บนพื้นที่ 116 ไร่ บ้านลำเหนือ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ของศักดิ์ดา เฮ้งสมบูรณ์ เกษตรกรผู้ไม่เคยหยุดคิด มีจุดน่าสนใจที่ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวแบบยกร่อง ล้อมรอบไปด้วยน้ำ ปลูกต้นสนรอบพื้นที่เป็นรั้ว ถือเป็นชัยภูมิที่ดีกันลมกันแดดให้กับมะละกอ แถมปลูกหมากไว้ริมบ่อเป็นร่มเงาอีกชั้น เมื่อหมากโตก็ขายผลได้อีกทอด




“เดิมเคยปลูกส้มมาหลายปี จนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว แมลงเริ่มดื้อยา ผลผลิตเริ่มน้อยลง ขาดทุนไปกว่า 10 ล้านบาท จึงหันมาปลูกมะนาวแป้นรำไพ ก็เริ่มฟื้นตัวกลับมา ครอปนี้จึงเริ่มคิดปลูกมะละกอเป็นพี่เลี้ยงมะนาว โดยเมื่อมะละกอโต นอกจากจะเป็นร่มเงาให้มะนาวแล้ว ยังพบโดยบังเอิญว่า มะนาวจะแข่งกันโตกับมะละกอ เมื่อมะละกอให้ผลผลิต ก็โค่นทิ้ง แล้วมะนาวก็จะเป็นพุ่มสูงใหญ่พอดี พร้อมที่จะให้ลูกไม่นานนัก”


ศักดิ์ดา เล่าถึงที่มาที่ไปของการปลูกมะละกอคั่นมะนาว ในพื้นที่ปลูกมะละกอ 14,000 ต้น มะนาว 4,600 ต้น รอบคันบ่อปลูกหมาก 4,600ต้นเริ่มปลูกพร้อมกันทั้งมะละกอและมะนาว โดยมะละกอปลูกห่างกัน 2.5 เมตร ระหว่างกลางแต่ละแถวปลูกมะนาว 1 ต้น

ปลูกแล้ว 10 วัน จึงเริ่มให้ปุ๋ยมะละกอสูตร 20-8-16 ให้ 2 ครั้ง ทุก 10 วัน จากนั้นทิ้งไว้ 15 วัน เปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ 15 วันครั้ง…หลังจากให้ปุ๋ยสูตรนี้แล้วให้สังเกต หากเติบโตไม่ค่อยดีให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 25–7–7 ต่อไปยันโต แต่ถ้าจะเร่งให้มะละกอออกดอกและให้ต้นเตี้ยเพื่อผลผลิตเพิ่มและเก็บเกี่ยวสะดวกขึ้นให้ใช้ปุ๋ยสูตร 8–24–24 (ไม่แนะนำให้ใช้กับมะนาว เพราะจะเร่งดอกเร็วเกินไป ผลผลิตจะได้ไม่เต็มที่เมื่อเก็บเกี่ยว)


ส่วนมะนาวถือเป็นพืชที่รับปุ๋ยได้เกือบทุกสูตร เพราะฉะนั้นในช่วงยังไม่ตัดมะละกอทิ้ง ก็ให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 แบบมะละกอได้เลย แต่ให้แค่เดือนละครั้ง

มาถึงตรงนี้ศักดิ์ดาแนะถึงการดูแลมะนาวช่วงแล้ง ต้องให้น้ำแต่เช้าตรู่ไม่เกิน 07.00 น. เพราะไม่ร้อน ดินชุ่มชื้นกว่าช่วงสาย ควรมีฟางมาคลุมโคน รักษาความชื้น ไม่ให้รากร้อน ต่อเมื่อ ฝนตกก็ให้ปุ๋ยสูตรเดิม สลับกับสูตร 21–7–14 สลับกัน 2–3 ครั้ง จนให้ผลผลิต


เมื่อมะละกออายุได้ 8 เดือน จะเริ่มเก็บลูกครบ 2 ปี ตัดมะละกอทิ้ง มะนาวก็พร้อมออกลูก ข้อควรระวังคือ ถ้ามะนาวออกดอก ออกลูกก่อน หน้านี้ ให้เด็ดทิ้งทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ และเมื่อมะนาวให้ผลผลิตน้อยลง (ราว 10 ปี) ก็ยกแปลงใหม่ ไถกลบ ปลูกมะละกอคั่นด้วยมะนาวครอปต่อไป

พื้นที่ 116 ไร่ มะละกอ 14,000 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน หรือ 1 ล้านกิโลกรัม สำหรับมะนาว 4,600 ต้น เก็บครั้งแรกปีที่ 2 ได้ แค่ต้นละ 1,000 ลูก รวมแล้ว 4 ล้านกว่าลูก แต่ปีที่ 3-10 จะได้ต้นละ 3,000 ลูกต่อปี…รวมแล้วเป็นเงินเท่าไร เชิญคิดคำนวณกันไปเล่นๆก็แล้วกัน

เกษตรกรสนใจอยากเรียนรู้ประสบการณ์จริงจากเจ้าของสวน 14 พ.ค.นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดทริปทัวร์พาไปดูให้เห็นกับตา สอบถามได้ที่ 08-5074-5055.

