่องทางใหม่แก่ภาคธุรกิจนวัตกรรมใหม่ด้านอาหารออกสู่ตลาดโลกและยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภค

นายแวงซองท์ อองเดร ตัวแทน บ. AETS ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารเเนวใหม่ แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาเเละมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561 ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย

“ผมมองว่าน่าสนใจ ขณะที่รูปแบบการบริโภคนั้นคนยุโรปไม่ได้บริโภคเป็นตัว หากแต่เป็นการนำมาเเปรรูปเป็นแป้ง ผง ส่วนผสมอาหารนำไปทำเป็นพาสต้า คุกกี้ และจริง ๆแล้วแมลงก็มีรสชาติคล้ายคลึงกับกุ้ง ปู ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างคนฝรั่งเศสยังบริโภคหอยทากได้ (Novel Food) เพราะฉะนั้น อยู่ที่รสนิยมการบริโภค” แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักคือ 1.คนยังไม่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนัก เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ 2.เรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดนำเข้า แต่ปัจจุบันเราก็ได้ติดตามศึกษามาโดยตลอดและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย จึงต้องมีการปรับเพื่อให้สอดรับกับปัจจุบันเพื่อเปิดตลาดและลดกระบวนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น จากที่ไม่เคยมีสินค้าเหล่านี้มาก่อนในแถบสหภาพยุโรป

สร้างโอกาสส่งออกไปตลาดอียู

นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้เลี้ยง จ.ขอนเเก่น บอกว่า ทั้งหมู่บ้านผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ จ.ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 70 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท นับว่าสามารถสร้างรายได้ไม่น้อย และจากเลี้ยงเพื่ออาชีพเสริมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการ บ.อีโค่ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดแปรรูปเพื่อการส่งออก เผยว่า โรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ ได้ผลิตแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นหลักด้วยรูปแบบผง เป็นส่วนผสมอาหาร ขนม พาสต้า อนาคตหากเปิดตลาดมากขึ้น ได้ตั้งเป้าส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยังสหภาพยุโรปราคากิโลกรัมละถึง 1,000 บาท เลยทีเดียว

เพิ่มเติม ที่นี้
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง



ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียว ปลูกใกล้ๆ กับต้นน้อยหน่า เถาของผักเชียงดาจะพันต้นน้อยหน่าเป็นเถาใหญ่มาก มักจะเด็ดยอดผักเชียงดาใส่แกงแคและลวกจิ้มน้ำพริก แต่ไม่พอจะเอามาแกงใส่ปลาแห้งสักที จึงคิดจะปลูกเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน จึงได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าที่มาซื้อมะนาวในสวน ซึ่งมาเป็นประจำ ได้เห็นกิ่งชำผักเชียงดากำลังผลิใบแตกยอดสวย แม่ค้าบอกว่าให้ปลูกเยอะๆ จะได้รับไปขายให้ เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย น่าจะปลูกมากๆ ได้ขายแน่นอน วางตลาดในหมู่บ้าน ตลาดแม่ทองคำ รวมถึงตลาดในเมืองพะเยาก็ได้ คุณโสภาไปสำรวจตลาดในตัวเมืองพะเยา โดยแม่ค้ารับซื้อผักมาจากชาวบ้านที่ปลูก เลยลองซื้อมา 3 กำ กำๆ ละ 10 บาท เอามาเช็กดู 1 กำ น้ำหนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม แม่ค้าบอกว่าซื้อมากิโลกรัมละ 70 บาท เสร็จแล้วนำมาแบ่งเป็นกำ ขายกำละ 10 บาท จะขายได้ทั้งหมด 100 บาท

สำหรับข้อมูลทางวิชาการของผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ และเป็นพืชผักสวนครัว ที่เราจะนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร โดยผักเชียงดามีทั้งที่ขึ้นอยู่ในป่าและที่นำมาปลูกเพื่อการบริโภค ชนิดที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน และมีลักษณะของใบที่ใหญ่กว่าด้วย แต่สีของใบจะเข้มน้อยกว่า ส่วนลักษณะของผักเชียงดาที่ปลูกนั้นมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณโสภา สุขแสนโชติ 215 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000 เบอร์โทรศัพท์ (081) 783-4428

รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี้
คุณชาติตระการ กมุทชาติ หรือ เสี่ยตั๋ม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 7 บ้านนาโป่งโพน ตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้ที่อยู่วงการไก่ชนมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนถึงปัจจุบัน รายได้นั้นไม่มากไม่น้อย ค่อยๆ ขายไก่ชนก็ตกเดือนละ 50,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ตนได้สมรสกับ คุณสุธารัตน์ สร้อยสุข มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายกนก และ เด็กหญิงกัลป์สุดา กมุทชาติ ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเกษตรกรรม-ค้าขาย อยู่ที่ภูมิลำเนาดังกล่าวข้างต้น มีความสนใจและชื่นชอบในเรื่องของกีฬาชนไก่ หรือการตีไก่ มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพราะแถวๆ บ้านมีคนเล่นไก่ชนกันมาก อีกทั้งคุณพ่อก็คอยสนับสนุนและคอยอบรมสั่งสอนว่า อย่าเล่นพนันไก่ชนจนหมดเนื้อหมดตัว ขอให้ใช้ไก่ชนมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ หากไก่เก่งก็ขายไป จนกระทั่งตนเข้าสู่วัยหนุ่ม อายุ 16-17 ปี ตนก็สามารถมีไก่ชนตัวเก่งอยู่ในครอบครอง และมีความรู้ดูแล ไก่ได้เอง ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงดูไก่ตั้งแต่แรกเกิด การพาไก่ออกกำลังกาย การฟิตซ้อมไก่ให้แข็งแรงพร้อมออกสู่สังเวียนการชน การดูแลก่อนชนและหลังชน แม้กระทั่งการรักษาเวลาไก่เจ็บป่วย เรียกได้ว่า ครบสูตรกันเลย ส่วนชื่อของฟาร์มไก่ ตนไม่ได้ตั้งเป็นทางการและไม่ได้ขึ้นป้าย แต่บรรดาเซียนไก่ ต่างเรียกกันติดปากว่า ฟาร์มไก่เสี่ยตั๋ม หรือ ซุ้มไก่เสี่ยตั๋ม ศรีเมืองใหม่ ซึ่งชื่อหลังนี้จะเป็นที่รู้จักกันเป็นที่กว้างขวางมาก


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าต่อว่า ในการทำฟาร์มไก่ชนของตนนั้น ตอนแรกก็ทำอยู่คนเดียวมาหลายปี แต่ในปัจจุบันนี้ตนได้ทำฟาร์มไก่ชนหรือซุ้มไก่ชนโดยเข้าหุ้นกับ นักมวยชื่อดังระดับประเทศ และเป็นแชมป์เปี้ยนเวทีมวยช่อง 7 สี นั่นคือ ต่วนเป๋ (เกียรติคมสิงห์) เดอะเบสท์มวยไทยยิมส์ ซึ่งขณะนี้ไก่ที่ฟาร์มของตน มีอยู่ประมาณ 600 ตัว เป็นไก่พม่า ส่วนมาก ป่าก๋อย ประมาณ 20 ตัว ส่วนไก่หนุ่มพร้อมชนตอนนี้มีประมาณ 20 ตัว และลูกไก่แม่ไก่อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วก็ตก 500-600 ตัว และมีไก่ตัวเด่นๆ เก่งๆ ที่มีอนาคตชนแพงอยู่ 6 ตัว สำหรับไก่เก่งประจำซุ้มของตน ในช่วงที่ผ่านมาที่มีชื่อเสียงและคนรู้จักมาก เพราะชนชนะมาโดยตลอดและชนแบบมีเงินเดิมพันสูงถึง 2 ล้าน 2 แสนบาท นั่นคือ เจ้าแจ้ ซึ่งเป็นไก่พม่า เคยมีคนมาขอซื้อเจ้าแจ้โดยเสนอราคาให้ถึง 200,000 บาท แต่ไม่ขาย


ที่สำคัญตนได้เพาะพันธุ์ เจ้าแจ้เอาไว้แล้ว ไม่นาน ลูกของเจ้าแจ้ต้องโด่งดังขึ้นมาแทนอย่างแน่นอน ด้านการเลี้ยงดูไก่นั้น ได้จ้างคนที่ไว้ใจได้มาช่วยเลี้ยงอยู่หลายคน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเวลาไก่ออกชน ด้วย และในปัจจุบัน เจ้าแจ้ได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่ก็มีไก่เก่งตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ นั่นคือ เจ้าแสน ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์พม่า ชนแค่ 6 ไฟต์ ค่าตัวก็พุ่งถึง 150,000 บาท เพราะมีลีลาการจิกตีเป็นที่ถูกใจเซียนไก่ชนมาก และใน 6 ไฟต์นั้น คู่ต่อสู้จะแพ้น็อก ไม่เกินอัน 3 หรือ ยกที่ 3 สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมและต่วนเป๋ เป็นอย่างยิ่ง และนอกจากจะมีเจ้าแสนแล้ว ยังมีไก่ดาวรุ่งอีก 1 ตัว คือ เจ้าแปดแสน ซึ่งราคาเจ้าแปดแสน ตอนนี้อยู่ที่ 60,000 บาทครับ


