คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือคุณชาย วัย 45 ปี บัณฑิตสาขาวิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หลังจากจบปริญญาตรี คุณชายก็ทำงานไม่ต่างจากเพื่อนๆ ร่วมคณะอีกหลายคน นั่นคือเป็นพนักงานส่งเสริมการขายเคมีเกษตร ในบริษัทเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทต่างชาติหรือ บริษัทคนไทย

แต่สำหรับคุณชาย หลังจากเรียนจบ ทำงานได้เพียง 8 ปี ตัดสินใจกลับบ้านเกิด ที่อ.เบตง จ.ยะลา

ทุนรอนเดิมที่บ้านคือทำสวนยางพารา 100 ไร่ คุณชาย ปรึกษากับครอบครัว ตัดทิ้ง ให้เหลือเพียง 50 ไร่ เนื่องจากราคายางพาราขึ้นเร็ว ลงเร็ว อยู่บนพื้นฐานความไม่แน่นอน  จากนั้นพลิกผืนดิน 50 ไร่นี้  ปลูกส้มโชกุน ซึ่งนับเป็นพืชปราบเซียนชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

ซึ่งเรื่องราวของส้มโชกุน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอติดไว้ก่อน คราวนี้จะมาเจาะเรื่องเห็ดถั่งเช่า โดยเฉพาะ

คุณชาย บอกว่า “เริ่มต้นมาจากการที่ผมมองว่า กระแสสุขภาพมาแรง  ผมก็เข้าไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ท ว่าเราควรทำตัวไหนดี  ดูไปดูมา ผมมาจบที่ เห็ดถั่งเช่า  ซึ่งที่ผ่านมามีงานวิจัย รองรับค่อนข้างมากและชัดเจน  จากนั้น ผมไปซื้อน้ำเชื้อมาชุดแรก นำมาขยายพันธุ์เอง ทั้งนี้ผมมีความรู้ด้านโรคพืชอยู่แล้ว ขั้นตอนนี้จึงไม่มีปัญหา”

น้ำเชื้อถั่งเช่า ชุดแรก ถูกขยายพันธุ์และเก็บเชื้อ โดยใน 3 เดือน จะเก็บได้ 1 รุ่น  ซึ่งคุณชาย ได้อธิบายเพิ่มเติมในส่วนของเชื้อเห็ดถั่งเช่าว่า  “ถั่งเช่า มันเป็นเห็ด  เห็ดตัวนี้จริงๆ  เกิดจากตัวหนอน ที่มีอยู่มาก  แถวทิเบต หรือหรือที่ ภูฏาน  คือเริ่มต้น หนอนตัวนี้ ช่วงหนาว มันจะมีการพักตัว ช่วงพักตัวนี้เองที่จะมี เชื้อราชนิดหนึ่ง เข้าไปโจมตีตัวหนอน ด้วยการไปเจริญเติบโตและดูดสารอาหารจากตัวหนอน จนเชื้อราเดินเต็ม เมื่ออากาศอุ่นขึ้น เชื้อราตัวนี้ที่ว่าก็เริ่มแทงดอก ออกเป็นเห็ดขึ้นมา ที่เราเรียกว่า เห็ดถั่งเช่านี้เอง”

“ในส่วนของผม เรารวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน  กลุ่มบ้านเห็ดเบตง มีสมาชิก 17 คน ซึ่งกลุ่มเราจัดเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 2 กลุ่ม ของทั้งจังหวัด  โดยทางภาครัฐก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่ององค์ความรู้ใหม่ๆ บรรจุภัณฑ์ โดยตอนนี้ เราทำเป็นในรูปแบบของชา และมีขายเป็นแคปซูล  เป็นอาหารเสริม”  คุณชาย ว่าอย่างนั้น และต่ออีกว่า “ทำเป็นชา เราใช้เห็ดราว 3-4 เส้น ต่อซอง ขายซองละ 50 บาท บรรจุกล่องละ 10 ซองราคา 500 บาท ส่วนแคปซูล ใน 1 กระปุกมี 60 แคปซูล ราคา 1500 บาท ทั้งนี้ ผมตั้งเป้าหมายว่า เราจะมีสินค้าทำนองนี้ขายลูกค้าต่างชาติ ไม่ว่าจะมาจากสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ที่ตอนนี้เข้ามาเที่ยวที่เบตง ค่อนข้างมาก  ถ้าเราทำได้ ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อไปเราจะเหมือนเกาหลี หรือจีน ที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจะต้องซื้อโสม หรือบัวหิมะกลับไป”