กรวัฒน์ วีนิล
ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/612558
สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นที่หรือพื้นที่น้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการเลี้ยงกบ ผลผลิตที่ได้ กบตัวโต แข็งแรง และสะอาด รายได้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอนสิ่งที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้




วัสดุและอุปกรณ์

1. ขวดพลาสติก ขนาดบรรจุ 1.25 ลิตร

2. ตู้หรือชั้นวางของ

3. มีด หรือคัตเตอร์

4. น้ำสะอาด

5. อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงกบ

6. ลูกกบ อายุ 1 เดือน ขึ้นไป

อาหารผสมอัดเม็ด อาหารผสมแบบอัดเม็ดเป็นอาหารที่สะดวกในการใช้ การเก็บรักษา มีปริมาณและคุณค่าอาหารที่แน่นอน การเตรีอมอาหารผสมจะเตรียมจากวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ นำมาผสม กันตามสูตร อาหารผสมนี้ลูกกบจะไม่ค่อยคุ้นเคยต้องหัดให้กินโดยในระยะแรกอาจจะผสมปลาเป็ดให้ มากไว้ก่อนแล้วค่อยๆ ลดปลาเป็ดลงจนเหลือแต่อาหารผสมล้วน ๆ

ชนิดของอาหาร

1.1 อาหารธรรมชาติ ได้แก่ไรแดงและแพสงค์ตอน จะให้ลูกอ๊อดหลังจากถุง ไข่แดงยุบและให้กินอาหารเหล่านี้ประมาณ 1-2 อาทิตย์

1.2 อาหารส่าเร็จ ได้แก่ไข่แดง เนื้อปลาต้มสุก ผักกาดขาวลวกพอให้สุก ไข่ตุ๋น เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารเสริมอาหารธรรมชาติต้องอาศัยการฝึกให้ลูกกบรู้จักกินอาหารพวกนี้ เพราะระยะแรกลูกอ๊อดจะไม่กินอาหาร

1.3 อาหารเป็นหรืออาหารที่ยังมีชีวิตได้แก่หนอนและแมลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหาร ที่ลูกกบเล็กและกบโตชอบ

1.4 อาหารผสม ได้แก่การนำอาหารต่าง ๆ มาผสมให้เข้ากัน โดยใช้เครื่องผสมอาหาร หรือจะใช้อาหารผสมอัดเม็ดเหมือนกับอาหารปลาก็ได้ อาหารที่ใช้ควรมีโปรตีนประมาณ 30-40 เปอร์เชนต์ ชนิดและขนาดของอาหารผสมควรมีความสัมพันธ์กับขนาดของลูกกบด้วย



สูตรการทำอาหารกบ

ช่วงลูกอ๊อด

วัตถุดิบ

1.รำอ่อน

2.ไข่

วิธีการทำ

1.นำไข่ดิบมาตีในน้ำอุ่น

2.นำรำอ่อนมาผสมกับไข่ที่ตีให้แตกแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.นำไปเลี้ยงลูกอ๊อดของกบได้เลย

กบโต

วัตถุดิบ

1.ไส้เดือนสด

2.หอยเชอร์รี่

3.รำอ่อน

4.กล้วยสุก

วิธีการทำ

1.นำไส้เดือนมาสับ

2.นำหอยเชอร์รี่มาต้มแล้วแกะออก มาสับให้ละเอียด

3.นำส่วนผสมทุกอย่างมาปั่นให้ละเอียดแล้วปั่นเป็นก้อน แล้วโยนให้กบกินได้เลย

การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด

1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป

2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป

3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น

4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น

5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง
1 ไร่ ได้ 1 แสน หลายคนยังแคลงใจ เป็นได้หรือ...แต่ถ้าจะบอกว่า แสนเดียวมันน้อยไป จะเชื่อหรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ประทีป มายิ้ม เกษตรกรเจ้าของ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี







 

พื้นที่แค่ 1 ไร่ ปีหนึ่งๆ ทำเงินได้หลายแสนด้วยหลักการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เต็มที่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน...ส่วนแรก 4 ตารางวา ทำเป็นพื้นที่ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารกำจัดศัตรูพืช

“ส่วนที่ 2 ปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียง ยึด 10 เมนูยอดนิยมครัวไทยต้องใช้พืชอะไร ผมก็ปลูกพืชพวกนั้น ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา ปลูกหมด”

