พบตัวอย่างอาชีพเกษตรกรที่ทำได้ง่ายเพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ สุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

สุนทรเล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูก ทดแทนใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สละทั้ง 2 สายพันธุ์เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสละขายอย่างจริงจัง สละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไรตกไร่ละ 1 แสนบาทต่อปี นอกจากขายผลสละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทรสั่งจองเกือบทุกวัน สละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล
ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแมลงเป็นอาชีพเสริมจากทำการเกษตรหลักเช่น ปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม จากที่เกษตรกรเองเลี้ยงเป็นเพียงอาหารพื้นบ้าน (Traditional Food) ต่อมาทั่วโลกต่างสนใจแมลงเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แมลงสามารถผลิตโปรตีนที่ย่อยสลายได้ในปริมาณมาก รวมถึงสารอาหารอื่นได้มากถึง 100 เท่า เปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัว

นอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุด เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป (ESFA) มาให้ความรู้ในกฎระเบียบโนเวลฟู้ดแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ จ.ขอนเเก่น สัปดาห์ที่ผ่านมา

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า มกอช.พาคณะผู้แทนสหภาพยุโรปลงพื้นที่เยี่ยมชมงานด้านการเลี้ยงจิ้งหรีด การจัดการมาตรฐานในฟาร์มและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร ณ หมู่บ้านจิ้งหรีด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากจิ้งหรีดถือเป็นแมลงเศรษฐกิจของไทยที่มีศักยภาพสูง กำลังการผลิตในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ขยายอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท/ปี และยังเป็นอาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาถูก ต้นทุนต่ำ และมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่าง ๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ และจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ ได้อีกด้วย

การที่ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านประเมินความเสี่ยงของสหภาพยุโรป หรือ ESFA มาให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบโนเวลฟู้ด แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการของไทยให้พร้อม รองรับการบังคับใช้ระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรปที่ปรับกฎระเบียบให้การยอมรับแมลงเป็นโนเวลฟู้ด (Novel Food) หรือกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 รวมถึงการยื่นคำร้องและข้อมูลวิชาการประกอบการพิจารณาอนุญาตเปิดตลาดอาหารใหม่ในสหภาพยุโรปด้วย ขณะเดียวกัน มกอช.ยังผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปตั้งแต่การเพาะเลี้ยงในฟาร์มจนถึงการวางจำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์แมลงของไทยในสหภาพยุโรปและตลาดโลกได้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ มกอช.ได้เตรียมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีดร่วมกับกรมปศุสัตว์ และ มกอช.ต้องดูในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ “การเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่เราอาจจะต้องใส่ใจมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ มกอช.เองก็กำลังยกร่างมาตรฐานและได้เตรียมการเก็บข้อมูลทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น”

อียูคุมเข้มความปลอดภัย

นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทย กล่าวว่ากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับอาหารของสหภาพยุโรปที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มช่องทางใหม่แก่ภาคธุรกิจนวัตกรรมใหม่ด้านอาหารออกสู่ตลาดโลกและยังเป็นการรับรองระดับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้บริโภค

นายแวงซองท์ อองเดร ตัวแทน บ. AETS ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารเเนวใหม่ แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาเเละมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561 ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย

“ผมมองว่าน่าสนใจ ขณะที่รูปแบบการบริโภคนั้นคนยุโรปไม่ได้บริโภคเป็นตัว หากแต่เป็นการนำมาเเปรรูปเป็นแป้ง ผง ส่วนผสมอาหารนำไปทำเป็นพาสต้า คุกกี้ และจริง ๆแล้วแมลงก็มีรสชาติคล้ายคลึงกับกุ้ง ปู ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างคนฝรั่งเศสยังบริโภคหอยทากได้ (Novel Food) เพราะฉะนั้น อยู่ที่รสนิยมการบริโภค” แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักคือ 1.คนยังไม่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนัก เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ 2.เรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดนำเข้า แต่ปัจจุบันเราก็ได้ติดตามศึกษามาโดยตลอดและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย จึงต้องมีการปรับเพื่อให้สอดรับกับปัจจุบันเพื่อเปิดตลาดและลดกระบวนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น จากที่ไม่เคยมีสินค้าเหล่านี้มาก่อนในแถบสหภาพยุโรป

