ขั้นตอนวิธีทำ ปุ๋ยฮอร์โมน บำรุงพืช เร่งดอก เร่งผล พืชผักโตไว ลูกดกต้นแทบหัก




วำหรับการปลูกพืชผักนั้นโดยการปลุกตามธรรมชาตินั้นอาจจะได้ผลผลิตไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก แต่วันนี้เราจึงมีวิธีการทำปุ๋ยน้ำอินทรีย์แบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน นั่นคือ ฮอร์โมนนมสดและฮอร์โมนไข่ ที่ช่วยบำรุงพืช เร่งดอกเร่งผล พืชผักโตไว และยังช่วยเสริมธาตุอาหารที่จำเป็นให้กับพืช อีกทั้งยังช่วยการเจริญเติบโตของพืชได้ดี

วิธีทำฮอร์โมนไข่
สิ่งที่ต้องเตรียม
– ไข่ไก่ 5-10 ฟอง

– นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ

– ขวดเปล่า 1 ใบ



วิธีทำ
1.ตอกไข่ลงไปในขวด แล้วทำการเขย่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน

2.เติมนมเปรี้ยวและน้ำตาลทรายแดงลงไป อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ

3.จากนั้นก็เขย่าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้



วืธีทำฮอร์โมนนมสด
สิ่งที่ต้องเตรียม

– นมจืดยี่ห้อใดก็ได้ 1 กล่อง

– นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ

– ขวดเปล่า 1 ใบ



 วิธีทำ
1.นำนมจืดมาเทใส่ขวดที่เตรียมไว้

2.จากนั้นเติมนมเปรี้ยวและน้ำตาลทรายแดงลงไป อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ

3.เขย่าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ 3 วัน สามารถนำไปใช้ได้

ข้อควรระวัง : ในการหมักปุ๋ยฮอร์โมนอาจมีแก๊สเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรหมั่นเปิดฝาขวดเพื่อระบายแก๊สออกบ้าง

การนำไปใช้ : นำฮอร์โมนนมสดและฮอร์โมนไข่ อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บำรุงทางดิน หรือ ฉีดพ่นทางใบทุก ๆ 3 หรือ 7 วัน



เพียงเท่านี้เราก็จะมีปุ๋ยหมักอินทรีย์ธรรมชาติไว้ใช้กับพืชที่ปลูกกินเองที่บ้าน ช่วยบำรุง เร่งดอก เร่งผล เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
วิธีทำสแลนควบคุมแสงครอบคลุมรอบทิศทาง ช่วยลดแรงของน้ำ





สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีทำสแลนควบคุมแสง ครอบคลุมรอบทิศทาง ช่วยลดแรงกระแทกของน้ำ เหมาะสำหรับพืชผักที่โดนแสงมากไม่ได้ เช่น ผักสลัด ผักชีฝรั่ง ประหยัดทั้งเงิน ประสิทธิภาพดี เป็น DIY แบบง่าย ๆ ที่คุณทำได้

ขอบคุณที่มา: Mass DIY
สุดยอดไอเดีย ทำเตาเผาถ่านแนวนอน ด้วยถังขนาด 200 ลิตร



ตามวิถีชนบทของประเทศไทยการหุงหาอาหารยังคงใช้ไม้ฟืน กับ ถ่านไม้เป็นหลักถึงแม้ว่าทุกวันนี้แก๊สหุงต้มจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำของเรามากอยู่แล้ว แต่การใช้ไม้ฟืน กับ ถ่านไม้ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ในปัจจุบันก็หาคนเผาฟืนเพื่อใช้เป็นถ่านในการหุงหาอาหารได้ยากอยู่เหมือนกันเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ความสะดวกสบายที่เข้ามา จึงทำให้ผู้ประกอบอาชีพเผาถ่านขายก็หายไปตามกาลเวลา



วันนี้จะนำเสนอเรื่อง การเผาถ่านด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ใครก็ทำได้เพื่อแต่จะต้องเตรียมวัสดุดังนี้
– ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง

– ท่อใยหิน ขนาด ยาว 1 – 1.5 เมตร 1 ท่อ

– ข้องอใยหิน ศูนย์กลาง 4 นิ้ว

– อิฐบล็อก 4 ก้อน

– ดินเหนียว

– แกลบดำ

– ดินหรือทราย

– ไม้ไผ่ ยาวอย่างน้อย 5 เมตร

– ถังพลาสติกทรงสูง

ขั้นตอนการทำเตาถ่าน ประกอบด้วย

การนำเอาถังน้ำมัน 200 ลิตรตัดฝาด้านใดด้านหนึ่งออกเพื่อให้เปิดปิดได้ จากนั้นให้เจาะรูฝาที่ทำการตัดออกขนาด สี่เหลี่ยมจัตุรัส 20 x 20 ซ.ม. อีกด้านให้เจาะรูกลม ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4 นิ้ว

จากนั้นนำถังไปวางไว้บนพื้นทรายที่ทำการปูไว้แล้วซึ่งจะมีขนาดเท่ากับความกว้างและความยาวของถัง นำท่อใยหินกับข้องอใยหินไปประกบกับรูที่เจาะไว้ด้านหลังเพื่อเป็นปล่องควัน


ใช้ดินเหนียวผสมกับแกลบดำประสานรอยต่อ นำดินเหนียวไปโปะถังทั้งสามด้าน โดยควรจะมีความหนาประมาณ 30 ซ.ม. จะได้รักษาอุณหภูมิภายใน ต่อไปเอาเหล็กเส้นยาวประมาร 30 ซ.ม. 2 เส้น วางไว้ตามแนวขวางหลักด้านหน้าและด้านหลัง


นำไม้ฟืนที่เตรียมไว้ไปวางตามแนวยาวของถังจนเต็ม ปิดฝานำอิฐบล็อกเรียงไว้หน้าถังประสานรอยด้วยดินเหนียวและแกลบดำอีกครั้ง สำหรับขั้นตอนในการเผา จะทำการจุดไฟบริเวณหน้าเตาค่อย ๆ ใส่ฟืนลงไปเพื่อให้ความร้อนกระจายเข้าไปและเอาความชื้นและอากาศเย็นออกไป


ใส่เชื้อเพลิงเข้าไปเรื่อย ๆ จนอุณหภูมิภายในอยู่ที่ 200 – 250 องศาเซลเซียส สังเกตบริเวณปากปล่องจะมีควันสีขาวลอยขึ้นมาในขั้นตอนนี้

หลังจากเผาไปสักพัก บริเวณปากปล่องจะมีสารสีดำหรือที่เรียกกันว่ายางไม้ เป็นช่วงที่จะเริ่มเก็บน้ำควันไม้ได้ดีที่สุด ต่อไปสังเกตสีของไฟจากสีเทาให้กลายเป็นสีน้ำเงินอุณหภูมิในเตา 400 – 500 องศาเซลเซียส ใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 3 ชั่วโมง


หลังจากนั้นสังเกตไฟจากสีน้ำเงินเป็นสีฟ้าแสดงว่าฟืนในเตากลายเป็นถ่านแล้ว และเมื่อควันสีฟ้าอ่อนลงจนหมดไป แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีใส แสดงว่าไม้ที่อยู่ในเตาถ่านนั้นหมดไป ให้ปิดหน้าเตาด้วยดินเหนียวอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อครบแล้วก็เอาออกมาทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อให้ถ่านดับสนิทและนำมาไว้ในที่ล่วงเพื่อป้องกันการลุกมาเป็นไฟอีก
 ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างรายได้ กิโลละ 500 บาท


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม  นายสมโภชน์  เต็มเปี่ยม  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และนายประโยชน์  บุญเสริญ ประมงจังหวัดลำปาง ได้ทำการรณรงค์ให้ช่วยดูแลกระบวนการเพาะพันธุ์ปลารากกล้วยให้มีจำนวนมากขึ้น