แค่มะละกอ 200 ต้น ประทีป บอกว่า เก็บผลขายได้ทุกวัน วันละ 20 กก. กก.ละ 15 บาท แล้วไหนวันเว้นวัน ยังจะได้จากพืชผักทั้งหลายอีกครั้งละพันบาท...แค่นี้ได้แล้วเดือนละ 24,000 บาท...ปีละสองแสนกว่าบาท

ส่วนที่ 3 ใช้เนื้อที่ 2.5 ตารางวา ทำคอกเลี้ยงสัตว์แบ่งครึ่งเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัว อีกครึ่งเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ได้ไข่ทุกวัน มีแม่ค้าข้าวแกงมารับซื้อทุก 3 วัน ได้อีกเดือนละ 1,000 บาท ปีละ 12,000 บาท


ส่วนที่ 4 บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 2 บ่อ...

บ่อแรก 2 ตารางวา ขุดไว้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก เพาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ได้อาหารให้ปลาดุกฟรีๆ เลี้ยงพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัว แม่พันธุ์ 100 ตัว จะได้ลูกพันธุ์ไปขายตัวละ 1 บาท เดือนละ 10,000 ตัว...ปีหนึ่งเกินแสน

บ่อที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 11 ตารางวา ก่ออิฐทำเป็นบ่อเลี้ยง 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย...

4 กุ้ง = กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว...

3 ปลา = ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ...

2 หอย = หอยขม-หอยโข่ง

พื้นบ่อเป็นดินเพื่อจะได้ผสมพันธุ์ออกลูกได้ เลี้ยงกันแบบธรรมชาติ อาหารเม็ดอย่าฝันว่าจะได้เงิน


ประทีป ใช้แหน สาหร่าย ผักกระเฉด ผักบุ้ง พร้อมกับปลูกข้าวไม่หวังเก็บเกี่ยวไปขาย ต้องการแค่ให้ใบร่วงไปเป็นอาหารสัตว์น้ำเท่านั้นเอง

1 ปี จะได้กุ้งก้ามแดงให้จับขายประมาณ 1.5 แสนบาท...กุ้งก้ามกราม ปีหนึ่งจับได้ 2 หน เป็นเงิน 14,000 บาท...กุ้งแม่น้ำได้ปีละหน 2,400 บาท...จับขายเฉพาะตัวใหญ่ ตัวเล็กเก็บไว้เลี้ยงต่อ โตขึ้นได้ขนาดเมื่อไรถึงขาย แถมยังได้มีโอกาสปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์ออกลูกหลานให้เราเลี้ยงไปขายได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ปลาตะเพียน 10 ตัว ไม่ได้หวังขาย เลี้ยงไว้เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ

เช้าขึ้นมาปลาตะเพียนลอยหัว ถึงคราวเปลี่ยนน้ำ...ปลานิลเลี้ยงไว้ 10 คู่ ออกลูกหลานมาให้จับขายปีละ 3 หน หนละ 20 กก. ปีหนึ่ง 2,400 บาท

ส่วนปลาคาร์พ ซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาท มาเลี้ยง 4-5 เดือน เอาไปขายร้านปลาสวยงามได้ตัวละ 80 บาท

หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท...ปีละ 26,000 บาท

รวมแล้วพื้นที่ 1 ไร่ ประทีปทำเงินได้...ปีละไม่ต่ำกว่า 6 แสนบาท.


................................

ที่มา : ไทยรัฐ http://www.thairath.co.th/content/536759
ปูนาเป็น ปูน้ำจืดชนิดที่มีกระดองเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ ด้านหน้าโค้งมน กลมมีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาได้ มีปาก อยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง เหนือเบ้าตา มีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม กระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบ และขอบบนมีหนามงอกออกมา กระดองปูนามีสีน้ำตาลดำ หรือน้ำตาลม่วง มีขาเป็นคู่ รวม 5 คู่ คู่แรกเรียกว่าก้ามหนีบ ใช้ในการจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร








การเลี้ยงปูนา

การเตรียมบ่อเลี้ยง

การเลี้ยงปูนานั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ แต่พบว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้นจะมีข้อดีกว่าตรงที่สะดวกในการดูแลและ เก็บผลผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปูขุดรูหนี บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงปูนั้น มี 2 ประเภท คือ บ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมหากผู้ที่สนใจต้องการทดลองเลี้ยงดูก่อนว่าสามารถ เลี้ยงปูได้หรือไม่ ก็ควรจะเลี้ยงในบ่อกลมก่อน บ่อกลมที่ว่าก็คือการนำท่อซีเมนต์ (ท่อที่ใช้ทำถังส้วม) มาเทปูนทางด้านล่างใส่ท่อพีวีซีทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการ ถ่ายน้ำ ใส่ดินลงไปและปลูกพืชน้ำ นำปูตัวผู้และปูตัวเมียมาปล่อยลงในบ่อ เลี้ยง บ่อละประมาณ 10-15 ตัว อย่าใส่ปูในบ่อมากนักเพราะปูจะกัดกันเอง ปูตัวไหนที่ขาหลุด ก้ามหลุดให้เก็บออกเพราะว่าจะโดดปูตัวอื่นมารุมทำร้าย ส่วนบ่อสี่เหลี่ยมนั้น อาจใช้บ่อเก่าที่เคยเลี้ยงปลาหรือทำบ่อใหม่โดยการนำอิฐบล็อกมาก่อ กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1 เมตร หรืออาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่อย่าให้สูงมากเพราะจะไม่สะดวกในการดูและและเก็บผลผลิต ใส่ท่อระบายน้ำไปด้วยเพราะจะทำให้สะดวกในเรื่องของการดูแลทำความสะอาด ในบ่อนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของปูโดยการนำเอาดินร่วนปนเหนียวหรือดินตาม ทุ่งนามาใส่ไว้ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรของขอบบ่อและทำให้เอียงลง ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เป็นน้ำทำโดยลอกเลียนแบบตามสภาพธรรมชาติของแหล่งที่ อยู่ เช่นมีกอข้าวและพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสังเกตการณ์การเลี้ยงปูในบ่อซีเมนต์ นั้นพบว่าปูสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าไม่ใส่น้ำลงในบ่อ



ปูนาจะขุดรูเป็นที่อยู่อาศัย และจะออกหากิน โดยจะกินเศษซากที่เน่าเปื่อย ต้นข้าว หรือลูกปลาขนาดเล็ก จากการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์พบว่าปูนาสามารถหัดให้กินอาหารเม็ดปลาดุกได้ หรือใช้เศษข้าวสวย ให้เป็นอาหารบริเวณที่อยู่อาศัยของปู ส่วนที่เป็นดินต้องหมั่นดูแลทำความสะอาด คือเศษอาหารที่ให้ปู ถ้าเหลือทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก ช่วงที่เก็บผลผลิตควรเป็นช่วงฤดูหนาว เพราะช่วงนี้ปูจะขุดรูอยู่ตามท้องนา หาได้ยาก และบางพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี หรือยาปราบศัตรูพืช เยอะ ๆ ปูก็จะตาย หรือไม่ก็มีการสะสมสารพิษใน ตัวปู การนำปูนามาแปรรูปเป็นอาหารก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัย ส่วนการเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์จะเป็นปูนา ที่ปลอดสารพิษ และสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ได้ ไม่ว่าจะเป็นปูดอง หรือทำเป็นอาหารเพื่อจำหน่าย เป็นรายได้เสริมอีกทาง ไม่ว่าจะทำเป็น ยำปูนา ลาบปูนา ทอดปูกรอบ และอุกะปู เป็นต้น.

การจำหน่ายปูนา


ช่วงที่เหมาะสมในการจำหน่ายปูนานั้นควรเป็นช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่ปูใน ธรรมชาตินั้นหายาก ราคาประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท ในช่วงฤดูฝน เดือนสิงหาคมถึงกันยายน ปูจะมีราคาประมาณ 15 บาทต่อกิโลกรัมและมีแม่ค้ามาซื้อปูถึงที่โดยผู้เลี้ยงไม่ต้องนำปูไปจำหน่าย เอง อย่างไรก็ตามยังมีความต้องการปูนาในท้องตลาดอีกมาก เหมาะแก่การพัฒนาเป็นอาชีพได้
กลุ่มคนเลี้ยงไก่สวยงาม ณ วันนี้ อาจจะได้เคยได้ยินชื่อไก่อียิปต์ เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการ แต่สำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง หรือเป็นเพียงแค่ผู้ที่ชื่นชอบ แต่ยังไม่มีไก่สวยงามไว้ในครอบครอง อาจจะไม่คุ้นชื่อไก่สวยงามชนิดนี้นัก เพราะจัดได้ว่า เป็นไก่สวยงามที่พบได้ไม่บ่อยเลย

ไก่อียิปต์ ที่จะเอ่ยถึงในครั้งนี้ พบที่บ้านของ คุณพิทยา คุ้มเมฆ บริเวณตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณพิทยาเป็นเพียงผู้เลี้ยงไก่สวยงามมือใหม่ เพิ่งเริ่มหัดเลี้ยงและจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยคุณพิทยาเองก็เป็นนักเพาะเลี้ยงไก่สวยงามที่เรียกตัวเองว่า เป็นมือใหม่หัดเลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถเพาะขยายพันธุ์และจำหน่ายผ่านเว็บไซต์มาแล้วหลายต่อหลายครา