เสี่ยตั๋ม ยังได้บอกอีกว่า การเลี้ยงไก่ชนของตนทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว เริ่มแรกเดิมที เลี้ยงไว้ชนอย่างเดียว โดยเคยนำไก่ไปชนมาแล้วทั่วทุกภูมิภาค เกือบทั่วประเทศก็ว่าได้ เพิ่งจะมาเลี้ยงเพาะพันธุ์ขายเป็นอาชีพหลัก เมื่อ 4-5 ปี นี่เองครับ ส่วนสาเหตุที่หันมาเพาะพันธุ์ไก่ชนขายก็คือว่าเนื่องจากไก่ไปชนชนะมาในแต่ละที่ แต่อำเภอหรือแต่ละจังหวัด บรรดาเซียนไก่ที่ชื่นชอบลีลาการจิกตี บินตี หรือทีเด็ดที่น็อกคู่ต่อสู้ ของไก่ผม ได้มาติดต่อขอซื้อไก่ผมถึงบ้าน บางรายให้ราคาสูงมาก จนตนเองกับต่วนเป๋ ผู้เป็นหุ้นส่วน พากันมานั่งคิดนอนคิดว่าน่าจะเลี้ยงไก่ชนขาย หรือเพาะพันธุ์ขาย จากนั้นจึงตัดสินใจปรับที่ดินที่มีอยู่เกือบ 100 ไร่ โดยปรับเพียงส่วนหนึ่ง คือประมาณ 4 ไร่ เพื่อทำฟาร์มไก่ชน ซึ่งเลี้ยงขายมาได้ 4-5 ปีแล้ว บางทีก็ขายไก่ตัวเก่งหลังชนชนะมา ราคาตัวละ 100,000 บาท ก็เคยได้ขาย สำหรับราคาไก่ชนของผม เริ่มที่ลูกไก่อายุไม่เกิน 2 เดือน ราคาตัวละ 1,000  บาท ลูกไก่ อายุ 2-4 เดือน ราคา 1,500 บาท อายุ 4-6 เดือน ราคา 2, 500 บาท ส่วนไก่ที่ผ่านการคัดฝีมือแล้ว ราคาจะเริ่มต้นที่ 4,000 บาท และไก่พร้อมชน ราคาเริ่มต้นที่ 6,000 บาทครับ บางครั้งบางเดือนขายไก่หนุ่มที่ผ่านการคัดหรือฟิตซ้อมแล้ว ได้เงินเดือนละ 200,000-300,000 บาท ก็เคยมี แต่ที่แน่ๆ รายได้จากการขายไก่ชนอย่างเดียว ตอนนี้จะอยู่ที่เดือนละ 70,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_5908
คุณณัฏฐนันท์ วรรณศิริ หรือ “คุณแหม่ม” อยู่บ้านเลขที่ 57 ซอยเทอดไท 59/1 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โทร. (084) 877-4889 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากเธอเป็นอย่างดียิ่งหลังจากพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนเป็นที่เรียบร้อย ที่เยี่ยมมากกว่านั้นเธอบอกผมต่อไปอีกด้วยว่า จะบันทึกเรื่องราวรายละเอียดต่างๆ ให้ผมอีกด้วย ต้องขอขอบพระคุณอย่างมากมายจริงๆ นะครับ


เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องราวต่างๆ ที่จะนำเสนอต่อไปนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเธอทั้งสิ้น ผมเป็นแค่ผู้เรียบเรียงนำเสนอเท่านั้น หลังจากที่ได้ขออนุญาตจากเจ้าตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอขอบพระคุณอีกสักครั้ง

คุณแหม่ม บอกเริ่มต้นอย่างนี้นะครับ สำหรับแรงบันดาลใจในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก น้องใบพลู ลูกสาวคนเดียวของเธอ วัย 5 ขวบ ตัวน้องนั้นเป็นเด็กชอบรับประทานผักต้ม ในฐานะพ่อและแม่ อยากส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยกินผักติดตัวตลอดไป เพื่อสุขภาพของตัวน้องเอง แต่ความจริงข้อหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า มักจะมีสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่แฝงมากับผัก ผลไม้ต่างๆ ที่เราซื้อหามานั้น เป็นภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาเยี่ยมหาเราและคนที่เรารักได้ตลอดเวลา

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดเราสามารถทำได้คือปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เริ่มที่ตัวเรา จากที่บ้านของเรา และหากเป็นไปได้ชวนคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานให้เห็นประโยชน์จากการปลูกผักสวนครัว ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะมีเนื้อที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็ตามนี่คือประเด็นแรก และให้มีความมั่นใจว่าสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้อย่างง่าย สะดวก สนุก นี่คือประเด็นต่อมา

เธอบอกต่อไปว่า เริ่มจากการหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ หนังสือ อินเตอร์เน็ต และจากประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริงที่ได้ไปเยี่ยมหาเพื่อให้ได้สัมผัสจริงด้วยตัวเอง ใช้ระยะเวลาหลายเดือน รวมถึงการศึกษาในเรื่องการเตรียมวัสดุที่นำมาใช้ การปรับสภาพดิน เรื่องราวของปุ๋ยและเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการ หลังจากเมื่อมีความมั่นใจว่าได้คำตอบสุดท้ายว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยาก หากได้ลงมือทำ  เนื่องจากบริเวณบ้านพักอาศัยมีเนื้อที่ว่างเหลืออยู่แค่ 20 ตารางวา เท่านั้น จึงต้องคิดใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพราะว่าเบื้องต้นที่คิดไว้นั้นต้องการจะปลูกผักให้ได้หลายชนิด เช่น กวางตุ้ง พริก มะเขือ ผักหวานป่า เป็นต้น และหนึ่งในนั้นที่ต้องการอย่างมากคือ ชะอม

จึงได้ลงมือสืบค้นจากโลกโซเชียลอีกครั้งสำหรับเรื่องราวของชะอม พบว่า เรื่องราวของชะอมนี้มีอยู่หลายแห่ง แต่ก็เหมือนเป็นพรหมลิขิต (เธอบอกอย่างนี้จริงๆ ครับแฟนๆ) เมื่อได้ดูคลิปเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ที่มีผมอยู่ด้วย พร้อมมีที่ติดต่อไว้ ดูคลิปจบ เธอจึงติดต่อไปหาผมทันที  หลังจากพูดคุยกันอย่างได้อรรถรสในเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 เมื่อได้รายละเอียดในเรื่องราวที่เธอต้องการทราบ ในวันนั้นเองเธอจึงตัดสินใจสั่งกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ทางไปรษณีย์จากทีมงานของผมทันที

เมื่อกล่องไปรษณีย์ที่บรรจุกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ถึงมือเธอ เธอบอกผมเช่นนี้ครับ “หลังจากเปิดกล่องออกมาต้องยอมรับว่าเป็นกิ่งพันธุ์ที่ดีมากทุกกิ่ง ไม่มีใบ แต่มีรากเต็มทุกกิ่ง เมื่อลองดมดูจะมีกลิ่นหอมของชะอมด้วยคะ” ต่อมา เธอพร้อมสามีและน้องใบพลู ได้ลงมือช่วยกันปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 และมีหลายๆ ท่านที่ทราบข่าวว่าจะปฏิบัติเช่นนี้พร้อมให้กำลังใจโดยพูดเป็นเสียงเหมือนกันว่า ปลูกชะอมหนามมันเยอะนะ? จะปลูกได้เหรอในเข่ง? แล้วมันจะโตได้อย่างไร? ปลูกแล้วจะแตกงามไหม? ล้วนเป็นคำถามที่รอคำตอบจากเธอทั้งสิ้น



หลังจากที่ลงมือปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่งพลาสติก ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เริ่มมีแตกยอดเล็กออกมาเป็นที่อัศจรรย์มากจริงๆ (นี่ก็เป็นเนื้อความที่เธอเล่าให้ผมเช่นนี้เหมือนกัน) แถมไม่มีเสียหายแม้แต่ต้นเดียว ในที่สุดต่อมาชะอมค่อยๆ แตกออกบานจนเต็มเข่ง เธอบอกต่อไปอีกด้วยว่า นี่หมายถึงรอยยิ้มและความสุขใจจากความสำเร็จเล็กๆ ที่เยี่ยมมาก แต่มีความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับน้องใบพลูนั่นคือ จะสามารถได้นำสิ่งที่เห็นไปหยอดกระปุกสะสมไว้ในความสำเร็จของเธอได้อีกด้วย สำหรับคุณแม่แหม่มบอกกับผมเช่นนี้จริงๆ

เธอบอกต่อไปว่า วันนี้ทุกท่านที่เคยกล่าวอย่างนั้นได้เห็นความจริงที่เป็นคำตอบแล้วว่าเป็นเช่นไร? เธอเน้นย้ำอีกว่า เธอได้ทดลองปลูกชะอมที่ได้จัดหาจากที่อื่นลงในเข่งควบคู่กันไปด้วยก่อนหน้าที่เธอจะได้รู้จักและนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 มาปลูก สุดท้าย สามารถเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาก เธอจึงสรุปสุดท้ายกับผมว่า ชะอมไม้เค็ด 2009 คือชะอมที่เยี่ยมมากจริงๆ ไม่ผิดหวัง