เนื่องจากขณะนี้จำนวนลูกปลานั้นมีปริมาณการเกิดใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดถือว่า เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และเป็นสัตว์น้ำหายาก ซึ่งตอนนี้ได้จัดโครงการปลารากกล้วยคืนถิ่น มีการศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงตั้งแต่อนุบาล การเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์จนตลอดถึงการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์ปลาอีกด้วย จะมีการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อเข้าไปกระตุ้นให้ ปลารากกล้วย มีการวางไข่ในบ่ออนุบาลซึ่งเป็นถังไฟเบอร์กลาสและบ่อปูนซีเมนต์


และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม  ได้มีการแถลงว่าได้เพาะพันธุ์ปลารากกล้วยได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยศูนย์วิจัยและการพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดลำปาง จึงได้เตรียมการขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

ถือได้ว่าเป็นการทำสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาประจำท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความหลากหลายอยู่ดั้งเดิมและไม่ลดลง


สำหรับปลารากกล้วยนั้นถือได้ว่า เป็นปลาประจำถิ่นโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำปาง เคยมีปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดนั้นคือแม่น้ำวัง นั้นเอง แต่เนื่องจากการล่าเพื่อนำมาประกอบอาหารจึงทำให้ปลาชนิดนี้มีจำนวนลดลงจนอยู่ในขีดที่เรียกว่า “ใกล้สูญพันธุ์” เลยที่เดียว


แต่ยังดีที่มีผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับปลาเศรษฐกิจของจังหวัดชนิดนี้จึงได้จัดตั้งโครงการตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นและทำให้ปริมาณปลาชนิดนี้เพิ่มขึ้นมากขึ้นตามลำดับ และอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ซึ่งปลารากกล้วยที่เพาะพันธุ์ได้นั้นส่วนหนึ่งได้แจกจ่ายให้กับประชาชนนำไปเพาะเลี้ยงเพื่อนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และยังแบ่งอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำไปปล่อยสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติต่อไป


ลักษณะรูปร่างของปลารากกล้วยนั้น จะมีลำตัวเรียวยาวแบนข้างเล็กน้อย ลำตัวสีน้ำตาลอ่อน ท้องสีขาว ตามแนวสันหลังมีแถบสั้น ๆ สีน้ำตาลดำ พาดขวางประมาณ 10 แถบ

สภาพที่อยู่อาศัย จะอาศัยอยู่บริเวณน้ำไหลค่อนไปทางแรงแต่ไม่แรงมาก ใสสะอาด พื้นทรายไม่ละเอียด ไม่หยาบ สำหรับหาอาหารและมุดหลบภัยการหากินจะอยู่ตามหาดทรายและพื้นทราย เวลาตกใจจะว่ายหนีไม่ก็มุดทรายอย่างรวดเร็ว


กินอาหารจำพวกไรน้ำ ตัวอ่อนแมลงขนาดเล็ก หนอนที่มีชีวิต และแพลงก์ตอน ปลารากกล้วยเป็นปลาที่นิยมบริโภคกันทั่วไป และสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น ปลารากกล้วยทอดกระเทียม นับได้ว่าเป็นปลากเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวประมงอย่างแท้จริง
เกษตรกรสุพรรณบุรี เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ไก่มีอายุยืนถึง 3 ปี แถมไข่ขายได้ราคางาม



 เกษตรกรสุพรรณบุรี เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ไก่มีอายุยืนถึง 3 ปี แถมไข่ขายได้ราคางาม


ปัจจุบันกระแสสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับผู้ที่ใส่ใจในการดูแลตัวเอง โดยเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารคลีน หรืออาจจะเป็นอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบที่ปลูกแบบระบบอินทรีย์ก็เป็นความมั่นใจของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้นอกจากพืชที่ปลูกในระบบอินทรีย์แล้ว แม้แต่สัตว์บางชนิดก็สามารถนำมาเลี้ยงในระบบอินทรีย์ได้อีกด้วย โดยปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติมีการเลี้ยงด้วยอาหารที่ได้จากพืช ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง จึงส่งผลให้สัตว์ที่เลี้ยงด้วยระบบนี้สามารถทำราคาทางด้านการตลาดที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบทั่วไปเป็นเท่าตัว