สร้างโอกาสส่งออกไปตลาดอียู

นายเพ็ชร วงศ์ธรรม ผู้เลี้ยง จ.ขอนเเก่น บอกว่า ทั้งหมู่บ้านผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่ จ.ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 70 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท นับว่าสามารถสร้างรายได้ไม่น้อย และจากเลี้ยงเพื่ออาชีพเสริมได้กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

ด้าน นายราฟาเอล ซาโมซิโน กรรมการผู้จัดการ บ.อีโค่ ฟาร์มมิ่ง จำกัด ผู้รับซื้อจิ้งหรีดแปรรูปเพื่อการส่งออก เผยว่า โรงงานแปรรูปตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ ได้ผลิตแป้งจิ้งหรีดหรือจิ้งหรีดผง โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นหลักด้วยรูปแบบผง เป็นส่วนผสมอาหาร ขนม พาสต้า อนาคตหากเปิดตลาดมากขึ้น ได้ตั้งเป้าส่งออกแป้งจิ้งหรีดไปยังสหภาพยุโรปราคากิโลกรัมละถึง 1,000 บาท เลยทีเดียว

เพิ่มเติม ที่นี้
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง



ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียว ปลูกใกล้ๆ กับต้นน้อยหน่า เถาของผักเชียงดาจะพันต้นน้อยหน่าเป็นเถาใหญ่มาก มักจะเด็ดยอดผักเชียงดาใส่แกงแคและลวกจิ้มน้ำพริก แต่ไม่พอจะเอามาแกงใส่ปลาแห้งสักที จึงคิดจะปลูกเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน จึงได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าที่มาซื้อมะนาวในสวน ซึ่งมาเป็นประจำ ได้เห็นกิ่งชำผักเชียงดากำลังผลิใบแตกยอดสวย แม่ค้าบอกว่าให้ปลูกเยอะๆ จะได้รับไปขายให้ เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย น่าจะปลูกมากๆ ได้ขายแน่นอน วางตลาดในหมู่บ้าน ตลาดแม่ทองคำ รวมถึงตลาดในเมืองพะเยาก็ได้ คุณโสภาไปสำรวจตลาดในตัวเมืองพะเยา โดยแม่ค้ารับซื้อผักมาจากชาวบ้านที่ปลูก เลยลองซื้อมา 3 กำ กำๆ ละ 10 บาท เอามาเช็กดู 1 กำ น้ำหนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม แม่ค้าบอกว่าซื้อมากิโลกรัมละ 70 บาท เสร็จแล้วนำมาแบ่งเป็นกำ ขายกำละ 10 บาท จะขายได้ทั้งหมด 100 บาท

สำหรับข้อมูลทางวิชาการของผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ และเป็นพืชผักสวนครัว ที่เราจะนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร โดยผักเชียงดามีทั้งที่ขึ้นอยู่ในป่าและที่นำมาปลูกเพื่อการบริโภค ชนิดที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน และมีลักษณะของใบที่ใหญ่กว่าด้วย แต่สีของใบจะเข้มน้อยกว่า ส่วนลักษณะของผักเชียงดาที่ปลูกนั้นมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณโสภา สุขแสนโชติ 215 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา 56000 เบอร์โทรศัพท์ (081) 783-4428

รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี้
คุณชาติตระการ กมุทชาติ หรือ เสี่ยตั๋ม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 7 บ้านนาโป่งโพน ตำบลลาดควาย อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้ที่อยู่วงการไก่ชนมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนถึงปัจจุบัน รายได้นั้นไม่มากไม่น้อย ค่อยๆ ขายไก่ชนก็ตกเดือนละ 50,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ตนได้สมรสกับ คุณสุธารัตน์ สร้อยสุข มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายกนก และ เด็กหญิงกัลป์สุดา กมุทชาติ ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเกษตรกรรม-ค้าขาย อยู่ที่ภูมิลำเนาดังกล่าวข้างต้น มีความสนใจและชื่นชอบในเรื่องของกีฬาชนไก่ หรือการตีไก่ มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพราะแถวๆ บ้านมีคนเล่นไก่ชนกันมาก อีกทั้งคุณพ่อก็คอยสนับสนุนและคอยอบรมสั่งสอนว่า อย่าเล่นพนันไก่ชนจนหมดเนื้อหมดตัว ขอให้ใช้ไก่ชนมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ หากไก่เก่งก็ขายไป จนกระทั่งตนเข้าสู่วัยหนุ่ม อายุ 16-17 ปี ตนก็สามารถมีไก่ชนตัวเก่งอยู่ในครอบครอง และมีความรู้ดูแล ไก่ได้เอง ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงดูไก่ตั้งแต่แรกเกิด การพาไก่ออกกำลังกาย การฟิตซ้อมไก่ให้แข็งแรงพร้อมออกสู่สังเวียนการชน การดูแลก่อนชนและหลังชน แม้กระทั่งการรักษาเวลาไก่เจ็บป่วย เรียกได้ว่า ครบสูตรกันเลย ส่วนชื่อของฟาร์มไก่ ตนไม่ได้ตั้งเป็นทางการและไม่ได้ขึ้นป้าย แต่บรรดาเซียนไก่ ต่างเรียกกันติดปากว่า ฟาร์มไก่เสี่ยตั๋ม หรือ ซุ้มไก่เสี่ยตั๋ม ศรีเมืองใหม่ ซึ่งชื่อหลังนี้จะเป็นที่รู้จักกันเป็นที่กว้างขวางมาก


เสี่ยตั๋ม ได้เล่าต่อว่า ในการทำฟาร์มไก่ชนของตนนั้น ตอนแรกก็ทำอยู่คนเดียวมาหลายปี แต่ในปัจจุบันนี้ตนได้ทำฟาร์มไก่ชนหรือซุ้มไก่ชนโดยเข้าหุ้นกับ นักมวยชื่อดังระดับประเทศ และเป็นแชมป์เปี้ยนเวทีมวยช่อง 7 สี นั่นคือ ต่วนเป๋ (เกียรติคมสิงห์) เดอะเบสท์มวยไทยยิมส์ ซึ่งขณะนี้ไก่ที่ฟาร์มของตน มีอยู่ประมาณ 600 ตัว เป็นไก่พม่า ส่วนมาก ป่าก๋อย ประมาณ 20 ตัว ส่วนไก่หนุ่มพร้อมชนตอนนี้มีประมาณ 20 ตัว และลูกไก่แม่ไก่อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วก็ตก 500-600 ตัว และมีไก่ตัวเด่นๆ เก่งๆ ที่มีอนาคตชนแพงอยู่ 6 ตัว สำหรับไก่เก่งประจำซุ้มของตน ในช่วงที่ผ่านมาที่มีชื่อเสียงและคนรู้จักมาก เพราะชนชนะมาโดยตลอดและชนแบบมีเงินเดิมพันสูงถึง 2 ล้าน 2 แสนบาท นั่นคือ เจ้าแจ้ ซึ่งเป็นไก่พม่า เคยมีคนมาขอซื้อเจ้าแจ้โดยเสนอราคาให้ถึง 200,000 บาท แต่ไม่ขาย


ที่สำคัญตนได้เพาะพันธุ์ เจ้าแจ้เอาไว้แล้ว ไม่นาน ลูกของเจ้าแจ้ต้องโด่งดังขึ้นมาแทนอย่างแน่นอน ด้านการเลี้ยงดูไก่นั้น ได้จ้างคนที่ไว้ใจได้มาช่วยเลี้ยงอยู่หลายคน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเวลาไก่ออกชน ด้วย และในปัจจุบัน เจ้าแจ้ได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่ก็มีไก่เก่งตัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ นั่นคือ เจ้าแสน ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์พม่า ชนแค่ 6 ไฟต์ ค่าตัวก็พุ่งถึง 150,000 บาท เพราะมีลีลาการจิกตีเป็นที่ถูกใจเซียนไก่ชนมาก และใน 6 ไฟต์นั้น คู่ต่อสู้จะแพ้น็อก ไม่เกินอัน 3 หรือ ยกที่ 3 สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมและต่วนเป๋ เป็นอย่างยิ่ง และนอกจากจะมีเจ้าแสนแล้ว ยังมีไก่ดาวรุ่งอีก 1 ตัว คือ เจ้าแปดแสน ซึ่งราคาเจ้าแปดแสน ตอนนี้อยู่ที่ 60,000 บาทครับ