สำหรับกำลังการผลิตต่อเดือนในช่วงนี้ คุณชายบอกว่า ทางกลุ่มสามารถผลิตดอกแห้งได้ราว 1.5 กิโลกรัม และแบบผงอีกราว 10 กิโลกรัม ซึ่งหากขายหมดจะมียอดรายได้ราว 5 แสนบาทต่อเดือน



สำหรับใครที่สนใจ ติดต่อ คุณสมชาย ได้ที่ 126 ถ ประชาธิปัตย์ อ.เบตง ยะลา 95000

โทร. 073-230132 หรือ  089-7764107

เพิ่มเติมที่ https://www.sentangsedtee.com/career-channel/article_21959
พิเชษฐ์ ด้วงชู ชื่อเล่นแน่น เด็กใต้วัย 19 ปี : พริกเดือยไก่ไม่ค่อยมีคนปลูก เพราะโรคค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นราคาดี ปกติราคากิโลกรัมละ 50 บาท บางช่วงก็แพง กิโลกรัมละ 300 บาทเลยทีเดียว

“พริกที่ปลูกเป็นพันธุ์เดือยไก่ เหตุผลที่ขายได้ราคาดี มี 2 ปัจจัย คือ 1.พัทลุงมีกลุ่มทำเครื่องแกงเยอะมาก พริกชนิดนี้รสชาดเผ็ด มีกลิ่นหอม นิยมทำเครื่องแกง 2.คนปลูกน้อย เนื่องจากพริกดังกล่าว ค่อนข้างมีโรคเยอะ”

สำหรับพื้นที่ปลูก น้องแน่น บอกว่า ปลูกบนเนื้อที่ 2 งานเศษ จำนวน 200 กระสอบ พริก 200 ต้น ลงทุนไป 5,000 บาท ปลูก 45 วัน ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว รายได้จากการปลูกพริกแต่ละรอบ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ 1.2  – 2 หมื่นบาท

วิธีการปลูก

นำกระสอบปุ๋ย ขนาด 30 กิโลกรัม ใส่ดินผสมปุ๋ยคอก และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปูนขาวครึ่งกำมือ ลงไปในกระสอบปุ๋ยประมาณครึ่งกระสอบ  (ดินผสมปุ๋ยประมาณ 10 กิโลกรัม)
นำกล้าพริกที่เพาะไว้ในถาดหลุม มาปลูกลงในกระสอบ กระสอบละ 1 ต้น
จัดวาง ถุงกระสอบพริก เป็นแถวยาว หมั่นรดน้ำเช้าเย็น  ดูแลโรคและแมลงศัตรูพืช จนกว่าพริกจะเติบโตให้ผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้
มีเคล็ดลับ คือ “ดิน” ที่ปลูกแล้ว ไม่สามารถกลับมาใช้ได้อีก เพราะจะเป็นแหล่งสะสมของโรค แต่สามารถนำไปปลูกพืชชนิดอื่นได้ ส่วนกระสอบนั้นสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

นับเป็นเกษตรกรเจนวาย ที่นำต้นทุนอาชีพเดิมของครอบครัวมาต่อยอด สร้างรายได้ในระหว่างเรียนได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ

เพิ่้มเติมที่ https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_2440
ชาวบ้านบ้านหนองหว้า หมู่ที่ 10 ตำบลหนองขมาร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 50 ครัวเรือน ได้ปรับพื้นที่นาหลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าว ลงทุนปลูกข้าวโพดพันธุ์หวานและข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ จากนั้นนำผลผลิตไปต้มสุกและวางขายสดตามเพิงริมถนนสายคูเมือง-พุทไธสง ให้กับประชาชนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมา ในราคาถุงละ 20 บาท 3 ถุง 50 บาท ทั้งขายส่งให้กับแม่ค้าที่มารับซื้อไปขายต่อตามตลาดในราคา กิโลกรัมละ 13 บาท อีกด้วย ถือเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดขาย เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งแต่ละปีสามารถปลูกได้ 2 ครั้ง ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ทำให้ชาวบ้านที่หันมาปลูกข้าวโพดขายหลังฤดูทำนามีรายได้เสริม ครั้งละ 3-4 หมื่นบาท

นางพวย เจริญยิ่ง และ นายวิชัย ปวงศิริ ชาวบ้านบ้านหนองหว้า บอกว่า หลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าว จะปรับพื้นที่นาปลูกข้าวโพดทั้งสายพันธุ์หวานและข้าวโพดข้าวเหนียว เพราะเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย ส่วนน้ำที่หล่อเลี้ยงต้นข้าวโพด อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ บางรายลงทุนเจาะน้ำบาดาล ส่วนผลผลิตที่ได้ก็จะนำไปขายสดและต้มสุกวางขายตามเพิงริมถนน แต่ละวันขายได้เฉลี่ย วันละ 1-2 พันบาท หากเป็นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาลจะขายดีเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะมีคนขับรถผ่านไปมาตลอดทั้งวัน จะจอดรถแวะซื้อไปรับประทานและเป็นของฝากด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4-5 เดือน แต่เป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีไม่ต้องอพยพไปทำงานยังนอกพื้นที่
คุณรัชดา นุ่มหอม อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 12 ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้แบ่งพื้นที่นาของเธอบางส่วนมาทำเกษตรผสมผสานควบคู่ไปกับการเลี้ยงแพะ ซึ่งเธอบอกว่า ณ เวลานี้ พอใจกับการเลือกแนวทางนี้ เพราะทำให้เธอได้มีรายได้หลายทางมากกว่าสมัยก่อน เมื่อเทียบกับการทำอะไรแบบเดิมๆ หรือแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป



จากสาวโรงงาน สู่ชีวิตเกษตรกร

คุณรัชดา สาวที่มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับจ้างเป็นสาวโรงงาน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่เหมาะกับเธอ จึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อทำเกษตรกรรม คือ การทำนา ซึ่งก่อนที่จะลงมือทำนานั้นเธอบอกว่าก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายจนกว่าข้าวที่ปลูกจะเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ จึงทำให้เธอต้องไปกู้เงินจากแหล่งกู้ต่างๆ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน

“พอเรากู้เงินมา พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิต เราก็ขายข้าวไป พอได้เงินมาเราก็นำไปใช้คืน เสร็จแล้วก็กู้คืนมาใหม่ ทำไปทำมาเหมือนจะไม่มีเงินเก็บ หนี้สินกลับมากขึ้นกว่าเดิม ทีนี้มาย้อนคิดดูแล้วว่า เราจะทำแต่นาอย่างเดียวไม่น่าจะไปได้ดี ต้องหาอะไรมาช่วยเสริม คือการทำเกษตรผสมผสาน และที่เป็นหัวใจหลักเลย คือ การเลี้ยงแพะ” คุณรัชดา เล่าถึงช่วงชีวิตสมัยก่อน

ซึ่งผู้ที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้กับคุณรัชดาในการเลี้ยงแพะ พร้อมกับการทำเกษตรผสมผสานก็คือ คุณปัญญา บางแสง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกร โดยได้ชี้แนะให้กับคุณรัชดาว่า ให้แบ่งพื้นที่ภายในบ้านออกเป็นหลายๆ ส่วน คือ นำมาปลูกผัก ปลูกกล้วย ส่วนบางจุดก็เลี้ยงปลา เมื่อผลผลิตเหล่านี้มีก็นำไปขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในครัวเรือน และส่วนแพะที่เลี้ยงก็ไม่ต้องปล่อยแบบไล่ทุ่ง แต่ทำเป็นคอกล้อมให้อยู่บริเวณบ้าน พร้อมกับมีโรงเรือนเป็นที่บังแดดบังฝนให้ เมื่อพ่อแม่แพะผสมพันธุ์จนได้ลูกแพะออกมา ก็นำไปขายเก็บเงินส่วนนี้ไว้สำหรับจ่ายหนี้สินหรือเป็นเงินเก็บ