ไก่อียิปต์ ที่อยู่ในความดูแลของคุณพิทยา มีเพียง 1 คู่ (ผู้-เมีย) ที่ได้แบ่งปันจากเพื่อนมา และยังไม่ได้ผสมสักครั้ง เพราะอายุปัจจุบันของไก่ คือ 7 เดือน คุณพิทยา ต้องการให้ไก่อียิปต์ทั้งคู่มีความสมบูรณ์มากกว่านี้ จึงให้ผสม เพื่อให้ลูกไก่ที่แข็งแรงสมบูรณ์มากพอ

จุดเด่นของไก่อียิปต์ คุณพิทยา ให้ข้อมูลเท่าที่ทราบว่า ไก่อียิปต์ เป็นไก่ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอียิปต์ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในอียิปต์ เมื่อหลายพันปีก่อน และยังเป็นไก่สายพันธุ์หนึ่งที่หายากในประเทศไทย มีเพาะเลี้ยงน้อย ทั้งที่เป็นสายพันธุ์ที่ให้ไข่ดี

จากข้อมูลของเฟซบุ๊ก ฟาร์มเพชรบูรณ์ไข่เชื้อ จำหน่ายไข่เชื้อและลูกไก่เลือด 100% ทุกสายพันธุ์ ทำให้ทราบว่า ไก่อียิปต์ มีชื่อเรียกอย่างถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดที่ประเทศอียิปต์ เป็นสายพันธุ์ไก่ที่เก่าแก่มากในภูมิภาคนี้ ชื่อนี้มาจากเขตการปกครองฟายยูม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไคโรและตะวันตกของไนล์ เป็นตัวแทน



ลักษณะของไก่บ้านในระหว่างยุคอาณาจักรใหม่ กษัตริย์ตุตันคาเมนได้ซื้อไก่ป่าศรีลังกามาเลี้ยงตามเส้นทางการค้าอบเชยในสมัยโบราณ เชื่อว่าไก่สายพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากลูกผสมไก่ป่ากับไก่บ้านที่ปรับตัวให้อยู่รอดในป่าหนามและหนองบึงในอียิปต์ ราวๆ 3,000 ปี ที่แล้ว ถูกนำไปประเทศตะวันตกอย่างน้อยตั้งแต่ทศวรรษ 1940 โดยคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต เป็นสายพันธุ์ที่สมาคมสัตว์ปีกแห่งอเมริกาไม่ยอมรับ และไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของสายพันธุ์

ด้วยหางที่ตั้งขึ้นอกและคอยื่นล้ำออกมาบางครั้งก็ทำให้ดูเหมือนโร้ดรันเนอร์ เป็นไก่สายพันธุ์เบา ไก่เพศผู้หนักประมาณ 2 กิโลกรัม ไก่เพศเมียหนักประมาณ 1.6 กิโลกรัม มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์เท่านั้น ขนในเพศผู้จะเป็นสีขาวเงินบนหัว คอ หลังและสร้อยหลัง ส่วนขนที่เหลือจะเป็นลายแถบสีขาวดำสลับกัน หงอนเดี่ยว หูแดงมีจุดสีขาวและเหนียงสีแดงมีขนาดใหญ่ปานกลาง จะงอยปากและแข้งสีเข้มผิวสีดำน้ำเงิน

ลักษณะภายนอกดูเหมือนสายพันธุ์แคมพีนเงินของเบลเยียมและแคมไพน์ อาจจะสืบเชื้อสายมาจากไก่ที่มีลักษณะคล้ายไก่ฟายูมิ ที่นำมาจากทางตอนเหนือของยุโรปโดยชาวโรมันก็เป็นได้ ไก่ฟายูมิเป็นไก่ที่ทนต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่มีอากาศร้อน เป็นสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมตามหลักฐานบันทึกว่า มีความต้านทานไวรัสและแบคทีเรีย เป็นไก่ที่หากินเก่งและถ้าเลี้ยงแบบปล่อยจะไม่เชื่อง ไก่เพศเมียให้ไข่ขนาดเล็กแต่ให้ไข่ดี เปลือกไข่สีขาวครีม ไก่สาวจะไม่ฟักไข่แต่จะเริ่มฟักเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี


ด้วยชื่อของไก่อียิปต์ที่ถูกต้องว่า ไก่ฟายูมิ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ไก่ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดจากญี่ปุ่น ทั้งยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ไก่อียิปต์ฟายูมิ และไก่อาหรับแข้งดำ เป็นต้น