เสี่ยตั๋ม ยังได้บอกอีกว่า การเลี้ยงไก่ชนของตนทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว เริ่มแรกเดิมที เลี้ยงไว้ชนอย่างเดียว โดยเคยนำไก่ไปชนมาแล้วทั่วทุกภูมิภาค เกือบทั่วประเทศก็ว่าได้ เพิ่งจะมาเลี้ยงเพาะพันธุ์ขายเป็นอาชีพหลัก เมื่อ 4-5 ปี นี่เองครับ ส่วนสาเหตุที่หันมาเพาะพันธุ์ไก่ชนขายก็คือว่าเนื่องจากไก่ไปชนชนะมาในแต่ละที่ แต่อำเภอหรือแต่ละจังหวัด บรรดาเซียนไก่ที่ชื่นชอบลีลาการจิกตี บินตี หรือทีเด็ดที่น็อกคู่ต่อสู้ ของไก่ผม ได้มาติดต่อขอซื้อไก่ผมถึงบ้าน บางรายให้ราคาสูงมาก จนตนเองกับต่วนเป๋ ผู้เป็นหุ้นส่วน พากันมานั่งคิดนอนคิดว่าน่าจะเลี้ยงไก่ชนขาย หรือเพาะพันธุ์ขาย จากนั้นจึงตัดสินใจปรับที่ดินที่มีอยู่เกือบ 100 ไร่ โดยปรับเพียงส่วนหนึ่ง คือประมาณ 4 ไร่ เพื่อทำฟาร์มไก่ชน ซึ่งเลี้ยงขายมาได้ 4-5 ปีแล้ว บางทีก็ขายไก่ตัวเก่งหลังชนชนะมา ราคาตัวละ 100,000 บาท ก็เคยได้ขาย สำหรับราคาไก่ชนของผม เริ่มที่ลูกไก่อายุไม่เกิน 2 เดือน ราคาตัวละ 1,000  บาท ลูกไก่ อายุ 2-4 เดือน ราคา 1,500 บาท อายุ 4-6 เดือน ราคา 2, 500 บาท ส่วนไก่ที่ผ่านการคัดฝีมือแล้ว ราคาจะเริ่มต้นที่ 4,000 บาท และไก่พร้อมชน ราคาเริ่มต้นที่ 6,000 บาทครับ บางครั้งบางเดือนขายไก่หนุ่มที่ผ่านการคัดหรือฟิตซ้อมแล้ว ได้เงินเดือนละ 200,000-300,000 บาท ก็เคยมี แต่ที่แน่ๆ รายได้จากการขายไก่ชนอย่างเดียว ตอนนี้จะอยู่ที่เดือนละ 70,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_5908
คุณณัฏฐนันท์ วรรณศิริ หรือ “คุณแหม่ม” อยู่บ้านเลขที่ 57 ซอยเทอดไท 59/1 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โทร. (084) 877-4889 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากเธอเป็นอย่างดียิ่งหลังจากพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนเป็นที่เรียบร้อย ที่เยี่ยมมากกว่านั้นเธอบอกผมต่อไปอีกด้วยว่า จะบันทึกเรื่องราวรายละเอียดต่างๆ ให้ผมอีกด้วย ต้องขอขอบพระคุณอย่างมากมายจริงๆ นะครับ


เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องราวต่างๆ ที่จะนำเสนอต่อไปนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเธอทั้งสิ้น ผมเป็นแค่ผู้เรียบเรียงนำเสนอเท่านั้น หลังจากที่ได้ขออนุญาตจากเจ้าตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอขอบพระคุณอีกสักครั้ง

คุณแหม่ม บอกเริ่มต้นอย่างนี้นะครับ สำหรับแรงบันดาลใจในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก น้องใบพลู ลูกสาวคนเดียวของเธอ วัย 5 ขวบ ตัวน้องนั้นเป็นเด็กชอบรับประทานผักต้ม ในฐานะพ่อและแม่ อยากส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยกินผักติดตัวตลอดไป เพื่อสุขภาพของตัวน้องเอง แต่ความจริงข้อหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า มักจะมีสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่แฝงมากับผัก ผลไม้ต่างๆ ที่เราซื้อหามานั้น เป็นภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาเยี่ยมหาเราและคนที่เรารักได้ตลอดเวลา

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดเราสามารถทำได้คือปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เริ่มที่ตัวเรา จากที่บ้านของเรา และหากเป็นไปได้ชวนคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานให้เห็นประโยชน์จากการปลูกผักสวนครัว ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะมีเนื้อที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็ตามนี่คือประเด็นแรก และให้มีความมั่นใจว่าสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้อย่างง่าย สะดวก สนุก นี่คือประเด็นต่อมา

เธอบอกต่อไปว่า เริ่มจากการหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ หนังสือ อินเตอร์เน็ต และจากประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริงที่ได้ไปเยี่ยมหาเพื่อให้ได้สัมผัสจริงด้วยตัวเอง ใช้ระยะเวลาหลายเดือน รวมถึงการศึกษาในเรื่องการเตรียมวัสดุที่นำมาใช้ การปรับสภาพดิน เรื่องราวของปุ๋ยและเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการ หลังจากเมื่อมีความมั่นใจว่าได้คำตอบสุดท้ายว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยาก หากได้ลงมือทำ  เนื่องจากบริเวณบ้านพักอาศัยมีเนื้อที่ว่างเหลืออยู่แค่ 20 ตารางวา เท่านั้น จึงต้องคิดใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพราะว่าเบื้องต้นที่คิดไว้นั้นต้องการจะปลูกผักให้ได้หลายชนิด เช่น กวางตุ้ง พริก มะเขือ ผักหวานป่า เป็นต้น และหนึ่งในนั้นที่ต้องการอย่างมากคือ ชะอม

จึงได้ลงมือสืบค้นจากโลกโซเชียลอีกครั้งสำหรับเรื่องราวของชะอม พบว่า เรื่องราวของชะอมนี้มีอยู่หลายแห่ง แต่ก็เหมือนเป็นพรหมลิขิต (เธอบอกอย่างนี้จริงๆ ครับแฟนๆ) เมื่อได้ดูคลิปเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ที่มีผมอยู่ด้วย พร้อมมีที่ติดต่อไว้ ดูคลิปจบ เธอจึงติดต่อไปหาผมทันที  หลังจากพูดคุยกันอย่างได้อรรถรสในเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 เมื่อได้รายละเอียดในเรื่องราวที่เธอต้องการทราบ ในวันนั้นเองเธอจึงตัดสินใจสั่งกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ทางไปรษณีย์จากทีมงานของผมทันที

เมื่อกล่องไปรษณีย์ที่บรรจุกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ถึงมือเธอ เธอบอกผมเช่นนี้ครับ “หลังจากเปิดกล่องออกมาต้องยอมรับว่าเป็นกิ่งพันธุ์ที่ดีมากทุกกิ่ง ไม่มีใบ แต่มีรากเต็มทุกกิ่ง เมื่อลองดมดูจะมีกลิ่นหอมของชะอมด้วยคะ” ต่อมา เธอพร้อมสามีและน้องใบพลู ได้ลงมือช่วยกันปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 และมีหลายๆ ท่านที่ทราบข่าวว่าจะปฏิบัติเช่นนี้พร้อมให้กำลังใจโดยพูดเป็นเสียงเหมือนกันว่า ปลูกชะอมหนามมันเยอะนะ? จะปลูกได้เหรอในเข่ง? แล้วมันจะโตได้อย่างไร? ปลูกแล้วจะแตกงามไหม? ล้วนเป็นคำถามที่รอคำตอบจากเธอทั้งสิ้น