เลี้ยงแบบล้อมคอก แพะโตได้ดีไม่แพ้การเลี้ยงแบบปล่อย

ก่อนที่จะนำแพะที่เป็นพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงภายในบริเวณบ้านนั้น คุณรัชดา บอกว่า ต้องทำคอกเพื่อเป็นพื้นที่ให้แพะวิ่งเล่นเสียก่อน โดยใช้ไม้ที่หาได้จากชุมชนมาล้อมคอกให้มีขนาด 8×10 เมตร หรือดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ ส่วนโรงเรือนสำหรับให้แพะหลบแดดหลบฝนทำเป็นแบบยกพื้นสูงประมาณ 2-3 เมตร และสร้างโรงเรือนให้มีขนาดประมาณ 4×6 เมตร

แพะที่เลี้ยงในบ้านทั้งหมด มีคนมาติดต่อซื้อถึงที่

คุณรัชดา บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงแพะมา เรื่องตลาดสำหรับเธอไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะมีพ่อค้าที่ทราบข่าวว่าบ้านเธอมีแพะที่เลี้ยงไว้ก็จะมาติดต่อซื้อถึงบ้าน โดยรับซื้อแพะตัวผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 105-120 บาท ราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด

นอกจากเลี้ยงแพะขายแล้ว คุณรัชดา บอกว่า เศษไม้กระถินที่เหลือจากแพะกินก็สามารถทำเงินให้กับเธอได้ด้วย คือนำมาเผาเป็นถ่านเพื่อขายเป็นเงินมาไว้ใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน

อ่านเพิ่มเติมที่นี้นะครับ
วิธีการปลูกพริกหวาน พริกแอปเปิล ในช่วงระยะแรกเป็นกิ่งอ่อน จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งแต่เปราะหักง่าย มีความสูงประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร รากใหญ่จะอยู่อย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร
จึงสามารถนำมาเพาะปลูกในสภาพกระถางหรือถุงได้ เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่น้อย หรือบริเวณข้างบ้านตลอดถึงที่อยู่อาศัยและคอนโดฯที่มีระเบียงอยู่บ้างนิดหน่อยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพ และไม่แน่ใจว่าพริกหวานที่ซื้อมาจากแหล่งจำหน่ายทั่วไปจะปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามักมีข่าวให้ได้รับรู้อย่างต่อเนื่องเรื่องความปลอดภัยในผลผลิตเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารเคมี

   พริกหวานขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ฉะนั้นชาวเมืองเช่นกรุงเทพฯ ที่มีที่น้อยก็สามารถปลูกได้ หรือจะปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านพักหรือสำนักงานก็สามารถทำได้เช่นกัน แถมให้ผลผลิตที่รับประทานได้ด้วย
โดยมีลักษณะผลกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดในปริมาณที่ต่ำ โดยทั่วไปผลจะเป็นสีเขียว ถ้าแก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีม่วงก็มี ถ้าสีเขียวจะมีสารคลอโรฟิลล์ สีแดงหรือเหลืองจะมีเม็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนสีม่วงจะมีเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่ให้คุณต่อร่างกาย

  เมล็ดพริกก่อนปลูกให้นำไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 1 วันแล้วนำออกมาผึ่งแดดครึ่งวัน ก่อนแกะเมล็ดพริกออกมาปลูก ดินปลูกควรเป็นดินร่วนปนทรายผสมกับปุ๋ยหมักสูตรโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน ใส่ลงในกระถางหรือถุงเพาะต้นกล้า ด้วยการขุดหลุมลึกประมาณ ½ นิ้ว หย่อนเมล็ดพริกที่เตรียมไว้ลงในหลุมประมาณ 3-4 เมล็ด กลบดิน รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเช้าเย็น ถุงหรือกระถางต้องมีการระบายน้ำที่ดี นำไปวางไว้ที่บริเวณที่มีแดดส่องถึง

