โลกร้อน ภัยแล้ง น้ำมีน้อยหายาก หนทางที่จะให้เกษตรกรทำกิน ปลูกพืชไร่ พืชสวน ที่พอจะเป็นไปได้ ทำได้ สิ้นเปลืองน้ำไม่มาก “ระบบน้ำหยด” น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เอ่ยกันแค่นี้ หลายคนอาจส่ายหัวมองเป็นเรื่องไกลเกินตัวสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะต้นทุนราคาระบบน้ำหยดเกินเอื้อมสำหรับคนจน...แต่วันนี้ระบบน้ำหยดไม่ได้แพงเหมือนอย่างที่คิด มีเงินแค่ 3,000 สามารถมีระบบน้ำหยด ปลูกพืชผัก ทำมาหาเลี้ยงได้ทั้งปี





“ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัดที่เราคิดขึ้นมานี้ เกิดจากแนวคิดให้เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ใช้น้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม ตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ที่สำคัญสามารถประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชผักในแปลงทุกขนาด ทุกพื้นที่ ใช้น้ำน้อย ประหยัดต้นทุน บำรุงรักษาง่าย อุปกรณ์หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 3,000 บาท”
ธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อธิบายถึงข้อดีระบบสวนครัวน้ำหยด ทดลองแล้วในแปลงปลูกขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม. กว้าง 10 ม.×ยาว 20 ม. ปลูกพืชระยะห่างระหว่างแถว 50 ซม.


ผลคือพืชได้น้ำสม่ำเสมอ เพราะเป็นระบบให้น้ำเฉพาะราก ประหยัดแรงงาน เวลา การเปิดให้น้ำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ทำให้ใช้น้ำน้อยแค่ 50 ลบ.ม. ต่อฤดูกาลผลิต (100 วัน) แถมประหยัดสุดๆ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ มีค่าน้ำ ค่าไฟสูบน้ำแค่ 200 บาท ต่อฤดูกาลผลิตเท่านั้นเอง
กรรมวิธีติดตั้งและทำระบบไม่ยากเย็น คนไม่มีทักษะทางช่าง ทำได้สบายๆ...เริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสม เตรียมอุปกรณ์ ถังน้ำ 200 ลิตร ท่อพีวีซี วาล์วน้ำ ข้อต่อต่างๆ เทปน้ำหยด และอุปกรณ์ต่อพ่วง


เจาะรูก้นถังน้ำ 200 ลิตร ประมาณ 5 ซม. ติดตั้งทางน้ำออก นำข้อต่อพีวีซีเกลียวนอกพันด้วยเทปพันเกลียว ขันเข้ารูให้แน่น ล็อกข้อต่อพีวีซีเกลียวนอก...ต่อมาติดตั้งวาล์วพีวีซี ติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตร ให้หัวลูกศรที่ตัวกรองหันไปทิศทางเดียวกับการไหลของน้ำ ติดตั้งท่อพีวีซีตามความกว้างของหัวแปลง ตั้งถังบนที่สูงให้สูงกว่าแปลงปลูก 1-2 เมตร จากนั้นเจาะท่อพีวีซีในตำแหน่งที่ต้องการวางสายเทปน้ำหยด ใส่ลูกยางกันรั่วในรูที่เจาะ
ติดตั้งข้อต่อเทปน้ำหยด เปิดน้ำไล่เศษตะกอน ก่อนครอบฝาพีวีซีปิดปลายทั้งสองข้าง เสียบเทปน้ำหยดเข้ากับข้อต่อ ล็อกเทปให้แน่น ให้รูน้ำหยดหงายขึ้น เปิดวาล์วทดสอบระบบ สุดท้ายพันปลายสายเทปน้ำหยดให้แน่น เพียงเท่านี้เกษตรกรจะได้ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัด


สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก และมีเงินทุนมาก สามารถนำประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะกับพื้นที่ได้ไม่ยาก แค่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปตามสัดส่วนเท่านั้น
ส่วนใครที่อยากอินเทรนด์ประหยัดพลังงาน หรืออยู่ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ทีมวิจัย ส.ป.ก. ยังได้พัฒนาระบบมอเตอร์สูบน้ำ พลังงานโซลาร์เซลล์ มาให้เป็นอีกตัวเลือกด้วย แต่ต้องลงทุนอุปกรณ์เพิ่มอีกราว 7,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-4904-4506.
กรวัฒน์ วีนิล
คุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ปัจจุบันรับราชการเป็น อบต. ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ด โชคอำนวย เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า