หลังจากที่ลงมือปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่งพลาสติก ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เริ่มมีแตกยอดเล็กออกมาเป็นที่อัศจรรย์มากจริงๆ (นี่ก็เป็นเนื้อความที่เธอเล่าให้ผมเช่นนี้เหมือนกัน) แถมไม่มีเสียหายแม้แต่ต้นเดียว ในที่สุดต่อมาชะอมค่อยๆ แตกออกบานจนเต็มเข่ง เธอบอกต่อไปอีกด้วยว่า นี่หมายถึงรอยยิ้มและความสุขใจจากความสำเร็จเล็กๆ ที่เยี่ยมมาก แต่มีความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับน้องใบพลูนั่นคือ จะสามารถได้นำสิ่งที่เห็นไปหยอดกระปุกสะสมไว้ในความสำเร็จของเธอได้อีกด้วย สำหรับคุณแม่แหม่มบอกกับผมเช่นนี้จริงๆ

เธอบอกต่อไปว่า วันนี้ทุกท่านที่เคยกล่าวอย่างนั้นได้เห็นความจริงที่เป็นคำตอบแล้วว่าเป็นเช่นไร? เธอเน้นย้ำอีกว่า เธอได้ทดลองปลูกชะอมที่ได้จัดหาจากที่อื่นลงในเข่งควบคู่กันไปด้วยก่อนหน้าที่เธอจะได้รู้จักและนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 มาปลูก สุดท้าย สามารถเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาก เธอจึงสรุปสุดท้ายกับผมว่า ชะอมไม้เค็ด 2009 คือชะอมที่เยี่ยมมากจริงๆ ไม่ผิดหวัง

และเธอบอกต่อไปอีกถึงขั้นตอนและวิธีการปลูก เป็นอย่างนี้ครับแฟนๆ ก่อนอื่น ต้องจัดหาซื้อวัสดุที่ต้องการปลูกไว้ให้พร้อมเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเข่งพลาสติกที่จะนำมาใช้ปลูก สำหรับเธอ ใช้ขนาด เบอร์ 1 ดินที่ใช้สำหรับปลูกควรเลือกที่มีดินเยอะๆ หน่อยจะดีมาก พวกดินขุยไผ่ ดินใบก้ามปู ดินมูลไส้เดือน และปุ๋ยคอก หาซื้อได้จากร้านขายต้นไม้ทั่วไป

ลงมือกันเลยนะครับ หลังจากนั้นใส่ดินลงไปประมาณ 7 ถุง ใน 1 เข่ง พร้อมใช้มะพร้าวสับ ประมาณ 2 ใน 6 และปุ๋ยขี้ไก่ 1 ถุง คลุกเคล้ากับดิน เมื่อทุกอย่างลงเข่ง สุดท้ายรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ นี่คือเรียบร้อยสำหรับการเตรียมดิน ที่เธอบอกอีกว่า ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนลงปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 จะเยี่ยมมาก

สำหรับขั้นตอนการปลูก หลังจากนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ใช้มีดที่มีความคม ตัดเชือกพลาสติกที่รัดถุงพลาสติกที่หุ้มรากไว้อีกทีอย่างเบามือ เพื่อมิให้รากชะอมเสียหาย เพราะจะทำให้ชะอมฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขุดหลุม นำกิ่งพันธุ์ลงไป กลบดินเสมอโคนต้นเป็นพอ ส่วนการวางตำแหน่งของต้นชะอมนั้น เธอปลูกลงไปในเข่งแบบว่าวางให้มีต้นที่อยู่ตรงกลางเป็นประธานแล้วล้อมรอบด้วยบริวาร ได้เข่งละ 9 ต้น ใช้เข่งทั้งสิ้น 13 ใบ ท้ายสุด รดน้ำให้คุณชะอมได้สดชื่น ทุกเข่งวางไว้ทั่วบริเวณส่วนนอกบ้านให้โปร่งเพื่อรับแดดได้เต็มที่