ด้วยความเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงสำหรับไก่อียิปต์ คุณพิทยา จึงให้ข้อมูลได้เพียงเบื้องต้นว่า เป็นไก่สวยงามที่พบว่ายังมีจำนวนผู้เลี้ยงไม่มากนักในประเทศไทย ความสวยงามของไก่อียิปต์ อยู่ที่ส่วนคอและปีก ที่มีลายแถบสีขาวดำสลับกันสวยงาม และเชื่อว่าจะเป็นไก่สวยงามที่เป็นตลาดไก่สวยงามใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน



“การดูแลไก่อียิปต์ ก็เหมือนไก่สวยงามทั่วไป สำหรับผม ปล่อยให้กินอาหารเม็ด ให้ใบกระถินเพื่อช่วยเรื่องระบบย่อยในกระเพาะอาหาร ปล่อยลงดินให้คุ้ยเขี่ยตามธรรมชาติของไก่ ให้วัคซีนตามตาราง เสริมวิตามินทางน้ำ และที่สำคัญ กรงที่อยู่อาศัยต้องสะอาด เพื่อป้องกันโรคที่อาจแฝงตัวมาเมื่อเกิดความสกปรกขึ้นได้ โดยกรงที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไก่อียิปต์ คือ ขนาดความสูง 1 เมตร กว้าง 1 เมตร และยาว 2 เมตร ให้ไก่อียิปต์ได้มีพื้นที่กว้างสำหรับเดินผ่อนคลาย”

การดูแลเช่นที่คุณพิทยาบอก ช่วยให้ไก่อียิปต์ที่เลี้ยงไว้ปราศจากโรค และยังไม่พบปัญหาระหว่างการเลี้ยงที่ผ่านมาเลย อีกทั้งไก่อียิปต์ยังมีสุขภาพแข็งแรง ขนสวยงาม รอวันผสมและฟักไข่จนได้ลูกไก่อียิปต์เท่านั้น

ไก่อียิปต์ เป็นเพียงไฮไลต์เล็กๆ ของสัตว์ปีกกลุ่มสวยงามที่คุณพิทยาเลี้ยงไว้ สัตว์ปีกที่เป็นรองจากไก่อียิปต์ และถือว่าเป็นความสวยงามทางจิตใจที่ทำรายได้เสริมให้กับคุณพิทยาอีกชนิด คือ นกพิราบแฟนซี

“ผมมีไก่สวยงามหลายชนิด เช่น ไก่เบตง ไก่ญี่ปุ่น ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่โปแลนด์ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสัตว์ปีก คือ นก ได้แก่ นกค็อกกะเทล นกหงส์หยก และนกพิราบแฟนซี ที่มีคนสนใจมากและจำหน่ายได้ตลอดปี คือ นกพิราบแฟนซี”



นกพิราบแฟนซี ภายในพื้นที่เลี้ยงของคุณพิทยา มีหลายชนิด แต่มีจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ประมาณ 6 คู่ การดูแลนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยานั้น เป็นการดูแลอย่างง่าย โดยปล่อยให้นกเจริญเติบโตใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ยกเว้นการให้อาหาร ซึ่งคุณพิทยาให้อาหารเม็ดสำหรับนกและวิตามินผสมน้ำให้นกพิราบแฟนซีกิน เช่นเดียวกับไก่สวยงาม เพราะถือเป็นสัตว์ปีกสวยงามในกลุ่มใกล้เคียงกัน โดยระยะเริ่มเลี้ยงจะปล่อยรวมกัน เมื่อนกเริ่มจับคู่ จะสังเกตเห็นว่านกพิราบแฟนซีคลอเคลียกัน ซึ่งหมายถึงการจับคู่เริ่มขึ้นแล้ว ให้แยกนก 2 ตัว ที่จับคู่กันออกไว้ในกรงอื่นด้วยกัน ปล่อยให้นกอยู่ด้วยกัน นำลูกมะพร้าวครึ่งลูกใส่ไว้เป็นรังนอน เมื่อนกพิราบแฟนซีมีอายุได้ประมาณ 5 เดือน จะเริ่มผสมและออกไข่ การออกไข่ของนกพิราบแฟนซี จะให้ไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง โดยเปอร์เซ็นต์การฟักของนกพิราบแฟนซีอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์

การฟักไข่ของนกพิราบแฟนซีจะทำได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสลับกันเลี้ยงลูกนกหลังฟักออกจากไข่เป็นตัว รวมถึงการป้อนอาหารให้กับลูกนก คุณพิทยาจะเลี้ยงแบบปล่อยให้พ่อแม่นกเลี้ยงลูกนกเอง จนกว่าลูกนกจะออกจากรังได้ (อายุประมาณ 1 เดือน) ซึ่งขณะนั้นลูกนกจะกินอาหารเม็ดได้เองแล้ว จึงแยกลูกนกออกจากรังไปไว้รวมกับนกในวัยเดียวกันในกรงอื่น



