--------------------------------------------
คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน



“เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง

โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว

ซึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงไก่ไข่นั้นไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ทำโรงเรือนนอนแบบง่ายๆ ให้ไก่ พร้อมทั้งมีที่สำหรับวางไข่ไว้ให้ก็พอ

“ไก่โดยธรรมชาติแล้ว ไม่ควรขังให้อยู่ในกรงเลี้ยงมากไป เพราะจะทำให้สัตว์เครียด สุขภาพก็อาจจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ดังนั้นก็เลยเลี้ยงแบบให้มีพื้นที่เดินเล่นได้ คุ้ยเขี่ยจะดีที่สุด เพราะไก่จะมีสุขภาพดี มีการผ่อนคราย  ก็จะส่งผลต่อการออกไข่ที่มีปริมาณที่มากตามไปด้วย” คุณภิญโญ บอก

ไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงเป็นไก่สาวที่มีอายุประมาณ 6 เดือน และมีลูกไก่อายุ 3 วันบ้างซื้อมาทดแทนไก่ไข่บางตัวที่ตายไป โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงจะมีเสริมด้วยรำข้าว ข้าวเปลือก สำหรับลูกไก่เล็กพอโตแล้วก็ปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ซึ่งไก่ที่เขาเลี้ยงทั้งหมดไม่เน้นทำวัคซีนจะให้อยู่กับธรรมชาติเท่านั้น แต่ศัตรูที่ต้องระวังเป็นสำคัญ คือ สุนัข และงูที่จะมากัดและกินไก่ที่เลี้ยงไว้

เมื่อไก่เจริญเติบโตเต็มที่พร้อมวางไข่ให้เก็บขายได้นั้น คุณภิญโญ บอกว่า จะต้องมีอายุอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป สาเหตุที่ออกไข่ช้าเพราะเลี้ยงแบบธรรมชาติจึงทำให้การเจริญเติบโตช้าหน่อย แต่อายุการให้ไข่สามารถออกไข่ได้ถึง 3 ปี

“การวางไข่แต่ละช่วงก็จะมากน้อยไม่เท่ากัน ช่วงที่อากาศร้อนๆ ก็จะออกวันละ 40-50 ฟอง แต่ถ้าช่วงอากาศปกติ สามารถออกไข่ได้ 120-150 ฟองต่อวัน จากจำนวน 200 ตัวที่เราเลี้ยง คิดว่าการเลี้ยงด้วยวิธีนี้แม้จะได้ไข่ไม่มาก แต่ไข่ไก่ของเราก็มีคุณภาพ เห็นได้จากไข่ขาวที่เหนียวกว่าปกติ ตอนนี้ผลผลิตออกมาก็ไม่พอขาย มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งเราก็ขายคละไซซ์อยู่ที่ฟองละ 4 บาท ออกขายสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ 20 แผง พร้อมกับพืชผลเกษตรอื่นๆ ด้วย เช่น ผัก ผลไม้อื่นๆ” คุณภิญโญ บอกถึงปริมาณการขาย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ (032) 611-366 , (032) 602-362
--------------------------------------------

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเจอต้นหญ้าที่มีลักษระแบบนี้อยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตามหรือแม้กระทั่งบ้านคนที่อยู่ใกล้สวนต้นหญ้าเหล่านี้ก็มักจะไปขึ้นกวนใจอยู่เรื่อยไป แต่รู้มั้ยคุณสมบัติของมันมีเยอะมากๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ว่าด้วยต้นหญ้าพันงู ถอนมาตากแห้งแล้วต้มกินแทนน้ำ มีสัพคุณทางด้านของการรักษาโรค ไต เบาหวาน โรคเก๊า ได้ผลดีมากเลยครับแม่ผมเองที่เป็นโรคเบาหวานโรคเก๊าและไตเหลือแค่4%หมอบอกว่าจะต้องล้างไตแล้วนะแต่ดวงดีที่มีคนมาบอกให้เอาต้นหญ้าพันงูต้มกินแม่ผมต้มกินไม่ถึงครึ่งเดือนไปตรวจตามหมอนัดเบาหวานกลับเป็นปกติเก๊าที่เป็นอยู่ก็ไม่ปวดเดินได้คล่องไตก็กลับมาเป็น 46%



