พูนศักดิ์ สุรวิชัย อายุ 44 ปี ชาวชุมชนเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา ที่พลิกผันชีวิตจากการเป็นพนักงานในบริษัท มาประกอบอาชีพคราดหอยเสียบขาย ในแต่ละวันจะออกมาคราดหอยเสียบบริเวณชายฝั่งทะเลวันละ 2 รอบ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 14.00 น.และเวลา 15.30 -17.00 น.


หากช่วงปกติทะเลเรียบจะมีรายได้วันละ ประมาณ 500 – 600 บาท แต่หากเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมคลื่นลมแรง มีรายได้เพิ่มขึ้นวันละ 700-800 บาท เพราะหอยเสียบจะถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนฝั่งและฝังตัวตามแนวชายหาดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก และมีขนาดตัวใหญ่กว่าปรกติ ทำให้หอยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

โดยใช้วิธีการการคราดหอยเสียบแบบง่าย ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องลงทุน จะใช้ตะแกรงตาข่าย คราดไปกับพื้นทรายในช่วงที่คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง หอยเสียบก็จะถูกซัดมากับคลื่นและฝังตัวลงในพื้นทรายบริเวณชายหาด เมื่อร่อนตะแกรงกับน้ำทะเลก็จะเก็บหอยเสียบได้ในสภาพที่หอยดูสะอาด

หอยเสียบทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่คราดมาได้ก็จะนำใส่ถังใส่น้ำไว้ ให้อยู่ในสภาพที่หอยยังเป็นๆอยู่ในสภาพที่สด หลังจากนั้นจะนำไปขายส่งให้กับแม่ค้าที่ตลาดเก้าเส้งราคา กก.ละ 100 บาท

“พูนศักดิ์” กล่าวว่า เมื่อก่อนทำงานบริษัทแต่รู้สึกเบื่อกับความจำเจ จึงตัดสินใจลาออกมายึดอาชีพคราดหอยเสียบอย่างเดียวรายได้ก็พอเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมคลื่นลมแรงจะได้หอยขนาดใหญ่ที่เขาเรียกหอยเล็บควายขายได้ราคาดีจะเอาไปผัด แต่ถ้าคลื่นไม่ใหญ่มันจะเป็นหอยเสียบตัวเล็กๆส่วนมากจะเอาไปดองน้ำปลา

“พลิกวิกฤตจากเศรษฐกิจไม่สู้จะดี มาลดความฟุ่มเฟื่อยความฟุ่งเฟ้อ ยึดเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว ชีวิตมีความสุข”

ที่มา : มติชนออนไลน์
มารู้จัก วิธีการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก แนะนำให้อ่าน เทคนิคการเลี้ยงกบให้ประสบความสำเร็จก่อนเรื่องอื่นๆ ที่นี่

การเลี้ยงกบในขวดน้ำพลาสติกเป็นการประยุกต์การเลี้ยงกบให้เข้ากับสภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการจัดการที่ง่ายและสะดวก



การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก
วัสดุ-อุปกรณ์
1.ขวดน้ำพลาสติก 1.25 ลิตร ขึ้นไป แบบกลมหรือเหลี่ยมก็ได้
2.ชั้นวาง
3.ลูกกบ ( หลักการเลือกซื้อลูกกบ )
4.อาหารกบแท้ หรืออาหารปลาดุก



วิธีการเลี้ยง
1. ให้เรานำขวดพลาสติกมาเจาะรูขนาดเล็กไว้ประมาณสัก 2 รู เพื่อที่จะเป็นที่ช่องสำหรับใส่อาหาร แล้วให้ใส่น้ำเข้าไปในขวดเพียงเล็กน้อยไม่ต้องเต็มขวด
2. หลักจากนั้นก็ให้นำลูกกบใส่เข้าไปในขวด โดยจะใส่ขวดละ 1 – 2 ตัว แล้วปิดฝาให้แน่น
3. นำขวดไปตั้งไว้ที่ชั้นวางเป็นชั้นๆ โดยวางให้อยู่ในลักษณะที่เอียง
4. การให้อาหารก็จะให้อาหารวันละ 2 เมื้อ เช้าและเย็น โดยใส่ไปในรูที่เราได้เจาะไว้
5. การถ่ายเปลี่ยนน้ำก็จะเปลี่ยน 2 วัน/ครั้ง โดยให้เปิดฝาแล้วเทน้ำทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่
6. หลักจากที่เลี้ยงไว้ประมาณ 3 เดือนก็สามารถนำไปขายได้แล้ว
7. การขายก็ให้นำขวดพลาสติกมาตัดให้ขาดแล้วจับกบไปชั่งขาย




การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด
1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป
2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป
3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น
4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น
5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง

*** วิธีการเลี้ยงกบในขวด จะปลอดภัยจากโรค สะดวกกว่าการเลี้ยงแบบคอนโด เพราะไม่ต้องทำความสะอาดเพียงแค่เปลี่ยนน้ำทุก 2 วัน แถมประหยัดน้ำกว่า ศัตรูหรือสัตว์ต่างๆ ก็ไม่เข้าไปรบกวน ทำให้กบสะอาดและแข็งแรง ขายได้ราคาดี ***



ข้อดี
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูนหรือบ่อดิน
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
5. นำมารับประทานได้ , เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว , ลดภาวการณ์เกิดน้ำเสีย , ง่ายต่อการผลิต , ลดการเกิดขยะจากขวดน้ำได้ด้วย
6. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร หรือเลี้ยงเล่นๆ 5 วัน หรือ 10 วัน สนุกๆ เป็นต้น