และเธอบอกต่อไปอีกถึงขั้นตอนและวิธีการปลูก เป็นอย่างนี้ครับแฟนๆ ก่อนอื่น ต้องจัดหาซื้อวัสดุที่ต้องการปลูกไว้ให้พร้อมเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเข่งพลาสติกที่จะนำมาใช้ปลูก สำหรับเธอ ใช้ขนาด เบอร์ 1 ดินที่ใช้สำหรับปลูกควรเลือกที่มีดินเยอะๆ หน่อยจะดีมาก พวกดินขุยไผ่ ดินใบก้ามปู ดินมูลไส้เดือน และปุ๋ยคอก หาซื้อได้จากร้านขายต้นไม้ทั่วไป

ลงมือกันเลยนะครับ หลังจากนั้นใส่ดินลงไปประมาณ 7 ถุง ใน 1 เข่ง พร้อมใช้มะพร้าวสับ ประมาณ 2 ใน 6 และปุ๋ยขี้ไก่ 1 ถุง คลุกเคล้ากับดิน เมื่อทุกอย่างลงเข่ง สุดท้ายรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ นี่คือเรียบร้อยสำหรับการเตรียมดิน ที่เธอบอกอีกว่า ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนลงปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 จะเยี่ยมมาก

สำหรับขั้นตอนการปลูก หลังจากนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ใช้มีดที่มีความคม ตัดเชือกพลาสติกที่รัดถุงพลาสติกที่หุ้มรากไว้อีกทีอย่างเบามือ เพื่อมิให้รากชะอมเสียหาย เพราะจะทำให้ชะอมฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขุดหลุม นำกิ่งพันธุ์ลงไป กลบดินเสมอโคนต้นเป็นพอ ส่วนการวางตำแหน่งของต้นชะอมนั้น เธอปลูกลงไปในเข่งแบบว่าวางให้มีต้นที่อยู่ตรงกลางเป็นประธานแล้วล้อมรอบด้วยบริวาร ได้เข่งละ 9 ต้น ใช้เข่งทั้งสิ้น 13 ใบ ท้ายสุด รดน้ำให้คุณชะอมได้สดชื่น ทุกเข่งวางไว้ทั่วบริเวณส่วนนอกบ้านให้โปร่งเพื่อรับแดดได้เต็มที่



สำหรับการดูแลนั้นเธอบอกต่อไปอีกว่าง่ายมาก คือ ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้นชะอม 1 ต้น เดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้โรยไปรอบๆ ต้น หลังตัดยอดไปรับประทานจะตัดใบล่างที่เห็นว่าแก่ออกเสียบ้าง เพื่อที่จะทำให้ชะอมเริ่มแตกยอดได้อีก หรือเมื่อมีหนอนหรือมดมาเยี่ยมหาในบางครั้ง เธอจะทำยาฆ่าแมลงสมุนไพรมาใช้จัดการ คือ ยาเส้น 2 ห่อ พริกแกง 1 ขีด ผสมน้ำ 3 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมากรอง นำไปฉีดทุก 3 วัน หรือบางครั้งจะใช้น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำสะเดา ตามแต่สะดวกก็ไม่มีปัญหา

อ่านเพิ่มเติม https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_3262
โลกร้อน ภัยแล้ง น้ำมีน้อยหายาก หนทางที่จะให้เกษตรกรทำกิน ปลูกพืชไร่ พืชสวน ที่พอจะเป็นไปได้ ทำได้ สิ้นเปลืองน้ำไม่มาก “ระบบน้ำหยด” น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เอ่ยกันแค่นี้ หลายคนอาจส่ายหัวมองเป็นเรื่องไกลเกินตัวสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะต้นทุนราคาระบบน้ำหยดเกินเอื้อมสำหรับคนจน...แต่วันนี้ระบบน้ำหยดไม่ได้แพงเหมือนอย่างที่คิด มีเงินแค่ 3,000 สามารถมีระบบน้ำหยด ปลูกพืชผัก ทำมาหาเลี้ยงได้ทั้งปี





“ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัดที่เราคิดขึ้นมานี้ เกิดจากแนวคิดให้เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ใช้น้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม ตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ที่สำคัญสามารถประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชผักในแปลงทุกขนาด ทุกพื้นที่ ใช้น้ำน้อย ประหยัดต้นทุน บำรุงรักษาง่าย อุปกรณ์หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 3,000 บาท”
ธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อธิบายถึงข้อดีระบบสวนครัวน้ำหยด ทดลองแล้วในแปลงปลูกขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม. กว้าง 10 ม.×ยาว 20 ม. ปลูกพืชระยะห่างระหว่างแถว 50 ซม.


ผลคือพืชได้น้ำสม่ำเสมอ เพราะเป็นระบบให้น้ำเฉพาะราก ประหยัดแรงงาน เวลา การเปิดให้น้ำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ทำให้ใช้น้ำน้อยแค่ 50 ลบ.ม. ต่อฤดูกาลผลิต (100 วัน) แถมประหยัดสุดๆ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ มีค่าน้ำ ค่าไฟสูบน้ำแค่ 200 บาท ต่อฤดูกาลผลิตเท่านั้นเอง
กรรมวิธีติดตั้งและทำระบบไม่ยากเย็น คนไม่มีทักษะทางช่าง ทำได้สบายๆ...เริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสม เตรียมอุปกรณ์ ถังน้ำ 200 ลิตร ท่อพีวีซี วาล์วน้ำ ข้อต่อต่างๆ เทปน้ำหยด และอุปกรณ์ต่อพ่วง


เจาะรูก้นถังน้ำ 200 ลิตร ประมาณ 5 ซม. ติดตั้งทางน้ำออก นำข้อต่อพีวีซีเกลียวนอกพันด้วยเทปพันเกลียว ขันเข้ารูให้แน่น ล็อกข้อต่อพีวีซีเกลียวนอก...ต่อมาติดตั้งวาล์วพีวีซี ติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตร ให้หัวลูกศรที่ตัวกรองหันไปทิศทางเดียวกับการไหลของน้ำ ติดตั้งท่อพีวีซีตามความกว้างของหัวแปลง ตั้งถังบนที่สูงให้สูงกว่าแปลงปลูก 1-2 เมตร จากนั้นเจาะท่อพีวีซีในตำแหน่งที่ต้องการวางสายเทปน้ำหยด ใส่ลูกยางกันรั่วในรูที่เจาะ
ติดตั้งข้อต่อเทปน้ำหยด เปิดน้ำไล่เศษตะกอน ก่อนครอบฝาพีวีซีปิดปลายทั้งสองข้าง เสียบเทปน้ำหยดเข้ากับข้อต่อ ล็อกเทปให้แน่น ให้รูน้ำหยดหงายขึ้น เปิดวาล์วทดสอบระบบ สุดท้ายพันปลายสายเทปน้ำหยดให้แน่น เพียงเท่านี้เกษตรกรจะได้ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัด


สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก และมีเงินทุนมาก สามารถนำประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะกับพื้นที่ได้ไม่ยาก แค่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปตามสัดส่วนเท่านั้น
ส่วนใครที่อยากอินเทรนด์ประหยัดพลังงาน หรืออยู่ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ทีมวิจัย ส.ป.ก. ยังได้พัฒนาระบบมอเตอร์สูบน้ำ พลังงานโซลาร์เซลล์ มาให้เป็นอีกตัวเลือกด้วย แต่ต้องลงทุนอุปกรณ์เพิ่มอีกราว 7,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-4904-4506.
กรวัฒน์ วีนิล
คุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ปัจจุบันรับราชการเป็น อบต. ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ด โชคอำนวย เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า





“ผมเริ่มเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปี 2536 โดยคุณแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด ขณะนั้นเลี้ยงเป็ด 4 พันตัว บนพื้นที่ กว้าง 7 วา ยาว 12 วา เลี้ยงเรื่อยมาจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นตัว โดยเป็ด 1 ตัว จะใช้เนื้อที่ 7 ตารางเมตร”

สำหรับสายพันธุ์เป็ดที่คุณอำนวยเลี้ยง มี 2 สายพันธุ์ คือ เป็ดกากี ราคาลูกเป็ดพันธุนี้ ตัวละ 10 – 21 บาท และเป็ดพันธุ์ต่างประเทศตัวละ 21-24 บาท ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เป็ดออกไข่ดก ฟองใหญ่ ต้องเตรียมตั้งแต่ลูกเป็ดยังเล็ก โดยขุนอาหารลูกเป็ดให้ร่างกายสมบูรณ์ ตัวโต

“ลูกเป็ดที่อายุ 30 วัน จะถูกนำไปปล่อยทุ่งนา (เป็ดไล่ทุ่ง) เพื่อให้หาอาหารกินจากนาข้าวที่เกี่ยวแล้ว ช่วยประหยัดค่าอาหาร  จนกระทั่งเป็ดอายุได้ 5 เดือนครึ่ง ค่อยต้อนกลับเข้าฟาร์ม เพื่อขุนอาหารให้เป็ดออกไข่ ซึ่งเป็ด 40,000 ตัว จะเก็บไข่ได้วันละเฉลี่ย 32,000 ฟอง ขายเป็นไข่คละหน้าฟาร์มราคาฟอง 3 – 4  บาท”



