“วรพงษ์ ชอบชื่น” เจ้าของสวนมะนาวแป้น (ต้นแบบ) ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเพาะมะนาวเข่งและปลูกผักสวนครัวไร้สารจำหน่าย บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ เลขที่ 30/9 หมู่ 3 ต.ชัยมงคล (ริมถนนเส้นทางพระประโทน-บ้านแพ้ว) อ.เมือง จ.สมุทรสาคร กระทั่งล่าสุดได้ยกระดับเป็นต้นแบบ “แปลงสาธิตผสมผสานปลูกพืชหมุนเวียนปลอดสารเคมี" และ “ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ จ.สมุทรสาคร” ทำให้มีรายได้กว่า 1 ล้านบาทต่อปี

 วรพงษ์ เล่าว่ามีความชื่นชอบทำสวนผสมเป็นการส่วนตัว โดยที่ผ่านมาได้ประสบการณ์จากคลุกคลีในวงการเกษตรมากพอสมควรหลายปี กระทั่งเมื่อปี 2551 ได้จังหวะทำสวนมะนาวแบบผสมผสานตามความคิดและเริ่มต้นอย่างจริงจัง ทำควบคู่กับผักสวนครัวหลังเห็นความสำคัญของที่ดินว่างเปล่ามีใช้อยู่ประมาณ 2 ไร่เศษทำประโยชน์ได้ จึงตัดสินใจรวบรวมทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ ค่อยๆ ดำเนินการ หาซื้อดินมาปรับปรุงและปรับหน้าดินตามความต้องการ แบ่งเป็นโซนๆ เพื่อทำพืชหมุนเวียนแบบผสม โดยเน้นเลือกใช้เข่งขนาด 70 เซนติเมตร มาปลูกมะนาวขายเพื่อประหยัดเนื้อที่ อย่างไรก็ตามต่อมาไม่นานต้องหยุดว่างเว้นไปช่วงหนึ่งราว 1-2 ปี เนื่องจากมีโครงการซ่อมแซมขยายถนนสายพระประโทน-บ้านแพ้ว ผ่านหน้าบ้านทำให้การสัญจรไม่สะดวกไม่ค่อยสะดวก กระทั่งมาลงตัวในปี 2557

                      “ในพื้นที่ตอนนี้มีมะนาวเข่ง (หรือหลัว) มีประมาณกว่า 300 ต้น นอกจากนี้ยังมีโซนปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารเคมีเกือบครบทุกชนิด มีโซนผลิตปุ๋ยและยาจากธรรมชาติ ส่วนเนื้อดินที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นดินผสมจากใบต้มก้ามปูเป็นหลัก เพราะเหมาะกับพืชหลายชนิดต้องการ โดยเฉพาะมะนาวจะชอบดินร่วนซุย ทำให้ขณะนี้มีสินค้าขายเป็นรายได้หมุนเวียนหลายอย่างเข้ามา”




                      เจ้าของสวนมะนาวคนเดิมเผยอีกว่า สำหรับมะนาวแป้นนั้นในสมุทรสาครถือเป็นพืชที่ทำเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่งของจังหวัด ยิ่งช่วงหน้าร้อน ยิ่งทำรายได้ดีเพราะความต้องของตลาดรับซื้อไม่อั้น ขณะที่การบริโภคก็ใช้กินกันอยู่ทุกวัน ส่วนพันธุ์ผลไม้ใหญ่ที่ซื้อดักหน้ามาปลูกไว้ก่อนเพื่อช่วยบังแสงแดดช่วยพืชล้มลุก ก็สามารถทำเงินได้เล็กน้อยๆ แต่มีตลอดทั้งปี เช่น มะม่วง มะขาม ละมุด กระท้อน หมากไทย กล้วยน้ำหว้า และกล้วยหอม ไม่ใช่ขายมะนาวอย่างเดียว ที่เป็นตัวชูโรงอันดับหนึ่ง

                      “ส่วนข้อดีมะนาวบ้านแพ้วคือ ลูกใหญ่ เนื้อนุ่ม ให้น้ำมาก โดยเฉพาะผิวเปลือกบางเป็นจุดเด่นซึ่งผ่านพิสูจน์มาแล้ว แต่ราคาอาจจะสูงกว่าชนิดอื่นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมะนาวบรรจุเข่งจุดเด่นก็คือ ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ประหยัดเนื้อที่ ดูแลรักษาก็ง่าย และง่ายต่อการบังคับให้น้ำ อย่างการพรวนดินแค่เราเขย่าเข่งให้เคลื่อนไหวไปมา ข้อสำคัญมะนาวในเข่งสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้แค่คำนวณไว้ล่วงหน้า 6-7 เดือน สวนแห่งนี้เป็นหัวใจหลัก"

