การทำชุดปลูกผักจากกระบอกไม้ไผ่ขั้นต้นคือการเตรียมไม้ไผ่ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะนำไปวาง จากนั้นตัดไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 1.50-2 เมตร เลือกปล้องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถบรรจุดินได้มากเพียงพอในการปลูกผัก

เลื่อยเหนือข้อไม้ไผ่ทั้ง 2 ด้านให้ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วใช้มีดฟันเซาะไปตามเเนวยาว จากนั้นใช้ค้อนตอกข้อไม้ไผ่ให้ทะลุเป็นช่องยาว เพื่อสะดวกสำหรับบรรจุดิน และเป็นทางสำหรับน้ำซึมผ่าน เว้นไว้เฉพาะข้อไผ่ที่อยู่ตรงปลายของทั้งสองข้างเพื่อกั้นดินและน้ำไม่ให้ไหลออก

จากนั้นหาไม้มาสร้างฐานเพื่อวางไม้ไผ่หรือจะเอาไม้ผ่าบากปลายให้เป็นง่ามสำหรับรองรับก็ได้ โดยฐานอาจจะยาวไม่เท่ากัน ขึ้นกับความลาดเอียงของพื้นที่ แต่ไม่ควรให้เอียงเกิน 5 เซนติเมตร เเละระยะห่างของไม้ฐานเเต่จุดควรอยู่ที่ประมาณ 15-20 เซนติเมตร สำหรับรองรับน้ำหนัก ตอกไม้ในเเนวขวางในเเต่ละช่วงของกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นบาน เพื่อยึดให้ฐานติดกัน จะสามารถรับน้ำหนักรางไม้ไผ่ได้เต็มที่ แล้วโรยเเกลบไปตามเเนวยาวของรางไม้ไผ่ หนาประมาณ 1 นิ้ว เพื่อรองพื้นให้เป็นทางน้ำไหลซึมผ่านจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้ดียิ่งขึ้น แล้วบรรจุปุ๋ยหมักลงตามด้วยเเกลบรดน้ำให้ชุ่มอย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดการยุบตัวของแกลบ จากนั้นใส่ดินที่ผสมปุ๋ยหมักลงไปที่ชั้นบน นำกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดินเรียบร้อยเเล้วขึ้นตั้งบนยอดไม้ฐานให้เข้าร่องที่คว้านไว้รองรับ โดยให้ด้านหน้าของชุดปลูกหันเอียงไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้ผักได้รับแสงเเดดอย่างน้อยครึ่งวันในแต่ละวัน

สำหรับผักที่เหมาะกับการปลูกในกระบอกไม้ไผ่นั้น ควรเป็นผักอายุสั้น เเละไม่มีรากมากจนเกินไปนัก การปลูกเหมาะสมกับการหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงหลุมในกระบอกไม้ไผ่มากกว่าการนำต้นกล้าที่เพาะจากภาชนะเพาะมาปลูก โดยหยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด ข้อดีของการนำไม้ไผ่มาทำเป็นภาชนะปลูกคือย่อยสลายง่ายเมื่อเลิกการใช้ประโยชน์ และเหมาะกับการปลูกพืชเพราะสามารถรักษาอุณหภูมิเเละความชื้นได้ดีกว่าภาชนะอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อพีวีซี ที่บางพื้นที่นำมาใช้ทำการปลูกผักแบบนี้ ซึ่งก็ทำได้เช่นกัน
สำหรับการให้น้ำแน่นอนว่าต้องดูแลนิดนึง ด้วยพื้นที่จำกัด และดินมีน้อย การเจริญของต้นพืชจึงต้องอาศัยน้ำเป็นส่วนสำคัญ จะต้องรดน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น แบบชุ่มฉ่ำ

แต่บางแห่งก็แก้ปัญหาน้ำด้วยการทำท่อน้ำหยดมาวางไว้ ปล่อยน้ำให้หยดตลอดเวลา ซึ่งก็จะดีต่อต้นพืช และไม่ต้องเสียเวลาสำหรับผู้เพาะปลูก เพียงคอยดูแลการเจริญเติบโต หรือยามที่เกิดลมแรงที่อาจพัดแรงทำให้ต้นผักที่ปลูกโอนเอียงเสียรูปทรงได้