“ผมเริ่มเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปี 2536 โดยคุณแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด ขณะนั้นเลี้ยงเป็ด 4 พันตัว บนพื้นที่ กว้าง 7 วา ยาว 12 วา เลี้ยงเรื่อยมาจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นตัว โดยเป็ด 1 ตัว จะใช้เนื้อที่ 7 ตารางเมตร”

สำหรับสายพันธุ์เป็ดที่คุณอำนวยเลี้ยง มี 2 สายพันธุ์ คือ เป็ดกากี ราคาลูกเป็ดพันธุนี้ ตัวละ 10 – 21 บาท และเป็ดพันธุ์ต่างประเทศตัวละ 21-24 บาท ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เป็ดออกไข่ดก ฟองใหญ่ ต้องเตรียมตั้งแต่ลูกเป็ดยังเล็ก โดยขุนอาหารลูกเป็ดให้ร่างกายสมบูรณ์ ตัวโต

“ลูกเป็ดที่อายุ 30 วัน จะถูกนำไปปล่อยทุ่งนา (เป็ดไล่ทุ่ง) เพื่อให้หาอาหารกินจากนาข้าวที่เกี่ยวแล้ว ช่วยประหยัดค่าอาหาร  จนกระทั่งเป็ดอายุได้ 5 เดือนครึ่ง ค่อยต้อนกลับเข้าฟาร์ม เพื่อขุนอาหารให้เป็ดออกไข่ ซึ่งเป็ด 40,000 ตัว จะเก็บไข่ได้วันละเฉลี่ย 32,000 ฟอง ขายเป็นไข่คละหน้าฟาร์มราคาฟอง 3 – 4  บาท”



เจ้าของฟาร์ม กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งให้กินอาหารหลากหลาย มีหอย ปู ปลา แต่ปัจจุบันเมื่อเลี้ยงระบบฟาร์ม เลยให้กินอาหารสำเร็จรูป สะดวก แต่ระยะการให้ไข่สั้นลง เปลือกไข่จะบาง เมื่อเป็ดอายุปีกว่า ต้องปลดระวาง ขายเป็นเป็ดเนื้อ น้ำหนักเฉลี่ย ตัวละ 2 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามแม้รายได้จากการขายไข่เป็ดของคุณอำนวย จะค่อนข้างสูง เฉลี่ยวันละแสนกว่าบาท แต่ปัจจัยเรื่อง “อาหาร” ก็นับเป็นต้นทุนสำคัญ



“ผมเก็บไข่เป็ดขายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 32,000 ฟอง ราคาฟองละ 3 – 4 บาท  มีรายได้วันละแสนกว่าบาท แต่รายได้จำนวนนี้ ยังไม่หักค่าอาหารเป็ด ซึ่งค่าอาหารเป็ด แต่ละสัปดาห์ราว 7-8 แสนบาท ฉะนันหลังหักรายจ่ายแล้ว แต่ละสัปดาห์มีรายได้แสนกว่าบาทเท่านั้น”

ปัจจุบันไข่เป็ดจากโชคอำนวยฟาร์มจะมีพ่อค้าคนกลางมารับไปส่งขายต่ออีกหลายจังหวัด รวมถึงมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอีกด้วย

จาก https://www.sentangsedtee.com/featured/article_4655
วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย

การเลี้ยง กุ้งฝอย นั้นไม่ยากเลย เพียงแต่เราต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมให้กุ้งฝอยได้อาศัยอยู่ อุปกรณ์ที่ควรมีในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว



1.วงบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งถ้าเป็นปูนใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จเราควรที่จะนำเอาปูนขาวโรยในบ่อก่อนที่จะใส่น้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วันเพื่อลดความเป็นกรดเป็นด่างของปูนให้หมดไปเสียก่อน
2.ดิน นำดินที่เตรียมไว้รองก้นบ่อประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเตมร
3.พืชน้ำ อาทิ สาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาปลูกไว้ในบ่อควรเหลือพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึงน้ำในบ่อด้วย
4.สายยางฉีดน้ำ มีไว้ใช้บังคับให้น้ำไหลในบ่อ เพื่อให้กุ้งได้วางไว่ในธรรมชาติถ้าน้ำนิ่งๆกุ้งฝอยจะไม่วางไข่
5.ตะข่ายปิดปากบ่อเพื่อป้องกันศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ เขียด กบ งู เป็นต้น




หลังจากเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำดินมาใส่ในบ่อวงซีเมนต์ที่เตรียมไว้โดยมีความสูงประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตรจากพื้นบ่อ หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปพร้อมกับนำพืชน้ำมาปลูกด้วย ซึ่งพืชน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยของกุ้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยกุ้งฝอยที่เตรียมมาลงไปในบ่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ปล่อยกุ้งประมาณ 7 วัน เราไม่ควรที่จะให้อาหารเพราะต้องให้กุ้งปรับสภาพให้เข้ากับน้ำในบ่อเสียก่อน
  หนูนาหลายขนาดถูกนำมาทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เพื่อจำหน่ายกว่า 3 ปีแล้ว ฟาร์มหนูนาแห่งนี้อยู่ที่บ้านโนนรัง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีนายประหยัด แก้วบุญมา เป็นเจ้าของ ซึ่งพบช่องทางอาชีพเสริมโดยบังเอิญ ขณะลูกหนูนา 10 ตัว ที่กำพร้าแม่ คลานออกมาจากรู เกิดความสงสาร จึงนำมาเลี้ยง โดยใช้น้ำอ้อย ผสมนมและข้าว เมื่อโตขึ้น คนงานตัดอ้อยมาขอซื้อ จึงเริ่มจำหน่ายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะนี้มีหนูหลายร้อยตัวกระจายอยู่เกือบ 60 บ่อ เจ้าของบอกว่า หนูนาเลี้ยงง่าย เพียงใช้แกลบรองพื้น มีที่ตั้งกระป๋องให้อาหารและน้ำ เจาะรูเชื่อมบ่อให้หนูมีพื้นที่วิ่ง และสะดวกต่อการทำความสะอาด โดยมันจะผสมพันธุ์กันภายในบ่อ เมื่อคลอดลูก จึงแยกบ่อให้แม่กกลูกหนูราว 1 เดือน ใช้เวลาขุน 4 เดือน จะได้น้ำหนักประมาณ 5 ขีด ก็มีคนซื้อไปประกอบอาหารตัวละ 100-130 บาท หากชำแหละไปจำหน่ายที่ตลาดตัวละ 160-180 บาท อีกส่วนขุนต่ออายุ 6 – 7 เดือน ก็จำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้คู่ละ 500 บาท ทำเงินเฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท โดยเฉพาะหน้าแล้งคนนิยมรับประทาน จนเพาะไม่ทันกับความต้องการ



พี่ประหยัดเป็นเจ้าของโรงสีขนาดเล็ก และเลี้ยงหมูอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้รำผสมกับหัวอาหารหมูเลี้ยง คิดเป็นต้นทุนไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ลูกค้าหลายคนบอกว่า มีรสชาดอร่อยกว่าหนูนาตามธรรมชาติ ฟาร์มหนูนาแห่งนี้ ไม่มีการโฆษณา เน้นพอเพียง ไม่ขยายบ่อไปมากกว่านี้ กระแสตอบรับตลอด 3 ปี พี่ประหยัดมั่นใจว่า สามารถเพาะจำหน่ายในเชิงธุรกิจได้ และพร้อมให้คำแนะนำผู้สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ลาออกจากงานออฟฟิศ มาปลูกผักขาย ยึดเป็นงานหลัก

คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น



ช่วงระหว่างที่ทำงาน เกิดป่วยมีเนื้องอกที่มดลูก 4 ก้อน ต้องลางานเพื่อไปรักษาตัวอยู่บ่อยๆ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมารักษาตัวและผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ระยะเวลาผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่ลาออกจากงานออฟฟิศมายึดอาชีพเกษตร ปลูกต้นอ่อนทานตะวันเพื่อส่งขายให้กับตลาดสด สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนให้ไม่น้อย