สำหรับการดูแลนั้นเธอบอกต่อไปอีกว่าง่ายมาก คือ ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้นชะอม 1 ต้น เดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้โรยไปรอบๆ ต้น หลังตัดยอดไปรับประทานจะตัดใบล่างที่เห็นว่าแก่ออกเสียบ้าง เพื่อที่จะทำให้ชะอมเริ่มแตกยอดได้อีก หรือเมื่อมีหนอนหรือมดมาเยี่ยมหาในบางครั้ง เธอจะทำยาฆ่าแมลงสมุนไพรมาใช้จัดการ คือ ยาเส้น 2 ห่อ พริกแกง 1 ขีด ผสมน้ำ 3 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมากรอง นำไปฉีดทุก 3 วัน หรือบางครั้งจะใช้น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำสะเดา ตามแต่สะดวกก็ไม่มีปัญหา

อ่านเพิ่มเติม https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_3262
โลกร้อน ภัยแล้ง น้ำมีน้อยหายาก หนทางที่จะให้เกษตรกรทำกิน ปลูกพืชไร่ พืชสวน ที่พอจะเป็นไปได้ ทำได้ สิ้นเปลืองน้ำไม่มาก “ระบบน้ำหยด” น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เอ่ยกันแค่นี้ หลายคนอาจส่ายหัวมองเป็นเรื่องไกลเกินตัวสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะต้นทุนราคาระบบน้ำหยดเกินเอื้อมสำหรับคนจน...แต่วันนี้ระบบน้ำหยดไม่ได้แพงเหมือนอย่างที่คิด มีเงินแค่ 3,000 สามารถมีระบบน้ำหยด ปลูกพืชผัก ทำมาหาเลี้ยงได้ทั้งปี





“ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัดที่เราคิดขึ้นมานี้ เกิดจากแนวคิดให้เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ใช้น้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม ตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ที่สำคัญสามารถประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชผักในแปลงทุกขนาด ทุกพื้นที่ ใช้น้ำน้อย ประหยัดต้นทุน บำรุงรักษาง่าย อุปกรณ์หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 3,000 บาท”
ธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อธิบายถึงข้อดีระบบสวนครัวน้ำหยด ทดลองแล้วในแปลงปลูกขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม. กว้าง 10 ม.×ยาว 20 ม. ปลูกพืชระยะห่างระหว่างแถว 50 ซม.


ผลคือพืชได้น้ำสม่ำเสมอ เพราะเป็นระบบให้น้ำเฉพาะราก ประหยัดแรงงาน เวลา การเปิดให้น้ำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ทำให้ใช้น้ำน้อยแค่ 50 ลบ.ม. ต่อฤดูกาลผลิต (100 วัน) แถมประหยัดสุดๆ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ มีค่าน้ำ ค่าไฟสูบน้ำแค่ 200 บาท ต่อฤดูกาลผลิตเท่านั้นเอง
กรรมวิธีติดตั้งและทำระบบไม่ยากเย็น คนไม่มีทักษะทางช่าง ทำได้สบายๆ...เริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสม เตรียมอุปกรณ์ ถังน้ำ 200 ลิตร ท่อพีวีซี วาล์วน้ำ ข้อต่อต่างๆ เทปน้ำหยด และอุปกรณ์ต่อพ่วง


เจาะรูก้นถังน้ำ 200 ลิตร ประมาณ 5 ซม. ติดตั้งทางน้ำออก นำข้อต่อพีวีซีเกลียวนอกพันด้วยเทปพันเกลียว ขันเข้ารูให้แน่น ล็อกข้อต่อพีวีซีเกลียวนอก...ต่อมาติดตั้งวาล์วพีวีซี ติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตร ให้หัวลูกศรที่ตัวกรองหันไปทิศทางเดียวกับการไหลของน้ำ ติดตั้งท่อพีวีซีตามความกว้างของหัวแปลง ตั้งถังบนที่สูงให้สูงกว่าแปลงปลูก 1-2 เมตร จากนั้นเจาะท่อพีวีซีในตำแหน่งที่ต้องการวางสายเทปน้ำหยด ใส่ลูกยางกันรั่วในรูที่เจาะ
ติดตั้งข้อต่อเทปน้ำหยด เปิดน้ำไล่เศษตะกอน ก่อนครอบฝาพีวีซีปิดปลายทั้งสองข้าง เสียบเทปน้ำหยดเข้ากับข้อต่อ ล็อกเทปให้แน่น ให้รูน้ำหยดหงายขึ้น เปิดวาล์วทดสอบระบบ สุดท้ายพันปลายสายเทปน้ำหยดให้แน่น เพียงเท่านี้เกษตรกรจะได้ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัด


สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก และมีเงินทุนมาก สามารถนำประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะกับพื้นที่ได้ไม่ยาก แค่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปตามสัดส่วนเท่านั้น
ส่วนใครที่อยากอินเทรนด์ประหยัดพลังงาน หรืออยู่ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ทีมวิจัย ส.ป.ก. ยังได้พัฒนาระบบมอเตอร์สูบน้ำ พลังงานโซลาร์เซลล์ มาให้เป็นอีกตัวเลือกด้วย แต่ต้องลงทุนอุปกรณ์เพิ่มอีกราว 7,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-4904-4506.
กรวัฒน์ วีนิล
คุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ปัจจุบันรับราชการเป็น อบต. ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ด โชคอำนวย เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า





“ผมเริ่มเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปี 2536 โดยคุณแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด ขณะนั้นเลี้ยงเป็ด 4 พันตัว บนพื้นที่ กว้าง 7 วา ยาว 12 วา เลี้ยงเรื่อยมาจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นตัว โดยเป็ด 1 ตัว จะใช้เนื้อที่ 7 ตารางเมตร”

สำหรับสายพันธุ์เป็ดที่คุณอำนวยเลี้ยง มี 2 สายพันธุ์ คือ เป็ดกากี ราคาลูกเป็ดพันธุนี้ ตัวละ 10 – 21 บาท และเป็ดพันธุ์ต่างประเทศตัวละ 21-24 บาท ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เป็ดออกไข่ดก ฟองใหญ่ ต้องเตรียมตั้งแต่ลูกเป็ดยังเล็ก โดยขุนอาหารลูกเป็ดให้ร่างกายสมบูรณ์ ตัวโต

“ลูกเป็ดที่อายุ 30 วัน จะถูกนำไปปล่อยทุ่งนา (เป็ดไล่ทุ่ง) เพื่อให้หาอาหารกินจากนาข้าวที่เกี่ยวแล้ว ช่วยประหยัดค่าอาหาร  จนกระทั่งเป็ดอายุได้ 5 เดือนครึ่ง ค่อยต้อนกลับเข้าฟาร์ม เพื่อขุนอาหารให้เป็ดออกไข่ ซึ่งเป็ด 40,000 ตัว จะเก็บไข่ได้วันละเฉลี่ย 32,000 ฟอง ขายเป็นไข่คละหน้าฟาร์มราคาฟอง 3 – 4  บาท”



เจ้าของฟาร์ม กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งให้กินอาหารหลากหลาย มีหอย ปู ปลา แต่ปัจจุบันเมื่อเลี้ยงระบบฟาร์ม เลยให้กินอาหารสำเร็จรูป สะดวก แต่ระยะการให้ไข่สั้นลง เปลือกไข่จะบาง เมื่อเป็ดอายุปีกว่า ต้องปลดระวาง ขายเป็นเป็ดเนื้อ น้ำหนักเฉลี่ย ตัวละ 2 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามแม้รายได้จากการขายไข่เป็ดของคุณอำนวย จะค่อนข้างสูง เฉลี่ยวันละแสนกว่าบาท แต่ปัจจัยเรื่อง “อาหาร” ก็นับเป็นต้นทุนสำคัญ



“ผมเก็บไข่เป็ดขายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 32,000 ฟอง ราคาฟองละ 3 – 4 บาท  มีรายได้วันละแสนกว่าบาท แต่รายได้จำนวนนี้ ยังไม่หักค่าอาหารเป็ด ซึ่งค่าอาหารเป็ด แต่ละสัปดาห์ราว 7-8 แสนบาท ฉะนันหลังหักรายจ่ายแล้ว แต่ละสัปดาห์มีรายได้แสนกว่าบาทเท่านั้น”

ปัจจุบันไข่เป็ดจากโชคอำนวยฟาร์มจะมีพ่อค้าคนกลางมารับไปส่งขายต่ออีกหลายจังหวัด รวมถึงมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอีกด้วย

จาก https://www.sentangsedtee.com/featured/article_4655