การปลูกผักด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการบำรุง เพราะเริ่มต้นการผสมดินด้วยปุ๋ยคอก แกลบและดินปลูก จึงเพียงพอต่อความต้องการของต้นพืชทุกชนิดที่นำมาปลูก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็สามารถตัดมาบริโภคภายในครัวเรือนได้ พร้อมปลูกทดแทนไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีผักไว้กินประจำครอบครัว ได้ตลอดทั้งปี แถมเป็นสวนประดับสร้างความสวยงามให้กับบริเวณที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย.
นางย้อม แสงสว่าง อาศัยอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ต.ป่างิ้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นางย้อม เปิดเผยว่า ตนเองมีเวลาว่าง อีกทั้งยังมีที่บริเวณรอบบ้านว่างอยู่ จึงได้คิดทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อซีเมนต์ โดยครั้งแรกได้เริ่มจากนำปลาหมอไทย ปลาดุก และกบมาเลี้ยง ซึ่งได้ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร  จึงได้เริ่มมาทดลองเลี้ยงปลาช่อน โดยเห็นว่าปลาช่อนมีราคาดีและยังไม่มีใครทำ ตนเองจึงได้ทดลองดำเนินการ


โดยวิธีการทำเริ่มจากเตรียมบ่อซีเมนต์หลายขนาด จากนั้นหาลูกปลาช่อนขนาดตัว 1-2 นิ้ว มาเลี้ยง ระยะนี้ให้ใช้อาหารชนิดผงของปลาดุกเล็กมาปั้นก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ 2-3 ก้อน ให้เป็นอาหาร สัปดาห์ต่อมาควรฝึกให้กินจิ้งหรีดตัวเล็กๆ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จะย้ายปลาช่อนลงบ่อเลี้ยงขนาด 5×10 เมตร จำนวนบ่อละ 2,000 – 3,000 ตัว ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปใส่ในบ่อ ช่วงนี้กรณีมีจิ้งหรีดไม่เพียงพอ ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปให้ปลาช่อนกิน โดยประมาณ 15 วัน จะต้องทำความสะอาด และเปลี่ยนถ่ายน้ำ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาช่วงเลี้ยง 8-9 เดือน ซึ่งตัวรุ่นเล็ก 2,500 ตัว จะได้น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัม จะขายกิโลกรัมละ 60 บาท เป็นอย่างต่ำ รวมแล้วเป็นเงิน 72,000 บาท การลงทุนหากไม่คิดค่าบ่อ คิดแต่ค่าอาหารช่วงปลาเล็กๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วใช้เงินประมาณ 1,500บาท/รุ่น ซึ่งก็ทำให้มีกำไรสูงมาก ถ้าเลี้ยงหมุนเวียนประมาณ 3 บ่อ ก็จะมีรายได้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ปลาช่อนยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ขายได้ทุกขนาด และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ยิ่งน้ำหนักตัวละ 8-9 ขีด ไปจนถึง 1กิโลกรัม จะได้ราคาดี อยู่ที่กิโลกรัมละ70-80 บาท หากนำปลาช่อนไปเผา จะขายได้ตัวละ 90-100 บาท โดยปลาช่อนที่มีขนาดเล็ก ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่หากแปรรูปเป็นปลาเค็ม และปลาช่อนแดดเดียว จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 120 บาท เลยทีเดียว



ขอบคุณข้อมูล / ภาพ จาก  facebook เกษตรกรก้าวหน้า
การเลี้ยงมดแดง ถ้าเรารู้เทคนิคและวิธีการเลี้ยงก็จะทำให้มีผลผลิตไข่มดแดงมาก ขึ้น ซึ่งอาจารย์ไพรัตน์ ชื่นศรี แห่งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านแสงจันทร์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงมดแดงนอกฤดูไว้ดังนี้




วัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับการเลี้ยงมดแดง

1.ขวดน้ำอัดลมพลาสติกขนาดใหญ่1.25 ลิตร พร้อมฝาจำนวน 5 - 10 ขวด

2. เชือกด้ายสีแดง(ไนล่อน)ความหนาขนาดเชือกว่าว

3. กิ่งไม้ ความยาว 1 ฟุต จำนวน 10-20 อัน เพื่อทำเป็นสะพาน ทางลงไปกินน้ำและอาหาร

4. ลวด ขนาดยาว 1-2 ฟุต หรือตามขนาดรอบวงของต้นไม้ 5-10 ขด

5. เศษอาหาร พวกกระดูก ก้างปลา หัวปลา ปู กุ้ง เศษอาหารอื่นที่ หาได้ และน้ำ

6. มีดเล็ก คัทเตอร์ คีมตัดลวด ถุงปุ๋ย พร้อมเชือกฟางมัดถุง




ขั้นตอนวิธีการทำ

1. สังเกตดูบริเวณป่าที่จะเลี้ยงมดแดงจะต้องมีต้นไม้อย่างน้อย 5-10 ต้น เป็นไม้ผล หรือไม้พื้นเมืองก็ได้ มดแดงจะชอบอยู่ อาศัยพื้นที่ป่า และพื้นที่ที่มีต้นไม้ใบอ่อน