ข้อเสีย
1. ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง
3. ไม่สะดวก และเสียเวลามากๆ เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ ขาดทุนเวลา
4. ไม่คุ้มค่าเวลาเลี้ยง เหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ไม่มีกำไร เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน ไม่คุ้มค้า

ที่มา http://www.obobfarm.com
คุณฐิติกรณ์ ยาวิละ หรือคุณกรณ์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยใช้พื้นที่หลังบ้าน วัย 30 ปี ซึ่งทำงานประจำเป็นช่างเทคนิค ปิโตเลียม อยู่แท่นผลิตก๊าซธรรมชาติ กลางทะเล เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบมาจากสถาบันการบินพลเรือน แผนกช่าง ทำงานอยู่สนามบินเป็นช่างเครื่องบินมาก่อนที่จะที่ได้เข้าไปทำงานเป็นช่างเทคนิค ปิโตเลียม (RMT Lead ฐานก๊าซธรรมชาติ เอราวัณ)



การเลี้ยงไก่เริ่มต้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ ช่วงแรกเลี้ยงไก่ไข่ทั่วไป แค่ 30 ตัวเท่านั้น เพื่อเก็บไข่เอาไปขายเท่านั้น โดยพื้นที่เลี้ยงคือบ้านของพ่อแม่ที่เชียงราย พอช่วงที่ไก่ออกไข่ไปได้ประมาณ 6เดือน การออกไข่ก็จะเริ่มน้อยลง ในที่สุดก็คงหมดอายุการให้ไข่ ซึ่งก็ต้องเอาไปขาย เป็นไก่ปลดขายเนื้อ แต่ในความเป็นจริง ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากขายเลยตัดสินใจขายต่อให้คนที่อยากเลี้ยงและเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่สายพันธุ์แท้ เป็นไก่ไข่ที่ติดต่อขอสายพันธุ์กับกรมปศุสัตว์ เพื่อเพาะลูกไก่ขายเท่านั้น ลงทุนรอบแรกไปหมื่นกว่าบาท พอเพาะแล้วได้ลูกไก่ ประมาณ 3-4 เดือนก็ขายลูกไก่ ได้กำไรนะ แต่ก็ยังรู้สึกไม่คุ้มเท่าไหร่”

จึงคิดว่าจะลองเลี้ยงไก่สายพันธุ์แท้จากต่างประเทศดูบ้าง โดยไก่ที่เลี้ยงมีอยู่สองสายพันธุ์ คือ ไก่ไข่ และ ไก่เลี้ยงเพื่อสวยงาม ที่สนใจเลี้ยงก็เพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด ในขณะเดียวกันก็มีความสวยงามและแปลกตาด้วย
การที่ได้เริ่มหันมาเลี้ยงไก่จากต่างประเทศ ก็ได้มาจากขอซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่มาจากพี่ที่เขาอยู่ในวงการเลี้ยงไก่ ก็ฝากเขาซื้อ แล้วจึงมาทดลองเลี้ยง คุณกรณ์บอกและอธิบายเพิ่มเติมว่า “ได้ไก่ไข่อ๊อสตราหลอบและบัฟออร์พิงตัน มาเลี้ยงก่อน จนกระทั่งเลี้ยงแล้วก็ได้ลูกไก่ออกมา ขายล็อตแรกได้เงินประมาณหนึ่งแสนบาท เห็นว่าคุ้ม น่าลงทุน เลยขยายการเลี้ยงไปสู่พันธุ์อื่นๆ เพิ่มเติม โดยจะเน้นไปที่ไก่สายพันธุ์แท้ จากต่างประเทศ ที่ยังหาค่อนข้างยากในตลาดเมืองไทย ยังไม่ค่อยมีคนเลี้ยงกันมานัก อีกทั้งมีความแปลกตาและน่าสนใจนำเอามาเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อและขายลูกไก่ต่อได้”

สำหรับประเภทพันธุ์ไก่ไข่สวยงามที่เลี้ยงและให้ผลผลิตแล้วมีทั้งหมดดังนี้ 1.ไก่ไข่ออร์พิงตัน(orpington) ถิ่นกำเนิด: ประเทศอังกฤษ 2.ไก่ไข่บัฟร์ออร์พิงตัน(Buff orpington) ถิ่นกำเนิด: อเมริกา3.ไก่ไข่เวียนดอทท์(Wyandote)ถิ่นกำเนิด: สหรัฐ 4.ไก่ไข่เล็กฮอร์น(Exchequer Leghorn) ถิ่นกำเนิด: ประเทศอิตาลี 5.ไก่ไข่อ๊อสตราหลอบ(Australorp)ถิ่นกำเนิด: ประเทศออสเตรเลีย 6.ไก่ไข่อ๊อสตราหลอบ(Australorp)ถิ่นกำเนิด:อเมริกา 7.ไก่ไข่โร๊ดไอส์แลนด์ไวท์(Rhode Island White)(ถิ่นกำเนิด: ฝรั่งเศษ 8.ไก่ไข่อะเมอรอคาน่า(Amerucana) ให้ไข่สีฟ้าอ่อน ถิ่นกำเนิด: สหรัฐ
9.ไก่ไข่ มาราน (Marans)ให้ไข่สีเข้ม ถิ่นกำเนิด: ฝรั่งเศส 10.ไก่ดองเต๋า (Dong Ton) (ไก่ที่มีเท้าโตที่สุดในโลก) ถิ่นกำเนิด:เวียดนาม ส่วนไก่ที่นำเข้ามาเมื่อ เดือน พฤษภาคม 1.ไก่สวยงามซีไบร์ท สีเงิน สีทอง(Sebright ) ถิ่นกำเนิด: สหราชอาณาจักร 2.ไก่ไข่ซัสเซกซ์(Light Sussex )ถิ่นกำเนิด: สหราชอาณาจักร 3.ไก่สวยงามฟรานเซียน (Fasian )ถิ่นกำเนิด:เนเธอแลนด์ 4.ไก่ไข่ บลูเดอลองค์ (Bleu De lands)ถิ่นกำเนิด:ฝรั่งเศส 5.ไก่สวยงาม พาโลสกายา (Pavlovskaya) ถิ่นกำเนิด: รัฐเซีย
6.ไก่ไข่คูแบ็คสมอร์ (Kollbacksmoor )ถิ่นกำเนิด:เยอรมันนี