เจ้าของฟาร์ม กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งให้กินอาหารหลากหลาย มีหอย ปู ปลา แต่ปัจจุบันเมื่อเลี้ยงระบบฟาร์ม เลยให้กินอาหารสำเร็จรูป สะดวก แต่ระยะการให้ไข่สั้นลง เปลือกไข่จะบาง เมื่อเป็ดอายุปีกว่า ต้องปลดระวาง ขายเป็นเป็ดเนื้อ น้ำหนักเฉลี่ย ตัวละ 2 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามแม้รายได้จากการขายไข่เป็ดของคุณอำนวย จะค่อนข้างสูง เฉลี่ยวันละแสนกว่าบาท แต่ปัจจัยเรื่อง “อาหาร” ก็นับเป็นต้นทุนสำคัญ



“ผมเก็บไข่เป็ดขายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 32,000 ฟอง ราคาฟองละ 3 – 4 บาท  มีรายได้วันละแสนกว่าบาท แต่รายได้จำนวนนี้ ยังไม่หักค่าอาหารเป็ด ซึ่งค่าอาหารเป็ด แต่ละสัปดาห์ราว 7-8 แสนบาท ฉะนันหลังหักรายจ่ายแล้ว แต่ละสัปดาห์มีรายได้แสนกว่าบาทเท่านั้น”

ปัจจุบันไข่เป็ดจากโชคอำนวยฟาร์มจะมีพ่อค้าคนกลางมารับไปส่งขายต่ออีกหลายจังหวัด รวมถึงมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอีกด้วย

จาก https://www.sentangsedtee.com/featured/article_4655
วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย

การเลี้ยง กุ้งฝอย นั้นไม่ยากเลย เพียงแต่เราต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมให้กุ้งฝอยได้อาศัยอยู่ อุปกรณ์ที่ควรมีในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว



1.วงบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งถ้าเป็นปูนใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จเราควรที่จะนำเอาปูนขาวโรยในบ่อก่อนที่จะใส่น้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วันเพื่อลดความเป็นกรดเป็นด่างของปูนให้หมดไปเสียก่อน
2.ดิน นำดินที่เตรียมไว้รองก้นบ่อประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเตมร
3.พืชน้ำ อาทิ สาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาปลูกไว้ในบ่อควรเหลือพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึงน้ำในบ่อด้วย
4.สายยางฉีดน้ำ มีไว้ใช้บังคับให้น้ำไหลในบ่อ เพื่อให้กุ้งได้วางไว่ในธรรมชาติถ้าน้ำนิ่งๆกุ้งฝอยจะไม่วางไข่
5.ตะข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ เขียด กบ งู เป็นต้น




หลังจากเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำดินมาใส่ในบ่อวงซีเมนต์ที่เตรียมไว้โดยมีความสูงประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตรจากพื้นบ่อ หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปพร้อมกับนำพืชน้ำมาปลูกด้วย ซึ่งพืชน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยของกุ้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยกุ้งฝอยที่เตรียมมาลงไปในบ่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ปล่อยกุ้งประมาณ 7 วัน เราไม่ควรที่จะให้อาหารเพราะต้องให้กุ้งปรับสภาพให้เข้ากับน้ำในบ่อเสียก่อน
  หนูนาหลายขนาดถูกนำมาทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เพื่อจำหน่ายกว่า 3 ปีแล้ว ฟาร์มหนูนาแห่งนี้อยู่ที่บ้านโนนรัง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีนายประหยัด แก้วบุญมา เป็นเจ้าของ ซึ่งพบช่องทางอาชีพเสริมโดยบังเอิญ ขณะลูกหนูนา 10 ตัว ที่กำพร้าแม่ คลานออกมาจากรู เกิดความสงสาร จึงนำมาเลี้ยง โดยใช้น้ำอ้อย ผสมนมและข้าว เมื่อโตขึ้น คนงานตัดอ้อยมาขอซื้อ จึงเริ่มจำหน่ายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะนี้มีหนูหลายร้อยตัวกระจายอยู่เกือบ 60 บ่อ เจ้าของบอกว่า หนูนาเลี้ยงง่าย เพียงใช้แกลบรองพื้น มีที่ตั้งกระป๋องให้อาหารและน้ำ เจาะรูเชื่อมบ่อให้หนูมีพื้นที่วิ่ง และสะดวกต่อการทำความสะอาด โดยมันจะผสมพันธุ์กันภายในบ่อ เมื่อคลอดลูก จึงแยกบ่อให้แม่กกลูกหนูราว 1 เดือน ใช้เวลาขุน 4 เดือน จะได้น้ำหนักประมาณ 5 ขีด ก็มีคนซื้อไปประกอบอาหารตัวละ 100-130 บาท หากชำแหละไปจำหน่ายที่ตลาดตัวละ 160-180 บาท อีกส่วนขุนต่ออายุ 6 – 7 เดือน ก็จำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้คู่ละ 500 บาท ทำเงินเฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท โดยเฉพาะหน้าแล้งคนนิยมรับประทาน จนเพาะไม่ทันกับความต้องการ



พี่ประหยัดเป็นเจ้าของโรงสีขนาดเล็ก และเลี้ยงหมูอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้รำผสมกับหัวอาหารหมูเลี้ยง คิดเป็นต้นทุนไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ลูกค้าหลายคนบอกว่า มีรสชาดอร่อยกว่าหนูนาตามธรรมชาติ ฟาร์มหนูนาแห่งนี้ ไม่มีการโฆษณา เน้นพอเพียง ไม่ขยายบ่อไปมากกว่านี้ กระแสตอบรับตลอด 3 ปี พี่ประหยัดมั่นใจว่า สามารถเพาะจำหน่ายในเชิงธุรกิจได้ และพร้อมให้คำแนะนำผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ลาออกจากงานออฟฟิศ มาปลูกผักขาย ยึดเป็นงานหลัก

คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น



ช่วงระหว่างที่ทำงาน เกิดป่วยมีเนื้องอกที่มดลูก 4 ก้อน ต้องลางานเพื่อไปรักษาตัวอยู่บ่อยๆ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวและผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่ลาออกจากงานออฟฟิศมายึดอาชีพเกษตร ปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อส่งขายให้กับตลาดสด สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนให้ไม่น้อย

ย้อนเล่าไปช่วงที่ต้องมารักษาตัว หลังจากลาออกจากงาน ได้ไอเดียมาเพาะต้นอ่อนทานตะวันขายเพราะการไปช่วยหลานขายต้นอ่อนทานตะวัน และผลิตผลจากไร่ลุงท็อป จ.ลพบุรี เนื่องจากมีงานทุ่งทานตะวัน เกิดสนใจเพราะสามารถขายได้วันละ 3-4 พันบาท ทั้งคิดว่าสามารถทำได้ง่ายที่บ้าน จึงกลับมาศึกษาและทำการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เริ่มจากทดลองก่อน เมื่อปลูกและได้ผลผลิต ก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านได้ชิมกันก่อน จากนั้นก็เริ่มหาตลาดเพื่อขายบ้าง

จากที่ทดลองทำ กระทั่งสามารถจำหน่ายได้ ระยะเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง คุณกัล บอกว่า “ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะวิธีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันทำได้ง่าย ใครก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีการเพาะปลูกต่างๆ สามารถหาได้จากสื่อทั่วไป อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันกำลังอยู่ในกระแสคนนิยมรับประทานกันมาก


ปัจจุบัน การเพาะต้นอ่อนทานตะวันขาย จึงได้กลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000-40,000 บาท เป็นรายได้ที่สามารถหาได้ที่บ้าน”

เพาะต้นอ่อนไม่ยุ่งยาก

ทำได้เองที่บ้าน

ด้วยวิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการปลูก ต้นอ่อนทานตะวันจึงเป็นอาหารที่ไม่มีสารเคมี โดยคุณกัลบอกถึงสโลแกนการปลูกผักว่า “ไม่สวยแต่ปลอดภัย”

พื้นที่ข้างบ้าน ที่ใช้ในการปลูกต้นอ่อนทานตะวันมีเพียงประมาณ 4-5 เมตร โดยทำชั้นปลูกแบบคอนโดฯ ปลูกได้ประมาณ 20-25 ถาด ซึ่งต้องวางแผนงานไว้ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่มี



สำหรับวิธีการปลูก คุณกัล บอกว่า นำเมล็ดต้นอ่อนทานตะวันแช่น้ำประมาณ 7-8 ชั่วโมง หลังจากนั้นบ่มเมล็ดอีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่อนำมาปลูกในถาดก็โรยดินชั้นล่างก่อน จากนั้นโปรยเมล็ดต้นอ่อนบ่มเตรียมไว้ แล้วโปรยดินกลบทับอีกชั้น หลังจากนั้น 2 วัน ก็จะเริ่มงอก ต้นอ่อนทานตะวันอายุ 7 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ซึ่งถ้าวางแผนงานก็จะมีต้นอ่อนทานตะวันขายทุกวัน

ด้านผลผลิตที่ได้ต่อวันและสามารถส่งขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 กิโลกรัม เป็นอย่างน้อย ขายกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานในการขายต้นอ่อนทานตะวันของที่นี่ ไม่ว่าวัตถุดิบจะถูกหรือแพงขึ้น ก็ขอขายในราคานี้ ทั้งการปลูกต้นอ่อนทานตะวันยังได้รับเงินทุกวัน และแนวโน้มของผักที่ไม่มีสารเคมีดีขึ้นทุกวัน เพราะคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันมีจุดเด่นตรงที่กรอบ อร่อย คนจึงนิยม คุณกัลเล่าให้ฟังในมุมมองของคนเพาะปลูก