ย้อนเล่าไปช่วงที่ต้องมารักษาตัว หลังจากลาออกจากงาน ได้ไอเดียมาเพาะต้นอ่อนทานตะวันขายเพราะการไปช่วยหลานขายต้นอ่อนทานตะวัน และผลิตผลจากไร่ลุงท็อป จ.ลพบุรี เนื่องจากมีงานทุ่งทานตะวัน เกิดสนใจเพราะสามารถขายได้วันละ 3-4 พันบาท ทั้งคิดว่าสามารถทำได้ง่ายที่บ้าน จึงกลับมาศึกษาและทำการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เริ่มจากทดลองก่อน เมื่อปลูกและได้ผลผลิต ก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านได้ชิมกันก่อน จากนั้นก็เริ่มหาตลาดเพื่อขายบ้าง

จากที่ทดลองทำ กระทั่งสามารถจำหน่ายได้ ระยะเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง คุณกัล บอกว่า “ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะวิธีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันทำได้ง่าย ใครก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีการเพาะปลูกต่างๆ สามารถหาได้จากสื่อทั่วไป อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันกำลังอยู่ในกระแสคนนิยมรับประทานกันมาก


ปัจจุบัน การเพาะต้นอ่อนทานตะวันขาย จึงได้กลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000-40,000 บาท เป็นรายได้ที่สามารถหาได้ที่บ้าน”

เพาะต้นอ่อนไม่ยุ่งยาก

ทำได้เองที่บ้าน

ด้วยวิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการปลูก ต้นอ่อนทานตะวันจึงเป็นอาหารที่ไม่มีสารเคมี โดยคุณกัลบอกถึงสโลแกนการปลูกผักว่า “ไม่สวยแต่ปลอดภัย”

พื้นที่ข้างบ้าน ที่ใช้ในการปลูกต้นอ่อนทานตะวันมีเพียงประมาณ 4-5 เมตร โดยทำชั้นปลูกแบบคอนโดฯ ปลูกได้ประมาณ 20-25 ถาด ซึ่งต้องวางแผนงานไว้ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่มี



สำหรับวิธีการปลูก คุณกัล บอกว่า นำเมล็ดต้นอ่อนทานตะวันแช่น้ำประมาณ 7-8 ชั่วโมง หลังจากนั้นบ่มเมล็ดอีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่อนำมาปลูกในถาดก็โรยดินชั้นล่างก่อน จากนั้นโปรยเมล็ดต้นอ่อนบ่มเตรียมไว้ แล้วโปรยดินกลบทับอีกชั้น หลังจากนั้น 2 วัน ก็จะเริ่มงอก ต้นอ่อนทานตะวันอายุ 7 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ซึ่งถ้าวางแผนงานก็จะมีต้นอ่อนทานตะวันขายทุกวัน

ด้านผลผลิตที่ได้ต่อวันและสามารถส่งขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 กิโลกรัม เป็นอย่างน้อย ขายกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานในการขายต้นอ่อนทานตะวันของที่นี่ ไม่ว่าวัตถุดิบจะถูกหรือแพงขึ้น ก็ขอขายในราคานี้ ทั้งการปลูกต้นอ่อนทานตะวันยังได้รับเงินทุกวัน และแนวโน้มของผักที่ไม่มีสารเคมีดีขึ้นทุกวัน เพราะคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันมีจุดเด่นตรงที่กรอบ อร่อย คนจึงนิยม คุณกัลเล่าให้ฟังในมุมมองของคนเพาะปลูก

คุณกัล ยังเล่าต่อด้วยว่า “ทุกการทำงานย่อมต้องเคยผิดพลาดกันมา ไม่มากก็น้อย เธอก็เคยเจอปัญหาในการเพาะต้นอ่อนทานตะวันเช่นกัน ช่วงแรกที่ทำด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้ปลูกไปแล้วผักน็อก เติบโตได้ไม่เต็มที่ แล้วก็ไม่สวยเท่าที่ควร

อีกทั้งช่วงหน้าหนาวต้นอ่อนทานตะวันจะโตช้า บางทีก็ไม่ค่อยโต ต้นไม่ยาว ยิ่งถ้าอากาศไม่ร้อน ไม่มีความชื้น ผักก็จะไม่งอก ตอนแรกๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็ลำบากหน่อย แต่เมื่อต้องทำมาค้าขายกับคนอื่นแล้ว สัจจะและความซื่อสัตย์ คือเรื่องสำคัญ คู่ค้าถึงจะทำมาค้าขายกันยืด จึงพยายามปรับการปลูกผักให้สามารถส่งขายอย่างต่อเนื่องต่อไปได้”