สำหรับเป็ดไข่สวยงาม ที่เลี้ยงเอาไว้และให้ผลผลิตแล้ว มีดังนี้ 1.เป็ดอินเดียนรันเน้อ (Indain Runner Duck UK) เป็ดไข่ที่เดิน ตัวตรง ชื่อเล่นเป็ดเพนกวิน ถิ่นกำเนิด: อังกฤษ และ 2.เป็ด ซิวเวอร์ แอฟเบิลย์ยาร์ด (Silver Appleyard Duck) ถิ่นกำเนิด: อังกฤษ
“ที่นิยมกันมาก และผมเห็นว่าเลี้ยงได้ง่าย เลี้ยงแล้วสามารถใช้ประโยชน์และต่อยอดได้ ก็คือ การเลี้ยงไก่ไข่ พันธุ์แท้ที่มาจากต่างประเทศ เพราะว่า ไก่ต่างประเทศมีความสวย แปลก เลี้ยงได้นานหลายปี ที่สำคัญคือ ไก่ไข่ ก็แปลว่า ให้ไข่ได้ตลอด ไข่สามารถกินได้ หรือจะเพาะต่อยอดขายต่อไปก็ได้ เป็นการเลี้ยงที่จะได้เงินเกิน 100% คิดง่ายๆ ก็คือ สมมติลงทุน 10,000 บาท เพื่อซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยง เมื่อให้ไข่ล็อตแรก ฟักออกมาเป็นตัว หนึ่งเดือนถ้าได้ 10 ตัว ขายตัวละ 1,000 บาท ก็ได้หนึ่งหมื่นบาท แต่ก็ไม่ได้ไข่แค่เดือนเดียว เพราะไก่ไข่สามารถอออกไข่ได้อีกอีกเป็นปีสองปีเลย

สูตรการให้อาหาร คุณกรณ์ บอกว่า “เน้นการเลี้ยง การให้อาหาร ดูแล และรักษา แบบสูตรสมุนไพรกับไก่ทุกตัว เพื่อให้การดูแล การรักษาง่าย และไก่มีความแข็งแรงกับโรค เพราะการเลี้ยงไก่ ข้อยากที่สำคัญคือเรื่องโรคระบาด ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วก็จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะตายกันหมดทุกตัว อีกทั้งยังต้องระวังเรื่องสภาพอากาศ ฟ้าฝน หรือร้อนจนเกินไป ก็จะทำให้ไก่ป่วยได้ง่าย ดังนั้นไก่ที่นี่ ทุกพันธุ์ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ที่มาจากประเทศอะไร ผมจะเน้นให้ปรับตัวอยู่กับสภาพแวดล้อมของเมืองไทย และสภาพอากาศบ้านเราให้ได้ เพราะถ้าอยู่ได้ ปรับตัวได้ ก็จะแข็งแรง ลูกไก่ที่เพาะออกมาก็จะแข็งแรงด้วย
ผมใช้พื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นบ้านของพ่อแม่ อยู่ที่จังหวัดเชียงราย ในการเลี้ยง และอาศัยพื้นที่ห้องเก็บของ เป็นสถานที่เพาะไก่แรกแรกเกิด โดยในพื้นที่หลังบ้านนี้สามารถเลี้ยงได้ทั้งไก่และเป็ด

การทำกรงเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ ซึ่งต้องการพื้นที่มากหน่อย พื้นที่กรงประมาณ 2 คูณ 2 เมตร ทำไว้ 7-8 กรง ส่วนไก่ไซซ์เล็ก ก็จะเลี้ยงเป็นคอนโด ขนาดที่ทำก็ประมาณ 2 คูณ 4 เมตร ทำเป็นชั้นซ้อนกัน 1 ตารางเมตรต่อกรง จะได้ประมาณ 8 กรง”
สำหรับการลงทุนครั้งแรกก็จะลงทุนสองส่วน คือ ลงทุนการซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่มาเลี้ยง ก็ว่ากันไปตามราคาของพ่อแม่พันธุ์ว่าเท่าไหร่ แต่อย่างคุณกรณ์ ลงทุนครั้งแรกอยู่ที่ 7,000 บาท ได้ตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 4 ตัว อายุไก่ตอนได้มานั้นอายุประมาณ ปีกว่า เพราะไปซื้อต่อมาจากคนเลี้ยงไก่ที่เขาจะเลิกเลี้ยงแล้วพอดี ค่อยๆ ขยับขยายเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ
ด้านการลงทุนในการทำโรงเรือน 1 หลัง ได้กรงไก่ไข่ประมาณ 10 กว่ากรง ใช้เงินลงทุนในการซ

อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 10,000 บาท โดยซื้อไม้เนื้ออ่อนมาสร้าง เพราะต้นทุนถูกกว่า การสร้างก็ใช้แรงงานของผมและคุณพ่อในการช่วยกันสร้าง คุณกรณ์บอก
สำหรับการดูแล จึงจะต้องเอาใจใส่มากเป็นพิเศษในเรื่องของความสะอาดของสถานที่ในการเลี้ยง กรงเลี้ยงต่างๆ จะต้องมีการเปลี่ยนน้ำสำหรับไก่ทุกวัน ทำความสะอาดกรง เปลี่ยนแกรบรองพื้นรองทุกสองสัปดาห์ ควบคู่กับการให้อาหารเสริมด้วงมะพร้าวสดและยาสมุนไพร สูตรพิเศษ ที่ได้รู้จักมาจากพี่คนหนึ่งที่เขาเลี้ยงไก่ชน จึงนำเอามาลองดู ปรากฏว่าได้ผลดี เลยใช้ตลอดมา ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นพื้นที่ไม่กว้างขวางมากนัก หากเกิดโรคก็จะติดต่อกันได้ง่าย ความสะอาดจึงสำคัญมาก

การตลาด คุณกรณ์ จะขายและวางแผนจัดการบริหารไก่ ตามที่มีออร์เดอร์มาเท่านั้น ซึ่งทราบมาว่าออร์เดอร์การสั่งจองตอนนี้บ้างสายพันธุ์ จองกันไปถึงปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแต่ละเดือนจะมีกำไรจากการขายไก่และเป็ดอยู่ที่เดือนละ 80,000-100,000 บาท เลยทีเดียว ด้วยจำนวนเงินเท่านี้ทำให้ช่างเทคนิค ปิโตเลียมมองเห็นโอกาสและมีกำลังใจในการทำงานด้านเกษตรอย่างมาก มองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคตด้วยซ้ำ หากวันหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องออกจากงาน ก็จะมาลุยกับงานเกษตรนี้อย่างเต็มตัว โดยมีสโลแกนว่า “กรณ์ เกษตรฟาร์ม เลี้ยงไก่สวยได้ไข่กิน ออร์แกนิกหลังบ้าน”
ใบขี้เหล็ก พบว่ามีสารกลุ่มโครโมน ซึ่งมีฤทธิ์คลายเครียดและช่วยให้นอนหลับ และกลุ่ม Anthraquinones ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยให้ถ่ายหรือระบายท้อง เช่น แอนโทรน และไดแอนโทรน เมื่อนำมากำจัดปลวกได้ผลดีมาก
ผลจากการทดลอง นำใบขี้เหล็กมาตำคั้น ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมน้ำ 1 ลิตร เอาน้ำฉีดใส่ปลวก 20 ตัว ผลปรากฎว่า ปลวกตายหมด ภายใน 1 นาที


คุณสมบัติของใบขี้เหล็กต่อปลวก
ใบขี้เหล็กมีสารเคมีออกฤทธิ์ช้า ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่มีประสิทธิภาพสูงในการขัดขวางการดำรงชีวิตตามธรรมชาติของปลวก รวมทั้งมีคุณสมบัติพิเศษในการดึงดูดให้ปลวกเข้ามากิน ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากปลวกตัวหนึ่งไปสู่ปลวกตัวอื่น ๆได้
ขั้นตอนและวิธีการกำจัดปลวกด้วยใบขี้เหล็ก
นำใบขี้เหล็กมาบดและผสมกับน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นนำไปฉีดพ่นหรือเทลาดบริเวณที่พบปลวกหรือรังปลวก ทำซ้ำประมาณ 3 – 5 วัน ต่อครั้งจนไม่พบตัวปลวก
อีกหนึ่งวิธี นำใบขี้เหล็กมาผสมกับ แป้งดินสอพอง ปั้นให้เป็นก้อน ผึ่งแดดให้แห้ง เวลาจะใช้ก็ทุบ ให้เป็นผงแล้วนำไป โรยบริเวณรังปลวก ติดตามดูผลการทดลอง 30 วัน ปรากฏว่าปลวกย้ายรังหนีไปที่อื่น แสดงว่า แป้งสมุนไพรจากใบขี้เหล็กสามารถไล่ปลวกให้ไปอื่น และไม่กลับมาทำรังที่เดิมอีก…

แม้การกำจัดปลวกจะมีวิธีการมากมาย แต่การกำจัดปลวกด้วยใบขี้เหล็กเป็นวิธีการที่ประหยัดปลอดภัยที่สุด และไม่เป็นอันตรายทั้งต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องหาซื้อเพราะใบขี้เหล็กมีขึ้นอยู่ทั่วไป หาง่ายและยังกำจัดปลวกได้ผลดีอีกด้วย…
คลิปวีดีโอผลลัพธ์หลังการทดลองใช้ 6 วันกับต้นมะม่วง