  เมื่องอกสูง 6 นิ้วและมีใบแตกออกมาถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งเหลือเฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียง 1 ต้น ต่อถุงหรือกระถาง บำรุงอีกประมาณ 3-4 วัน แล้วย้ายไปปลูกในถุงหรือกระถางใหญ่ที่เตรียมไว้ ในภาชนะปลูกใส่ดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมักเช่นเดียวกับที่ใช้เพาะต้นกล้า จากนั้นนำถุงหรือกระถางที่ปลูกไปวางในจุดที่ต้องการโดยเป็นจุดที่มีแสงแดดส่องถึง รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่ถึงกับแฉะทุกวันเช้าและเย็น เมื่อเริ่มติดดอกและออกผลก็รดน้ำแบบวันเว้นวัน

  ผลรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา บางพันธุ์บาง มีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า.
 ... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/agriculture/502828
อาชีพการเกษตรอีกอย่างหนึ่ง ที่หลายๆท่านคิดไม่ถึง ว่าจะเอามาทำเป็นอาชีพได้ นั่นก็คือการเลี้ยงกุ้งฝอยครับพี่น้อง บ่น่าเชื่อว่ากุ้งฝอยที่หลายๆคนมองข้าม มันจะสามารถเอามาทำเป็นอาชีพ เลี้ยงเพื่อการค้า สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้

 “การเลี้ยงกุ้งฝอย” ที่สามารถทำได้ง่ายๆภายใมนครัวเรือนของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกุ้งในบ่อพลาสติก หรือ การเลี้ยงกุ้งในกระชัง เลือกแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเรา นั่นเอง










การเตรียมบ่อ สำหรับวิธีการเลี้ยงกุ้งในบ่อพลาสติก

1.เตรียมบ่อลึก 70 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร
2.ปูก้นบ่อด้วยพลาสติกสีดำนำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร
3.เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
4.นำสาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
5.แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่


การเตรียมกระชัง สำหรับ การเลี้ยงกุ้งในกระชัง

1. ทำการเย็บกระชังด้วยข่ายเขียว ด้วยขนาดที่เหมาะสม
2.ปักหลักทั้งสี่มุมของกระชังลงในบ่อน้ำ
3.นำผักตบ สาหร่ายลงไปเลี้ยงในกระชัง เหมือนกับวิธีเลี้ยงในบ่อพลาสติก
4.ปล่อยกุ้งลงไปเลี้ยงประมาณ 5 ขีด ต่อกระชัง


การเตรียมบ่อซีเมนต์ สำหรับวิธีเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์

1.เตรียมบ่อซีเมนต์กลม ที่สะอาด ผ่านการใช้งานแล้ว ถ้าเป็นบ่อเก่าจะดีมากๆ หากเป็นบ่อใหม่ต้องทำการแช่น้ำทิ้งไว้ ซักอาทิตย์ก่อน เพื่อให้ให้มีความเค็มของปูน
2.เติมน้ำลงในบ่อ ทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์
3.นำสาหร่าย ผักตบชะวาหญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
4.แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่


อาหารกุ้งฝอย

1.ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
2.รำอ่อน 3 ขีดผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน
หลังจากให้อาหารประมาณ1 เดือน  กุ้งจะวางไข่ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดูว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่

เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่  ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหลแล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่) ประมาณ 1-2 เดือน  กุ้งก็จะโตเต็มที่ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว
1.EM 2 ช้อนแกง
2.กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
3.น้ำ 1 ลิตร
นำส่วนผสมมาหมักรวมกันตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์
อัตราส่วนในการใช้ : อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง  จะช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อ  กุ้งโตเร็ว