นอกจากต้นอ่อนทานตะวันจะสามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเมนูแล้ว ยังสามารถนำไปจัดกระเช้าของฝาก ของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา มีลูกค้าหลายคนสั่งต้นอ่อนทานตะวันนำไปจัดกระเช้ามาแล้ว คุณกัล บอก

สำหรับใครที่สนใจ สามารถโทรติดต่อสอบถามคุณกัลได้ที่เบอร์ (089) 508-6691 Facebook :  Sawarin PK Kan Khunyota หรือตามที่อยู่ กองพันทหารสื่อสารที่ 21 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน 10220

จาก https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_3172
น้ำถือได้ว่า เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากสำหรับปลูกพืช และใช้สำหรับดำรงชีพของมนุษย์ แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์เสมอไป ดังเช่นที่ อ.สันติสุข จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่สูงชัน แต่คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีความย่อท้อ และ พยายามหาวิธีในการส่งน้ำขึ้นที่สูง เพื่อใช้ในการทำการเกษตร และในที่สุดก็สามารถพัฒนา เครื่องปั้มน้ำที่ไม่ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันในการส่งน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ทำให้เกษตรกรในที่สูง ที่เมืองโพง อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีน้ำใช้




จาก http://www.rakkaset.com/2016/08/thai-pbs.html
“ปลาหลด” เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านที่หาได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป ชอบออกหากินในตอนกลางคืน และมักซ่อนตัวตัวในทรายในช่วงเวลากลางวัน อาหารที่ชอบจะเป็นจำพวกนอน แมลงตัวเล็ก ไส้เดือน หรือแม้กระทั่งเนื้อเน่าเปื่อยชิ้นเล็กๆ มีมากในช่วงหน้าฝน ปัจจุบันนี้ปลาลดมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติเจือปนไปด้วยสารพิษทำให้มีผลต่อการวางไข่ และด้วยความที่เป็นปลาหายากจึงทำให้ปัจจุบันมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 120-200 บาท
ลักษณะทั่วไปของปลาหลด


รูปร่างคล้ายปลาไหล อยู่ในวงศ์ตระกูลปลากระทิงแต่มีขนาดที่เล็กกว่า สามารถอาศัยอยู่ในโคลนตมได้ มีปากเล็ก ยาวแหลม และสามารถยืดหดได้ มีลำตัวยาวประมาณ 15-20 ซม. หัวมน ตาเล็ก ลำตัวกลมมน มีจุดดำที่ครีบหลังประมาณ 3-5 จุด
เนื่องจากว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้ถูกทำลายไปทำให้ปัจจุบันนี้การจะเพาะเลี้ยงปลาหลดค่อนข้างทำได้ยาก เพราะต้องใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้ ดังนั้นคณะวิชาประมงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีกสาน วิทยาเขตสุรินทร์ จึงได้มีการศึกษาและได้ทดลองการเพาะพันธุ์อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมในภาคธุรกิจเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นได้
ที่อยู่อาศัยของปลาหลด
ปลาหลด สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น ห้วย หนอง คลอง หรือบึงก็สามารถพบได้ อาศัยอยู่ในทราย และโคลนตม
การเพาะพันธุ์ปลาหลด
คัดเลือกปลาหมดเพศเมีย เพศผู้ที่สมบูรณ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ จากนั้นทำการฉีดฮอร์โมนเข้าไป โดยเพศเมียฉีด 2 เข็มให้มีระยะเวลาห่างจากเข็มแรก 6 ชม. ส่วนเพศผู้จะทำการฉีดฮอร์โมนเพศผู้เพียงครั้งเดียวพร้อมกับเข็มที่ 2 ของตัวเมีย จากนั้นปล่อยลงถังเดียวกันรอให้ผสมพันธุ์กัน
ปลาหลด 1 ตัวสามารถให้ไข่ได้ถึง 3000-5000 ฟอง ฝักตัวได้ดีที่อุณหภูมิ 25-28 องศา และใช้เวลาการฝัก 60 ชม.หลังจากนั้นในบ่ออนุบาลควรให้ไรแดงเป็นอาหารเพราะให้อัตราการรอดได้มากที่สุด เมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 1 เดือนก็สามารถปล่อยลงบ่อเพาะเลี้ยงได้