2. ตัดขวดน้ำพลาสติก โดยแบ่งครึ่ง 2 ส่วน ล้างน้ำให้สะอาด นำมาเจาะรู 2 รู เพื่อทำการผูกลวดใส่กับต้นไม้

3. ส่วนที่มีฝาขวดใช้ใส่อาหารเพราะถ้ามีน้ำขังสามารถเปิดฝาให้น้ำระบายออกได้

4. ส่วนที่เป็นก้นขวดให้ใส่น้ำ และนำกิ่งไม้ใช้เชือกผูกกับต้นไม้เป็นทางลงโดยหย่อนพาดลงในขวดที่ตัดใส่น้ำและอาหาร

5.ขึงเชือกโดยผูกติดกับต้นไม้และผูกโยงเชือกระหว่างต้นไม้เป็นถนนเส้นทางเดินไปมาของมดระหว่างต้นไม้

6. การเลี้ยงหลังจากจัดเตรียมเส้นทางและเลือกต้นไม้ไว้แล้ว ให้ไปหารังมดแดง นอกพื้นที่ไกล ๆ ยิ่งดี เพื่อไม่ให้เกิดเลือดชิดเพราะถ้าเลือดชิดจะทำให้การเกิดไข่น้อย

7. หลังจากที่เลือกรังมดแดงได้แล้ว ให้ทำการตัดรังมดแดงใส่ในถุงปุ๋ยรังละถุง

8. นำรังมดแดงที่ตัดมาได้เอาปล่อยในตอนเย็น โดยมัดถุงปุ๋ยที่ใส่มดแดงไว้กับต้นไม้ ตอนเช้าค่อยให้น้ำและอาหารที่เตรียมไว้ในขวดน้ำอัดลมที่มัดติดต้นไม้ มดแดงก็จะไต่ออกมาและสร้างรังใหม่เอง



ส่วนการดูแลและให้อาหาร

อาหารจะเป็นการให้เศษอาหารและทำการเปลี่ยนน้ำอาทิตย์ละ1ครั้งต้องคอยดูแลเรื่องมดดำที่เป็นศัตรูสำคัญของมดแดงเพราะถ้ามีมดดำมาก มดแดงจะหนี หากฝนไม่ตกให้ทำการฉีดน้ำใส่ใบหรือฉีดใส่ต้นไม้ในช่วงเย็นๆ เดือนละ 1-2 ครั้ง ในช่วงฤดูหนาวและร้อน มดแดงก็จะเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น



เทคนิคการเลี้ยงนอกฤดู

หากฝนไม่ตกให้ทำการฉีดน้ำใส่ใบหรือฉีดใส่ต้นไม้ในช่วงเย็นๆเดือนละ1-2 ครั้ง ในช่วงฤดูหนาวและร้อน มดแดงก็จะเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น

หรือให้ติดสปริงเกอร์ ตลอดแนวราวเลี้ยงมดแดง เพื่อฉีดน้ำในช่วงที่ฝนไม่ตกหรือฤดูร้อนเพื่อหลอกว่าเป็นช่วงฤดูฝน โดยที่ในช่วงเดือนมีนาคม เริ่มให้น้ำโดยการใช้น้ำฉีดจากสายยางหรือสปริงเกอร์ที่ติดตั้งไว้ จากนั้นให้อาหารตามปกติ ประมาณอีก 1 เดือน เริ่มมีไข่สามารถเก็บจำหน่ายได้

วิธีการสังเกตว่ามดแดงรังไหนสามารถเก็บได้คือ ให้ดูจากรังว่าใหญ่หรือไม่ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ให้สังเกตว่าที่รังมดแดงเป็นฝ้าหรือไม่ ถ้าเป็นฝ้าสีขาวขึ้นตามขอบรังแสดงว่าเก็บมดแดงได้