หญ้าพันงูเขียว
หญ้าพันงู ราชาของยาขับปัสสาวะ โรคนิ่ว
หญ้าพันงูเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในประเทศอินเดียมานานนับพันปี ในการรักษาโรคนิ่ว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี ใช้เป็นยาคุมกำเนิด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบาย ท้องมาน แผล ฝี หนอง ข้ออักเสบ เป็นต้น


การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สอดคล้องกับการใช้ของคนโบราณ โดยพบว่า หญ้าพันงูมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้แท้ง มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้านความดันโลหิตสูง ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย

ต้านมาลาเรีย ต้านโรคเรื้อน ลดน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ยับยั้งการมีปริมาณ Oxaiate ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ และมีรายการศึกษาในคน พบว่าหญ้าพันงูมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหอบหืด

ชาวล้านนาโบราณเชื่อว่า เมื่อเอาใบหรือรากหญ้าควยงูมาบดละเอียดแล้วผสมกับน้ำนมวัวสด ใช้ทาสะดือของหญิงที่มีบุตรยาก จะทำให้มีบุตรง่ายขึ้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าพืชชนิดไหนบ้างที่เมื่อเผาแล้วนำเถ้ามาละลายน้ำจะได้น้ำด่างที่ดี หญ้าพันงูเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัตินั้น

รู้คุณสมบัติทางยาของหญ้าพันงูขาวแล้วรีบหามาปลูกนะครับ บางท้องที่ขึ้นดาษดื่นไม่มีใครสนใจเยียบย่ำไปมา

เมื่อพูดถึงหญ้าพันงู แต่เดิมแล้วคนโบราณจะเรียกหญ้าชนิดว่า “หญ้าควยงู” สาเหตุที่เรียกเช่นนั้นคงเป็นเพราะลักษณะของดอกที่คล้ายกับอวัยวะสืบพันธุ์ของงูเพศผู้ แต่ต่อมาสุภาพชนเห็นว่าการเรียกเช่นนี้นั้นไม่สุภาพ จึงเลี่ยงมาใช้ชื่อใหม่ว่า “หญ้าพันธุ์งู” แล้วจึงเขียนเพี้ยนไปเป็น “หญ้าพันงู” ส่วนจะเรียกว่าหญ้าพันงูขาว

หญ้าพันงูแดง

หญ้าพันงูน้อย

สาระน่ารู้ที่ HotNews69 อยากบอกคือ หญ้าพันงู ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Achyranthes bidentata Blume (หญ้าพันงูน้อย หรือหญ้าพันงูเล็ก) เป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่พันธุ์นี้จะไม่มีขน สามารถนำมาใช้แทนกันนะครับ

เรามาดูลักษณะของหญ้าพันงูขาวกัน



ต้นหญ้าพันงูขาว จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นกลมตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 25-125 เซนติเมตร ลำต้นจะแตกกิ่งก้านสาขามากจากบริเวณโคนของลำต้น ลำต้นเป็นสัน ข้อโป่งพองออก มีหนามแน่น กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม สีเขียว มีขนนุ่มสีขาวขึ้นอยู่ทั่วไป ขยายพันธุ์วิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นเป็นวัชพืชในบริเวณที่รกร้าง ที่โล่ง และในที่ที่มีความชุ่มชื้น พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และประเทศในเขตร้อนทั่วไปรวมถึงออสเตรเลีย

ใบหญ้าพันงูขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี รูปวงรีแกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมไข่กลับ รูปไข่กลับ รูปไข่รียาว หรือรูปไข่ ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบแหลมหรือป้านหรือเรียวสอบ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยัก แต่มีคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนปกคลุมอยู่ทั้งสองด้านหรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร

ดอกหญ้าพันงูขาว ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงที่บริเวณปลายกิ่ง อาจยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร แกนกลางของช่อเป็นเหลี่ยมเล็กน้อยและมีขนอยู่ทั่วไป ดอกออกเดี่ยว ๆ บนแกนของช่อ ใบประดับแห้งบางและติดทน ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายเรียวแหลม ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ใบประดับย่อยมี 2 อัน แนบติดกลีบรวม เรียวยาวคล้ายหนาม ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร

โคนมีเยื่อบาง ๆ ขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 4-5 อัน ขนาดเท่ากัน ลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร เกลี้ยง ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 2-5 อัน แผ่นคล้ายเกสรเพศผู้ที่เป็นมันมี 5 อัน ด้านหลังเป็นแผ่นเกล็ดขอบชายเป็นครุย ยาวกว่าแผ่นคล้ายเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน ส่วนรังไข่เป็นรูปไข่กลับ เกลี้ยง และสั้นกว่าก้านเกสรเพศเมีย มีออวุล 1 เม็ด ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะเป็นรูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 2-3.5 มิลลิเมตร



ผลหญ้าพันงูขาว ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ผลมีขนาดเล็ก เป็นผลแบบกระเปาะ ปลายตัด เกลี้ยง เปลือกบาง ยาวได้ประมาณ 2.5-4 มิลลิเมตร ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเมล็ดเป็นรูปทรงกระบอกเรียบ

ข้อห้ามในการใช้สมุนไพรหญ้าพันงูขาว

สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้เด็ดขาด



ประโยชน์ของหญ้าพันงูขาว


ต้นหญ้าพันงูขาวสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้ดี เนื่องจากมีธาตุโพแทสเซียมค่อนข้างสูง
มีความเชื่อว่าหญ้าชนิดนี้สามารถรักษางูกัดได้ และหากเราพกรากติดตัวเอาไว้ก็จะช่วยป้องกันงูกัดได้
หญ้าพันงูขาวเป็นสมุนไพรที่คนภาคเหนือของไทยนำมาใช้เป็นยาสีฟัน โดยเอารากพันงูขาวนำมาเผาให้เป็นด่าง (เป็นเถ้าสีดำ) แล้วนำยานั้นมาสีฟัน เชื่อว่าจะทำให้ฟันคงทน แต่หมอยาบางท่านว่าไม่ต้องเผาก็ได้ แต่ให้นำกิ่งหรือรากสีฟันได้เลย
หมอเมืองขาวล้านนาโบราณมีความเชื่อว่าเมื่อเอาใบหรือรากของหญ้าพันงูขาวมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำนมวัวสด ใช้ทาสะดือของหญิงที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก MedThai
--------------------------------------------
หลังผู้เป็นพ่อพลัดตกต้นไผ่ความสูงเกือบ 2 เมตร แถมแม่ก็ป่วย ทำให้ “ปานศิริ ปาดกุล” หรือตูมตาม ลูกชายคนเดียวในวัยเพียง 22 ปี ต้องกลายเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว เคยลำบากแม้กระทั่งไม่มีเงินซื้อข้าวสารกิโลกรัมละ  33 บาท เคยเป็นหนี้นอกระบบ ต้องทำสารพัดอาชีพแต่สุดท้ายจับทางถูก หันมาเลี้ยงปูนา บังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท







คุณตูมตาม เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ทำงานที่แรกในแผนกบัญชี บริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นย้ายไปอยู่โรงงานผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานี ทำงานประจำได้ราว 5 เดือน ก็ลาออก เพราะต้องกลับบ้านเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรีไปดูแลพ่อซึ่งประสบอุบัติเหตุขาหัก เดินไม่ได้

“ผมทำงานประจำ รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท อยู่ราว 5 เดือน พอรู้ว่าพ่อในวัย 60 ปี ประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่ความสูงกว่า 2 เมตร ก็เลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านมาดูแล พร้อมกับแบ่งเบาภาระบุพการี ด้วยการเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงปากท้อง 3 คน”

ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มอนาคตไกลใช้เงินเก็บที่มีอยู่ซื้ออาหารและสิ่งจำเป็น ทว่าผ่านไปซักระยะ เงินเก็บเริ่มไม่พอ คราวนี้ต้องไปกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ  ตูมตามบอกว่า เนื่องจากพ่อเดินไม่ได้ ต้องกินอาหารผ่านสายยางอยู่ 5 เดือน แม่ก็ป่วย ขณะที่ทั้งบ้านเหลือเงินเพียง 1,000 บาท

เงินติดตัวเพียง 1,000 บาทสุดท้าย เด็กหนุ่มใช้วิธีนำไปลงทุนขายไก่ย่าง หมูปิ้ง เจ้าตัว บอกว่า ขายดี พอมีรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัว  ทว่าขายไปสักระยะเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น หนที่สุดจำต้องเลิกขาย แล้วหันมาใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้า ผ่านเฟซบุ๊ก กินกำไรส่วนต่าง