คุณกัล ยังเล่าต่อด้วยว่า “ทุกการทำงานย่อมต้องเคยผิดพลาดกันมา ไม่มากก็น้อย เธอก็เคยเจอปัญหาในการเพาะต้นอ่อนทานตะวันเช่นกัน ช่วงแรกที่ทำด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้ปลูกไปแล้วผักน็อก เติบโตได้ไม่เต็มที่ แล้วก็ไม่สวยเท่าที่ควร

อีกทั้งช่วงหน้าหนาวต้นอ่อนทานตะวันจะโตช้า บางทีก็ไม่ค่อยโต ต้นไม่ยาว ยิ่งถ้าอากาศไม่ร้อน ไม่มีความชื้น ผักก็จะไม่งอก ตอนแรกๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็ลำบากหน่อย แต่เมื่อต้องทำมาค้าขายกับคนอื่นแล้ว สัจจะและความซื่อสัตย์ คือเรื่องสำคัญ คู่ค้าถึงจะทำมาค้าขายกันยืด จึงพยายามปรับการปลูกผักให้สามารถส่งขายอย่างต่อเนื่องต่อไปได้”



นอกจากต้นอ่อนทานตะวันจะสามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเมนูแล้ว ยังสามารถนำไปจัดกระเช้าของฝาก ของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา มีลูกค้าหลายคนสั่งต้นอ่อนทานตะวันนำไปจัดกระเช้ามาแล้ว คุณกัล บอก

สำหรับใครที่สนใจ สามารถโทรติดต่อสอบถามคุณกัลได้ที่เบอร์ (089) 508-6691 Facebook :  Sawarin PK Kan Khunyota หรือตามที่อยู่ กองพันทหารสื่อสารที่ 21 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน 10220

จาก https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_3172

น้ำถือได้ว่า เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากสำหรับปลูกพืช และใช้สำหรับดำรงชีพของมนุษย์ แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์เสมอไป ดังเช่นที่ อ.สันติสุข จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่สูงชัน แต่คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีความย่อท้อ และ พยายามหาวิธีในการส่งน้ำขึ้นที่สูง เพื่อใช้ในการทำการเกษตร และในที่สุดก็สามารถพัฒนา เครื่องปั้มน้ำที่ไม่ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันในการส่งน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ทำให้เกษตรกรในที่สูง ที่เมืองโพง อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีน้ำใช้




จาก http://www.rakkaset.com/2016/08/thai-pbs.html
“ปลาหลด” เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านที่หาได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป ชอบออกหากินในตอนกลางคืน และมักซ่อนตัวตัวในทรายในช่วงเวลากลางวัน อาหารที่ชอบจะเป็นจำพวกนอน แมลงตัวเล็ก ไส้เดือน หรือแม้กระทั่งเนื้อเน่าเปื่อยชิ้นเล็กๆ มีมากในช่วงหน้าฝน ปัจจุบันนี้ปลาลดมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติเจือปนไปด้วยสารพิษทำให้มีผลต่อการวางไข่ และด้วยความที่เป็นปลาหายากจึงทำให้ปัจจุบันมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 120-200 บาท
ลักษณะทั่วไปของปลาหลด


รูปร่างคล้ายปลาไหล อยู่ในวงศ์ตระกูลปลากระทิงแต่มีขนาดที่เล็กกว่า สามารถอาศัยอยู่ในโคลนตมได้ มีปากเล็ก ยาวแหลม และสามารถยืดหดได้ มีลำตัวยาวประมาณ 15-20 ซม. หัวมน ตาเล็ก ลำตัวกลมมน มีจุดดำที่ครีบหลังประมาณ 3-5 จุด
เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้ถูกทำลายไปทำให้ปัจจุบันนี้การจะเพาะเลี้ยงปลาหลดค่อนข้างทำได้ยาก เพราะต้องใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้ ดังนั้นคณะวิชาประมงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีกสาน วิทยาเขตสุรินทร์ จึงได้มีการศึกษาและได้ทดลองการเพาะพันธุ์อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมในภาคธุรกิจเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นได้
ที่อยู่อาศัยของปลาหลด
ปลาหลด สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ห้วย หนอง คลอง หรือบึงก็สามารถพบได้ อาศัยอยู่ในทราย และโคลนตม
การเพาะพันธุ์ปลาหลด
คัดเลือกปลาหมดเพศเมีย เพศผู้ที่สมบูรณ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ จากนั้นทำการฉีดฮอร์โมนเข้าไป โดยเพศเมียฉีด 2 เข็มให้มีระยะเวลาห่างจากเข็มแรก 6 ชม. ส่วนเพศผู้จะทำการฉีดฮอร์โมนเพศผู้เพียงครั้งเดียวพร้อมกับเข็มที่ 2 ของตัวเมีย จากนั้นปล่อยลงถังเดียวกันรอให้ผสมพันธุ์กัน
ปลาหลด 1 ตัวสามารถให้ไข่ได้ถึง 3000-5000 ฟอง ฝักตัวได้ดีที่อุณหภูมิ 25-28 องศา และใช้เวลาการฝัก 60 ชม.หลังจากนั้นในบ่ออนุบาลควรให้ไรแดงเป็นอาหารเพราะให้อัตราการรอดได้มากที่สุด เมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 1 เดือนก็สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยงได้


ผ.ศ. หทัยรัตน์  ยังกล่าวอีกว่าเราสามารถเลี้ยงปลาหลดได้ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์ โดยที่บ่อซีเมนต์ไม่ต้องมีความสูงมากก็ได้ เนื่องจากว่าปลาหลดเป็นปลาที่ไม่กระโดด อาจจะใช้บ่อซีเมนต์ที่มีความสูงเพียง 50 ซม. ก็เลี้ยงได้แล้ว ข้อดีของการเลี้ยงด้วยบ่อซีเมนต์นั้นจะทำให้เราสามารถควบคุมการหนีออกจากบ่อของปลาได้ เนื่องจากว่าปลาหลดจะไม่สามารถมุดหนีได้เหมือนกับบ่อดินทั่วไป
ในการเพาะเลี้ยงปลาหลดนั้น จะต้องมีการจัดการดูแลน้ำที่ดีด้วย หมั่นตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพราะเนื่องจากว่าเป็นปลากินเนื้ออาจจะทำให้เน่าเสียได้ ทางที่ดีควรมีการทำให้น้ำมีระบบหมุนเวียน อาจมีการเติมน้ำลงไปก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง ในบ่อเพาะเลี้ยงควรวางไม้ไผ่ด้วย เพื่อให้ปลาหลดมีที่หลบซ่อนตัว
อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงนั้น สามารถหาได้ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น หอยเชอร์รี่ โดยจะนำมาสับแยกเนื้อกับเปลือกออกจากกัน สับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปวางกองไว้ในบ่อเป็นจุด ระวังอย่าให้น้ำสะเทือน เพราะจะทำให้ปลาหลดตกใจและไม่มากินเหยื่อ ควรสังเกตการกินของปลาหลดด้วยเพื่อจะได้ให้อาหารอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นแล้ว ถึงแม้ว่าปลาหลดจะมีราคาที่แพงกว่าปลาทั่วไป แต่มีต้นทุนอาหารค่อนข้างน้อยมาก เหมาะที่จะเป็นอาชีพเสริมที่ดี
ปลดหลดเป็นปลาที่โตไวมาก สามารถจับขายได้เมื่อปลามีอายุประมาณ 6-7 เดือน ในส่วนของการนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เลี้ยงไว้ประมาณ 1 ปี


เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
ด้วยความที่ว่าปลาหลดกินอาหารได้หลายอย่าง จึงมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารของปลาหลด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของปลาหลดมาก จะสังเกตได้ว่าปลาหลดที่จับได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อผ่าท้องออกมาจะเต็มไปด้วยไส้เดือน นอกจากนี้ไส้เดือนยังเป็นอาหารที่มีโปรตีนที่สูงมาก ทำให้ปลาโตเร็ว และมีสุขภาพ แข็งแรง เหมาะที่จะใช้ในการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ก็แสนง่ายใช้วัสดุธรรมชาติในการเพาะ ใส่ในถัง กะละมัง วางไว้ที่ร่มก็ทำให้ไส้เดือนขยายพันธุ์ได้
ข้อดีในการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน
1.                ไส้เดือนมีการลงทุนต่ำ เพาะพันธุ์ได้ง่าย
2.                เมื่อน้ำไส้เดือนลงบ่อสามารถอยู่ได้ 1 วัน ไม่ตายง่าย
3.                ปลาหลดชอบกิน

ในปัจจุบัน ปลาหลดที่เห็นขายในตลาดทั่วไปจะเป็นปลาที่จับมาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะมีมากในช่วงหน้าฝนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70-80 บาท หากพ้นช่วงนี้ไปแล้วปลาหลดจะหาซื้อได้ยากพอสมควร แหล่งซื้อขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาซื้อขายค่อนข้างสูงประมาณ 120-200 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเหตุผลเบื้องต้นนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยพันธุ์ปลาหลดขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้โดยไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