ดูแลบ้านอย่างไร ให้ห่างไกลปลวก
เพราะปลวกเป็นศัตรูตัวร้ายที่จะมากัดแทะและกัดกินวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ใช่เฉพาะเนื้อไม้เท่านั้น ยังมีวัสดุอีกหลายชนิดที่ปลวกก็สามารถกัดแทะให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นการดูแลบ้านเพื่อเป็นการป้องกันให้ห่างไกลจากปลวกจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับวิธีการดูแลบ้านเราจะสามารถทำตามวิธีต่างๆ ได้ดังนี้
เริ่มจากการปลูกสร้างบ้าน ก่อนทำการปลูกสร้างเราควรฉีดพ่นน้ำยากำจัดปลวกตามจุดต่างๆ ของบ้าน ด้วยวิธีอัดเคมีลงดินในทุกตารางเมตร สำหรับขั้นตอนนี้ควรเป็นผู้ที่มีความรู้และความชำนาญในการทำกันโดยเฉพาะ โดยเราอาจจ้างบริษัทรับกำจัดปลวกเป็นผู้ทำ เพราะจะมีความเข้าใจในการทำมากกว่าที่เราจะทำเอง
ในบริเวณบ้านไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ นอกเสียจากคุณจะมีบริเวณบ้านที่กว้างขวางสามารถปลูกต้นไม้ให้ห่างจากตัวบ้านได้ เพราะปลวกมักจะชอบมาทำรังที่บริเวณต้นไม้ใหญ่ และอาจจะลุกลามมาที่ตัวบ้านได้
หลังจากปลูกบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วควรมีวิธีในการป้องกันปลวก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเคมี หรือการใช้สมุนไพรต่างๆ ในการช่วยป้องกันหรือกำจัดปลวก รวมทั้งอาจจะจ้างบริษัทรับกำจัดปลวกมาคอยฉีดพ่นน้ำยาเป็นระยะๆ
พยายามป้องกันอย่าให้แมลงเม่าบินเข้ามาในตัวบ้าน เพราะแมลงเม่าคือปลวกในวัยเจริญพันธุ์ที่อาจจะเข้ามาวางไข่และกลายเป็นรังปลวกต่อไปได้ในอนาคต
เพียงทำตามวิธีต่างๆ ดังที่กล่าวมาคุณก็จะสามารถดูแลรักษาบ้านให้ห่างไกลจากปลวกที่มารบกวนอย่างได้ผล
“ชอบกด Like ถูกใจกด Share และติดตามข่าวสารด้านการเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ เกษตรรอบรู้ ตามรายละเอียด้านล่างนี้ได้เลย”
เด็กยุค 90 อย่างเราหากย้อนไปตอนอายุ 8-9 ขวบ คงจะหนีไม่พ้น ดีดลูกแก้ว โดดยาง พับจรวด ใช่มั้ย แต่ก็ยังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ้าง สำหรับเด็กๆ ที่ช่วยพ่อแม่ ทำงานขายของหารายได้เสริม และนี่ก็คือเรื่องที่เราจะพูดถึงกันวันนี้กับ เด็กชายป.4 วัยเพียง 8 ขวบคนนี้ เลือกช่วยพ่อแม่หารายได้เสริม ด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างบ้านปลูกผักปลอดสารพิษสุดฮิต อาทิ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตเหมี่ยว ปลูก 7 วัน ตัดไปขายตลาดนัด หารายได้เสริมแต่ละเดือนหนึ่งหมื่นบาท ไว้เป็นทุนซื้อของเล่น และจ่ายค่าเทอม




คุณอัญชลี หิรัณยรัชต์ หรือคุณแอน คุณแม่ “น้องภูริ” ทองป้อง ปัจจุบันเป็นนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนจันทศิริวิทยา

คุณแม่แอน เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2558 น้องภูริในวัย 8 ขวบ อยากได้โน๊ตบุ๊ค ในฐานะแม่เห็นว่าเป็นของใช้ที่เกินตัว และยังไม่มีความจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ เลยบอกไปว่า ยังเด็กอยู่ แต่หากอยากจะได้จริงๆ ต้องเก็บเงินซื้อเอง เลยเป็นที่มาของการปลูกผักขาย



แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ลูกชายหาเงินเอง แต่ฐานะคนเป็นแม่ก็อดที่จะช่วยเหลือลูกไม่ได้ คุณแอน เลยบอกให้น้องภูริ ปลูกผักขาย เพราะเห็นว่าไม่ยาก เด็กสามารถปลูกได้ อีกทั้งครอบครัวก็ปลูกผักทานอยู่แล้ว

ที่บ้านของเรา ปลูกผักง่ายๆ กินกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยพอมีพื้นฐาน ประกอบกับค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มว่าผักชนิดไหน ปลูกไม่ยาก โตเร็ว เก็บขายได้ไว หนที่สุดมาเจอต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนผักต่างๆ
คุณแอน บอกว่า ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ย่านหนองแขม ขนาดพื้นที่ 50 ตารางวา บริเวณที่ใช้ปลูกผักอยู่ด้านข้างตัวบ้าน พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ที่ใช้ปลูกมีตะกร้า นอกจากนั้นยังนำไม้ไผ่มาต่อเป็นชั้นวาง 3 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูก

หน้าที่ของคุณแอน เธอเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีอาชีพกราฟฟิกดีไซน์ น้องภูริ มีน้องสาว 1 คน ชื่อวาริ หลังจากน้องภูริมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเก็บเงินซื้อโน๊ตบุ๊ค คุณแอนก็ลงมือช่วยปลูกผัก มีต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนหัวไชเท้า เบบี้คะน้า และผักโตหมี่ยว สาเหตุที่หญิงสาวเลือกปลูกผักประเภทนี้ เธอบอกว่า ปลูกง่าย โตเร็ว เด็กสามารถปลูกได้ไม่ยุ่งยาก

ขั้นตอนการเพาะเมล็ด

1. นำเมล็ดผักบุ้งไปล้างน้ำให้สะอาด จนน้ำใส จากนั้นแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำต่ออีก 12 ชั่วโมง
2. นำเมล็ดผักบุ้งที่ได้แช่น้ำมา 12 ชั่วโมงแล้ว มาเช็ดให้แห้ง และห่อด้วยผ้าเปียกต่ออีก 12 ชั่วโมง
3. เมล็ดผักบุ้งที่ผ่านการแช่น้ำ จะมีรากสีขาวงอกออกมา



ขั้นตอนการเตรียมดิน

1. นำดินละเอียด มาผสมกับแกลบดำ ผสมขุยมะพร้าวละเอียดด้วย ปริมาณ 1 ต่อ 1
2. นำดินเทใส่ภาชนะที่จะปลูก อาทิ ตะกร้า กะละมัง ใส่ดินสูง 1นิ้วครึ่ง
3. นำเมล็ดผักบุ้งโรยลงไปในดิน กะปริมาณให้พอดีกับภาชนะที่จะปลูก รดน้ำให้ชุ่ม หาตะกร้ามาวางทับบนดินอีกที เพื่อให้รากยั่งลึกลงดิน 2 วัน
4. วันที่ 3 เปิดตะกร้าที่วางทับบนดิน เพื่อให้ต้นอ่อนผักบุ้ง โดนแสงแดด รดน้ำ เช้า – เย็น ปลูกต่อไปอีก 7 วัน ก็สามารถตัดไปรัปประทานได้



ราคาเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม ท้องตลาดขาย 150 บาท เมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม เพาะต้นอ่อน 4 กิโลกรัม สำหรับหน้าที่ที่น้องภูริจะต้องทำ คุณแม่แอนบอกว่า ทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเมล็ด รดน้ำเช้า – เย็น ยกเว้นตอนตัด เพราะต้องใช้ของมีคม ด้านสถานที่จำหน่ายผัก ปัจจุบันหญิงสาวนำไปขายที่ตลาดนัดในหมู่บ้าน และส่งตามออเดอร์ ราคาขาย เบบี้คะน้า ขีดละ 20 บาท ผักบุ้งอ่อนขีดละ 15 บาท ต้นอ่อนหัวไชเท้าขีดละ 20 บาท รายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ย 1 หมื่นบาท

และหลังจากที่น้องภูริปลูกผักขายมาเป็นเวลาเกือบปี คุณแอน บอกอีกว่า มีเงินซื้อโน๊ตบุ๊คแล้ว แต่ทว่าลูกชายกลับไม่ต้องการ เพราะเห็นคุณค่าของเงินกว่าจะทำงานหามาได้นั้นยากลำบาก ไม่ซื้อโน๊คบุ๊ค เก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษา
ออกจากงานมาขายหมูแดดเดียว ผ่อนบ้านผ่อนรถเหลือเก็บอีกเดือนละ 30,000 บาทแบ่งปันเรื่องราวที่ทำให้หลายคนกำลังดิ้นรนสู้ชีวิตกับงานประจำรู้สึกมีความหวังขึ้นกับการบอกหนทางในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวที่ไม่ต้องมาจากงานประจำอย่างเดียวอย่างสำหรับคนที่มีทุนน้อยๆอยากจะหาธุรกิจทำ ทำหมูแดดเดียวขายน่าจะเป็นอาชีพที่น่าสนใจเพราะทำให้อยู่ได้มีรายได้หลายหมื่นเลยทีเดียวสามารถผ่อนรถผ่อนบ้านแถมยังมีเงินเหลือเก็บ แต่จะขายได้ขายดีต้องมีสูตรเด็ดและรู้จักเสาะหาช่องทางการจัดจำหน่ายทำเพจสินค้า ฝากร้าน จนเริ่มมีลูกเจ้าประจำติดใจสั่งไปทอดขายบอกปากต่อปาก วันนี้เราจะเผยสูตรเด็ดกันว่าทำยังไงให้หมูแดดเดียวเนื้อแดดเดียวขายดีมีกำไรและรสชาติอร่อย


ปริมาณไม่ตายตัว วัดตวงกันเอง ได้ตามใจชอบ หมูแดดเดียว / เนื้อแดดเดียว
ส่วนผสม

เนื้อหมู 1 กิโลกรัม / เนื้อก็สูตรเดียวกัน
กระเทียม 1 หัวครึ่ง
รากผักชี 5-6 ราก
พริกไทย 2 ช้อนชา
งาขาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 4 ช้อนชา
น้ำปลา 1.5 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 0.5 ช้อนโต๊ะ
ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำ

1.ล้างเนื้อหมูให้สะอาด นำนื้อหมูมาแล่ เป็นชิ้นบางหน่อย (หนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร) แต่อย่าบางมาก ถ้าบางมากไป เวลานำไปตากแดดจะแห้งมากเกินไป
2.โขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยให้ละเอียด ได้ที่แล้วนำไปหมักเนื้อหมู จากนั้นเติมน้ำตาล, น้ำปลา, ซอสหอยนางรม, ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส และงาขาวลงไป
3.คลุกเคล้าหรือนวดด้วยมือจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำเนื้อหมูไปตากแดด ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง กลับเนื้อหมูบ้างเป็นระยะ (โดยตากแดดไปสัก 2 ชั่วโมง เนื้อหมูด้านหนึ่งจะแห้ง ก็ทำการกลับเนื้อหมู แล้วตากอีกด้านไปอีก 2 ชั่วโมง)
4.สำหรับการทอดให้ใช้น้ำมันปาล์ม เทลงในกระทะและนำไปตั้งไฟ รอจนน้ำมันร้อน จึงนำหมูแดดเดียวลงไปทอดจนสุกทั่ว
5.จัดหมูหรือเนื้อทอดแดดเดียวลงในจาน พร้อมผักสดต่างๆ เช่น แตงกวา, มะเขือเทศ, ใบมะกรูดทอดกรอบ หรืออื่นๆตามชอบ



เคล็ดลับ

การหมักหมู ถ้าหมักไว้นานเกินไปจะเป็นน้ำ จะเสียความเข้มข้นของรสชาติไป
การตากเนื้อถือว่าสำคัญเหมือนกัน ถ้าแดดจัดแดดแรง หากตากนานเกินไป เนื้อหมูจะแห้งเกินไป เวลาทอดแล้วเนื้อจะแข็ง ดังนั้นหากแดดแรง ตากเนื้อหมูแค่พอหมาดๆก็ควรเก็บได้เลย
สำหรับเวลาทอดนั้น ควรใช้ไฟกลาง อย่าใช้ไฟแรงมาก เพราะจะทำให้เนื้อหมูแข็ง ทานไม่อร่อย