“ผมเลิกขายหมูปิ้ง ไก่ย่าง แล้วหันมาใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กด้วยการรับพรีออเดอร์สินค้าจำพวกผักสด ปลา เอากำไรกิโลกรัมละ 20 – 30 บาท”

ตูมตาม บอกว่า รายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดค่อนข้างดี มีเงินหมุนเวียนในครอบครัวแต่ละเดือนเป็นหมื่น แต่นานวันอยากหาความยั่งยืนให้กับชีวิต และแล้วจู่ๆ ก็คิดเลี้ยงปูนาขึ้นมา

“ในตลาดมีคนรับพรีออเดอร์สินค้ามากขึ้น ผมเลยคิดว่าอยากจะขยับขยายหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า ประกอบกับส่วนตัวชอบกินปูนามาก (ปูที่ใส่ส้มตำ) เคยไปหาตามท้องนา 5-6 ชั่วโมง ไม่สามารถหาได้ เลยเกิดความคิด จะเลี้ยงขาย”


ด้วยความชอบกินปูนา ตูมตาม บอกว่า ใช้เงินเก็บที่มีอยู่จากการรับพรีออเดอร์สินค้า 2 หมื่นบาท ลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อปูน บนที่ดินที่มีอยู่ 1ไร่ 44 ตารางวา  สั่งปูนา คละไซซ์มาจากหลายจังหวัด ครั้งแรกราว 4 ตัน

การเลี้ยงปูนาครั้งแรกของตูมตามนั้นไม่สำเร็จ เด็กหนุ่ม บอกว่า ตายหมดเลย 4 ตัน  เนื่องจากว่าเลี้ยงในบ่อปูน ซึ่งมีความเย็น อีกทั้งใส่น้ำประปาลงไปอีกมีคลอรีน ปูนาปรับสภาพไม่ทัน ตายเกลี้ยง
ด้วยความไม่ยอมแพ้ และกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม คราวนี้ตูมตามสั่งปูนามาเลี้ยงอีกครั้ง แต่เขาพัฒนาด้วยการเลือกซื้อพ่อแม่พันธุ์ปูนามาเลี้ยงแทนการซื้อตัวเล็ก เพราะปูนาตัวเล็กจะบอบบางตายง่ายกว่าพ่อแม่พันธุ์ ปัจจุบันเลี้ยงปู 2 สายพันธุ์  คือ ปูนาธรรมดา ตัวจะมีขนาดเล็ก และ ปูนาพันธุ์กำแพง ตัวใหญ่ รสชาติมัน

สำหรับวิธีการเลี้ยง เจ้าของฟาร์ม บอกว่า หลังจากได้ปูนาพ่อแม่พันธุ์มาแล้ว ให้เลี้ยงในบ่อดินเหนียว ใส่น้ำให้ดินแฉะๆ สร้างบรรยากาศตามธรรมชาติ เลี้ยงต่อไป จนปูนาเริ่มกินอาหารได้เอง ประมาณ 5 วัน ค่อยย้ายไปอยู่บ่อปูน บ่อปูนที่ใช้เลี้ยงปู มี 70 บ่อ ขนาดบ่อละ 2×3 เมตร 1บ่อเลี้ยงปูได้ประมาณ 10,000 ตัว

การให้อาหาร สำหรับพ่อแม่พันธุ์ เจ้าของฟาร์ม จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ ช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ เป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็กโปรตีน 32 หรือจะเสริมด้วยรำข้าวก็ได้ วางตามพื้นดิน เมื่ออาหารเม็ดโดนน้ำและดินก็จะละลาย ช่วงกลางคืนและช่วงเช้ามืด ปูนาจะออกมากิน ส่วนอาหารของลูกปูนาลงเดิน จนถึงอายุ 3 เดือน เป็นไข่แดงต้มสุก ให้อาหารวันละ 1 มื้อช่วงเช้า

สำหรับเทคนิคบังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ตูมตามเผยว่า โดยปกติปูนาจะออกลูกเพียงปีละ 1 ครั้ง ช่วงประมาณต้นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนแต่เพื่อให้มีปูจำหน่ายตลอดทั้งปี ผมบังคับให้ปูผสมพันธุ์และออกลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการคือ หลังจากปูนาออกลูกไปแล้วในช่วงฤดูฝน ให้ปล่อยดินแห้งแตกระแหง  จากนั้นให้ฉีดน้ำเข้าไปเต็มที่ ทำให้ปูนาคิดว่าเข้าฤดูฝนอีกครั้งก็จะออกมาผสมพันธุ์กันเอง