                      เจ้าของสวนย้ำด้วยว่า สำหรับมะนาวบรรจุเข่งที่ขายสังเกตที่โคนต้นยังมีผักสวนครัวชนิดต่างๆ เหมาะสมกับมะนาวเรื่องมีกลิ่นฉุน อาทิ กะเพรา โหระพา พริก หรือผักชี ให้มาเกื้อกูลกันช่วยไล่แมลงให้ด้วย ขณะที่สนนราคาขายอยู่ ณ ขณะนี้เข่งแถมลูกไปด้วยสามารถนำไปทำเงินได้เลยเข่งละ 3,000 บาท หากเป็นมะนาวต้นกล้าราคาตั้งแต่ต้นละ 40 บาทขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ที่สวนมีจำหน่ายขายทั้งมะนาวและพืชผักรวมๆ แล้วกว่า 1 ล้านบาทต่อปี

                      ไม่เพียงการทำสวนมะนาวเข่งและพือผักสวนครัวเท่านั้น แต่วรพงษ์ยังมีจิตสาธารณะช่วยงานสังคมด้วยการเป็นวิทยากรความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประธานศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ จ.สมุทรสาคร ประธานสหกรณ์เพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส., ประธานสภาสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหลายปีก่อนได้เป็นตัวแทนสภาเกษตรเยาวชน ที่ผ่านมาจึงออกเสวนาร่วมเวทีโครงการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้วิถีเกษตรในและนอกจังหวัด ไปเผยแพร่ประสบการณ์นับไม่ถ้วน สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากจะเรียนรู้ดูงานหรือซื้อกิ่งพันธุ์และผลิตผลทางการเกษตรจากสวนแห่งนี้เจ้าของสวนยินดีต้อนรับตลอดเวลา
การทำชุดปลูกผักจากกระบอกไม้ไผ่ขั้นต้นคือการเตรียมไม้ไผ่ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะนำไปวาง จากนั้นตัดไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 1.50-2 เมตร เลือกปล้องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถบรรจุดินได้มากเพียงพอในการปลูกผัก

เลื่อยเหนือข้อไม้ไผ่ทั้ง 2 ด้านให้ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วใช้มีดฟันเซาะไปตามเเนวยาว จากนั้นใช้ค้อนตอกข้อไม้ไผ่ให้ทะลุเป็นช่องยาว เพื่อสะดวกสำหรับบรรจุดิน และเป็นทางสำหรับน้ำซึมผ่าน เว้นไว้เฉพาะข้อไผ่ที่อยู่ตรงปลายของทั้งสองข้างเพื่อกั้นดินและน้ำไม่ให้ไหลออก

จากนั้นหาไม้มาสร้างฐานเพื่อวางไม้ไผ่หรือจะเอาไม้ผ่าบากปลายให้เป็นง่ามสำหรับรองรับก็ได้ โดยฐานอาจจะยาวไม่เท่ากัน ขึ้นกับความลาดเอียงของพื้นที่ แต่ไม่ควรให้เอียงเกิน 5 เซนติเมตร เเละระยะห่างของไม้ฐานเเต่จุดควรอยู่ที่ประมาณ 15-20 เซนติเมตร สำหรับรองรับน้ำหนัก ตอกไม้ในเเนวขวางในเเต่ละช่วงของกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นบาน เพื่อยึดให้ฐานติดกัน จะสามารถรับน้ำหนักรางไม้ไผ่ได้เต็มที่ แล้วโรยเเกลบไปตามเเนวยาวของรางไม้ไผ่ หนาประมาณ 1 นิ้ว เพื่อรองพื้นให้เป็นทางน้ำไหลซึมผ่านจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้ดียิ่งขึ้น แล้วบรรจุปุ๋ยหมักลงตามด้วยเเกลบรดน้ำให้ชุ่มอย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดการยุบตัวของแกลบ จากนั้นใส่ดินที่ผสมปุ๋ยหมักลงไปที่ชั้นบน นำกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดินเรียบร้อยเเล้วขึ้นตั้งบนยอดไม้ฐานให้เข้าร่องที่คว้านไว้รองรับ โดยให้ด้านหน้าของชุดปลูกหันเอียงไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้ผักได้รับแสงเเดดอย่างน้อยครึ่งวันในแต่ละวัน

สำหรับผักที่เหมาะกับการปลูกในกระบอกไม้ไผ่นั้น ควรเป็นผักอายุสั้น เเละไม่มีรากมากจนเกินไปนัก การปลูกเหมาะสมกับการหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงหลุมในกระบอกไม้ไผ่มากกว่าการนำต้นกล้าที่เพาะจากภาชนะเพาะมาปลูก โดยหยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด ข้อดีของการนำไม้ไผ่มาทำเป็นภาชนะปลูกคือย่อยสลายง่ายเมื่อเลิกการใช้ประโยชน์ และเหมาะกับการปลูกพืชเพราะสามารถรักษาอุณหภูมิเเละความชื้นได้ดีกว่าภาชนะอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อพีวีซี ที่บางพื้นที่นำมาใช้ทำการปลูกผักแบบนี้ ซึ่งก็ทำได้เช่นกัน
สำหรับการให้น้ำแน่นอนว่าต้องดูแลนิดนึง ด้วยพื้นที่จำกัด และดินมีน้อย การเจริญของต้นพืชจึงต้องอาศัยน้ำเป็นส่วนสำคัญ จะต้องรดน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น แบบชุ่มฉ่ำ