(แถม)หมูแดดเดียว สูตรใช้เตาอบไม่ง้อแดด กรอบนอกนุ่มใน



พบกับสูตรการทำหมูแดดเดียวไม่ง้อแดด สูตรพิเศษฉุกเฉินในวันที่มีฝนตก รายได้ไม่สะดุดแน่นอนเพราะเตาอบก็สามารถทำหมูแดดเดียวได้นะเออ

หมูแดดเดียวเตาอบ ไม่ต้องง้อแดด โดย คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม



ส่วนผสม หมูแดดเดียว

เนื้อหมู (สันคอ) 500 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำหมูแดดเดียว



นำเนื้อหมูมาล้างทำความสะอาด ซับให้แห้งแล้วหั่นยาวตามสไตล์หมูแดดเดียว




ผสมกระเทียม งาขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย คนให้เข้ากัน



ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำมันหอยลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี ก็เริ่มหมักหมูกันได้เลย ใส่หมูที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน (พักหมูไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง)



พอครบเวลาก็นำหมูออกจากตู้เย็นมาวางเรียงบนตะแกรง เรียงให้ห่างกันเล็กน้อย



นำเข้าเตาอบ เปิดไฟบน-ไฟล่างระบบพัดลมที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส อบเนื้อจนแห้งประมาณ 4 ชั่วโมง



หมูแห้งแล้วค่ะ จะได้หมูแดดเดียวแบบนี้



ทอดหมูได้เลยค่ะ ทอดจนสุกเหลืองทั้งชิ้นนะคะ



หน้าตาดี แถมอร่อย ขอข้าวเหนียวร้อน ๆ ด้วยจ้า

ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ ด้วยราคาที่สูง ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 300 บาท หากขึ้นภัตตาคารแล้วจะมีราคาที่สูงกว่านี้มาก รวมทั้งยังเพาะเลี้ยงได้ง่าย ไม่ ต้องดูแลมากเป็นพิเศษเหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น (มนัส ช่วยบำรุง เรือง/ภาพ)

นอกจาก ปูดำ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาแพงแล้ว ปูดำยังสามารถจำหน่ายแยกได้ทั้งปูเนื้อ ปูไข่ โดยเฉพาะปูไข่นั้นมีราคาที่สูงกว่าปูเนื้อมาก ปัจจุบัน ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำที่ดึงดูดให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม




คุณนวพล ชาวแกลง เกษตรกรเลี้ยงปูดำ อยู่บ้านเลขที่ 29 ซอย 11 ถนนชวณะอุทิศ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลี้ยงปูดำและประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงปูดำอยู่ที่บ้านหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์

คุณนวพล เล่าให้ฟังว่า ก่อนเริ่มเลี้ยงปูดำนั้น ได้ทำธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี   ภายหลังประสบปัญหากุ้งติดเชื้อจากโรค Ems ทำให้ได้หยุดเลี้ยงกุ้งขาวไป

จากการประสบปัญหากุ้งติดโรค ควบคุมอัตราการตายของกุ้งยากขึ้น ทำให้คุณนวพลรวมถึงเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายอื่นหันไปประกอบอาชีพอื่น เกษตรกรบางรายในท้องถิ่นผันตัวเองมาเลี้ยงปูเช่นเดียวกับคุณนวพล

คุณนวพล กล่าวต่อว่า คนแถวนี้จะเลิกเลี้ยงกุ้งกันหมดแล้ว เพราะโรค Ems เป็นโรคที่ไม่มีวิธีแก้ สมัยก่อนโรค Ems นี้ยังดีถ้าหยุดอาหารทิ้งไว้มันก็ยังเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้กุ้งตายเรื่อยๆ เลย

โรค Ems หรือโรคกุ้งตายด่วน ทำให้คุณนวพลต้องหยุดธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวไว้ก่อน แล้วมองหาอาชีพเสริมชนิดอื่นที่สามารถทำได้ในบ่อที่เคยใช้เลี้ยงกุ้งมาก่อน ผนวกกับช่วงนั้นบ่อว่างจึงมองหาสัตว์ น้ำที่สามารถเลี้ยงได้ในระหว่างที่มีปัญหากุ้งติดโรค Ems นี้อยู่

จากความรู้ที่มีเมื่อครั้งยังเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ รวมถึงบ่อเลี้ยงที่ยังคงว่าง ทำให้คุณนวพลเลือกเลี้ยงปูดำ เนื่องจากลูกพันธุ์ปูดำมีอยู่มากในท้องถิ่นบ้านหนองชิ่ม



“เริ่มทดลองนำปูดำมาปล่อยลงในบ่อกุ้ง โดยมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ เลี้ยงปูดำ จำนวน 3 บ่อ บ่อละประมาณ 3 ไร่ โดยทั้ง 3 บ่อนี้ เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าทั้งหมด ที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้เป็นปูดำทั้งหมด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติไม่ได้ใช้อาหารพิเศษอะไร    

ปูดำเพิ่งมาลงได้ประมาณ 2 เดือน สำหรับลูกพันธุ์ปูที่ใช้ได้มาจากคนในท้องถิ่นดักมาขาย เหมือนสั่ง 1 ครั้ง ก็แล้วแต่เขาเอามาขายให้ จำนวนที่รับซื้อลูกปูดำมาเพาะต่อนั้นไม่แน่นอน เหมือนตอนลง

ทุนทำ เสียค่าลูกปู ตัวละ 4 บาท จะมากจะน้อยแล้วแต่จำนวนที่เขาให้ บางวันอาจมีมาขายให้เป็น 100 ตัว แต่บางวันก็ไม่ได้ซื้อลูกพันธุ์ปูดำเลยก็มี เขาไปดักมาจากในคลอง ดักธรรมชาติแล้วจึงนำมาขายต่อให้เรา