ด้านการตลาด เด็กหนุ่มคนเมืองสิงห์ บอกว่า ขายทั้งปูสด ปูดอง และนำปูมาแปรรูปเป็นน้ำพริกเผา กะปิปู ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท

“ผมขายปูทั้งตัวเล็กที่ใช้ตำส้มตำกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนปูตัวใหญ่ที่กำลังลอกคราบ เรียกว่าปูนิ่มกิโลกรัมละ 1,200 บาท และก้ามปูกิโลกรัมละ 1,000 บาท ส่งตามร้านอาหาร ภัตตาคาร รวมถึงขายพ่อแม่พันธุ์ด้วยคู่ละ 100 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำปูนามาเพิ่มมูลค่าเป็น ปูดอง กะปิปูนา น้ำพริกเผาปู”
--------------------------------------------
“ผมพลิกฟื้นดินทุ่งกุลาร้องไห้ให้กลับมามีแร่ธาตุ จนสามารถปลูกพืชผักได้แล้วเริ่มคิดว่า เราทำยังไงถึงจะได้ผลผลิตออกขายทุกวัน เลยทดลองทำในที่ตัวเอง 7 ไร่ครึ่ง ลองผิดลองถูกจนได้วิธีการปลูกผักให้เก็บเกี่ยวได้ตลอด 365 วัน โดยปลูกพืชคละชนิดกัน ไล่ไปตามอายุเก็บเกี่ยว จากนั้นขยายสู่แปลงอื่น ทยอยลงไล่วันกันไป โดยอาศัยปฏิทินเพาะปลูกที่คิดขึ้นเอง”
พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ เกษตรกรรุ่นใหม่ จ.มหาสารคาม เผยถึงวิธีบริหารจัดการสวนผักในแบบฉบับของตัวเอง

เริ่มจากแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 60 แปลง แปลงละครึ่งงาน…ในแปลงเนื้อที่ครึ่งงานจะมีการแบ่งซอยยกแปลงเป็น 7 แถว เพื่อปลูกพืช 7 ชนิดสลับแถวกัน มีทั้งขึ้นฉ่าย, ผักสลัด, หอมแบ่ง, ผักโขมแดง, ผักบุ้งจีน,กะเพรา, โหระพา ผักพื้นบ้าน และผักเครื่องเคียงต่างๆ

การนำพืชผักมาลงปลูกใน 1 แถวของ 60 แปลง จะทยอยปลูกห่างกันแปลงละ 1 วัน
ส่วนการปลูกพืช 7 ชนิด 7 แถวของแต่ละแปลง จะต้องปลูกห่างกัน 1 สัปดาห์ โดยให้เริ่มจากพืชมีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน เช่น ขึ้นฉ่าย…สัปดาห์ที่ 2 ปลูกผักสลัด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน…สัปดาห์ถัดมา ปลูกหอมแบ่ง อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน
สัปดาห์ที่ 4 ลงผักโขมแดง อายุเก็บเกี่ยว 35 วัน…ตามด้วยผักบุ้งจีน อายุเก็บเกี่ยว 30 วัน…สัปดาห์ที่ 6 ลงพืชที่เก็บผลผลิตได้ในระยะครึ่งปี เช่น กะเพรา โหระพา…สัปดาห์สุดท้าย แถวที่ 7 ปลูกผักพื้นบ้าน เช่น สะระแหน่ พริก ผักเครื่องเคียงต่างๆ
การปลูกแบบนี้ ผักจะได้เวลาเก็บเกี่ยวไล่เลี่ยกันแบบหลากชนิด ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จนทำให้เสียราคา และเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผักแต่ละชนิดหมดแล้ว ให้พลิกดินกลบตอเดิมทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ 3 วัน ให้เริ่มปลูกผักชนิดใหม่ทันที (ยกเว้นกะเพรา โหระพา เก็บได้จนถึงอายุครึ่งปี)
อย่าปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม ให้ปลูกชนิดอื่นสลับกันไป เพื่อป้องกันโรคแมลง
“เราปลูกพืชหลายชนิดสลับกันแบบนี้ก็เหมือนเป็นการหลอกล่อแมลงชั้นต้นอยู่แล้ว พอเก็บเกี่ยวผลผลิต เราสลับที่ปลูกอีก ดินก็ดีไม่เจอแต่พืชซ้ำๆในที่เดิม เพลี้ยอ่อนที่เคยจ้องเล่นงานขึ้นฉ่าย โรคใบจุดที่จับจองผักสลัด ราแป้งในผักบุ้งจีน โรคโคนเน่าในหอม จะสับสน เพราะพืชแต่ละชนิดย้ายที่ปลูกไปเรื่อยๆ สุดท้ายเลยแทบไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน”
ทำแบบนี้ได้ครบ 60 แปลง จะมีผลผลิตให้เก็บขายตลอด 365 วัน