ข้อมูลจาก: http://www.oknation.net/blog/surapinyo
http://www.matichon.co.th
ภาพประกอบ:www.rakbankerd.com
บนพื้นที่ 116 ไร่ บ้านลำเหนือ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ของศักดิ์ดา เฮ้งสมบูรณ์ เกษตรกรผู้ไม่เคยหยุดคิด มีจุดน่าสนใจที่ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวแบบยกร่อง ล้อมรอบไปด้วยน้ำ ปลูกต้นสนรอบพื้นที่เป็นรั้ว ถือเป็นชัยภูมิที่ดีกันลมกันแดดให้กับมะละกอ แถมปลูกหมากไว้ริมบ่อเป็นร่มเงาอีกชั้น เมื่อหมากโตก็ขายผลได้อีกทอด

“เดิมเคยปลูกส้มมาหลายปี จนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว แมลงเริ่มดื้อยา ผลผลิตเริ่มน้อยลง ขาดทุนไปกว่า 10 ล้านบาท จึงหันมาปลูกมะนาวแป้นรำไพ ก็เริ่มฟื้นตัวกลับมา ครอปนี้จึงเริ่มคิดปลูกมะละกอเป็นพี่เลี้ยงมะนาว โดยเมื่อมะละกอโต นอกจากจะเป็นร่มเงาให้มะนาวแล้ว ยังพบโดยบังเอิญว่า มะนาวจะแข่งกันโตกับมะละกอ เมื่อมะละกอให้ผลผลิต ก็โค่นทิ้ง แล้วมะนาวก็จะเป็นพุ่มสูงใหญ่พอดี พร้อมที่จะให้ลูกไม่นานนัก”


ศักดิ์ดา เล่าถึงที่มาที่ไปของการปลูกมะละกอคั่นมะนาว ในพื้นที่ปลูกมะละกอ 14,000 ต้น มะนาว 4,600 ต้น รอบคันบ่อปลูกหมาก 4,600ต้นเริ่มปลูกพร้อมกันทั้งมะละกอและมะนาว โดยมะละกอปลูกห่างกัน 2.5 เมตร ระหว่างกลางแต่ละแถวปลูกมะนาว 1 ต้น

ปลูกแล้ว 10 วัน จึงเริ่มให้ปุ๋ยมะละกอสูตร 20-8-16 ให้ 2 ครั้ง ทุก 10 วัน จากนั้นทิ้งไว้ 15 วัน เปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ 15 วันครั้ง…หลังจากให้ปุ๋ยสูตรนี้แล้วให้สังเกต หากเติบโตไม่ค่อยดีให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 25–7–7 ต่อไปยันโต แต่ถ้าจะเร่งให้มะละกอออกดอกและให้ต้นเตี้ยเพื่อผลผลิตเพิ่มและเก็บเกี่ยวสะดวกขึ้นให้ใช้ปุ๋ยสูตร 8–24–24 (ไม่แนะนำให้ใช้กับมะนาว เพราะจะเร่งดอกเร็วเกินไป ผลผลิตจะได้ไม่เต็มที่เมื่อเก็บเกี่ยว)


ส่วนมะนาวถือเป็นพืชที่รับปุ๋ยได้เกือบทุกสูตร เพราะฉะนั้นในช่วงยังไม่ตัดมะละกอทิ้ง ก็ให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 แบบมะละกอได้เลย แต่ให้แค่เดือนละครั้ง

มาถึงตรงนี้ศักดิ์ดาแนะถึงการดูแลมะนาวช่วงแล้ง ต้องให้น้ำแต่เช้าตรู่ไม่เกิน 07.00 น. เพราะไม่ร้อน ดินชุ่มชื้นกว่าช่วงสาย ควรมีฟางมาคลุมโคน รักษาความชื้น ไม่ให้รากร้อน ต่อเมื่อ ฝนตกก็ให้ปุ๋ยสูตรเดิม สลับกับสูตร 21–7–14 สลับกัน 2–3 ครั้ง จนให้ผลผลิต


เมื่อมะละกออายุได้ 8 เดือน จะเริ่มเก็บลูกครบ 2 ปี ตัดมะละกอทิ้ง มะนาวก็พร้อมออกลูก ข้อควรระวังคือ ถ้ามะนาวออกดอก ออกลูกก่อน หน้านี้ ให้เด็ดทิ้งทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ และเมื่อมะนาวให้ผลผลิตน้อยลง (ราว 10 ปี) ก็ยกแปลงใหม่ ไถกลบ ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวครอปต่อไป

พื้นที่ 116 ไร่ มะละกอ 14,000 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน หรือ 1 ล้านกิโลกรัม สำหรับมะนาว 4,600 ต้น เก็บครั้งแรกปีที่ 2 ได้ แค่ต้นละ 1,000 ลูก รวมแล้ว 4 ล้านกว่าลูก แต่ปีที่ 3-10 จะได้ต้นละ 3,000 ลูกต่อปี…รวมแล้วเป็นเงินเท่าไร เชิญคิดคำนวณกันไปเล่นๆก็แล้วกัน

เกษตรกรสนใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์จริงจากเจ้าของสวน 14 พ.ค.นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดทริปทัวร์พาไปดูให้เห็นกับตา สอบถามได้ที่ 08-5074-5055.

กรวัฒน์ วีนิล
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/612558
สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นที่หรือพื้นที่น้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยงกบ ผลผลิตที่ได้ กบตัวโต แข็งแรง และสะอาด รายได้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอนสิ่งที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้




วัสดุและอุปกรณ์

1. ขวดพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.25 ลิตร

2. ตู้หรือชั้นวางของ

3. มีด หรือคัตเตอร์

4. น้ำสะอาด

5. อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงกบ

6. ลูกกบ อายุ 1 เดือน ขึ้นไป

อาหารผสมอัดเม็ด อาหารผสมแบบอัดเม็ดเป็นอาหารที่สะดวกในการใช้ การเก็บรักษา มีปริมาณและคุณค่าอาหารที่แน่นอน การเตรีอมอาหารผสมจะเตรียมจากวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ นำมาผสม กันตามสูตร อาหารผสมนี้ลูกกบจะไม่ค่อยคุ้นเคยต้องหัดให้กินโดยในระยะแรกอาจจะผสมปลาเป็ดให้ มากไว้ก่อนแล้วค่อยๆ ลดปลาเป็ดลงจนเหลือแต่อาหารผสมล้วน ๆ

ชนิดของอาหาร

1.1 อาหารธรรมชาติ ได้แก่ไรแดงและแพสงค์ตอน จะให้ลูกอ๊อดหลังจากถุง ไข่แดงยุบและให้กินอาหารเหล่านี้ประมาณ 1-2 อาทิตย์

1.2 อาหารส่าเร็จ ได้แก่ไข่แดง เนื้อปลาต้มสุก ผักกาดขาวลวกพอให้สุก ไข่ตุ๋น เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารเสริมอาหารธรรมชาติต้องอาศัยการฝึกให้ลูกกบรู้จักกินอาหารพวกนี้ เพราะระยะแรกลูกอ๊อดจะไม่กินอาหาร

1.3 อาหารเป็นหรืออาหารที่ยังมีชีวิตได้แก่หนอนและแมลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหาร ที่ลูกกบเล็กและกบโตชอบ

1.4 อาหารผสม ได้แก่การนำอาหารต่าง ๆ มาผสมให้เข้ากัน โดยใช้เครื่องผสมอาหาร หรือจะใช้อาหารผสมอัดเม็ดเหมือนกับอาหารปลาก็ได้ อาหารที่ใช้ควรมีโปรตีนประมาณ 30-40 เปอร์เชนต์ ชนิดและขนาดของอาหารผสมควรมีความสัมพันธ์กับขนาดของลูกกบด้วย



สูตรการทำอาหารกบ

ช่วงลูกอ๊อด

วัตถุดิบ

1.รำอ่อน

2.ไข่

วิธีการทำ

1.นำไข่ดิบมาตีในน้ำอุ่น

2.นำรำอ่อนมาผสมกับไข่ที่ตีให้แตกแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.นำไปเลี้ยงลูกอ๊อดของกบได้เลย

กบโต

วัตถุดิบ

1.ไส้เดือนสด

2.หอยเชอร์รี่

3.รำอ่อน

4.กล้วยสุก

วิธีการทำ

1.นำไส้เดือนมาสับ

2.นำหอยเชอร์รี่มาต้มแล้วแกะออก มาสับให้ละเอียด

3.นำส่วนผสมทุกอย่างมาปั่นให้ละเอียดแล้วปั่นเป็นก้อน แล้วโยนให้กบกินได้เลย

การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด

1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป

2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป

3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น

4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น

5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง
1 ไร่ ได้ 1 แสน หลายคนยังแคลงใจ เป็นได้หรือ...แต่ถ้าจะบอกว่า แสนเดียวมันน้อยไป จะเชื่อหรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ประทีป มายิ้ม เกษตรกรเจ้าของ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี







 

พื้นที่แค่ 1 ไร่ ปีหนึ่งๆ ทำเงินได้หลายแสนด้วยหลักการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เต็มที่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน...ส่วนแรก 4 ตารางวา ทำเป็นพื้นที่ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารกำจัดศัตรูพืช

“ส่วนที่ 2 ปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียง ยึด 10 เมนูยอดนิยมครัวไทยต้องใช้พืชอะไร ผมก็ปลูกพืชพวกนั้น ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา ปลูกหมด”

แค่มะละกอ 200 ต้น ประทีป บอกว่า เก็บผลขายได้ทุกวัน วันละ 20 กก. กก.ละ 15 บาท แล้วไหนวันเว้นวัน ยังจะได้จากพืชผักทั้งหลายอีกครั้งละพันบาท...แค่นี้ได้แล้วเดือนละ 24,000 บาท...ปีละสองแสนกว่าบาท

ส่วนที่ 3 ใช้เนื้อที่ 2.5 ตารางวา ทำคอกเลี้ยงสัตว์แบ่งครึ่งเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัว อีกครึ่งเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ได้ไข่ทุกวัน มีแม่ค้าข้าวแกงมารับซื้อทุก 3 วัน ได้อีกเดือนละ 1,000 บาท ปีละ 12,000 บาท


ส่วนที่ 4 บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 2 บ่อ...