ผ.ศ. หทัยรัตน์  ยังกล่าวอีกว่าเราสามารถเลี้ยงปลาหลดได้ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์ โดยที่บ่อซีเมนต์ไม่ต้องมีความสูงมากก็ได้ เนื่องจากว่าปลาหลดเป็นปลาที่ไม่กระโดด อาจจะใช้บ่อซีเมนต์ที่มีความสูงเพียง 50 ซม. ก็เลี้ยงได้แล้ว ข้อดีของการเลี้ยงด้วยบ่อซีเมนต์นั้นจะทำให้เราสามารถควบคุมการหนีออกจากบ่อของปลาได้ เนื่องจากว่าปลาหลดจะไม่สามารถมุดหนีได้เหมือนกับบ่อดินทั่วไป
ในการเพาะเลี้ยงปลาหลดนั้น จะต้องมีการจัดการดูแลน้ำที่ดีด้วย หมั่นตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพราะเนื่องจากว่าเป็นปลากินเนื้ออาจจะทำให้เน่าเสียได้ ทางที่ดีควรมีการทำให้น้ำมีระบบหมุนเวียน อาจมีการเติมน้ำลงไปก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง ในบ่อเพาะเลี้ยงควรวางไม้ไผ่ด้วย เพื่อให้ปลาหลดมีที่หลบซ่อนตัว
อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงนั้น สามารถหาได้ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น หอยเชอร์รี่ โดยจะนำมาสับแยกเนื้อกับเปลือกออกจากกัน สับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปวางกองไว้ในบ่อเป็นจุด ระวังอย่าให้น้ำสะเทือน เพราะจะทำให้ปลาหลดตกใจและไม่มากินเหยื่อ ควรสังเกตการกินของปลาหลดด้วยเพื่อจะได้ให้อาหารอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นแล้ว ถึงแม้ว่าปลาหลดจะมีราคาที่แพงกว่าปลาทั่วไป แต่มีต้นทุนอาหารค่อนข้างน้อยมาก เหมาะที่จะเป็นอาชีพเสริมที่ดี
ปลดหลดเป็นปลาที่โตไวมาก สามารถจับขายได้เมื่อปลามีอายุประมาณ 6-7 เดือน ในส่วนของการนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เลี้ยงไว้ประมาณ 1 ปี


เลี้ยงไส้เดือนเป็นอาหารปลาหลด
ด้วยความที่ว่าปลาหลดกินอาหารได้หลายอย่าง จึงมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารของปลาหลด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของปลาหลดมาก จะสังเกตได้ว่าปลาหลดที่จับได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อผ่าท้องออกมาจะเต็มไปด้วยไส้เดือน นอกจากนี้ไส้เดือนยังเป็นอาหารที่มีโปรตีนที่สูงมาก ทำให้ปลาโตเร็ว และมีสุขภาพ แข็งแรง เหมาะที่จะใช้ในการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ก็แสนง่ายใช้วัสดุธรรมชาติในการเพาะ ใส่ในถัง กะละมัง วางไว้ที่ร่มก็ทำให้ไส้เดือนขยายพันธุ์ได้
ข้อดีในการเลี้ยงปลาหลดด้วยไส้เดือน
1.                ไส้เดือนมีการลงทุนต่ำ เพาะพันธุ์ได้ง่าย
2.                เมื่อน้ำไส้เดือนลงบ่อสามารถอยู่ได้ 1 วัน ไม่ตายง่าย
3.                ปลาหลดชอบกิน

ในปัจจุบัน ปลาหลดที่เห็นขายในตลาดทั่วไปจะเป็นปลาที่จับมาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะมีมากในช่วงหน้าฝนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70-80 บาท หากพ้นช่วงนี้ไปแล้วปลาหลดจะหาซื้อได้ยากพอสมควร แหล่งซื้อขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาซื้อขายค่อนข้างสูงประมาณ 120-200 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเหตุผลเบื้องต้นนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยพันธุ์ปลาหลดขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้โดยไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

ข้อมูลจาก: http://www.oknation.net/blog/surapinyo
http://www.matichon.co.th
ภาพประกอบ:www.rakbankerd.com