ผลการบริหารจัดการสวนผักด้วยวิธีนี้ พงษ์พัฒน์ บอกว่า ปีหนึ่งๆ คิดเฉลี่ยแล้วทำเงินได้ไร่ละ 600,000 บาท ยังไม่นับรวมรายได้จากพืชอื่นๆ ข้าวโพด กล้วย แครอท มะเขือ กะหล่ำ เห็ดจากโรงเรือน ฯลฯ ที่ปลูกในพื้นที่ว่างอีกต่างหาก…อยากเรียนรู้วิธีทำมาหากินเยี่ยงนี้ ถามไปได้ที่ 06-1339-0743
หรือติดตามได้ที่นี่ : นายพงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์
แฟนเพจ : แก้วพะเนาว์ Organic Farm
แก้วพะเนาว์ฟาร์มเห็ด
บ้านหนองบัวชุม หมู่ที่ 5 ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
โทร 088-3249221

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ และ thairath
--------------------------------------------
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดเผยว่า เนื่องในวันเกษตรกร ทาง ธกส. มุ่งสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรด้วยการสร้างทายาทเกษตรกร โดย ธกส. พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่สนใจประกอบอาชีพเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือนักศึกษาที่จบใหม่ หรือผู้ผ่านการอบรมจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทางด้านการเกษตร




ทั้งนี้จะเป็นการเน้นการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ ที่พร้อมปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิตจากรูปแบบเดิมไปสู่ความยั่งยืน มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในกระบวนการผลิต ทำการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยธนาคารพร้อมที่จะสนับสนุนเงินกู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายข้างต้น รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี หรือ 0.59% ต่อเดือน โดยเกษตรกรสามารถกู้เงิน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเพื่อการลงทุน ซึ่งทางธนาคารตั้งเป้าหมาย “จ่ายเงินสินเชื่อสานฝันเกษตรกรรุ่นใหม่” วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับเงินกู้ ได้ที่ ธกส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.baac.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2560 นี้เป็นต้นไป จนสิ้นสุดจ่ายเงินกู้วันที่ 31 มีนาคม 2563
--------------------------------------------
ไหนใครชอบกินผัดกะเพราอาหารทำง่ายอร่อยเลิศ ชอบกินก็ต้องปลูกไว้ที่บ้านใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะปลูกในดินหรือในกระถางก็ลำต้นเตี้ย ใบน้อย ออกดอกเยอะมาก และไม่นานก็เฉาตาย วันนี้เราจึงมีสาระความรู้มาฝากกันเรื่องการดูแลต้นกะเพรา ที่จะทำให้ต้นกะเพราของเราสูงใหญ่ใบเยอะได้อย่างน่าตกใจ เคล็ดลับนี้คือการ “แกล้งกะเพรา”

วิธีทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ใบเยอะและอายุยืน



ให้เด็ดยอดทุกวัน ไม่ให้ออกดอก
กะเพราต้นนี้ สูงถึง 2 เมตร อายุเกือบ 2 ปี ไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะโดยปกติเราจะเห็นแต่กะเพราต้นเตี้ยๆ เมื่อออกดอกแล้วก็เฉาตาย แต่อาจารย์กมล สุวุฒโท อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นผู้ค้นพบการดูแล ด้วยการเด็ดยอดใบทุกวันไม่ให้ต้นกะเพราออกดอก เพราะเมื่อออกดอกก็จะเหี่ยวเฉาตาย