บ่อแรก 2 ตารางวา ขุดไว้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก เพาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ได้อาหารให้ปลาดุกฟรีๆ เลี้ยงพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัว แม่พันธุ์ 100 ตัว จะได้ลูกพันธุ์ไปขายตัวละ 1 บาท เดือนละ 10,000 ตัว...ปีหนึ่งเกินแสน

บ่อที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 11 ตารางวา ก่ออิฐทำเป็นบ่อเลี้ยง 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย...

4 กุ้ง = กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว...

3 ปลา = ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ...

2 หอย = หอยขม-หอยโข่ง

พื้นบ่อเป็นดินเพื่อจะได้ผสมพันธุ์ออกลูกได้ เลี้ยงกันแบบธรรมชาติ อาหารเม็ดอย่าฝันว่าจะได้เงิน


ประทีป ใช้แหน สาหร่าย ผักกระเฉด ผักบุ้ง พร้อมกับปลูกข้าวไม่หวังเก็บเกี่ยวไปขาย ต้องการแค่ให้ใบร่วงไปเป็นอาหารสัตว์น้ำเท่านั้นเอง

1 ปี จะได้กุ้งก้ามแดงให้จับขายประมาณ 1.5 แสนบาท...กุ้งก้ามกราม ปีหนึ่งจับได้ 2 หน เป็นเงิน 14,000 บาท...กุ้งแม่น้ำได้ปีละหน 2,400 บาท...จับขายเฉพาะตัวใหญ่ ตัวเล็กเก็บไว้เลี้ยงต่อ โตขึ้นได้ขนาดเมื่อไรถึงขาย แถมยังได้มีโอกาสปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์ออกลูกหลานให้เราเลี้ยงไปขายได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ปลาตะเพียน 10 ตัว ไม่ได้หวังขาย เลี้ยงไว้เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ

เช้าขึ้นมาปลาตะเพียนลอยหัว ถึงคราวเปลี่ยนน้ำ...ปลานิลเลี้ยงไว้ 10 คู่ ออกลูกหลานมาให้จับขายปีละ 3 หน หนละ 20 กก. ปีหนึ่ง 2,400 บาท

ส่วนปลาคาร์พ ซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาท มาเลี้ยง 4-5 เดือน เอาไปขายร้านปลาสวยงามได้ตัวละ 80 บาท

หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท...ปีละ 26,000 บาท

รวมแล้วพื้นที่ 1 ไร่ ประทีปทำเงินได้...ปีละไม่ต่ำกว่า 6 แสนบาท.


................................

ที่มา : ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/536759
ปูนาเป็น ปูน้ำจืดชนิดที่มีกระดองเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน กลมมีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาได้ มีปาก อยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง เหนือเบ้าตา มีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม กระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบ และขอบบนมีหนามงอกออกมา กระดองปูนามีสีน้ำตาลดำ หรือน้ำตาลม่วง มีขาเป็นคู่ รวม 5 คู่ คู่แรกเรียกว่าก้ามหนีบ ใช้ในการจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร








การเลี้ยงปูนา

การเตรียมบ่อเลี้ยง

การเลี้ยงปูนานั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ แต่พบว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้นจะมีข้อดีกว่าตรงที่สะดวกในการดูแลและ เก็บผลผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปูขุดรูหนี บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนั้น มี 2 ประเภท คือ บ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมหากผู้ที่สนใจต้องการทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าสามารถ เลี้ยงปูได้หรือไม่ ก็ควรจะเลี้ยงในบ่อกลมก่อน บ่อกลมที่ว่าก็คือการนำท่อซีเมนต์ (ท่อที่ใช้ทำถังส้วม) มาเทปูนทางด้านล่างใส่ท่อพีวีซีทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการ ถ่ายน้ำ ใส่ดินลงไปและปลูกพืชน้ำ นำปูตัวผู้และปูตัวเมียมาปล่อยลงในบ่อ เลี้ยง บ่อละประมาณ 10-15 ตัว อย่าใส่ปูในบ่อมากนักเพราะปูจะกัดกันเอง ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ



ปูนาจะขุดรูเป็นที่อยู่อาศัย และจะออกหากิน โดยจะกินเศษซากที่เน่าเปื่อย ต้นข้าว หรือลูกปลาขนาดเล็ก จากการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์พบว่าปูนาสามารถหัดให้กินอาหารเม็ดปลาดุกได้ หรือใช้เศษข้าวสวย ให้เป็นอาหารบริเวณที่อยู่อาศัยของปู ส่วนที่เป็นดินต้องหมั่นดูแลทำความสะอาด คือเศษอาหารที่ให้ปู ถ้าเหลือทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก ช่วงที่เก็บผลผลิตควรเป็นช่วงฤดูหนาว เพราะช่วงนี้ปูจะขุดรูอยู่ตามท้องนา หาได้ยาก และบางพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี หรือยาปราบศัตรูพืช เยอะ ๆ ปูก็จะตาย หรือไม่ก็มีการสะสมสารพิษใน ตัวปู การนำปูนามาแปรรูปเป็นอาหารก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัย ส่วนการเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์จะเป็นปูนา ที่ปลอดสารพิษ และสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ได้ ไม่ว่าจะเป็นปูดอง หรือทำเป็นอาหารเพื่อจำหน่าย เป็นรายได้เสริมอีกทาง ไม่ว่าจะทำเป็น ยำปูนา ลาบปูนา ทอดปูกรอบ และอุกะปู เป็นต้น.

การจำหน่ายปูนา


ช่วงที่เหมาะสมในการจำหน่ายปูนานั้นควรเป็นช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่ปูใน ธรรมชาตินั้นหายาก ราคาประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท ในช่วงฤดูฝน เดือนสิงหาคมถึงกันยายน ปูจะมีราคาประมาณ 15 บาทต่อกิโลกรัมและมีแม่ค้ามาซื้อปูถึงที่โดยผู้เลี้ยงไม่ต้องนำปูไปจำหน่าย เอง อย่างไรก็ตามยังมีความต้องการปูนาในท้องตลาดอีกมาก เหมาะแก่การพัฒนาเป็นอาชีพได้
กลุ่มคนเลี้ยงไก่สวยงาม ณ วันนี้ อาจจะได้เคยได้ยินชื่อไก่อียิปต์ เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการ แต่สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง หรือเป็นเพียงแค่ผู้ที่ชื่นชอบ แต่ยังไม่มีไก่สวยงามไว้ในครอบครอง อาจจะไม่คุ้นชื่อไก่สวยงามชนิดนี้นัก เพราะจัดได้ว่า เป็นไก่สวยงามที่พบได้ไม่บ่อยเลย

ไก่อียิปต์ ที่จะเอ่ยถึงในครั้งนี้ พบที่บ้านของ คุณพิทยา คุ้มเมฆ บริเวณตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณพิทยาเป็นเพียงผู้เลี้ยงไก่สวยงามมือใหม่ เพิ่งเริ่มหัดเลี้ยงและจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยคุณพิทยาเองก็เป็นนักเพาะเลี้ยงไก่สวยงามที่เรียกตัวเองว่า เป็นมือใหม่หัดเลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถเพาะขยายพันธุ์และจำหน่ายผ่านเว็บไซต์มาแล้วหลายต่อหลายครา








ไก่อียิปต์ ที่อยู่ในความดูแลของคุณพิทยา มีเพียง 1 คู่ (ผู้-เมีย) ที่ได้แบ่งปันจากเพื่อนมา และยังไม่ได้ผสมสักครั้ง เพราะอายุปัจจุบันของไก่ คือ 7 เดือน คุณพิทยา ต้องการให้ไก่อียิปต์ทั้งคู่มีความสมบูรณ์มากกว่านี้ จึงให้ผสม เพื่อให้ลูกไก่ที่แข็งแรงสมบูรณ์มากพอ

จุดเด่นของไก่อียิปต์ คุณพิทยา ให้ข้อมูลเท่าที่ทราบว่า ไก่อียิปต์ เป็นไก่ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอียิปต์ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในอียิปต์ เมื่อหลายพันปีก่อน และยังเป็นไก่สายพันธุ์หนึ่งที่หายากในประเทศไทย มีเพาะเลี้ยงน้อย ทั้งที่เป็นสายพันธุ์ที่ให้ไข่ดี

จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก ฟาร์มเพชรบูรณ์ไข่เชื้อ จำหน่ายไข่เชื้อและลูกไก่เลือด 100% ทุกสายพันธุ์ ทำให้ทราบว่า ไก่อียิปต์ มีชื่อเรียกอย่างถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดที่ประเทศอียิปต์ เป็นสายพันธุ์ไก่ที่เก่าแก่มากในภูมิภาคนี้ ชื่อนี้มาจากเขตการปกครองฟายยูม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไคโรและตะวันตกของไนล์ เป็นตัวแทน