ราคาจำหน่ายในนกพิราบแฟนซีของคุณพิทยา ไม่สูงนัก ราคาลูกนกคู่ละ 500 บาท ส่วนนกที่จับคู่แล้ว ราคาคู่ละ 800 บาท และด้วยราคาซื้อขายที่ไม่แพงนัก ทำให้คุณพิทยามีลูกค้าติดตามขอซื้อนกพิราบแฟนซีอยู่ตลอด จนพ่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 6 คู่ เริ่มให้ลูกไม่พอจำหน่าย

การจำหน่ายมีเพียงหน้าเฟซบุ๊กและทางโทรศัพท์ ซึ่งสถานที่เลี้ยงของคุณพิทยาอยู่ในตัวเมืองกำแพงเพชร จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ทำให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่จังหวัดโดยรอบและใกล้เคียงกับจังหวัดกำแพงเพชร เช่น จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดตาก เพราะเป็นจังหวัดที่เมื่อติดต่อซื้อขายนกและไก่สวยงามแล้ว จะนัดรับหรือส่งสัตว์เลี้ยงได้ง่าย อีกทั้งใช้ระยะเวลาเดินทางย้ายบ้านให้กับสัตว์เลี้ยงไม่นาน ลดความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงตายระหว่างการขนส่ง

คุณพิทยา ยอมรับว่า เป็นมือใหม่สำหรับวงการไก่สวยงามและนกพิราบแฟนซี แต่ด้วยความรักและสนใจอย่างจริงจัง ประสบการณ์ที่มีมากว่า 4 ปี ก็สามารถถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจและต้องการความรู้จากคุณพิทยาได้โดยไม่ปิดบัง หรือจะแวะไปเยี่ยมชมถึงแหล่งเลี้ยงก็นัดแนะมาล่วงหน้าก่อนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (088) 272-8150 สถานที่ตั้งอยู่ที่ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

จาก http://www.matichon.co.th/news/206683
ที่บ้านโคกช้างฮ้าย ต.นาวัง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ มีครูชำนาญการพิเศษ ชื่อนางรินลดา ทัพธานี ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนาเวียงจุลดิศวิทยา ใช้พื้นที่เพียงแค่ไม่กี่ตารางเมตร ทำบ่อเลี้ยงปลาหมอพันธุ์ชุมพร 1 หลายพันตัว เดิมที่หวังเพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารภายในครอบครัว แต่สามารถทำให้มีรายได้เสริม เพิ่มขึ้นเดือนละหลายพันบาท ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับชาวบ้านภายในชุมชน เป็นการสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับตนเอง ใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ






 นางรินลดา อายุ 40 ปี เล่าว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รายจ่ายสูงขึ้น ตนจึงคิดอยากที่จะหารายได้เสริม ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร และด้วยพื้นที่ที่มีจำกัดภายในบริเวณบ้านของตน ที่ไม่สามารถทำไร่ทำสวนได้ จึงคิดที่จะเลี้ยงปลา แต่ตอนนั้นยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลี้ยงปลาอะไร จึงเดินสำรวจที่ตลาดภายในชุมชน เห็นว่ามีชาวบ้านนำปลาหมอมาปิ้งขาย จึงเกิดความคิดที่จะเลี้ยงปลาหมอขาย จากนั้นก็ทำการศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ทำให้รู้ว่าปลาหมอ นั้นเป็นปลาสายพันธุ์ของคนไทย และคนส่วนใหญ่ก็นิยมรับประทานปลาหมอ เนื่องจากมีเนื้อแน่น อร่อย และที่สำคัญเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ดูแลง่าย ทนทานกว่าปลาชนิดอื่น    



 ตนจึงจัดทำบ่อเลี้ยงปลาขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตรขึ้นมา ภายในบริเวณบ้านของเดิม จากนั้นจึงซื้อปลาหมอพันธุ์ชุมพร มาในครั้งแรก 1,500 ตัว ซึ่งตนก็ใช้เวลาในช่วงก่อนไปทำงานและหลังอาหารในการดูแลปลา โดยให้อาหารปลา 2 ครั้ง ในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ก่อนที่ตนไปทำงานและกลับจากเลิกงาน ก็ให้อาหารปลาอีกครั้ง ในเวลา 17.00 น. ซึ่งในเวลาให้อาหารปลานั้น ตนก็มีเทคนิคให้ปลาอารมณ์ดีด้วยการร้องเพลงให้ปลาฟัง ทั้งยังเป็นการทำให้ตัวเองรู้สึกเบิกบาน อารมณ์ตามไปด้วย เป็นการสร้างความสุขในชีวิตให้กับตนเองอีกวิธี