อย่างเช่นไข่ไก่ที่ผ่านการเลี้ยงในระบบอินทรีย์เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม เพราะสามารถหาซื้อเองได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าที่ขายสินค้าอินทรีย์ หรือถ้าหากอยากมีกิจกรรมยามว่างก็สามารถหาไก่ไข่มาเลี้ยงแล้วเก็บไข่ไว้กินภายในครัวเรือนเองก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประหยัดรายจ่าย

คุณณธรา แย้มพิกุล อยู่ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 19 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรผู้มีความชอบการกินอาหารที่ปลูกในระบบอินทรีย์ โดยผลไม้และผักสวนครัวต่างๆ ที่ปลูกในสวนของเธอนั้น ทั้งหมดได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกแบบระบบอินทรีย์ ต่อมาได้นำไก่ไข่มาเลี้ยงให้เป็นไก่ไข่อารมณ์ดี ในช่วงแรกเพียงแค่คิดว่าจะเก็บไว้กินในครัวเรือน แต่เมื่อไข่มีจำนวนมากขึ้นจึงนำไปขายเป็นอีกหนึ่งงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี


ยึดงานทางการเกษตรเป็นอาชีพ

คุณณธรา เล่าให้ฟังว่า อาชีพทางการเกษตรเป็นสิ่งที่เธอทำมานานแล้วตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ โดยพืชส่วนใหญ่เน้นปลูกพืชผักสวนครัวที่ทำเงินให้กับเธอได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนและจัดการพื้นที่สวนใหม่ให้เป็นเกษตรผสมผสานที่อยู่ในระบบอินทรีย์ เพราะมองว่าตั้งแต่ทำเกษตรเป็นอาชีพมา ชีวิตค่อนข้างสัมผัสกับสารเคมีแทบทุกวัน จึงได้เกิดความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน แบบใช้ระบบอินทรีย์เป็นตัวนำในการผลิตสินค้า

“ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าการทำเกษตรที่มีเคมีเยอะ อย่างเช่นพอในสวนมีหญ้าขึ้น เราก็ใช้ยาฆ่าหญ้า มีโรคแมลงเราก็ใช้สารเคมีช่วยกำจัด ทีนี้ได้มีโอกาสไปตรวจสุขภาพ ผลก็ออกมาว่าร่างกายเรานี่ค่อนข้างมีสารพิษตกค้าง ก็เลยมองว่าต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะอย่างน้อยไม่ใช่แค่ตัวเราอย่างเดียว แม้แต่คนรอบข้างอย่างลูกๆ ก็จะได้ปลอดภัยไปด้วย จึงได้คิดใหม่ทำใหม่ในเรื่องของการปลูกให้อยู่ในระบบอินทรีย์ รวมไปถึงเรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ด้วย” คุณณธรา เล่าถึงช่วงเวลาของชีวิตในสมัยก่อน

เมื่อมีการปรับเปลี่ยนทำเกษตรอินทรีย์จึงทำให้ภายในสวนไม่สามารถกำจัดวัชพืชด้วยยาฆ่าหญ้าได้ ทำให้เธอเกิดความคิดที่จะนำไก่ไข่มาเลี้ยงภายในสวน เพราะไก่สามารถกินหญ้าและเศษผักที่คัดจากการส่งขายได้ จึงเป็นจุดกำเนิดของการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีจนประสบผลสำเร็จและสร้างรายได้ให้กับเธอได้ทุกสัปดาห์
เลี้ยงแบบอิสระเสรี ไก่ไข่มีอายุได้ถึง 3 ปี