วิธีการเก็บ

ใช้ท่อพีวีซีขนาด 2 นิ้ว 2 ท่อน ต่อกัน แล้วตัดปลายเป็นปากฉลามเพื่อไว้แหย่รังมดแดงเพื่อกันรังมดแดงแตก ส่วนภาชนะที่ใช้เก็บควรใช้ถุงพลาสติกแบบหูหิ้วมัดปลายท่อพีวีซีเพื่อเก็บไข่ที่แหย่ลงมา และเป็นการป้องกันมดกัดด้วยเพราะท่อพีวีซีและถุงลื่นมดไม่สามารถขึ้นมาเกาะผู้เก็บได้

แหล่งที่มาของข้อมูล:คุณไพรัตน์ ชื่นศรี ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแสงจันทร์ หมู่ที่ 7 ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มา http://www.kasetporpeangclub.com   http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php…
ชะอมพืชผักกลิ่นฉุนแต่อร่อยเหาะ ทำอาหารได้หลากหลาย เรียกได้ว่าเมนูไหนๆคนไทยเราก็ชอบอร่อยแน่นอน ไม่ว่าจะชะอมไข่ทานกับน้ำพริกกะปิ แกงส้มชะอมกุ้ง หรือเอาไปลวกจิ้มน้ำพริกก็ได้ ดังนั้นนี้จึงเป็นอาหารคู่บ้านคนไทยทุกภาคเลยนั้นเอง

“ชะอมไร้หนาม”

เพียงปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ จากนั้นขุดหลุมปลูกให้มีความกว้าง ยาวและลึกประมาณ 20 เซนติเมตร โดยทั่วไปชะอมไร้หนามสามารถปลูกได้กับดินทุกประเภท แต่หากเป็นดินเหนียว

ในช่วงแรกควรทำให้ดินละเอียดก่อน เพื่อให้รากเดินได้สะดวก พอต้นเริ่มโต รากก็จะเดินได้ดี จะทำให้ต้นชะอมแข็งแรงขึ้น

การเตรียมดินควรผสมดินที่ขุดมาจากหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 2 กำมือ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 1x1 เมตร ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นชะอมไร้หนามได้ประมาณ 1,600 ต้น

หลังจากที่ขุดหลุมปลูกและผสมปุ๋ยเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งตอนชะอมที่เตรียมไว้แช่น้ำพอชุ่ม แล้วแกะถุงพลาสติกที่หุ้มรากออก

ปักกิ่งชะอมให้อยู่ส่วนกลางของหลุม กลบดินและอัดแน่น รดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอ
IMG_1053

ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะเริ่มแตกยอด ชะอมเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว

นับตั้งแต่เริ่มปลูกจนตัดยอดขายได้ใช้เวลาเพียง 3–4 เดือนเท่านั้น

วิธีตัดยอดขาย จะต้อง “เหลือใบรองยอด” ไว้ จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก

การเก็บจะเก็บได้ทุก 4 วัน หรือ วันเว้นวันแล้วแต่ความยาวของยอด เมื่อเก็บมาแล้วนำมากำเป็นแพแพละ 8–10 ยอด แล้วใช้ใบกล้วยพันรอบกำรัดด้วยยางนำไปขายมัดละ 4–5 บาท


ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 1,600 ต้น เก็บเกี่ยววันละ 800 ต้น จะได้ประมาณ 100 กำ

ในกรณีที่ขายส่งก็จะมีรายได้วันละ 400–500 บาท

 ในรอบเดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 12,000–15,000 บาท ทุกเดือน

หากต้องการมีรายได้มากกว่านี้ก็ให้เพิ่มพื้นที่การปลูก ถ้าต้องการเดือนละ 50,000 บาท ก็ให้ปลูกชะอมที่ประมาณ 4 ไร่

แต่ทั้งนี้ ต้อง “สำรวจตลาด” ให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน ว่าอยู่ใกล้หรือใกล้ และมีปริมาณรับซื้อในแต่ละวันประมาณเท่าไหร่ด้วย


สำหรับประชาชนและเกษตรกรโดยทั่วไปที่ต้องการศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูก “ชะอมไร้หนาม เชิงพาณิชย์”

เข้าไปศึกษาหาความรู้และดูแปลงสาธิตได้ที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา” ได้

ที่นั่นมีให้ดูโดย “ไม่คิดค่าใช้จ่าย” ใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมแจกคู่มือการปลูกให้ฟรีอีกด้วย.
หรือ  คลิก ติดต่อ ซื้อกิ่งชะอม กันเอง ที่

http://goo.gl/u5F7an

หรือ ที่

http://goo.gl/8paBk1