 ปลาหมอนั้นจะตัวโตเต็มที่เมื่ออายุ 5 เดือน ซึ่งปลาหมอที่โตเต็มที่นั้น 2-3 ตัวจะสามารถชั่งได้หนัก 1 กิโลกรัม นำไปจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 90-100 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวถึง 8,000 บาทต่อเดือน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนครูด้วยกัน ที่นิยมรับประทานปลาหมอมาซื้อ บางทีก็มีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดนัดมารับซื้อถึงที่ บางครั้งก็มีชาวบ้าน ที่บ้านใกล้เรือนเคียงมาซื้อ จากเดิมที่คิดว่าจะเลี้ยงไว้กินเอง ไม่เน้นรายได้ ทำอย่างพออยู่พอกิน เลี้ยงไว้กินเอง แบ่งให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กัน นำไปแลกผัก แลกพริกแลกเกลือ สร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับตน

จาก http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1467626738
 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครราชสีมา มีหนุ่มนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ หันมาใช้ชีวิตแบบเกษตรพอเพียงด้วยการปลูกเมล่อนโรงเรือนปิด ขายส่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัว โดยใช้ชื่อว่า “วีระเมล่อนฟาร์ม” ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ในเขต ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีนายวีระวัฒน์ เถกิงผล หนุ่มนักศึกษาวัย 30 ปี ที่จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง จ.นครราชสีมา แล้วหันหลังให้กับพนักงานโรงงาน ก่อนเบนเข็มชีวิตมาเลือกทำการเกษตรแทน





 นายวีระวัฒน์ เถกิงผล เจ้าของวีระเมล่อนฟาร์ม เปิดเผยว่า โดยพื้นฐานแล้วตนเป็นลูกชาวนา หลังจากที่เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องจักรกลเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานแล้ว ก็ไม่ได้ไปสมัครงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหมือนเพื่อนๆ แต่กลับมาทำนากับครอบครัวที่บ้านอยู่ที่ จ.สุรินทร์ ประมาณ 5 ปี ซึ่งพบว่าการทำนานั้นมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังต้องประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติอีกมากมาย



 นายวีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า ต่อมาคบกับแฟนอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ บริเวณ ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา จึงเริ่มศึกษาการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้พื้นที่น้อยๆ แต่ได้ผลผลิตมากๆ และมาสนใจการปลูกเมล่อนแบบโรงเรือนปิด เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น สามารถควบคุมศัตรูพืชได้โดยไม่ใช้สารเคมี, ไม่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหรือภัยแล้ง และเมล่อนกำลังเป็นที่นิยมของตลาดอีกด้วย ลงทุนค่าอุปกรณ์สร้างโรงเรือนละประมาณ 70,000 บาท มีความกว้าง 6.5 เมตร ยาว 30 เมตร จำนวน 4 โรงเรือน รวมค่าลงทุนสร้างโรงเรือนครั้งแรก เป็นเงินประมาณ 280,000 บาท ใช้งานได้ประมาณ 10 ปี และไปรับเมล็ดพันธุ์มาจากเทพมงคลฟาร์ม จ.มหาสารคาม เป็นเมล็ดพันธุ์เมล่อนไทยเนื้อสีขาว ใช้เวลาตั้งแต่เตรียมแปลง เพาะปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว 3 เดือนต่อรุ่น 1 ปี ปลูกได้ 3 รุ่น ซึ่งปีแรกที่ปลูกก็ปรากฏว่าได้ผลผลิตดีมาก แต่ละลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 2 กิโลกรัม 1 โรงเรือนจะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 700 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 50-60 บาท โดยปีแรกจะขายให้เจ้าของเมล็ดพันธุ์ก่อน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ในปีเดียวเลย เพราะ 1 รุ่นขายได้ประมาณ 168,000 บาท 3 รุ่นก็ประมาณ 504,000 บาท


 หลังจากนั้นตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นมา ก็ขายส่งไปในตลาดสุรนคร และมีออร์เดอร์จากทั่วประเทศสั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ซึ่งเมล่อนจะขาดตลาด เนื่องจากแปลงที่ปลูกนอกโรงเรือนจะได้รับผลกระทบจากศัตรูพืช เชื้อราและลมฝน ทำให้มีผลผลิตน้อย จึงมีราคาสูงขึ้นไปอีกกิโลกรัมละ 10-15 บาท โดยปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่ตนปลูกเมล่อน สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นที่น่าพอใจมาก สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาการทำอาชีพเกษตรปลูกเมล่อนแบบโรงเรือนปิด หรือสั่งออร์เดอร์ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ วีระเมล่อนฟาร์ม ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โทร 080-165-6623

จาก ข่าวสด