แต่บางแห่งก็แก้ปัญหาน้ำด้วยการทำท่อน้ำหยดมาวางไว้ ปล่อยน้ำให้หยดตลอดเวลา ซึ่งก็จะดีต่อต้นพืช และไม่ต้องเสียเวลาสำหรับผู้เพาะปลูก เพียงคอยดูแลการเจริญเติบโต หรือยามที่เกิดลมแรงที่อาจพัดแรงทำให้ต้นผักที่ปลูกโอนเอียงเสียรูปทรงได้

การปลูกผักด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการบำรุง เพราะเริ่มต้นการผสมดินด้วยปุ๋ยคอก แกลบและดินปลูก จึงเพียงพอต่อความต้องการของต้นพืชทุกชนิดที่นำมาปลูก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็สามารถตัดมาบริโภคภายในครัวเรือนได้ พร้อมปลูกทดแทนไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีผักไว้กินประจำครอบครัว ได้ตลอดทั้งปี แถมเป็นสวนประดับสร้างความสวยงามให้กับบริเวณที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย.
นางย้อม แสงสว่าง อาศัยอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ต.ป่างิ้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อซีเมนต์ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นางย้อม เปิดเผยว่า ตนเองมีเวลาว่าง อีกทั้งยังมีที่บริเวณรอบบ้านว่างอยู่ จึงได้คิดทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อซีเมนต์ โดยครั้งแรกได้เริ่มจากนำปลาหมอไทย ปลาดุก และกบมาเลี้ยง ซึ่งได้ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร  จึงได้เริ่มมาทดลองเลี้ยงปลาช่อน โดยเห็นว่าปลาช่อนมีราคาดีและยังไม่มีใครทำ ตนเองจึงได้ทดลองดำเนินการ


โดยวิธีการทำเริ่มจากเตรียมบ่อซีเมนต์หลายขนาด จากนั้นหาลูกปลาช่อนขนาดตัว 1-2 นิ้ว มาเลี้ยง ระยะนี้ให้ใช้อาหารชนิดผงของปลาดุกเล็กมาปั้นก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ 2-3 ก้อน ให้เป็นอาหาร สัปดาห์ต่อมาควรฝึกให้กินจิ้งหรีดตัวเล็กๆ เมื่อลูกปลาอายุ 1 เดือน จะย้ายปลาช่อนลงบ่อเลี้ยงขนาด 5×10 เมตร จำนวนบ่อละ 2,000 – 3,000 ตัว ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปใส่ในบ่อ ช่วงนี้กรณีมีจิ้งหรีดไม่เพียงพอ ให้ใช้หอยเชอรี่มาต้มทั้งตัว และแคะเอาแต่เนื้อหอยมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปให้ปลาช่อนกิน โดยประมาณ 15 วัน จะต้องทำความสะอาด และเปลี่ยนถ่ายน้ำ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาช่วงเลี้ยง 8-9 เดือน ซึ่งตัวรุ่นเล็ก 2,500 ตัว จะได้น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัม จะขายกิโลกรัมละ 60 บาท เป็นอย่างต่ำ รวมแล้วเป็นเงิน 72,000 บาท การลงทุนหากไม่คิดค่าบ่อ คิดแต่ค่าอาหารช่วงปลาเล็กๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วใช้เงินประมาณ 1,500บาท/รุ่น ซึ่งก็ทำให้มีกำไรสูงมาก ถ้าเลี้ยงหมุนเวียนประมาณ 3 บ่อ ก็จะมีรายได้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ปลาช่อนยังเป็นปลาเศรษฐกิจที่ขายได้ทุกขนาด และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ยิ่งน้ำหนักตัวละ 8-9 ขีด ไปจนถึง 1กิโลกรัม จะได้ราคาดี อยู่ที่กิโลกรัมละ70-80 บาท หากนำปลาช่อนไปเผา จะขายได้ตัวละ 90-100 บาท โดยปลาช่อนที่มีขนาดเล็ก ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่หากแปรรูปเป็นปลาเค็ม และปลาช่อนแดดเดียว จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 120 บาท เลยทีเดียว



ขอบคุณข้อมูล / ภาพ จาก  facebook เกษตรกรก้าวหน้า
การเลี้ยงมดแดง ถ้าเรารู้เทคนิคและวิธีการเลี้ยงก็จะทำให้มีผลผลิตไข่มดแดงมาก ขึ้น ซึ่งอาจารย์ไพรัตน์ ชื่นศรี แห่งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านแสงจันทร์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงมดแดงนอกฤดูไว้ดังนี้




วัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับการเลี้ยงมดแดง

1.ขวดน้ำอัดลมพลาสติกขนาดใหญ่1.25 ลิตร พร้อมฝาจำนวน 5 - 10 ขวด

2. เชือกด้ายสีแดง(ไนล่อน)ความหนาขนาดเชือกว่าว

3. กิ่งไม้ ความยาว 1 ฟุต จำนวน 10-20 อัน เพื่อทำเป็นสะพาน ทางลงไปกินน้ำและอาหาร

4. ลวด ขนาดยาว 1-2 ฟุต หรือตามขนาดรอบวงของต้นไม้ 5-10 ขด

5. เศษอาหาร พวกกระดูก ก้างปลา หัวปลา ปู กุ้ง เศษอาหารอื่นที่ หาได้ และน้ำ

6. มีดเล็ก คัทเตอร์ คีมตัดลวด ถุงปุ๋ย พร้อมเชือกฟางมัดถุง




ขั้นตอนวิธีการทำ

1. สังเกตดูบริเวณป่าที่จะเลี้ยงมดแดงจะต้องมีต้นไม้อย่างน้อย 5-10 ต้น เป็นไม้ผล หรือไม้พื้นเมืองก็ได้ มดแดงจะชอบอยู่ อาศัยพื้นที่ป่า และพื้นที่ที่มีต้นไม้ใบอ่อน

2. ตัดขวดน้ำพลาสติก โดยแบ่งครึ่ง 2 ส่วน ล้างน้ำให้สะอาด นำมาเจาะรู 2 รู เพื่อทำการผูกลวดใส่กับต้นไม้

3. ส่วนที่มีฝาขวดใช้ใส่อาหารเพราะถ้ามีน้ำขังสามารถเปิดฝาให้น้ำระบายออกได้

4. ส่วนที่เป็นก้นขวดให้ใส่น้ำ และนำกิ่งไม้ใช้เชือกผูกกับต้นไม้เป็นทางลงโดยหย่อนพาดลงในขวดที่ตัดใส่น้ำและอาหาร

5.ขึงเชือกโดยผูกติดกับต้นไม้และผูกโยงเชือกระหว่างต้นไม้เป็นถนนเส้นทางเดินไปมาของมดระหว่างต้นไม้

6. การเลี้ยงหลังจากจัดเตรียมเส้นทางและเลือกต้นไม้ไว้แล้ว ให้ไปหารังมดแดง นอกพื้นที่ไกล ๆ ยิ่งดี เพื่อไม่ให้เกิดเลือดชิดเพราะถ้าเลือดชิดจะทำให้การเกิดไข่น้อย

7. หลังจากที่เลือกรังมดแดงได้แล้ว ให้ทำการตัดรังมดแดงใส่ในถุงปุ๋ยรังละถุง

8. นำรังมดแดงที่ตัดมาได้เอาปล่อยในตอนเย็น โดยมัดถุงปุ๋ยที่ใส่มดแดงไว้กับต้นไม้ ตอนเช้าค่อยให้น้ำและอาหารที่เตรียมไว้ในขวดน้ำอัดลมที่มัดติดต้นไม้ มดแดงก็จะไต่ออกมาและสร้างรังใหม่เอง



ส่วนการดูแลและให้อาหาร

อาหารจะเป็นการให้เศษอาหารและทำการเปลี่ยนน้ำอาทิตย์ละ1ครั้งต้องคอยดูแลเรื่องมดดำที่เป็นศัตรูสำคัญของมดแดงเพราะถ้ามีมดดำมาก มดแดงจะหนี หากฝนไม่ตกให้ทำการฉีดน้ำใส่ใบหรือฉีดใส่ต้นไม้ในช่วงเย็นๆ เดือนละ 1-2 ครั้ง ในช่วงฤดูหนาวและร้อน มดแดงก็จะเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น



เทคนิคการเลี้ยงนอกฤดู

หากฝนไม่ตกให้ทำการฉีดน้ำใส่ใบหรือฉีดใส่ต้นไม้ในช่วงเย็นๆเดือนละ1-2 ครั้ง ในช่วงฤดูหนาวและร้อน มดแดงก็จะเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น

หรือให้ติดสปริงเกอร์ ตลอดแนวราวเลี้ยงมดแดง เพื่อฉีดน้ำในช่วงที่ฝนไม่ตกหรือฤดูร้อนเพื่อหลอกว่าเป็นช่วงฤดูฝน โดยที่ในช่วงเดือนมีนาคม เริ่มให้น้ำโดยการใช้น้ำฉีดจากสายยางหรือสปริงเกอร์ที่ติดตั้งไว้ จากนั้นให้อาหารตามปกติ ประมาณอีก 1 เดือน เริ่มมีไข่สามารถเก็บจำหน่ายได้