ในช่วงแรกที่นำไก่ไข่มาทดลองเลี้ยงภายในสวน คุณณธรา บอกว่า นำมาซื้ออยู่ที่ 200 ตัว ต่อมาเมื่อไข่ไก่เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นจึงขยายพื้นที่เลี้ยง และซื้อไก่ไข่เข้ามาเลี้ยงเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ซึ่งตอนนี้ไก่ที่เลี้ยงอยู่ภายในสวนมีอยู่ประมาณ 1,000 ตัว โดยการเลี้ยงจะแบ่งพื้นที่เป็นโซนที่ชัดเจน คือใช้บริเวณใต้ร่มไม้ของพืชเศรษฐกิจที่โตเต็มที่บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ใช้เป็นร่มเงาให้ไก่ได้เดินคุ้ยเขี่ยและหลบแสงแดด ภายในบริเวณนั้นจะทำโรงเรือนขนาด 4×40 เมตร ไว้ให้ไก่ได้วางไข่และเป็นพื้นที่หลับนอนในยามค่ำคืน
“ไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงเป็นลูกไก่เล็ก ที่ฟักออกมาได้ประมาณ 1 วัน เราจะนำมาอนุบาลเองในพื้นที่โรงเรือนก่อน โดยกกให้อยู่กับแสงไฟเพื่อให้ได้รับความอบอุ่น อาหารระยะอนุบาลลูกไก่จะให้กินปลายข้าว รำข้าว และก็เสริมด้วยข้าวโพดบดเข้าไปด้วย โดยให้กินวันละ 2 เวลา พออนุบาลได้อายุ 1 เดือน ก็จะเริ่มปล่อยให้ออกมาเดินเล่นในพื้นที่ที่เตรียมไว้ให้ จากนั้นอาหารก็จะเปลี่ยนเป็นเศษผักที่ได้จากการคัดไซซ์ให้ไก่ได้กินสลับเสริมรำ ปลายข้าว และข้าวโพดเหมือนเดิม” คุณณธรา บอก



คุณณธรา บอกว่า หลังจากนั้นอีก 6 เดือน ไก่ที่เลี้ยงทั้งหมดจะเริ่มวางไข่ให้เก็บขายได้ ซึ่งโดยปกติถ้าเลี้ยงแบบอาหารอย่างเต็มที่เพียงอายุ 4 เดือนไก่ก็จะเริ่มวางไข่ได้ แต่เนื่องจากไก่ไข่ของเธอเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติไม่มีการเร่งในเรื่องของอาหารไก่จึงให้ไข่ช้าหน่อย แต่มีข้อดีคืออายุไก่จะยืนยาวไปถึง 3 ปี
ในเรื่องของการดูแลป้องกันโรคนั้น คุณณธรา บอกว่า ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือทำวัคซีนให้กับไก่ไข่ที่เลย เพราะการเลี้ยงเป็นแบบเชิงอินทรีย์และไก่มีพื้นที่เดินเล่นได้มีกิจกรรมคือการคุ้ยเขี่ย ดังนั้น ในเรื่องของสุขภาพจึงค่อนข้างแข็งแรงและอารมณ์ดี ไม่มีอาการเครียดของการเลี้ยงในพื้นที่แคบๆ


“ในสวนเรามีสมุนไพร พอช่วงไหนที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงเราก็จะเน้นให้กินสมุนไพรที่เราปลูกในสวน เช่น ฟ้าทลายโจร อะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เขามีความแข็งแรง และที่สำคัญช่วงไหนที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นไก่ที่เราเลี้ยงก็ไม่ตาย เพราะโซนที่เราเลี้ยงจะอยู่ใจกลางสวน ดังนั้น จะไม่มีคนหรืออะไรนำโรคไปสู่ไก่ที่เราเลี้ยงได้ ธรรมชาติก็จะเป็นสิ่งที่ไก่ได้อยู่ด้วย ความแข็งแรงความมีอารมณ์ดีของไก่เราก็จะทำให้ต้านทานโรคต่างๆ ได้” คุณณธรา บอก