--------------------------------------------
เมื่อหลายวันก่อนผู้เขียนมีโอกาสเป็นคณะกรรมการประกวดผลงานเด่นหมู่บ้านปรองดอง ซึ่งประกวดผลงานทั้งสิ้น 5 กิจกรรม และหนึ่งในนั้นคือ กิจกรรมสวนผักบ้านพอเพียง ได้ลงพื้นที่หมู่ที่ 11 บ้านต๊ำพระแล ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ประทับใจ เมื่อเห็นผลงานและข้อเท็จจริงการปลูกผักสวนครัวหรือผักผลไม้สำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายหากเหลือสามารถแบ่งแจกจ่าย หรือขายเป็นรายได้เข้าครอบครัวอีกด้วย ไปที่บ้านของ คุณพิมพ์นภา พรหมเสน ที่ปลูกพืชผักและไม้ยืนต้นไว้อย่างมากมาย รวมทั้งข้าวที่ปลูกแบบขั้นบันได


คุณพิมพ์นภา พรหมเสน กับเห็ดที่เพาะ
สอบถามคุณพิมพ์นภา ได้ความว่า เป็นภรรยาของผู้บริหารสำนักงานเขตการศึกษา และใช้บ้านพักเปิดร้านเสริมสวย หากว่างจากงานในช่วงกลางวัน หรือช่วงเช้าและเย็นที่ปลอดลูกค้าก็ลงทำสวน ซึ่งก็อยู่ในบริเวณบ้านเช่นกัน ทำการปลูกพืชผักและผลไม้ในบริเวณบ้าน มีแนวคิดจากการที่อยากจะมีอาหารที่สดและปลอดภัยไว้กิน จึงใช้ช่วงเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็น ทำสวน โดยปลูกทุกอย่างที่กินได้ และเพื่อความสวยงามก็จะใช้พืชผักต่างๆ มาจัดสวนหย่อม ซึ่งได้ทั้งความสวยงามและเป็นแหล่งอาหาร

การปลูกผักตามฤดูกาลนั้นจะได้ผลดีกว่าทำนอกฤดู จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน ที่บ้านนี้จะใช้น้ำส้มควันไม้แทนยาฆ่าแมลง หน้าหนาวจะปลูกพืชผักพวกกะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ คะน้า กะหล่ำดอก หน้าฝนจะปลูกพวกไม้เลื้อย เช่น บวบต่างๆ แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว หน้าร้อนแดดแรงมาก จะปลูกผักที่มีใบแข็งแรง เช่น พริก มะเขือ ข้าวโพด ฟักทอง กะเพรา โหระพา ซึ่งสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ส่วนการทำนาในบ่อซีเมนต์ ในระยะยาวคิดว่าคุ้ม เพราะปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง ไม่มีปัญหาเรื่อง ปู หอย ที่จะมากัดกินต้นข้าว ควบคุมปริมาณน้ำได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เป็นข้าวที่ปลอดภัยจริง ในนายังสามารถเลี้ยงกบ ปลาดุก

ผักสวยงามมาก
เป็นการใช้พื้นที่คุ้มค่าตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นความสุขที่เราสร้างได้ มีหลายคนเข้ามาดูแล้วนำกลับไปปรับใช้ในพื้นที่หรือบ้านของตนเอง เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ เมื่อแก่ก็จะเก็บแล้วส่งให้คนที่ขอมาทางเฟซบุ๊ก โดยส่งให้สำหรับคนที่ส่งซองแสตมป์มาและจ่าหน้าซองถึงตนเองด้วย

จากคำถามที่ได้ความรู้ทางการเกษตรมาจากไหน คุณพิมพ์นภาบอกว่า เป็นลูกหลานของเกษตรกรอยู่แล้ว และศึกษาจากหนังสือและสื่อต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายทาง แล้วนำมาปรับใช้ การทำการเกษตรของตนเองนั้นเกิดจากใจรักและเพื่อสุขภาพ ไม่ได้มีคนมาบอกว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อศึกษาพบและประกอบกับประสบการณ์ที่เห็นพ่อแม่ทำมาก่อน แต่เป็นการทำแบบวิถีเดิม ตนจึงนำมาปรับให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน

สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้สอบถามได้ที่ คุณพิมพ์นภา พรหมเสน หมู่ที่ 11 บ้านต๊ำพระแล ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (082) 185-2047