ลักษณะของไก่บ้านในระหว่างยุคอาณาจักรใหม่ กษัตริย์ตุตันคาเมนได้ซื้อไก่ป่าศรีลังกามาเลี้ยงตามเส้นทางการค้าอบเชยในสมัยโบราณ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในป่าหนามและหนองบึงในอียิปต์ ราวๆ 3,000 ปี ที่แล้ว ถูกนำไปประเทศตะวันตกอย่างน้อยตั้งแต่ทศวรรษ 1940 โดยคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต เป็นสายพันธุ์ที่สมาคมสัตว์ปีกแห่งอเมริกาไม่ยอมรับ และไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของสายพันธุ์

ด้วยหางที่ตั้งขึ้นอกและคอยื่นล้ำออกมาบางครั้งก็ทำให้ดูเหมือนโร้ดรันเนอร์ เป็นไก่สายพันธุ์เบา ไก่เพศผู้หนักประมาณ 2 กิโลกรัม ไก่เพศเมียหนักประมาณ 1.6 กิโลกรัม มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์เท่านั้น ขนในเพศผู้จะเป็นสีขาวเงินบนหัว คอ หลังและสร้อยหลัง ส่วนขนที่เหลือจะเป็นลายแถบสีขาวดำสลับกัน หงอนเดี่ยว หูแดงมีจุดสีขาวและเหนียงสีแดงมีขนาดใหญ่ปานกลาง จะงอยปากและแข้งสีเข้มผิวสีดำน้ำเงิน

ลักษณะภายนอกดูเหมือนสายพันธุ์แคมพีนเงินของเบลเยียมและแคมไพน์ อาจจะสืบเชื้อสายมาจากไก่ที่มีลักษณะคล้ายไก่ฟายูมิ ที่นำมาจากทางตอนเหนือของยุโรปโดยชาวโรมันก็เป็นได้ ไก่ฟายูมิเป็นไก่ที่ทนต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่มีอากาศร้อน เป็นสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมตามหลักฐานบันทึกว่า มีความต้านทานไวรัสและแบคทีเรีย เป็นไก่ที่หากินเก่งและถ้าเลี้ยงแบบปล่อยจะไม่เชื่อง ไก่เพศเมียให้ไข่ขนาดเล็กแต่ให้ไข่ดี เปลือกไข่สีขาวครีม ไก่สาวจะไม่ฟักไข่แต่จะเริ่มฟักเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี


ด้วยชื่อของไก่อียิปต์ที่ถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ไก่ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดจากญี่ปุ่น ทั้งยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ไก่อียิปต์ฟายูมิ และไก่อาหรับแข้งดำ เป็นต้น

ด้วยความเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงสำหรับไก่อียิปต์ คุณพิทยา จึงให้ข้อมูลได้เพียงเบื้องต้นว่า เป็นไก่สวยงามที่พบว่ายังมีจำนวนผู้เลี้ยงไม่มากนักในประเทศไทย ความสวยงามของไก่อียิปต์ อยู่ที่ส่วนคอและปีก ที่มีลายแถบสีขาวดำสลับกันสวยงาม และเชื่อว่าจะเป็นไก่สวยงามที่เป็นตลาดไก่สวยงามใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน



“การดูแลไก่อียิปต์ ก็เหมือนไก่สวยงามทั่วไป สำหรับผม ปล่อยให้กินอาหารเม็ด ให้ใบกระถินเพื่อช่วยเรื่องระบบย่อยในกระเพาะอาหาร ปล่อยลงดินให้คุ้ยเขี่ยตามธรรมชาติของไก่ ให้วัคซีนตามตาราง เสริมวิตามินทางน้ำ และที่สำคัญ กรงที่อยู่อาศัยต้องสะอาด เพื่อป้องกันโรคที่อาจแฝงตัวมาเมื่อเกิดความสกปรกขึ้นได้ โดยกรงที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไก่อียิปต์ คือ ขนาดความสูง 1 เมตร กว้าง 1 เมตร และยาว 2 เมตร ให้ไก่อียิปต์ได้มีพื้นที่กว้างสำหรับเดินผ่อนคลาย”

การดูแลเช่นที่คุณพิทยาบอก ช่วยให้ไก่อียิปต์ที่เลี้ยงไว้ปราศจากโรค และยังไม่พบปัญหาระหว่างการเลี้ยงที่ผ่านมาเลย อีกทั้งไก่อียิปต์ยังมีสุขภาพแข็งแรง ขนสวยงาม รอวันผสมและฟักไข่จนได้ลูกไก่อียิปต์เท่านั้น

ไก่อียิปต์ เป็นเพียงไฮไลต์เล็กๆ ของสัตว์ปีกกลุ่มสวยงามที่คุณพิทยาเลี้ยงไว้ สัตว์ปีกที่เป็นรองจากไก่อียิปต์ และถือว่าเป็นความสวยงามทางจิตใจที่ทำรายได้เสริมให้กับคุณพิทยาอีกชนิด คือ นกพิราบแฟนซี

“ผมมีไก่สวยงามหลายชนิด เช่น ไก่เบตง ไก่ญี่ปุ่น ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่โปแลนด์ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสัตว์ปีก คือ นก ได้แก่ นกค็อกกะเทล นกหงส์หยก และนกพิราบแฟนซี ที่มีคนสนใจมากและจำหน่ายได้ตลอดปี คือ นกพิราบแฟนซี”



นกพิราบแฟนซี ภายในพื้นที่เลี้ยงของคุณพิทยา มีหลายชนิด แต่มีจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ประมาณ 6 คู่ การดูแลนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยานั้น เป็นการดูแลอย่างง่าย โดยปล่อยให้นกเจริญเติบโตใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ยกเว้นการให้อาหาร ซึ่งคุณพิทยาให้อาหารเม็ดสำหรับนกและวิตามินผสมน้ำให้นกพิราบแฟนซีกิน เช่นเดียวกับไก่สวยงาม เพราะถือเป็นสัตว์ปีกสวยงามในกลุ่มใกล้เคียงกัน โดยระยะเริ่มเลี้ยงจะปล่อยรวมกัน เมื่อนกเริ่มจับคู่ จะสังเกตเห็นว่านกพิราบแฟนซีคลอเคลียกัน ซึ่งหมายถึงการจับคู่เริ่มขึ้นแล้ว ให้แยกนก 2 ตัว ที่จับคู่กันออกไว้ในกรงอื่นด้วยกัน ปล่อยให้นกอยู่ด้วยกัน นำลูกมะพร้าวครึ่งลูกใส่ไว้เป็นรังนอน เมื่อนกพิราบแฟนซีมีอายุได้ประมาณ 5 เดือน จะเริ่มผสมและออกไข่ การออกไข่ของนกพิราบแฟนซี จะให้ไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง โดยเปอร์เซ็นต์การฟักของนกพิราบแฟนซีอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์

การฟักไข่ของนกพิราบแฟนซีจะทำได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสลับกันเลี้ยงลูกนกหลังฟักออกจากไข่เป็นตัว รวมถึงการป้อนอาหารให้กับลูกนก คุณพิทยาจะเลี้ยงแบบปล่อยให้พ่อแม่นกเลี้ยงลูกนกเอง จนกว่าลูกนกจะออกจากรังได้ (อายุประมาณ 1 เดือน) ซึ่งขณะนั้นลูกนกจะกินอาหารเม็ดได้เองแล้ว จึงแยกลูกนกออกจากรังไปไว้รวมกับนกในวัยเดียวกันในกรงอื่น



ราคาจำหน่ายในนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยา ไม่สูงนัก ราคาลูกนกคู่ละ 500 บาท ส่วนนกที่จับคู่แล้ว ราคาคู่ละ 800 บาท และด้วยราคาซื้อขายที่ไม่แพงนัก ทำให้คุณพิทยามีลูกค้าติดตามขอซื้อนกพิราบแฟนซีอยู่ตลอด จนพ่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 6 คู่ เริ่มให้ลูกไม่พอจำหน่าย

การจำหน่ายมีเพียงหน้าเฟซบุ๊กและทางโทรศัพท์ ซึ่งสถานที่เลี้ยงของคุณพิทยาอยู่ในตัวเมืองกำแพงเพชร จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ทำให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่จังหวัดโดยรอบและใกล้เคียงกับจังหวัดกำแพงเพชร เช่น จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดตาก เพราะเป็นจังหวัดที่เมื่อติดต่อซื้อขายนกและไก่สวยงามแล้ว จะนัดรับหรือส่งสัตว์เลี้ยงได้ง่าย อีกทั้งใช้ระยะเวลาเดินทางย้ายบ้านให้กับสัตว์เลี้ยงไม่นาน ลดความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงตายระหว่างการขนส่ง

คุณพิทยา ยอมรับว่า เป็นมือใหม่สำหรับวงการไก่สวยงามและนกพิราบแฟนซี แต่ด้วยความรักและสนใจอย่างจริงจัง ประสบการณ์ที่มีมากว่า 4 ปี ก็สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจและต้องการความรู้จากคุณพิทยาได้โดยไม่ปิดบัง หรือจะแวะไปเยี่ยมชมถึงแหล่งเลี้ยงก็นัดแนะมาล่วงหน้าก่อนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (088) 272-8150 สถานที่ตั้งอยู่ที่ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

จาก http://www.matichon.co.th/news/206683