ซึ่งเฉลี่ยต่อวันจากจำนวนไก่ 1,000 ตัว สามารถเก็บไข่ขายได้อยู่ที่ 600-700 ฟอง โดยในช่วงเช้าถึงเที่ยงวันจะให้ไก่อยู่ในบริเวณสำหรับไข่ หลังจากเวลาบ่ายเป็นต้นไปจะปล่อยให้ไปเดินเล่นหาอาหารกินตามโซนแปลงที่จัดไว้ เพื่อกำจัดวัชพืชและแมลงต่างๆ เป็นการเตรียมพร้อมลงปลูกผักในรอบต่อไป
ไข่ไก่อารมณ์ดี ตลาดรับซื้อตลอดทั้งปี

ในเรื่องของการทำตลาดขายไข่ไก่อารมณ์ดีนั้น คุณณธรา บอกว่า ในช่วงแรกก็จะมีส่งขายเองตามกำลังของจำนวนผลผลิตที่มี ต่อมาเมื่อมีการขยายการเลี้ยงเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงสามารถขยายการตลาดให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีบริษัทที่สนใจในเรื่องของการขายสินค้าอินทรีย์เข้ามาดูวิธีการเลี้ยงและประเมินการจัดการต่างๆ เพื่อตกลงซื้อขายกันในเชิงการค้าเป็นระบบมากขึ้น


“ช่วงนี้ตลาดไข่ไก่อารมณ์ดีเป็นที่สนใจมากของผู้บริโภค เพราะจากปัญหาสุขภาพต่างๆ ทำให้คนเริ่มสนใจในเรื่องการดูแลตัวเองมากขึ้น จึงทำให้อาหารสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนมองหา ยิ่งไข่เป็นวัตถุดิบที่กินได้ทุกวัน เรื่องการตลาดยังสามารถไปได้ดีในการเลี้ยงระบบแบบนี้ โดยราคาไข่ไก่ขายอยู่ที่ฟองละ 4-5 บาท คละไซซ์กันไปตั้งแต่เบอร์ 0 ถึง เบอร์ 3 ซึ่งลูกค้าที่ซื้อนำไปประกอบอาหาร จากที่เคยสอบถามมาเขาก็บอกว่าปรุงอาหารแล้วมีรสชาติที่อร่อย” คุณณธรา บอกเรื่องการตลาด

ซึ่งไข่ไก่ที่เก็บมาทั้งหมดในแต่ละวันสามารถส่งขายให้ลูกค้าที่เป็นขาประจำอยู่ที่สัปดาห์ละ 200 แผง และส่วนที่เหลือจากส่งลูกค้าขาประจำก็จะมีตลาดรองรับเป็นโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อปรุงเป็นอาหารสุขภาพให้กับนักเรียน

สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากจะเลี้ยงไก่ไข่เพื่อสร้างแหล่งอาหารภายในครัวเรือน คุณณธรา บอกว่า ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงในจำนวนที่มากๆ โดยอาจเริ่มจาก 5-10 ตัวในพื้นที่บริเวณบ้านก่อน อย่างน้อยอาหารที่เหลือจากครัวเรือนก็ไม่ต้องทิ้งเปล่า สามารถนำมาให้ไก่กินได้ เมื่อไก่ออกไข่มาให้ได้ทุกวันก็นำไข่มาปรุงอาหารจึงช่วยประหยัดต้นทุนค่ากับข้าวได้อีกหนึ่งช่องทาง และถ้าไข่ไก่มีจำนวนมากเกินกว่าที่จะกินได้ก็สามารถนำไปขายเกิดเป็นเงินได้อีกด้วย