วิธีการสังเกตว่ามดแดงรังไหนสามารถเก็บได้คือ ให้ดูจากรังว่าใหญ่หรือไม่ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ให้สังเกตว่าที่รังมดแดงเป็นฝ้าหรือไม่ ถ้าเป็นฝ้าสีขาวขึ้นตามขอบรังแสดงว่าเก็บมดแดงได้



วิธีการเก็บ

ใช้ท่อพีวีซีขนาด 2 นิ้ว 2 ท่อน ต่อกัน แล้วตัดปลายเป็นปากฉลามเพื่อไว้แหย่รังมดแดงเพื่อกันรังมดแดงแตก ส่วนภาชนะที่ใช้เก็บควรใช้ถุงพลาสติกแบบหูหิ้วมัดปลายท่อพีวีซีเพื่อเก็บไข่ที่แหย่ลงมา และเป็นการป้องกันมดกัดด้วยเพราะท่อพีวีซีและถุงลื่นมดไม่สามารถขึ้นมาเกาะผู้เก็บได้

แหล่งที่มาของข้อมูล:คุณไพรัตน์ ชื่นศรี ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านแสงจันทร์ หมู่ที่ 7 ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มา http://www.kasetporpeangclub.com   http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php…
ชะอมพืชผักกลิ่นฉุนแต่อร่อยเหาะ ทำอาหารได้หลากหลาย เรียกได้ว่าเมนูไหนๆคนไทยเราก็ชอบอร่อยแน่นอน ไม่ว่าจะชะอมไข่ทานกับน้ำพริกกะปิ แกงส้มชะอมกุ้ง หรือเอาไปลวกจิ้มน้ำพริกก็ได้ ดังนั้นนี้จึงเป็นอาหารคู่บ้านคนไทยทุกภาคเลยนั้นเอง

“ชะอมไร้หนาม”

เพียงปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ จากนั้นขุดหลุมปลูกให้มีความกว้าง ยาวและลึกประมาณ 20 เซนติเมตร โดยทั่วไปชะอมไร้หนามสามารถปลูกได้กับดินทุกประเภท แต่หากเป็นดินเหนียว

ในช่วงแรกควรทำให้ดินละเอียดก่อน เพื่อให้รากเดินได้สะดวก พอต้นเริ่มโต รากก็จะเดินได้ดี จะทำให้ต้นชะอมแข็งแรงขึ้น

การเตรียมดินควรผสมดินที่ขุดมาจากหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 2 กำมือ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 1x1 เมตร ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นชะอมไร้หนามได้ประมาณ 1,600 ต้น

หลังจากที่ขุดหลุมปลูกและผสมปุ๋ยเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งตอนชะอมที่เตรียมไว้แช่น้ำพอชุ่ม แล้วแกะถุงพลาสติกที่หุ้มรากออก

ปักกิ่งชะอมให้อยู่ส่วนกลางของหลุม กลบดินและอัดแน่น รดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอ
IMG_1053

ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะเริ่มแตกยอด ชะอมเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว

นับตั้งแต่เริ่มปลูกจนตัดยอดขายได้ใช้เวลาเพียง 3–4 เดือนเท่านั้น

วิธีตัดยอดขาย จะต้อง “เหลือใบรองยอด” ไว้ จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก

การเก็บจะเก็บได้ทุก 4 วัน หรือ วันเว้นวันแล้วแต่ความยาวของยอด เมื่อเก็บมาแล้วนำมากำเป็นแพแพละ 8–10 ยอด แล้วใช้ใบกล้วยพันรอบกำรัดด้วยยางนำไปขายมัดละ 4–5 บาท


ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 1,600 ต้น เก็บเกี่ยววันละ 800 ต้น จะได้ประมาณ 100 กำ

ในกรณีที่ขายส่งก็จะมีรายได้วันละ 400–500 บาท

 ในรอบเดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 12,000–15,000 บาท ทุกเดือน

หากต้องการมีรายได้มากกว่านี้ก็ให้เพิ่มพื้นที่การปลูก ถ้าต้องการเดือนละ 50,000 บาท ก็ให้ปลูกชะอมที่ประมาณ 4 ไร่

แต่ทั้งนี้ ต้อง “สำรวจตลาด” ให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน ว่าอยู่ใกล้หรือใกล้ และมีปริมาณรับซื้อในแต่ละวันประมาณเท่าไหร่ด้วย


สำหรับประชาชนและเกษตรกรโดยทั่วไปที่ต้องการศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูก “ชะอมไร้หนาม เชิงพาณิชย์”

เข้าไปศึกษาหาความรู้และดูแปลงสาธิตได้ที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา” ได้