ปูดำ ที่เลี้ยงเป็นแบบธรรมชาติเลี้ยงปนกับปลาหมอเทศ ไม่ต้องให้เหยื่อมาก โดย 1 อาทิตย์ จะให้อาหารปูดำเพียง 2 วันเท่านั้น อาหารที่ให้นั้น เป็นพวกปลาเป็ด ปลาเหยื่อ สาดให้ทั่วบ่อ ไม่ได้ใช้อาหารเม็ดหรืออาหารชนิดอื่นให้” คุณนวพล กล่าว

การเลี้ยงแบบธรรมชาติ ปล่อยให้ปูอยู่ในบ่อ คอยให้แต่เพียงอาหารเท่านั้น จึงทำให้คุณนวพลสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มาก

คุณนวพล กล่าวต่อว่า “ปูดำ ในบางครั้งเดินขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง เราจึงต้องปล่อยให้หญ้าขอบบ่อสูงไว้ เพื่อกันไม่ให้ปูดำเดินขึ้น หากไม่มีหญ้าบริเวณขอบบ่อจะทำให้ปูเดินขึ้นได้ง่าย ปูดำที่เราปล่อยมี ตัวขนาดเล็ก ประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถวางหับจับไปจำหน่ายได้แล้ว”



การเลี้ยงปูดำในรูปแบบธรรมชาตินี้ ทำให้คุณนวพลสามารถสร้างรายได้เสริมหลังจากหยุดเลี้ยงกุ้ง แม้มีกำไรไม่สูงมากเหมือนกุ้ง แต่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับการจับปูไปจำหน่ายนั้น คุณนวพลใช้ “หับ” (อุปกรณ์จับปู) ในการจับปูดำ โดยใส่เหยื่อไว้ แล้วนำไปหย่อนลงในบ่อเลี้ยงปู ซึ่งปูจะเข้ามากินเหยื่อภายในหับแล้วติดอยู่ในหับนั้น จึงสามารถนำปูขึ้นจากบ่อได้

“เวลามีพ่อค้ามาสั่งซื้อ เราจะดักไปขายที่เขารับซื้ออีกทีหนึ่ง เราไม่ได้ดูดน้ำแห้งเหมือนกุ้ง แต่ใช้หับโยนเอา เหมือนไปขายครั้งหนึ่งกำไรที่ได้ก็แล้วแต่เรา กำไรไม่แน่นอน ถ้าขยันดักหน่อยก็ได้กำไร มาก กำไรที่ได้ประมาณ วันละ 1,000 บาท แล้วแต่จำนวน ถ้าลงปูเยอะก็ได้มาก ถ้าประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปูจะมีราคาแพงมาก”

เจ้าของบ่อเลี้ยงปูดำบอกว่า ปูก้ามจะขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 600 บาท ส่วนปูไข่จะมีราคาที่สูงมากกว่าปูก้าม จึงขายแยกกัน ใช้วิธีการสังเกตที่จับปิ้งของปู ซึ่งปูตัวผู้จะมีจับปิ้งที่เรียวเป็นสามเหลี่ยมแหลม ส่วนปูตัวเมียจะมีจับปิ้งที่มีลักษณะใหญ่เป็นครึ่งวงกลม ซึ่งภายในจะมีไข่อยู่ ตลาดค้าปูช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนราคาจะดีมาก” คุณนวพล กล่าว

“เลี้ยงปูนั้นมีความเสี่ยงบ้าง ปูที่เลี้ยงไว้ในบางครั้งติดเห็บเหาของพวกสัตว์น้ำ โดยจะตายเพียงตัวเดียว ไม่ได้ตายทั้งบ่อ ปูที่เลี้ยงไว้นั้นเลี้ยงรวมอยู่กับปลาหมอเทศ เลี้ยงไว้ตามธรรมชาติพร้อมกับปู จึงมีการแย่งกินอาหารกันบ้างในบางครั้ง เรื่องค่าน้ำในบ่อเลี้ยงนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะปูดำมีความอดทนสูง แม้จะนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งก็ตาม ไม่ต้องตีน้ำ ปล่อยอย่างเดียวรอวันเก็บ ค่าน้ำอาจจะมีผลถ้าเราปล่อยหนาแน่น”



"ปูดำ มีปัญหาการกินกันเองบ้างเวลาที่ปูลอกคราบ ตัวเมียจะกินตัวผู้ เราป้องกันโดยการแยกบ่อตัวผู้กับตัวเมียไว้ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อป้องกันปัญหาการกินกันเอง"คุณนวพลกล่าว

บ่อปูดำของคุณนวพลนี้จะมีการถ่ายน้ำเข้า-ออก บ้าง ประมาณ 15 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะใช้ช่วงที่เป็นหัวน้ำ (น้ำสูง) ถ่ายน้ำในบ่อทั้งหมดเพื่อรักษาความสะอาดภายในบ่อ

การเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้งนี้จึงเป็นตัวอย่างเล็กๆให้แก่เกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่กำลังประสบปัญหากุ้งติดโรคEmsแล้วหยุดเลี้ยงไป ปล่อยบ่อไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ได้หันมาเลี้ยงปูดำแทนที่ด้วยความเสี่ยงที่น้อยกว่า รวมถึงปูดำสามารถจับขายได้ทุกวันเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปูดำจึงเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเลี้ยงภายใต้วิกฤติโรค Ems นี้

สำหรับผู้สนใจ สอบถามเทคนิควิธีการเลี้ยงปูดำในบ่อกุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณนวพล ชาวแกลง โทร. (081) 292-3156