ผักในสวนที่ตกเกรดจะนำมาต้มให้ไก่กิน

“การทำเกษตรนี่บอกเลยว่าเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดี ถ้าใครที่มีความสนใจอยากทำแต่ไม่กล้าลงมือทำ ก็จะบอกว่าให้ทำเถอะ ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาทำก็ได้ อย่างน้อยทุกคนในครอบครัวก็จะมีกิจกรรมทำร่วมกัน อย่างที่บ้านลูกๆ ก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เหมือนสร้างหน้าที่รับผิดชอบให้กับเขา เช่น เก็บไข่ไก่ เอาอาหารให้ไก่ และก็เสริมด้วยกิจกรรมแปรรูปจากไข่ไก่ที่ตกเกรดมาพัฒนาเป็นขนมต่างๆ ดังนั้น กิจกรรมเหล่านี้ก็ช่วยทำให้ทุกคนใช้เวลายามว่างด้วยกันในครอบครัวอย่างมีความสุข” คุณณธรา กล่าวแนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณณธรา แย้มพิกุล หมายเลขโทรศัพท์ (089) 880-7726

ขอบคุณที่มา:technologychaoban.com
แชร์ไว้ดู!!น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์






น้ำกระเจี๊ยบเขียว ดื่มทุกวัน ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์


ในหลายประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อว่า กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และในชาวแคริบเบียน จะเรียกกันเช่นนี้


พืชยอดเยี่ยมนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร เพราะกระเจี๊ยบสดหนึ่งแก้วมีโปรตีน 2 กรัม มีวิตามิน C 21 มิลลิกรัม มีกรดโฟลิก 30 แคลอรี่ มีโฟเลต 80 ไมโครกรัม มีแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม มีไขมัน 0.1 กรัม

และมีคาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม พืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในรูปแบบต่างๆ เช่น ทอด ต้ม ตุ๋น หรือดอง

สมุนไพรกระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น

และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

2. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลโดยผ่านการบริโภคโดยตรง

4. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

5. ป้องกันการเกิดโรคไต

**วันนี้เราจะนำเสนอสูตรน้ำกระเจี๊ยบ ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสม

1. กระเจี๊ยบเขียวสด 4 ฝัก

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วย

สูตรน้ำกระเจี๊ยบ

1. ใช้มีดตัดด้านข้างของฝักกระเจี๊ยบออก

2. ใส่ฝักกระเจี๊ยบลงในขวดขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปให้ท่วม

3. แช่ฝักกระเจี๊ยบทิ้งไว้ตลอดคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. ในตอนเช้าให้บีบน้ำในฝักกระเจี๊ยบออกให้หมดและเก็บน้ำไว้

5. โยนฝักของมันทิ้งไปและดื่มน้ำทันที

วิธีดื่ม

คุณควรดื่มเครื่องดื่มนี้ในขณะท้องว่าง ก่อนมื้อเช้า 30 นาที มันจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจนทำให้คุณประหลาดใจ

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

1. ฝักอ่อนหรือผลอ่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทาน โดยนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อน หรือนำมาใช้ทำแกงต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ใช้ใส่ในยำต่าง ๆ ใช้ชุบแป้งทอด ทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้

2. เมนูกระเจี๊ยบเขียว เช่น แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบผัดขิงอ่อน ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด ยำกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด สลัดกระเจี๊ยบเขียว ชากระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

3. สำหรับชาวอียิปต์มักใช้ผลกระเจี๊ยบรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ หรือนำมาใช้ในการปรุงสตูว์เนื้อน้ำข้น สตูว์ผัก หรือนำไปดอง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้จะใช้ผลอ่อนนำมาต้มเป็นสตูว์กับมะเขือเทศที่เรียกว่า “กัมโบ้” หรือทางตอนใต้ของอินเดียจะนำผลกระเจี๊ยบมาผัดหรือใส่ในซอสข้น ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะใช้กินเป็นผักสดและนำมาย่างกิน และชาวญี่ปุ่นจะนำมาชุบแป้งทอดกินกับซีอิ้ว

4. ดอกอ่อนและตาดอกสามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

5. รากกระเจี๊ยบสามารถนำมารับประทานได้ แต่จะค่อนข้างเหนียวและไม่เป็นที่นิยม

6. แป้งจากเมล็ดแก่เมื่อนำมาบดสามารถนำมาใช้ทำเป็นขนมปังหรือทำเป็นเต้าหู้ได้

7. ใบตากแห้งนำมาป่นเป็นผงใช้โรยอาหารและช่วยชูรสชาติอาหารได้

8. ฝักที่นำมาตากแห้งแล้ว สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้

9. เมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้ หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟ

10. ใบกระเจี๊ยบนำมาใช้เป็นอาหารวัวหรือใช้เลี้ยงวัวได้

11. กากเมล็ดมีโปรตีนมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

12. ในประเทศอินเดียมีการใช้เมล็ดกระเจี๊ยบเพื่อไล่ผีเสื้อเจาะผ้า

13. ในประเทศอินเดีย โรงงานผลิตน้ำตาลบางแห่งมีการใช้เมือกจากต้นนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำอ้อยสะอาด

14. เปลือกต้นกระเจี๊ยบ แม้จะไม่เหนียวนักแต่ก็สามารถนำมาใช้ทอกระสอบ ทำเชือก เชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ ใช้ถักทอเป็นผ้าได้ หรือทำเป็นกระดาษ ลังกระดาษก็ได้

15. เมือกจากผลกระเจี๊ยบสามารถนำมาใช้เคลือบกระดาษให้มันได้

16. กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากต่างประเทศมีการสั่งซื้อกระเจี๊ยบของไทยปีละหลายล้านบาท โดยมีบริษัทที่ทำโครงการปลูกกระเจี๊ยบเขียวอย่างครบวงจรมาร่วมมือกับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งออก

17. สำหรับในต่างประเทศมีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปผลิตแปรรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทำเป็นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูป เช่น กระเจี๊ยบเขียวอบแห้ง หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องหอม อุตสาหกรรมยา เช่น ทำเป็นยาผงและแคปซูล
 สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น





สะตอ ผักบ้านๆ กลิ่นแรง แต่ประโยชน์เพียบ พร้อมวิธีดับกลิ่น

สะตอ ผักกลิ่นแรง แต่รสชาติก็ยังเป็นที่ถูกใจของใครหลายคน นำมาทำอาหารรับประทานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำมาผัด กินกับน้ำพริก กินคู่ส้มตำ ก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่อย่าพูดถึงกลิ่นไม่พึ่งประสงค์นะคะ เรียกว่ายืนห่างกันเป็นเมตร กลิ่นยังโชยมาได้ตลอด

แต่ถึงสะตอจะกลิ่นแรงเพียงใด มันก็ประโยชน์อย่างมากมายนะคะ เช่น


1.ประโยชน์สะตอมีส่วนช่วยบำรุงสายตา

2.ช่วยทำให้เจริญอาหาร

3.ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

4.ประโยชน์ของสะตอ ช่วยลดความดันโลหิต

5.ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดีขึ้น

6.มีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์

7.สะตอประโยชน์ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

8.เชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้

9.สรรพคุณของสะตอ ช่วยขับลมในลำไส้

10.ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้

11.สะตอ สรรพคุณช่วยในการขับปัสสาวะ

12.สรรพคุณสะตอ มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย

13.แก้ปัสสาวะพิการ

14.ช่วยแก้ไตพิการ

15.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

16.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา

17.สะตอทําอะไรได้บ้าง เช่น สะตอผัดกุ้ง แกงป่าใส่สะตอ สะตอผัดกะปิกุ้งสด เป็นต้น

18.และยังใช้แปรรูปเป็นสะตอดองได้อีกด้วย ส่วนยอดสะตอนำมารับประทานเป็นผักเหนาะ

19.ใบของสะตอใช้ทำเป็นปุ๋ยบำรุงดิน

20.ลำต้นของสะตอใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน


วิธีดับกลิ่นสะตอ เมื่อทานสะตอเข้าไปแล้วหลังทานเข้าไปจะมีกลิ่นปาก ซึ่งเราสามารถกำจัด กลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามไปประมาณ 2-3 ลูก ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็นเขียวของสะตอได้ดีในระดับหนึ่ง

ข้อมูลจาก http://www.deedaily.com/beauty-fashion/1814