ที่นั่นมีให้ดูโดย “ไม่คิดค่าใช้จ่าย” ใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมแจกคู่มือการปลูกให้ฟรีอีกด้วย.
หรือ  คลิก ติดต่อ ซื้อกิ่งชะอม กันเอง ที่

http://goo.gl/u5F7an

หรือ ที่

http://goo.gl/8paBk1
คุณเตือนใจ มิอะ  เกษตรกรผู้ปลูกผักหวานป่า บอกครับว่า เดิมทีชาวบ้านจะออกไปเก็บในป่า แต่การเดินทางค่อนข้างลำบาก และเสี่ยงต่ออันตราย ชาวบ้านจึงนำเมล็ดมาเพาะและปลูกตามริมรั้วข้างบ้านแทนการออกไปเก็บจากป่า
ธรรมชาติดั้งเดิมของผักหวานป่า เป็นพืชที่ไม่ชอบแสง ดังนั้นต้องปลูกใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ แสงผ่านประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์   โดยขนาดหลุมปลูกจะกว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 25 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและแถวห่างกัน 1 เมตร



หลังจากปลูกไปแล้ว จะบำรุงด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด เพราะผักหวานไม่ชอบ หากใช้อาจทำให้ต้นตายได้  ส่วนการให้น้ำ พี่เตือนใจบอกครับว่า จะให้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง จะเป็นระบบสปริงเกอร์แบบนี้ หรือระบบน้ำหยดก็ได้ ขึ้นอยู่กับต้นทุนของผู้ปลูก ประมาณ 2-3 ปี ผักหวานที่ปลูกจะเริ่มเก็บยอดมารับประทานได้แล้วล่ะครับ

ส่วนเทคนิคการทำให้ผักหวานป่าแตกยอด พี่เตือนใจบอกครับว่า ให้ริดใบออก เพื่อกระตุ้นให้ยอดแตกใหม่ขึ้น แค่นี้เราก็จะได้ผักหวานป่ามา ต้ม ผัด แกง ตามเมนูสุดอร่อย นานกว่า 20 ปี เลยละครับ

แม้ว่าผักหวานป่าจะมีผลผลิตทั้งปีก็ตาม แต่คนยังนิยมรับประทานผักหวานป่ากันเป็นฤดู คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผักหวานป่าให้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 100-120 บาท  ซึ่งจะมีพ่อค้าวิ่งมารับซื้อกันถึงหน้าบ้านเลย เรียกกันว่าเก็บยังไงก็ไม่พอขาย โดยผักหวานป่าอายุ 3 ปีขึ้นไป ต้นหนึ่งสามารถให้ผลผลิตได้ถึงต้นละ 10 กิโลกรัมต่อปี

และนอกจากนี้หลังฤดูผักหวานป่า ยังสามารถนำเมล็ดมาเพาะพันธุ์จำหน่าย โดยนำเมล็ดที่ผ่านกระบวนการล้างและลอกเปลือกนอกแล้ว มาฝังทรายประมาณ 10 วัน รากอ่อนก็จะงอกขึ้นมา จากนั้นจะแยกลงปลูกในถุงดำที่มีดินผสมถุงละ 1-2 เมล็ดแบบนี้ ประมาณ 1 เดือนครึ่งใบเลี้ยงคู่แรกจะแตกออก พร้อมจำหน่ายซึ่งราคาอยู่ที่ ต้นเมล็ดเดี่ยวต้นละ 10 บาท ส่วนต้นเมล็ดคู่ซึ่งจะแข็งแรงกว่าจะจำหน่ายกันอยู่ที่ 15 บาท

...ขายได้ทั้งใบทั้งเมล็ดพันธุ์แบบนี้ก็รวยสิครับท่านผู้ชม

ตอนนี้ผมเริ่มได้กลิ่นแกงเลียงผักหวานป่าหอมๆแล้ว สงสัยว่าผมต้องขอตัวลาท่านผู้ชมไปก่อนครั้งหน้าจะมีข่าวสดสดอะไรมาเสิร์ฟให้กับคุณผู้ชม ห้ามพลาด สวัสดีครับ

ติดต่อสอบถามโทร.08-2290-3502
ดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1435206196
ไปเจอบทความนี้มาครับ ผักบุ้งเป็นได้ทั้งผักแนมทานกับน้ำพริก ส้มตำ สดๆอร่อยนักแล หรือจะนำไปผัดไฟแดงเป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงก็อร่อยที่สุด ดังนั้นอยากเอามาแนะนำให้เพื่อนๆได้ลองดูกันครับ ปลูกเองไว้ที่บ้านเลย เก็บแล้วเดียวมันก็งอกต่อได้อีก ต้องลองดูกันครับ

1. นำเมล็ดผักบุ้งแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าต่ออีก 2 คืน ให้ผ้าชื้นตลอดเวลาเพื่อเป็นการเร่งให้งอกเร็วขึ้น
2. จากนั้นรากขาวๆ ของผักบุ้งก็จะงอกออกมา
3. เมล็ดผักบุ้งงอกรากแล้วก็นำลงไปปลูกในดินหลุมละเมล็ด โดยเอานิ้วกดลงไปในดินที่เตรียมไว้
4. ปิดปากหลุมแล้วรดน้ำ ถ้ามีฟางก็ให้นำฟางมามาคลุมหน้าดินสักหน่อย กันหน้าดินแห้ง
5. จากนั้นต้นผักบุ้งก็จะงอกออกมาให้ยลโฉม จากนั้นก็รอตัดมารับประทานได้เลยค่ะ