แหล่งที่มาของข้อมูล :
เว็บไซท์รักบ้านเกิด ดอทคอม ,คุณจันทร์ ชัยภา
ที่อยู่ : หมู่ที่7 ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
น.ส.ชนม์นิภา ไข่ทา หรือจ๋า อายุ 33 ปี เปิดเผยว่า ตนจบการศึกษาสาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กรุงเทพมหานคร และเริ่มทำงานออฟฟิศเมื่อปี 2549 รับเงินเดือนๆ ละ 25,000 บาท จนกระทั่งปี 2558 ตัดสินใจลาออกจากงานเพราะรู้ว่างานไม่เหมาะสมกับตนเอง แม้ว่าจะมีเงินเดือนสูง แต่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ประกอบกับแม่ต้องการให้กลับมาอยู่ที่บ้าน อ.จุน เพราะอยากให้กลับบ้าน จึงไม่ลังเล ตัดสินใจลาออกจากงานสำนักงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน ขณะเดียวกันก็สนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างเหมาะที่จะปลูกผักสวนครัวไว้ทานในครอบครัวได้ด้วย


น.ส.ชนม์นิภากล่าวต่อว่า ปัจจุบันทุกคนใส่ใจเรื่องสุขภาพกันอย่างมาก ประกอบกับตนสนใจเรื่องเก๊กฮวยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องนำดอกเก็กฮวยมาแปรรูปทำชาเพื่อสุขภาพ โดยเก็กฮวยของ ม.แม่โจ้นั้น เป็นการปลูกแบบปลอดภัยไม่มีสารเคมี 100% ซึ่งเป็นการทำโครงการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับประชาชนที่สนใจ โดยทางมหาวิทยาลัยฯจะช่วยเป็นที่ปรึกษาแนะนำการปลูกเก็กฮวยที่ปลอดภัยให้ จากนั้นนำดอกเก็กฮวยมาทำเป็นชา ซึ่งตนได้รับชาดอกเก็กฮวยดังกล่าวมาทำเป็นเครื่องดื่มในครัวเรือนและทำบรรจุภัณฑ์ขายให้กับผู้ที่สนใจดื่มชาเพื่อสุขภาพ



น.ส.ชนม์นิภากล่าวอีกว่า นอกจากทำชาดอกเก็กฮวยแล้ว ตนยังได้นำต้นพันธุ์ดอกเก็กฮวยมาลองปลูกในสวนหลังบ้านเพื่อเตรียมขยายแปลง หากปลูกได้ผลดีตั้งใจจะเผยแพร่ให้กับเพื่อนบ้านได้ปลูกเพื่อใช้ในครอบครัวด้วย และตนยังทดลองปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสาร 100% โดยใช้วิธีการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพื่อพิสูจน์ว่าสตรอเบอรี่สามารถปลูกได้ในพื้นราบและในบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งแปลงปลูกสตรอเบอรี่ตนได้ยกแปลงเหมือนแปลงผักสวนครัวทั่วไป แล้วนำฟางข้าวมาปูปิดหน้าดิน โดยไม่ใช้พลาสติกสีดำคลุม ใช้วัสดุธรรมชาติจากในพื้นที่ ส่วนผสมของดินที่ปลูกใช้มูลของไส้เดือนดินและน้ำหมักชีวภาพ ยืนยันได้ว่าทุกอย่างปลอดภัยไม่มีสารเคมี ซึ่งได้ปลูกมาสองปีแล้ว ทำให้คนที่เห็นและผ่านไปมาแวะชมแปลงปลูก ชิมผลสตรอเบอรี่ได้อย่างมั่นใจ บางรายก็มาขอต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ไปปลูก



“เมื่อได้กลับมาอยู่บ้านแล้วทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือน รู้ว่าตัวเองมีความสุขมาก นอกจากได้กลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่แล้ว ยังได้ทำในสิ่งที่มีความสุข เป็นตัวของตัวเอง นอกจากเพื่อสุขภาพแล้วยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ต้นละ 10-20 บาท และชาดอกเก็กฮวยด้วย จึงทำให้มีความสุขอย่างมาก” น.ส.ชนม์นิภากล่าว

จาก มติชน