วิธีปลูกผักบุ้ง




— วิธีตัดผักบุ้ง–

วิธีปลูกผักบุ้ง

          วิธีตัดผักบุ้งจีน ให้ตัดเหลือตาติดที่ใบประมาณ 2 ตาจากพื้นดิน เพราะเขาจะแตกกิ่งใหม่มาให้เราเก็บกินอีก 2-3 ครั้ง ให้ตัดแบบนี้ทุกครั้งนะคะ เมื่อตัดผักบุ้งจีนกินชุดแรกแล้ว เราก็เริ่มเพาะชุดใหม่ต่อทันทีได้เลย จะได้มีผักบุ้งจีนไว้กินตลอด

ที่มา Decore.mthai.com
ได้ไปเห็นบทความเกี่ยวกับการปลูกสวนผักหวานป่าท่ว่ากันว่า ปลูกยากที่สุดชนิดหนึ่ง จากหนังสือพิมพ์ มติชนครับ ผักหวานป่าเป็นผักหวานที่คนนิยมรับประทานเพราะมีรสชาติอร่อยและให้คุณค่าเยอะหลายด้านเป็นผักที่คนมักนำไปทำอาหารเพื่อสุขภาพครับ จึงทำให้มีราคาแพง ตามร้านอาหารรับซื้อไม่ว่าจะร้านใหญ่ร้านเล็กแทบจะเรียกได้ว่าไม่อั้น

เกษตรกรหลายท่านเห็นแนวทางด้านตลาดแบบนี้จึงพยายามปลูกกันเยอะแต่ไม่มากคนที่จะประสบผลสำเร็จปลูกจนโตมีรายได้เป็นกอบเป็นกำครับ

เสี่ยเร่ง มีชื่อจริงว่า เร่ง ยางธิสาร อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 9 ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เริ่มแรกของการเพาะกล้าไม้ขาย ตั้งแต่ ปี 2535 เพาะต้นไม้ทุกชนิด ตั้งแต่ไม้ล้มลุก ไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ โดยเฉพาะไม้ประดับยอดฮิตตามสมัยนิยม ไม่ว่า โป๊ยเซียน ชวนชม เฟื่องฟ้า บอนสี และว่านต่างๆ มีครบในฟาร์มเสี่ยเร่ง

ไปชมเรื่องราวของเสี่ยเร่ง กับการเพาะปลูก โดยเฉพาะผักหวานป่ากันได้เลยที่นี้ครับ  ผักหวานป่า เงินล้าน ปลูกยาก ตายยาก
นายชะลอ ฟุ้งขจร อายุ 73 ปี เกษตรกรสวนมะนาวพันธุ์แป้นทูลเกล้าสวนผสมเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ หมู่ 3 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ปลูกมะนาวในวงซีเมนต์และโอ่งมังกร มีตลาดมารับซื้อถึงสวน โดยขณะนี้ขายอยู่ 3 ลูก 20 บาท ช่วงที่ราคาตกขายลูกละ 4 บาท แต่เดิมลุงชะลอปลูกฝรั่ง กล้วยและมะพร้าวซึ่งเป็นสวนผสมผสานไม้ผลหลายชนิดสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด ที่ผ่านมาผ่านการลองผิดลองถูกจนกระทั่งประสบผลสำเร็จ ต่อมาได้แนวคิดปลูกมะนาวโดยเลือกพันธุ์แป้นทูลเกล้าซึ่งดูแลรักษาง่ายและตลาดต้องการ

 นายชะลอ กล่าวว่า โดยเริ่มจาก 2-3 ต้น ก่อน โดยหาวงบ่อซีเมนต์ชนิดไม่มีรู พร้อมฝาปิด เอาฝาวางบนพื้นดินเอาวงบ่อวางทับไม่ต้องซีลขอบ เพื่อเวลารดน้ำ น้ำจะได้ไหลออกได้ เว้นระยะห่างพอสมควร ถ้าปลูกใกล้ขนาดกิ่งเกยกันได้ โรคแคงเกอร์จะมาเยือนทันที เนื่องจากความชื้นบริเวณนั้นเป็นสาเหตุ ส่วนวัสดุในการปลูกก็ต้องมีส่วนผสมที่ทำให้ดินร่วนซุยด้วยกาบมะพราวสับ แกลบดิบ ดิน ทราย ปุยอินทรีย์ จากมูลวัว มูลนกกระทา รวมถึงน้ำหมักชีวภาพ การดูแลรักษาโคนมะนาวต้องดูแลไม่ให้รกและไม่ให้มีมดมาอาศัย ฉีดน้ำส้มควันไม้ เพื่อไล่แมลงได้เป็นอย่างดี และคอยตัดแต่งกิ่งเมื่อเก็บผลผลิตไปแล้ว

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1432525474
ปลาบ้านๆ เอ๊ยไม่ใช่ เจ้าปลาพื้นบ้านที่ผมพูดถึง ชาวบ้านที่นี่เรียกกันว่า “ปลาย่ำสวาท” ครับ เป็นชื่อท้องถิ่นของคนในภาคตะวันออก แต่ในทางวิชาการ ปลาชนิดนี้ก็ คือ ปลากะรังจุดฟ้า นั่นเองครับ โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาเพาะขยายพันธุ์ และส่งเสริมให้กับชาวประมงเลี้ยงจำหน่าย แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลแห่งนี้ บวกกับความเอาใจใส่ของชาวประมง รวมถึงชาวบ้านที่นี่ ทำให้ชนิดนี้ยังมีอยู่ในท้องทะเลบริเวณเกาะช้างมาถึงทุกวันนี้ครับคุณผู้ชม




อ่านต่อทั้งหมดได้ที่นี้ มติชน

ทีมงานบ้านเกษตร ไปเจอข้อมูลการปลูกมะนาวทางใบ้ขยายพันธุ์ได้ง่ายๆ จากที่นี้ครับ ต้นฉบับ เห็นว่าน่าสนใจมากๆเลยได้นำมาฝากพี่น้องชาวเกษตร์ เป็น 9 วิธีทำง่ายๆ ในการขยัยพันธุ์ มะนาว ด้วยใบ พร้อมกับคลิปในการทำครับ ลองชมกันเลยครับ

1. นำกาบมะพร้าวตัดเป็นท่อนยาวราว 2.5-3 ซม. นำไปแช่น้ำไว้จนชุ่ม เอาค้อนทุบจนกาบมะพร้าวแตกนุ่มขึ้น เพื่อง่ายต่อการห่อให้กลม

2. เมื่อได้กาบมะพร้าวที่นุ่มแล้ว นำมาห่อม้วนเป็นทรงกลม รัดหนังยางหัวท้าย แล้วนำตะปูทิ่มลงไปบริเวณด้านบนของกาบมะพร้าวให้เป็นรู เพื่อลดการเสียดสีเวลานำใบเสียบลงไป

3. ตัดใบให้มีก้านด้านบนใบเล็กน้อย ส่วนด้านล่างก้านใบให้ยาวเกือบถึงชั้นที่อยู่ด้านล่างถัดไป หรือยาวประมาณ 1-1.5 ซม.

4. ตัดใบออกครึ่งหนึ่ง เพื่อลดการคายน้ำ

5. เปิดกรีดเปลือกหุ้มก้านด้านของใบ หรือเปิดแผลตามความยาวของก้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการออกราก 1-3 หน้า หากไม่ทำเช่นนี้รากจะออกเฉพาะที่ปลายลอยตัดเท่านั้น ถือว่าน้อย ทำให้ต้นมะนาวที่นำไปปลูกไม่แข็งแรง ถ้ากรีดพื้นที่ตรงนี้จะเพิ่มพื้นที่ในการออกรากมากขึ้นนั่นเอง

6. นำกิ่งที่เปิดหน้าแล้ว ไปจุ่มในน้ำยาเร่งราก แล้วเอาไปผึ่งลมให้แห้ง ถ้าไม่แห้งเมื่อนำไปเสียบในกาบมะพร้าวอาจเน่าได้

7. เมื่อแห้งแล้ว เอาไปเสียบในกาบมะพร้าวที่เตรียมไว้จนมิดด้าม พอเสียบได้ 4 ก้อน หรือ 4 กิ่งมามัดรวมกัน เพื่อให้ตั้งได้

8. นำก้อนกาบมะพร้าวที่เสียบกิ่งแล้ว ไปจุ่มน้ำให้ชุ่มแล้วใส่ไว้ในถุงร้อน มัดหนังยางในลักษณะให้ถุงร้อนพองโป่งออก ให้ใบไม่กระทบถุง

9. เมื่อได้ถุงที่มีก้อนกาบมะพร้าวเสียบใบมะนาวอยู่ด้านในเรียบร้อยแล้ว ให้เอาไปตั้งไว้ใต้ต้นไม้ที่มีร่มเงา ให้โดนแสงบ้างเล็กน้อย ประมาณ 1 เดือน มะนาวจะเริ่มออกรากหรือเริ่มติดตายอด ส่วนถ้าเป็นมะกรูดจะใช้เวลานานประมาณ 3-4 เดือน จึงจะเริ่มออกรากและติดตายอด ซึ่งถ้าจะให้สมบูรณ์ควรรอทั้งรากและตาออกมาทั้งคู่ จึงเริ่มนำไปลงถุงชำต่อไปได้